ก่อการร้าย

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในเมืองลวิฟ ทางตะวันตกของยูเครน เมื่อทีมตำรวจถูกหลอกให้ไปตรวจสอบเหตุงัดแงะ ก่อนจะเจอระเบิดแสวงเครื่องซ่อนอยู่ในถังขยะ สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 หรือตามปฏิทินไทยคือปีนี้เอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติยูเครนรายงานว่า ทีมตำรวจชุดแรกได้รับแจ้งเหตุบุกรุกร้านค้าในย่านใจกลางเมืองลวิฟ หลังเที่ยงคืนไม่นาน รถตำรวจมาถึงจุดเกิดเหตุก็เกิดระเบิดลูกแรกทันที ตามด้วยระเบิดลูกที่สองเมื่อทีมชุดที่สองมาสมทบ ทำให้เกิดความโกลาหลทันที

ผู้เสียชีวิตคือตำรวจหญิงวัย 23 ปีชื่อ วิกตอเรีย ชพิลกา (Viktoria Shpylka) เธอเพิ่งเข้าปฏิบัติหน้าที่หลังจากรัสเซียรุกรานแคว้นเคอร์ซอน ส่วนผู้บาดเจ็บรวม 25 ราย โดย 11 รายถูกส่งโรงพยาบาลทันที ในนั้นมีตำรวจ 6 นายและอาการสาหัสหลายราย สถานการณ์ตึงเครียดมากเพราะเมืองลวิฟอยู่ใกล้ชายแดนโปแลนด์ ถือเป็นฐานที่มั่นสำคัญของยูเครน

ผู้ต้องสงสัยและเบื้องหลังการก่อเหตุ

ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ยืนยันว่าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว โดยนายกเทศมนตรีเมืองลวิฟ อันดรีย์ ซาโดวี เผยว่าเป็นผู้หญิงชาวยูเครนวัย 33 ปี จากแคว้นรีฟเน ทางตะวันตกเฉียงเหนือ เธอรับสารภาพว่าประดิษฐ์ระเบิดเองและวางตามคำสั่งจาก หน่วยข่าวกรองพิเศษของรัสเซีย

รัฐมนตรีมหาดไทย อิฮอร์ คลิเมนโก ระบุว่าตำรวจและหน่วยข่าวกรองยูเครนกำลังไล่ล่าคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัสเซียใช้สายลับแทรกซึมก่อวินาศกรรมในยูเครน โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกที่ปลอดภัยกว่าแนวหน้า

ผลกระทบและบริบทสงครามยูเครน-รัสเซีย

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย นี้ สะท้อนถึงภัยคุกคามที่ยังคงรุนแรง แม้สงครามจะยืดเยื้อมากว่า 2 ปี รัสเซียพยายามบ่อนทำลายความมั่นคงภายในด้วยการก่อวินาศกรรมเป้าหมายตำรวจและโครงสร้างพื้นฐาน เมืองลวิฟเคยถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธมาแล้วหลายครั้ง

  • ระเบิดแสวงเครื่อง 2 ลูก ซ่อนในถังขยะ
  • ทีมตำรวจชุดแรกและชุดสองถูกโจมตีติดต่อกัน
  • ผู้เสียชีวิต: ตำรวจหญิง 23 ปี
  • บาดเจ็บ: 25 ราย ส่งโรงพยาบาล 11 ราย
  • ผู้ต้องหา: ผู้หญิง 33 ปี สายลับรัสเซีย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ายูเครนจับกุมสายลับรัสเซียได้อีกหลายรายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สงครามนี้ไม่ใช่แค่แนวหน้า แต่แผ่ขยายมาถึงพลเรือนและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย

บทเรียนจากเหตุการณ์ช็อกยูเครน

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ยูเครนต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะการตรวจสอบแจ้งเหตุที่น่าสงสัย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่ารัสเซียยังคงใช้กลยุทธ์ก่อการร้ายแบบอสมมาตรเพื่อสร้างความหวาดกลัว ในขณะที่ประชาคมโลกยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับวิกตอเรีย ชพิลกา เธอเป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละของตำรวจยูเครนที่ปกป้องบ้านเมืองท่ามกลางสงคราม การสูญเสียครั้งนี้คงทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเศร้าโศก แต่ก็ยิ่งมุ่งมั่นต่อสู้มากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย นี้ ชี้ให้เห็นว่าสงครามสมัยใหม่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ผู้บริโภคข่าวสารควรติดตามจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อข้อมูลเท็จ สุดท้ายแล้ว ความสามัคคีของชาวยูเครนคือกุญแจสำคัญในการเอาชนะภัยคุกคามเหล่านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศและอัปเดตสงครามยูเครนได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย

หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” สร้างความตกใจให้แฟนเพลงทั่วโลก

ข่าวช็อกวงการเพลงและความมั่นคง เมื่อหนุ่มออสเตรียวัย 21 ปี ชื่อเบรัน เอ. (Beran A.) ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย จากแผนการโจมตีคอนเสิร์ตของซูเปอร์สตาร์ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 หากถูกตัดสินว่ามีความผิด เขาอาจต้องติดคุกนานกว่า 20 ปี

หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” อย่างไร

ตามรายงานจากสำนักข่าว BBC เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 อัยการออสเตรียกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย ISIS ผลิตวัตถุระเบิด TATP แบบสะเก็ดระเบิด ซึ่งเป็นวิธีการเฉพาะของ ISIS และพยายามหาอาวุธผิดกฎหมาย นอกจากนี้ เขายังเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของ ISIS ทางออนไลน์

การจับกุมเกิดขึ้นหลัง CIA ของสหรัฐฯ ส่งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ออสเตรีย ทำให้ยกเลิกคอนเสิร์ต 3 รอบที่สนามเอิร์นสต์ ฮัปเปล ซึ่งบัตรขายหมด บรรจุผู้ชมกว่า 195,000 คน สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งทางการเงินและจิตใจแฟนเพลง

ประวัติผู้ต้องหาและแผนการร้าย

เบรัน เอ. ได้รับคำสั่งก่อการร้ายทางออนไลน์ และเคยวางแผนโจมตีที่ดูไบเดือนมีนาคม 2567 ร่วมกับ ISIS 3 จุด แต่เปลี่ยนใจทัน ในคดีนี้มีผู้ต้องหา 3 คน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นวัยรุ่น อย่างโมฮาเหม็ด เอ. ชาวซีเรียวัย 16 ปี ที่ศาลเยอรมนีตัดสินจำคุก 18 เดือนแต่รอลงอาญา

  • ข้อกล่าวหาหลัก: เป็นสมาชิก ISIS, ผลิตระเบิด TATP
  • วิธีการ: ปรึกษาสมาชิก ISIS ทางออนไลน์
  • ผลกระทบ: ยกเลิกคอนเสิร์ตเทย์เลอร์ สวิฟต์
  • ความเสี่ยง: CIA เตือนหวังสังหารผู้ชมจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงด้านความมั่นคงในยุคดิจิทัล ที่กลุ่มก่อการร้ายใช้โซเชียลมีเดีย radicalize วัยรุ่นได้ง่าย ออสเตรียเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยงานคอนเสิร์ตทั่วประเทศ

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ซึ่งเป็นศิลปินที่ทัวร์ Eras Tour ทำรายได้พันล้านดอลลาร์ สร้างกระแส Swifties ทั่วโลก แต่เหตุการณ์นี้ทำให้แฟนๆ กังวลเรื่องความปลอดภัยในการแสดงสด

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การก่อการร้ายแบบ lone wolf อย่างกรณีนี้ยากต่อการตรวจจับ แต่การร่วมมือระหว่าง CIA และออสเตรียแสดงให้เห็นประสิทธิภาพข่าวกรอง

นี่คือตัวอย่างที่เตือนใจว่า ความบันเทิงระดับโลกต้องเผชิญภัยคุกคามจริงจัง คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อความปลอดภัยในการร่วมงานอีเวนต์

ที่มา – หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส

ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า เหตุการณ์มือปืนยิงหาดบอนได มีแรงจูงใจจากกลุ่มไอซิส โดยผู้ก่อเหตุเดินทางไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

เมื่อวันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2568 ตำรวจออสเตรเลียได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนไดอันน่าสลดใจ โดยระบุว่ามือปืนสองคนที่ก่อเหตุในเทศกาลฮานุกกะห์ที่หาดบอนได นครซิดนีย์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปถึง 15 รายนั้น ได้เดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ก่อนที่จะกลับมาก่อเหตุร้ายดังกล่าว และจากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า การกระทำของพวกเขามีแนวโน้มว่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส

เหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นเหตุกราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดในออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี และขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนอย่างละเอียดในฐานะคดีก่อการร้ายที่มีเป้าหมายไปยังชุมชนชาวยิว

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ยังคงอยู่ที่ 15 ราย นอกเหนือจากมือปืนหนึ่งในสองคนที่ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ตำรวจได้ระบุชื่อของเขาคือ ซาจิด อัคราม วัย 50 ปี ส่วนลูกชายวัย 24 ปีของเขา นาวีด ซึ่งร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ตำรวจยังเปิดเผยอีกว่า พ่อลูกอัครามได้เดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนวัตถุประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้อย่างละเอียด

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์ให้ข้อมูลว่า ทั้งสองคนได้เดินทางไปยังกรุงมะนิลา และเดินทางต่อไปยังเมืองดาเวาทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน และเดินทางออกจากประเทศเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนได

เจ้าหน้าที่ยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้เป็นพ่อเดินทางโดยใช้หนังสือเดินทางอินเดีย ในขณะที่ลูกชายใช้หนังสือเดินทางออสเตรเลีย และเสริมว่ายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายใดๆ หรือได้รับการฝึกฝนในประเทศฟิลิปปินส์หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า เครือข่ายที่เชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามมีการเคลื่อนไหวในประเทศฟิลิปปินส์ และมีอิทธิพลในบางพื้นที่ของเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ ถึงแม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครือข่ายเหล่านี้จะมีขนาดเล็กลงไปมากแล้วก็ตาม

คริสซี บาร์เร็ตต์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย กล่าวในการแถลงข่าวว่า ข้อบ่งชี้เบื้องต้นชี้ไปที่การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลาม และย้ำว่า นี่คือการกระทำของผู้ที่เข้าร่วมกับองค์กรก่อการร้าย ไม่ใช่การกระทำที่เกี่ยวข้องกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

ตำรวจยังกล่าวอีกว่า ในรถยนต์ที่จดทะเบียนในชื่อของ นาวีด อัคราม พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง (IEDs) และธงทำมือ 2 ผืนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอซิส ซึ่งในขณะนี้ทางการกำลังพยายามรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าเขาเข้าสู่เส้นทางแห่งความรุนแรงได้อย่างไร

มือปืนยิงหาดบอนได แรงบันดาลใจจากไอซิส

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ มือปืนยิงหาดบอนได ทำให้เห็นถึงภัยคุกคามจากการก่อการร้ายที่ยังคงมีอยู่ และความสำคัญของการเฝ้าระวังและการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านภัยคุกคามนี้

มือปืนยิงหาดบอนได กับการเดินทางไปฟิลิปปินส์

การเดินทางไปยังฟิลิปปินส์ของผู้ก่อเหตุ มือปืนยิงหาดบอนได ก่อนเกิดเหตุ ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ และความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาค

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและภัยคุกคามของการก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มสุดโต่ง ซึ่งต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว เด็ดขาด และมีประสิทธิภาพจากทุกภาคส่วน

ที่มา – มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส ไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได สังเวย 11 ศพ

จากเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ กราดยิงหาดบอนได ในออสเตรเลีย รายงานล่าสุดระบุว่าหนึ่งในผู้ก่อเหตุมีประวัติอยู่ในฐานข้อมูลของตำรวจแล้ว ขณะที่พลเมืองดีผู้กล้าหาญที่เข้าขัดขวางคนร้ายได้รับบาดเจ็บ แต่ปลอดภัยแล้ว

นายณัฐพันธ์ ตรีเมฆ ผู้สื่อข่าวไทยในออสเตรเลีย รายงานว่าโศกนาฏกรรม กราดยิงหาดบอนได เกิดขึ้นเมื่อเวลา 18:45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 29 คน รวมถึงตำรวจ 2 นาย คนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรม 1 ราย และอีก 1 รายอาการสาหัส

เหตุการณ์นี้ถูกจัดเป็นการก่อการร้าย โดยมีเป้าหมายที่ชุมชนชาวยิวซึ่งกำลังจัดงานเทศกาลฮานุกกะห์ หนึ่งในมือปืนมีประวัติอาชญากรรม แต่ไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง

เหตุการณ์ กราดยิงหาดบอนได ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุกราดยิงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนแรงจูงใจและเครือข่ายของผู้ก่อเหตุ

เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได ดับ 11 ศพ พบระเบิดในรถยนต์

มือปืนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกระบุชื่อว่า นาวีด อาคราม อายุ 24 ปี เขาได้รับการยืนยันว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่เปิดฉากยิงใส่ผู้คนในงานเทศกาลฮานุกกะห์ที่หาดบอนได

The Jerusalem Post รายงานเพิ่มเติมว่า อาครามอาจมีเชื้อสายปากีสถาน และเคยศึกษาที่ Central Queensland University ในซิดนีย์ รวมถึง Hamdard University ในอิสลามาบัด

ตำรวจยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ในรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ซึ่งทีมเก็บกู้ระเบิดได้เข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่ามีผู้ก่อเหตุเพิ่มเติมหรือไม่

เรื่องราวของวีรบุรุษ อาเหม็ด อัล อาเหม็ด วัย 43 ปี ผู้เข้าไปแย่งอาวุธจากคนร้ายจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก เขาถูกยิงบาดเจ็บ แต่โชคดีที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

Al-Ahmed เป็นเจ้าของร้านขายผลไม้ในย่านซัทเธอร์แลนด์ เขาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับอาวุธปืน แต่ตัดสินใจเข้าขัดขวางเมื่อเห็นเหตุการณ์

ตำรวจระบุว่าเขาถูกยิง 2 นัดที่แขน และกำลังพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการปลอดภัยแล้ว

ความกล้าหาญท่ามกลางเหตุการณ์ กราดยิงหาดบอนได

การกระทำของ Al-Ahmed แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อผู้อื่น ถึงแม้จะไม่มีความเชี่ยวชาญ แต่เขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อหยุดยั้งความรุนแรง

เหตุการณ์ กราดยิงหาดบอนได ครั้งนี้เป็นการเตือนใจถึงภัยคุกคามของการก่อการร้ายและความสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

  • การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อระบุแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
  • เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและความเชื่อมโยงของผู้ก่อเหตุ
  • ตำรวจกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของประชาชน

เหตุการณ์ กราดยิงหาดบอนได ได้สร้างความโศกเศร้าและความเสียใจให้กับผู้คนทั่วโลก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตื่นตัวและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม เราควรช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและสงบสุข

ที่มา – เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได ดับ 11 ศพ พบระเบิดในรถยนต์

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ: ทำงาน CIA


กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า ชายผู้ก่อเหตุ มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เคยทำงานร่วมกับ CIA ในอัฟกานิสถานมาก่อน เรื่องราวนี้สร้างความตกตะลึงและความกังวลให้กับหลายฝ่าย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า นาย เราะห์มานอุลเลาะห์ ลากันวัล ชายชาวอัฟกานิสถานผู้ต้องสงสัยในคดีมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ได้เคยทำงานให้กับสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ในอัฟกานิสถาน ก่อนที่จะเดินทางมายังสหรัฐฯ เมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้

ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกกล่าวหาว่า ยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย 2 นาย ได้แก่ ซาราห์ เบคสตรอม วัย 20 ปี และ แอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ในจุดที่ห่างจากทำเนียบขาวเพียงไม่กี่ช่วงตึก ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในพื้นที่

“เราภาวนาขอให้พวกเขารอดชีวิต และภาวนาว่าข้อหาสูงสุดในคดีนี้จะไม่ใช่การฆาตกรรมโดยเจตนา” นางสาวจีนิน ปีร์โร อัยการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นาย แคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐฯ ยืนยันในการแถลงข่าวเดียวกันว่า ผู้ต้องสงสัยมีความสัมพันธ์กับกองกำลังพันธมิตรในอัฟกานิสถาน ก่อนจะย้ายมาอยู่สหรัฐฯ ทำให้ประเด็นความเชื่อมโยงกับต่างประเทศมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

นายลากันวัลเดินทางมายังสหรัฐฯ ในปี 2564 ภายใต้โครงการของรัฐบาล ที่ให้การคุ้มครองพิเศษด้านการตรวจคนเข้าเมืองแก่ชาวอัฟกานิสถาน หลังจากการถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน

อดีตผู้บัญชาการทหารที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับนายลากันวัลบอกกับสำนักข่าว BBC ภาษาอัฟกันว่า นายลากันวัลช่วยอารักขากองกำลังสหรัฐฯ ที่สนามบินคาบูล ในช่วงที่ประชาชนหลายพันคนพยายามหนีออกจากอัฟกานิสถานก่อนที่กลุ่มตาลิบานจะเข้ายึดอำนาจ

นายลากันวัลถูกเกณฑ์เข้าร่วมหน่วย 03 ของกองกำลังจู่โจมของเมืองกันดาฮาร์เมื่อ 9 ปีก่อน โดยหน่วยของเขาเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นว่า “กองกำลังแมงป่อง” ซึ่งทำงานภายใต้ CIA ก่อนที่จะไปอยู่ใต้สังกัดสำนักงานข่าวกรองอัฟกานิสถานชื่อ กองอำนวยการความมั่นคงแห่งชาติ (NDS)

อดีตผู้บัญชาการบอกกับ BBC ว่า นายลากันวัลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ GPS และมีนิสัยร่าเริงและรักกีฬา

หน่วยของนายลากันวัลถูกย้ายจากเมืองกันดาฮาร์ไปยังกรุงคาบูล 5 วันก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะบุกเข้าสู่เมืองหลวง และพวกเขาปกป้องสนามบินต่อหลังจากนั้นอีก 6 วัน ก่อนที่จะต้องนั่งเครื่องบินไปยังสหรัฐฯ เช่นเดียวกับผู้อพยพคนอื่นๆ

การถอนตัวของกองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564 ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เริ่มโครงการ “ปฏิบัติการต้อนรับพันธมิตร” ซึ่งอนุญาตให้ชาวอัฟกันกว่า 77,000 คน เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ภายใต้ความคุ้มครองพิเศษ

นายลากันวัลเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว และยื่นข้อลี้ภัยในสหรัฐฯ เมื่อปี 2567 ก่อนที่คำร้องของเขาจะได้รับการอนุมัติเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ระบุว่า “รัฐบาลไบเดนให้ความชอบธรรมในการนำผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้ เข้ามาในสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน 2564 เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึง CIA ในฐานะสมาชิกของกองกำลังพันธมิตรในกันดาฮาร์”

นางสาวปีร์โรกล่าวว่า การยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเป็นการยิงโดย “เจาะจงเป้าหมาย” และนายลากันวัลขับรถข้ามประเทศจากเมืองเบลลิงแฮม รัฐวอชิงตัน มายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อก่อเหตุ

เธอกล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังทบทวนประวัติการเข้าเมืองของเขา และวิธีการตรวจสอบประวัติก่อนที่เขาจะเดินทางมายังสหรัฐฯ

ผลจากการก่อเหตุของนายลากันวัล ทำให้สหรัฐฯ ระงับการพิจารณาคำข้อลี้ภัยทั้งหมดของชาวอัฟกานิสถาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องตรวจสอบคนต่างด้าวทุกคนที่เข้าสู่ประเทศในยุครัฐบาลไบเดนใหม่ทั้งหมด

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ อดีตเคยทำงาน CIA

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยและการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ

ความเชื่อมโยงของมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิกับ CIA

ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้เคยทำงานให้กับ CIA ในอดีต ซึ่งทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการให้บุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับหน่วยงานข่าวกรองเข้ามาอยู่ในประเทศ

เรื่องราวของมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการพิจารณานโยบายการเข้าเมืองและการรักษาความปลอดภัยของประเทศ การตรวจสอบประวัติและความเชื่อมโยงของผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่ในประเทศอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เคยทำงานให้ CIA ในอัฟกานิสถาน

เผยชื่อผู้ก่อเหตุโจมตีโบสถ์ยิวในแมนเชสเตอร์ คร่า 2 ศพ

เหตุการณ์โจมตีโบสถ์ยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร สร้างความสะเทือนใจให้กับนานาชาติ เมื่อมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 3 ราย ในช่วงพิธีกรรมทางศาสนายิวที่สำคัญ ล่าสุด ตำรวจได้เผยชื่อผู้ก่อเหตุโจมตีโบสถ์ยิวในแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นชายวัย 35 ปี สัญชาติอังกฤษเชื้อสายซีเรีย ทำให้เกิดคำถามถึงปัญหาความเกลียดชังทางศาสนาและการก่อการร้ายในยุโรป

ผู้ก่อเหตุโจมตีโบสถ์ยิวในแมนเชสเตอร์ คือใคร

ผู้ก่อเหตุชื่อ จิฮาด อัล-ชามี ชายวัย 35 ปี สัญชาติอังกฤษเชื้อสายซีเรีย เขาเกิดในซีเรียและย้ายมาอังกฤษตั้งแต่เด็ก ได้รับสัญชาติอังกฤษในปี 2006 ขณะยังเป็นผู้เยาว์ แม้จะไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับโครงการต่อต้านการก่อการร้ายมาก่อน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจัดเป็นการก่อการร้ายโดยตรง อัล-ชามีขับรถพุ่งชนผู้คนด้านนอกโบสถ์ ก่อนลงจากรถและใช้อาวุธมีดทำร้ายผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้น ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงวันยมคิปปูร์ วันสำคัญที่สุดในปฏิทินศาสนายิว ทำให้มีผู้มาร่วมพิธีจำนวนมาก

ภาพเหตุการณ์โจมตีโบสถ์ยิว

ตำรวจแมนเชสเตอร์ (GMP) เข้าถึงจุดเกิดเหตุภายใน 10 นาที และสามารถวิสามัญผู้ก่อเหตุในที่เกิดเหตุได้ทันที นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 3 ราย ได้แก่ ชายวัย 30 ปี 2 คน และหญิงวัย 60 ปี ในข้อหาก่อการร้ายและสนับสนุนการก่อการร้าย พบว่าผู้ก่อเหตุสวมเสื้อที่ดูคล้ายเสื้อระเบิด แต่ตรวจสอบแล้วเป็นของปลอมเท่านั้น

ผลกระทบจากการโจมตีโบสถ์ยิวในแมนเชสเตอร์

ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายเป็นชาวยิวที่มาร่วมพิธี ขณะที่ผู้บาดเจ็บ 3 ราย ประกอบด้วย ผู้ถูกแทง 1 ราย ผู้ถูกรถชน 1 ราย และอีก 1 รายที่บาดเจ็บระหว่างการควบคุมสถานการณ์ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ แต่ยังจุดประกายความกลัวในชุมชนชาวยิวทั่วสหราชอาณาจักร นายกรัฐมนตรี เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ประณามว่าเป็นการโจมตีด้วยความเกลียดชังชาวยิว และสั่งเพิ่มกำลังตำรวจคุ้มกันโบสถ์ยิวทั่วประเทศ

ภาพนายกรัฐมนตรี

เซอร์เอฟราอิม เมอร์วิส หัวหน้าแรบบีแห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่า นี่สะท้อนกระแสต่อต้านยิวที่เพิ่มขึ้นในท้องถนน มหาวิทยาลัย และโซเชียลมีเดีย นายกเทศมนตรีลอนดอน ซาดิก ข่าน ประกาศเพิ่มการลาดตระเวนรอบโบสถ์ยิว ขณะที่ แอนดี้ เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีแมนเชสเตอร์ ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้การก่อการร้ายแบบนี้เกิดขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เหตุการณ์ผู้ก่อเหตุโจมตีโบสถ์ยิวในแมนเชสเตอร์ นี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาความเกลียดชังทางศาสนาที่ลุกลาม โดยเฉพาะหลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต รัฐบาลควรเสริมสร้างการศึกษาและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

  • เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ทางศาสนา
  • ติดตามและปราบปรามเนื้อหาความเกลียดชังออนไลน์
  • สนับสนุนชุมชน少数民族ให้รู้สึกปลอดภัย

พยานเล่าว่า แรบบี แดเนียล วอล์กเกอร์ ปิดประตูโบสถ์และนำผู้เข้าร่วมไปยังที่ปลอดภัย ทำให้ช่วยชีวิตคนจำนวนมากได้ ทีมรักษาความปลอดภัยและตำรวจทำงานรวดเร็ว ป้องกันไม่ให้ผู้ก่อเหตุเข้าไปภายใน

ภาพพยาน

เหตุการณ์นี้เตือนใจว่าความสามัคคีและการตื่นตัวต่อภัยคุกคามเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและประเด็นสังคม ลองติดตามบทความเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจโลกที่เปลี่ยนแปลง

ที่มา – เผยชื่อผู้ก่อเหตุโจมตีโบสถ์ยิวในแมนเชสเตอร์ คร่าชีวิต 2 ศพ เป็นชาวอังกฤษเชื้อสายซีเรีย

มือปืนปาเลสไตน์กราดยิง ดับ 6 ศพที่เยรูซาเลม

เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 6 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและความเสียใจให้กับผู้คนทั่วโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุการณ์ มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าตรู่ โดยมือปืนสองคนได้ขับรถยนต์มาจอดใกล้ป้ายรถประจำทางแห่งหนึ่ง และเปิดฉากยิงใส่ผู้คนที่กำลังรอรถอยู่บริเวณนั้นอย่างไม่เลือกหน้า

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตำรวจอิสราเอล มือปืนทั้งสองคนถูกวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ หลังจากที่ทหารนอกเครื่องแบบและพลเรือนที่อยู่ในบริเวณนั้นได้ทำการยิงตอบโต้ อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่าได้

มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม

โฆษกตำรวจอิสราเอลกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดอาวุธปืน เครื่องกระสุน และมีดที่ใช้ในการก่อเหตุได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนร้ายมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม ประกอบไปด้วยชาย 5 คน และหญิง 1 คน โดยมีช่วงอายุตั้งแต่ 25 ถึง 79 ปี นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 ราย ซึ่ง 2 รายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส

เบื้องหลังเหตุการณ์ มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม

ถึงแม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่กลุ่มฮามาสได้ออกมาแสดงความชื่นชมต่อการโจมตีที่เกิดขึ้น สื่ออิสราเอลรายงานว่า คนร้ายเดินทางมาจากหมู่บ้านในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกลนัก

นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ได้ออกมากล่าวประณามการกระทำดังกล่าว และให้คำมั่นว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย เขายังกล่าวอีกว่า อิสราเอลกำลังอยู่ในช่วงสงครามต่อต้านการก่อการร้ายอย่างรุนแรง และจะดำเนินมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต

กองทัพอิสราเอลได้ทำการปิดล้อมหมู่บ้านชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ เพื่อตามล่าตัวผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม และเพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำ

เหตุการณ์ มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม ครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความขัดแย้งและความรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คนทั่วโลก

ประชาคมโลกต่างประณามการกระทำที่โหดร้ายนี้ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันเพื่อยุติความรุนแรง และหาทางออกโดยสันติวิธี เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมายาวนาน การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทน และความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นบทเรียนที่สำคัญ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เพื่อให้เกิดสันติภาพและความสงบสุขในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

ที่มา – มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม ดับ 6 ศพเจ็บอื้อ

Scroll to top