ขโมยพระเครื่อง

รวบหนุ่มวัย 36 ปี เพิ่งพ้นคุกไม่ถึงวัน ขโมยพระเครื่องงามวงศ์วาน

ข่าวอาชญากรรมสุดสะเทือนใจ เมื่อตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ สามารถรวบหนุ่มวัย 36 ปี เพิ่งพ้นคุกไม่ถึงวัน ก่อเหตุขโมยพระเครื่องห้างดังย่านงามวงศ์วานได้อย่างรวดเร็ว ผู้ต้องหาสารภาพว่าอารมณ์ชั่ววูบหลังเพิ่งออกจากเรือนจำ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.นนทบุรี สร้างความเสียหายให้ร้านพระเครื่องชื่อดัง

รวบหนุ่มวัย 36 ปี เพิ่งพ้นคุกไม่ถึงวัน ก่อเหตุขโมยพระเครื่องห้างดังย่านงามวงศ์วาน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 พ.ค. 2569 พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสตร์ ผู้กำกับการ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภูษิณธร ยี่ภู รอง ผกก.สส. และ พ.ต.ต.ประชา ฮุงหวลวีรกุล สว.สส. นำกำลังเจ้าหน้าที่สืบสวน ร่วมกับตำรวจ สน.มีนบุรี เดินทางไปจับกุมตัวผู้ต้องหาคือ นายสุรศักดิ์ กุ้งค้างพลู อายุ 36 ปี ได้ที่หน้าอพาร์ตเมนต์ย่านรามคำแหง กทม. ขณะที่เขากำลังเดินอยู่ ก่อนนำตัวไปตรวจค้นห้องพักชั้น 2

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบของกลางสำคัญคือ พระเครื่อง 10 องค์ และตะกรุดหลวงพ่อคำนวน 3 ดอก แม้ว่าผู้ต้องหาจะแกะกรอบทองบางส่วนไปขายแล้วก็ตาม หลังจากนั้นจึงนำตัวและของกลางมาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ประวัติผู้ต้องหาและคำให้การ

นายสุรศักดิ์ให้การรับสารภาพว่า ตนเพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำคลองเปรม เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2569 ในคดีลักพระเครื่องเดิม ถูกศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน แต่ติดคุกจริง 4 เดือน หลังออกมาก็กลับบ้านย่านมีนบุรี ก่อนมาหาเพื่อนที่เป็นเซียนพระเครื่องย่านงามวงศ์วาน เพื่อขอยืมเงินเช่าห้องพัก

แต่ไม่พบเพื่อน และเห็นร้านพระเครื่องปิดตัวพอดี อารมณ์ชั่ววูบเลยปีนเข้าไปงัดลิ้นชักตู้พระ ขโมยพระเครื่องไปจำนวนหนึ่ง ต่อมาวันที่ 29 เม.ย. 2569 ลองนำไปขายร้านพระย่านหทัยราษฎร์ แต่ไม่มีใครรับซื้อ จนเห็นเจ้าของร้านโพสต์เฟซบุ๊กแจ้งถูกขโมย จึงแกะกรอบเลี่ยมตะกรุดไปขายได้เงิน 2,000 บาท ก่อนถูกตำรวจติดตามจับกุม

ของกลางที่พบ

  • พระเครื่อง 10 องค์
  • ตะกรุดหลวงพ่อคำนวน 3 ดอก

นายสมศักดิ์ หรือเซียนตี๋ บ้านใหม่ เจ้าของร้านไทยโชคดี ได้เดินทางมาดูของกลางและยืนยันว่าเป็นของตนจริง โดยพระที่หายไปมีมูลค่ารวม 3-4 แสนบาท เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงค่ำวันที่ 26 เม.ย. 2569 หลังปิดร้าน

หลักฐานเด็ดจากกล้องวงจรปิด

ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณห้างดังย่านงามวงศ์วาน พบภาพชัดเจนของผู้ร้ายเป็นชายวัยกลางคน สวมเสื้อสีเทา หมวกแก๊ปสีดำ กางเกงสีดำ สะพายกระเป๋า ปีนข้ามตู้โชว์ งัดลิ้นชัก แล้วหลบหนีขึ้นรถโดยสารประจำทางสีส้ม หลังสืบประวัติพบว่าเป็นนายสุรศักดิ์ จึงประสาน สน.มีนบุรี จับกุมได้ทันที

ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการลักทรัพย์พระเครื่องที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากพระเครื่องบางรุ่นมีราคาสูงมโหฬาร โดยเฉพาะในย่านงามวงศ์วานที่เป็นแหล่งรวมเซียนพระเครื่องมากมาย เจ้าของร้านหลายรายเริ่มติดตั้งกล้องเพิ่มและระบบกันขโมย

นอกจากนี้ ยังพบว่านายสุรศักดิ์มีประวัติยาวนานในการลักพระเครื่อง แสดงให้เห็นว่าการติดตามผู้พ้นโทษต้องเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการกลับมาก่ออาชญากรรมซ้ำ

เหตุการณ์รวบหนุ่มวัย 36 ปี เพิ่งพ้นคุกไม่ถึงวัน ก่อเหตุขโมยพระเครื่องห้างดังย่านงามวงศ์วานนี้เป็นเครื่องเตือนใจแก่เซียนพระและเจ้าของร้าน ควรเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น ล็อกตู้พระสองชั้น ติดตั้งเซ็นเซอร์ และแจ้งเหตุทันทีหากสงสัย หากคุณเป็นเซียนพระเครื่อง อย่าลืมแบ่งปันประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอาชญากรรมพระเครื่องเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อความปลอดภัยในการสะสม

ที่มา – รวบหนุ่มวัย 36 ปี เพิ่งพ้นคุกไม่ถึงวัน ก่อเหตุขโมยพระเครื่องห้างดังย่านงามวงศ์วาน

สืบบางโพงพาง จับแล้วโจรงัดห้องเช่า กวาดพระเครื่อง

ตำรวจ สน.บางโพงพาง รวบแล้วโจรบุกงัดห้องเช่า กวาดพระเครื่องดังหลายองค์! งานนี้ตำรวจ สืบบางโพงพาง จับแล้วโจรงัดห้องเช่า พร้อมของกลางเพียบ ไปดูกันเลยว่าเกิดอะไรขึ้น

สืบบางโพงพาง จับแล้วโจรงัดห้องเช่า กวาดพระเครื่องดังหลายองค์ เอามาแขวนเก็บไว้เอง

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 พ.ต.อ.ฤตวีร์ สุขเจริญ ผกก.สน.บางโพงพาง สั่งการให้ทีมสืบสวน จับกุม นาย ประสิทธิ์ รักไทย อายุ 31 ปี ชาวจ.พิจิตร พร้อมของกลางหลายรายการ ได้แก่ พระเครื่องชื่อดังหลายองค์ เช่น หลวงพ่อพัฒน์, หลวงปู่เขียว, หลวงพ่อชุบ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ, เสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า CBR 650R สีดำ

จากการสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหาได้บุกเข้าไปในห้องเช่าของผู้เสียหาย และกวาดทรัพย์สินมีค่า รวมถึงพระเครื่องไปจำนวนมาก โดยนำไปแขวนเก็บไว้เอง และบางส่วนได้มอบให้คนรู้จักไป ตำรวจสามารถติดตามจับกุมได้ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในเขตสัมพันธวงศ์ กทม.

รายละเอียดการจับกุม สืบบางโพงพาง จับแล้วโจรงัดห้องเช่า

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายพัฒนพงษ์ ทองสงค์ ผู้เสียหาย ได้แจ้งความว่าถูกลักทรัพย์ที่ห้องพักในซอยพัฒนาการ 1 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กทม. หลังรับแจ้งความ ทีมสืบสวนได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสืบสวนจนทราบตัวผู้ก่อเหตุและที่พักอาศัย นำไปสู่การจับกุมและตรวจยึดของกลางได้ในที่สุด

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ในวันเกิดเหตุได้นั่งดื่มน้ำกระท่อมกับเพื่อน และเห็นว่าห้องเช่าของผู้เสียหายไม่ได้ล็อกแม่กุญแจ จึงลองสะเดาะประตูเข้าไป และกวาดทรัพย์สินทั้งหมดที่พบ ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นพระเครื่องใดเป็นพิเศษ

รายการของกลางที่ตรวจยึดได้จากการ สืบบางโพงพาง จับแล้วโจรงัดห้องเช่า ครั้งนี้:

  • พระเครื่อง หลวงพ่อพัฒน์ 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง หลวงพ่อพัฒน์ ปล้องอ้อย 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง พ่อดำด้านหลังหลวงพ่อจ่าดำถือปืน 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง หลวงปู่เขียวหน้าหนวด 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง หลวงพ่อชุบวัดวังกระแจะ 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง หลวงพ่อบุญให้ 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง หลวงปู่ทวดหลังหน้าฮวงจุ้ย 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง หลวงพ่อทอง 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง ท้าวเวสสุวรรณเนื้อเงินหลวงพ่อพัฒน์ 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง หลวงปู่แสน 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง ท้าวเวสสุวรรณ 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง หลวงปู่เขียว 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง เสมาหลวงพ่อทบชนแตน 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง หลวงปู่ไป๋ 1 เหรียญ
  • พระเครื่อง เสือวัดปริวาส 1 เหรียญ
  • โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ราคา 19,900 บาท
  • เสื้อผ้าสวมใส่วันเกิดเหตุ
  • รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า CBR 650R สีดำ 1 คัน

เบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อหา “ลักทรัพย์ในเคหสถานโดยใช้ยานพาหนะ” และ “รับของโจร” แก่นายประสิทธิ์ รักไทย

คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ที่พักอาศัยในห้องเช่า หรือที่พักอาศัยอื่นๆ ให้เพิ่มความระมัดระวังในการรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สินมีค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรล็อคประตูให้แน่นหนา และติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น กล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้

หลังจาก สืบบางโพงพาง จับแล้วโจรงัดห้องเช่า ได้สำเร็จ หวังว่าคดีนี้จะเป็นตัวอย่างให้มิจฉาชีพรายอื่นๆ เกรงกลัวกฎหมาย และหยุดการกระทำผิดเสียที

ที่มา – สืบบางโพงพาง จับแล้วโจรงัดห้องเช่า กวาดพระเครื่องดังหลายองค์ เอามาแขวนเก็บไว้เอง

GO WHOLESALE แจงหนุ่มขโมยพระเครื่อง ไม่ใช่พนักงานบริษัทฯ

GO WHOLESALE แจงหนุ่มขโมยพระเครื่อง ไม่ใช่พนักงานบริษัทฯ

ในยุคที่ข่าวสารแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลิปวิดีโอหนึ่งได้สร้างความฮือฮาและความเข้าใจผิดกันไปมากมาย โดยเฉพาะคลิปที่ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อยูนิฟอร์มของบริษัท GO WHOLESALE ก่อเหตุลักขโมยพระเครื่องเลี่ยมทอง ก่อนถูกจับได้และถูกรุมประชาทัณฑ์จากประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ คลิปดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความเกี่ยวข้องของบริษัทกับพฤติกรรมดังกล่าว

GO WHOLESALE แจงหนุ่มขโมยพระเครื่อง ไม่ใช่พนักงานบริษัทฯ ในทันที หลังจากคลิปถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 บริษัทได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันว่าบุคคลในคลิปไม่ได้เป็นพนักงานปัจจุบันของบริษัทอีกต่อไป ชายคนนี้ได้ลาออกจากการทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 หรือประมาณหนึ่งปีก่อนหน้านี้ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือการดำเนินงานของ GO WHOLESALE แต่อย่างใด

GO WHOLESALE แจงหนุ่มขโมยพระเครื่อง ไม่ใช่พนักงานบริษัทฯ อย่างชัดเจน

บริษัท GO WHOLESALE ซึ่งเป็นผู้ค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำในประเทศไทย ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการไม่สนับสนุนพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ แถลงการณ์จากบริษัทระบุว่า พวกเขาพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด นอกจากนี้ GO WHOLESALE ยังย้ำถึงการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล (Corporate Governance) ที่เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับจริยธรรมของพนักงานทุกคน และมุ่งมั่นในการสร้างธุรกิจที่โปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากมิจฉาชีพที่แอบอ้างหรือยังคงใช้เสื้อยูนิฟอร์มเก่า ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายบริษัทเผชิญเมื่ออดีตพนักงานอาจนำเครื่องแบบกลับไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม GO WHOLESALE จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการเตือนพนักงานทั้งปัจจุบันและอดีตให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบส่วนบุคคล และบริษัทจะมีมาตรการเข้มงวดยิ่งขึ้นในการจัดการเครื่องแบบยูนิฟอร์มเพื่อป้องกันปัญหาที่คล้ายคลึงกันในอนาคต

ผลกระทบจากคลิปไวรัลและบทเรียนที่ได้

คลิปวิดีโอที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียได้สร้างความเสียหายทางชื่อเสียงให้กับ GO WHOLESALE ในเบื้องต้น แม้ว่าบริษัทจะรีบชี้แจงทันที แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์สามารถถูกกระทบจากพฤติกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ง่ายเพียงใด ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด สิ่งสำคัญคือการตอบสนองที่รวดเร็วและโปร่งใส เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากลูกค้าและคู่ค้า

  • การชี้แจงทันที: ช่วยลดความเข้าใจผิดและป้องกันข่าวลือที่บิดเบือน
  • ยึดมั่นหลักจริยธรรม: แสดงให้เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับค่านิยมที่ถูกต้อง
  • ความร่วมมือกับกฎหมาย: สร้างภาพลักษณ์ของบริษัทที่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ เหตุการณ์ GO WHOLESALE แจงหนุ่มขโมยพระเครื่อง ไม่ใช่พนักงานบริษัทฯ ยังสะท้อนถึงปัญหาสังคมที่ใหญ่กว่า เช่น การลักขโมยพระเครื่องซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย พระเครื่องเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางจิตใจ แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงในตลาดมืด การที่ผู้ก่อเหตุถูกประชาทัณฑ์แสดงให้เห็นถึงความโกรธแค้นของประชาชนต่ออาชญากรรมประเภทนี้ และเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนเคารพทรัพย์สินของผู้อื่น

สำหรับ GO WHOLESALE ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมานาน พวกเขามีชื่อเสียงในด้านการค้าส่งที่เชื่อถือได้ โดยมีสินค้าหลากหลายตั้งแต่ของใช้ในครัวเรือนไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ของร้านค้าปลีกทั่วประเทศ และเหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งทำให้พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานสูงสุด

จากประสบการณ์ในอุตสาหกรรม เราพบว่าบริษัทที่จัดการกับวิกฤตชื่อเสียงได้ดีมักจะออกมาแข็งแกร่งกว่าเดิม GO WHOLESALE ได้ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องโดยการสื่อสารเปิดเผยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ซึ่งช่วยให้ข้อความถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอนาคต บริษัทอาจพิจารณาเพิ่มการฝึกอบรมด้านจริยธรรมให้กับพนักงานเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากบุคคลภายนอกที่อ้างอิงแบรนด์

สุดท้ายนี้ การชี้แจงจาก GO WHOLESALE ไม่เพียงแต่ปกป้องชื่อเสียงของบริษัท แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับองค์กรอื่นๆ ในการรับมือกับข่าวลือ หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ลองคิดดูว่าคุณจะจัดการกับสถานการณ์คล้ายๆ กันอย่างไร เพื่อรักษาความไว้วางใจจากลูกค้าไว้ หากสนใจเรื่องราวธุรกิจและข่าวสังคมเพิ่มเติม สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – GO WHOLESALE แจงหนุ่มขโมยพระเครื่อง ไม่ใช่พนักงานบริษัทฯ

Scroll to top