ข่าว ทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ

ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่วัดชัยสุนทร จังหวัดกาฬสินธุ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายยงยุทธ หล่อตระกูล อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กาฬสินธุ์ โดยมีพระญาณรักขิต เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอาลัยรักและเคารพต่อผู้วายชนม์ โดยมีบุคคลสำคัญทางการเมืองและข้าราชการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากจังหวัดกาฬสินธุ์ และนักการเมืองท้องถิ่น

นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายก อบจ.กาฬสินธุ์ บุตรสาวของนายยงยุทธ พร้อมด้วยครอบครัวและญาติพี่น้อง ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานด้วยความขอบคุณและความซาบซึ้งในน้ำใจ

ความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณและยงยุทธ

นายทักษิณ ชินวัตร และนายยงยุทธ หล่อตระกูล มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ปี 2544) ซึ่งนายยงยุทธดำรงตำแหน่งนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ได้ให้ความร่วมมือในการสนองนโยบายของรัฐบาลหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติด จนทำให้จังหวัดกาฬสินธุ์ได้รับการประกาศให้เป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่ปลอดจากยาเสพติด

การจากไปของนายยงยุทธ หล่อตระกูล ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ซึ่งได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าในหลายด้าน ความดีงามและคุณูปการของท่านจะยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวกาฬสินธุ์ตลอดไป

พิธีพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้ นับเป็นเกียรติอันสูงสุดแก่ผู้วายชนม์และครอบครัวหล่อตระกูล การได้รับพระมหากรุณาธิคุณในวาระสุดท้ายของชีวิต สร้างความปลาบปลื้มและซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้

สำหรับนายยงยุทธ หล่อตระกูล ได้เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม สิริอายุรวม 74 ปี หลังจากเข้ารับการรักษาอาการป่วยมาเป็นระยะเวลานาน

ประชาชนชาวกาฬสินธุ์ยังคงจดจำผลงานของนายยงยุทธในฐานะผู้นำท้องถิ่นที่มุ่งมั่นพัฒนาจังหวัดและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน การที่นายทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันที่มีต่อกัน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม

การที่นายทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ถือเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ล่วงลับและครอบครัวอย่างสูง และสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความดีและการสร้างคุณูปการต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและจดจำ

ร่วมส่งกำลังใจให้ครอบครัวหล่อตระกูล และรำลึกถึงคุณงามความดีของนายยงยุทธ หล่อตระกูล อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ผู้เป็นที่รักและเคารพของชาวกาฬสินธุ์ทุกคน

สุดท้ายนี้การเดินทางมาร่วมงาน ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์และความกตัญญูต่อผู้ที่เคยร่วมงานและทำคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง

ที่มา – “ทักษิณ” เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “ยงยุทธ” อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์

ทนายยัน! “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน

ทนายวิญญัติยืนยันหนักแน่น! วันที่ 9 กันยายนนี้ ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปฟังคำสั่งศาลฎีกาฯ ในคดีชั้น 14 ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน พร้อมลั่นไม่ให้ค่าข่าวลือที่ว่า “ทักษิณ” เตรียมหลบหนีออกนอกประเทศหลังฟังคำสั่ง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน (อ.1860/2567) ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีที่นายทักษิณเคยให้สัมภาษณ์สื่อทีวีเกาหลีใต้ในปี 2558 ซึ่งพาดพิงสถาบันกษัตริย์ โดยนายทักษิณได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในครั้งนั้น

ผลการพิจารณาคดีในครั้งนั้น ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง “นายทักษิณ ชินวัตร” ในคดี ม.112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

ทนายยืนยัน “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน

ล่าสุด นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมากล่าวถึงความคืบหน้าในคดี “ชั้น 14” ที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 9 กันยายน 2568 โดยยืนยันว่านาย “ทักษิณ” จะเดินทางไปฟังคำสั่งด้วยตนเองอย่างแน่นอน

ทำไมต้อง “คดีชั้น 14”?

คำว่า “คดีชั้น 14” นี้ เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคม ซึ่งหมายถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ทำให้เกิดข้อสงสัยและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ตามมา

ทนายวิญญัติยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาไม่ให้ความสำคัญกับข่าวลือที่ว่านายทักษิณอาจจะหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงคดี “ชั้น 14” นี้ โดยเน้นย้ำว่านายทักษิณพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกลับมาของนายทักษิณและการดำเนินคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ความสำคัญของวันที่ 9 กันยายน: วันที่ 9 กันยายนนี้จึงเป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นวันที่ศาลฎีกาฯ จะมีคำสั่งในคดี “ชั้น 14” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายและการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือท่าทีของกลุ่มต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายต่อต้านนายทักษิณ ซึ่งต่างก็จับจ้องไปยังผลการตัดสินในคดีนี้อย่างใจจดใจจ่อ

  • การตัดสินใจของศาลฎีกาฯ จะเป็นไปในทิศทางใด?
  • นายทักษิณจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่?
  • ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศจะเป็นอย่างไร?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคำตอบในวันที่ 9 กันยายนที่จะถึงนี้

การเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน: คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในยุคเปลี่ยนผ่าน

ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพกฎหมายและรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสงบสุขและมั่นคง การเดินทางกลับประเทศไทยของทักษิณ ชินวัตร และการดำเนินการทางกฎหมายที่ตามมา จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรติดตามอย่างใกล้ชิดและพิจารณาด้วยความรอบคอบ

ดังนั้นการที่ทนายออกมาย้ำว่า “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน จึงเป็นการดับกระแสข่าวลือต่างๆ และยืนยันความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ทนายยัน “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง ลั่นไม่ให้ค่าข่าวลือเตรียมเผ่นออกนอก

ทนายยื่นขอศาลเพิกถอนห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ก่อนหน้านี้ศาลได้มีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ล่าสุด ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เตรียมดำเนินการทางกฎหมายเพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยอ้างอิงจากผลของคดีล่าสุด

ทนายวิญญัติ ยันเตรียมยื่นเรื่องขอศาลเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

จากกรณีที่ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112) ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนายทักษิณได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าว

ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะยื่นเรื่องต่อศาลอาญา เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งห้าม **“ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** หลังจากที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีมาตรา 112 ไปก่อนหน้านี้

เหตุผลสำคัญที่ทนายวิญญัติเตรียมยื่นเรื่องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งห้ามนาย **“ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** นั้น มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ศาลอาญายกฟ้องคดีมาตรา 112 เนื่องจากหลักฐานไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้นำเข้าข้อมูล และไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงถึงนั้นคือพระมหากษัตริย์ ทำให้ไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ทำไมต้องขอเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

การที่ศาลยกฟ้องคดีมาตรา 112 ทำให้นายทักษิณไม่มีข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าวอีกต่อไป ดังนั้น การที่ยังมีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศอยู่ จึงอาจเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเดินทางของนายทักษิณโดยไม่จำเป็น ทนายวิญญัติจึงเห็นสมควรที่จะยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาทบทวนคำสั่งดังกล่าว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จะส่งผลต่อการเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณหรือไม่ เนื่องจากยังมีคดีความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณที่ยังไม่สิ้นสุด

การดำเนินการของทนายวิญญัติในครั้งนี้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของลูกความ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายความพึงกระทำ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าจะเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร และจะมีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างไรบ้าง การขอ**เพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ต้องจับตา

ที่มา – ทนายวิญญัติ ยันเตรียมยื่นเรื่องขอศาลเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

“ทนายวิญญัติ” มั่นใจ คดี “ทักษิณ” สู้ถูกทาง!

“ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ ย้ำเป็นพสกนิกรความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ส.ค. 2568 “ศาลอาญา” นัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.1860/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 กรณีเมื่อปี 2558 นายทักษิณได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงสถาบันกษัตริย์ นายทักษิณจำเลยให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัว

ก่อนอ่านคำพิพากษา ทางตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศาลได้นำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้วบริเวณทางขึ้นด้านหน้าอาคารศาลอาญา โดยจะมีการกำหนดพื้นที่ทางเข้า-ออก และมีตำรวจศาล ตำรวจสน.พหลโยธิน มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันศาลอาญาได้กำหนดจุดไว้เฉพาะสำหรับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวและถ่ายภาพ โดยสื่อที่เป็นช่างภาพต้องเขียนใบขออนุญาตและติดบัตรสื่อชั่วคราวของศาลอาญาและไม่อนุญาตให้ไปจุดอื่นที่ศาลกำหนดไว้ รวมทั้งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังในห้องพิจารณาคดี

ทางด้าน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนฟังคำพิพากษาว่า นายทักษิณจะเข้ารับฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง เรื่องความมั่นใจด้านผลคดีนั้นขออนุญาตยังไม่ตอบ ขอให้รอคำวินิจฉัยของศาลก่อน หลังจากที่ตนรับทำคดีนี้และเห็นพยานหลักฐานตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนมีความชัดเจน และในการสืบพยานโจทก์สามนัดยิ่งชัดเจนว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะการต่อสู้คดีอาญาต้องดูพยานหลักฐานของโจทก์ และผู้กล่าวหาเป็นหลัก รวมถึงดูเจตนาของจำเลยด้วย และพยานหลักฐานที่ได้นำขึ้นพิสูจน์ต่อศาลตั้งแต่ต้นนายทักษิณยืนยันว่าไม่ได้เจตนา

ทั้งนี้ ท่านทักษิณพูดเสมอมาว่า ท่านเป็นอดีตนายกฯ เป็นผู้ที่มีความสำนึกต่อความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพสกนิกรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ความจงรักภักดีของท่านมีอย่างชัดเจน และประจักษ์ชัด เหตุดังกล่าวนี้ท่านก็บอกแล้วว่า ไม่ได้มาจากคำพูดของท่านอย่างถูกต้อง และท่านเชื่อว่าเป็นการตัดต่อเราก็พยายามพิสูจน์ แต่เมื่อจำเลยปฏิเสธโจทก์ก็ต้องพิสูจน์ว่าไม่ใช่การตัดต่ออย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะทำได้หรือไม่ได้

สำหรับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เทียบกับกรณีของนายทักษิณที่ถูกนำคลิปมา เมื่อเสนอข่าวสารไปแล้วผิดถูกตอนแรกยังไม่มีใครพิสูจน์ความจริง ดังนั้นการขยายให้เกิดความเข้าใจผิดหรือการบิดเบือนเป็นเรื่องที่สังคมควรจะระมัดระวัง ไม่ได้พูดถึงเพียงสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ทุกคนควรที่จะระมัดระวังเพราะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก และพวกท่านอาจจะถูกดำเนินคดีด้วย

ทางด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาให้กำลังใจ นายทักษิณกล่าวว่า ต้องรอฟังศาลว่าวินิจฉัยอย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าท่านมีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบัน ส่วนศาลจะวินิจฉัยอย่างไรต้องรอฟังซึ่งเราเคารพในกระบวนการของศาล.

“ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กำลังได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ “ทนายวิญญัติ” ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าการต่อสู้คดี “ทักษิณ” มาถูกทางแล้ว การออกมาให้ความเห็นในครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการพิจารณาคดีสำคัญที่ศาลอาญา ซึ่งนายทักษิณได้ถูกฟ้องร้องในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการดูหมิ่นสถาบัน

ทนายวิญญัติมั่นใจ คดีทักษิณสู้ถูกทาง

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความคนสำคัญที่ดูแลคดีนี้ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาพยานหลักฐานและการสืบพยานที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ทีมทนายความมั่นใจในการต่อสู้คดีนี้มากยิ่งขึ้น เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า นายทักษิณเองก็ได้ยืนยันถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด พร้อมทั้งยืนยันว่าคลิปวิดีโอที่เป็นประเด็นนั้น อาจมีการตัดต่อหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

ขณะที่บรรยากาศบริเวณศาลอาญาในวันนัดฟังคำพิพากษา เต็มไปด้วยความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย มีการจัดสรรพื้นที่สำหรับสื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานของศาลเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

การออกมาให้ความเห็นของ “ทนายวิญญัติ” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับลูกความของตนเอง การต่อสู้ในคดีนี้จึงเป็นที่จับตามองของสังคม ว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร

ผลการตัดสินคดีนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อตัวนายทักษิณเอง แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับสังคมไทย ในเรื่องของการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การตรวจสอบข้อเท็จจริงและความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสารจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

คดี “ทักษิณ” ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของกระบวนการยุติธรรมไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของความถูกต้องและความเป็นธรรมในการดำเนินชีวิต

ที่มา – “ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ

ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ศาลอาญากำหนดนัดอ่านคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เวลา 10.00 น. โดยศาลมีคำสั่งห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟังการพิจารณา และจำกัดการทำข่าวของสื่อมวลชนให้อยู่ในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อความเรียบร้อยและความปลอดภัย

ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร

สำหรับคดีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากศาลมีคำพิพากษาว่า “มีความผิด” นายทักษิณอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีต่อหนึ่งข้อหา ขณะเดียวกันยังเป็นหนึ่งในหลายคดีสำคัญที่ตระกูลชินวัตรกำลังเผชิญอยู่ และอาจส่งแรงสะเทือนต่อสมการการเมืองไทยในห้วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ การที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนและความสำคัญของคดีนี้

ทำไมศาลอาญาจึงคุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร?

การที่ศาลอาญาตัดสินใจคุมเข้มเป็นพิเศษในการพิจารณาคดีนี้ มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลัง:

  • ความปลอดภัยและความเรียบร้อย: คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนในวงกว้าง การจำกัดจำนวนผู้เข้าฟังและการทำข่าว ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความวุ่นวายหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันภายในบริเวณศาล
  • ความละเอียดอ่อนทางการเมือง: คดีนี้เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี และมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมือง การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลและภาพข่าว ช่วยป้องกันการบิดเบือนข้อมูลหรือการสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน
  • การรักษาความยุติธรรม: การคุมเข้มช่วยให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส โดยปราศจากอิทธิพลภายนอกที่อาจส่งผลต่อการตัดสินของศาล

คดีมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนในสังคมไทย การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

นอกจากนี้ การที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร ยังอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของศาลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่คำนึงถึงสถานะหรือตำแหน่งของผู้กระทำผิด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำพิพากษาคดีนี้มีหลายด้าน ทั้งในแง่การเมือง สังคม และกฎหมาย ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินของศาล และใช้กระบวนการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาหรือข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร ยังแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และการปกป้องสถาบันหลักของชาติ การหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความสามัคคี

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลคุมเข้มขนาดนี้ก็อาจทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการพิจารณาคดี หากเป็นไปได้การเปิดเผยข้อมูลบางส่วนที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัย อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ศาลอาญา” คุมเข้ม คดี 112 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ห้ามคนนอก-จำกัดสื่อ

ทักษิณถึงศาลอาญา คดี 112 โบกมือทักทายสื่อ

วันนี้ (22 สิงหาคม 2568) ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ การปรากฏตัวของนายทักษิณในครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด

ทักษิณถึงศาลอาญา คดี 112

เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. บรรยากาศบริเวณศาลอาญาค่อนข้างคึกคัก ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักต่างปักหลักรอทำข่าวการเดินทางมาของนายทักษิณ ซึ่งศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ 1860/2567 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยกล่าวหาว่านายทักษิณได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อโทรทัศน์ในประเทศเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง ศาลได้กำหนดเวลาอ่านคำพิพากษาในเวลา 10.00 น.

ทันทีที่นายทักษิณเดินทางมาถึงศาลอาญา เขาได้ลงจากรถตู้และโบกมือทักทายผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าวอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่จะพบกับบุตรสาว คือ เอม พินทองทา ชินวัตร ที่เดินทางมาให้กำลังใจบิดาถึงศาล การปรากฏตัวของนายทักษิณในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายที่ละเอียดอ่อนและความสนใจของสังคมในวงกว้าง การพิจารณาคดีและการตัดสินของศาลจึงเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

รายละเอียดคดี ทักษิณถึงศาลอาญา

สำหรับรายละเอียดของคดี ทักษิณถึงศาลอาญา นั้น สืบเนื่องมาจากการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณเมื่อปี 2558 ซึ่งถูกตีความว่ามีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทางอัยการจึงได้ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

กระบวนการพิจารณาคดีได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสืบพยานหลักฐานและให้โอกาสทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล จนกระทั่งศาลได้กำหนดวันอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคม 2568

การที่นายทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากคดีนี้แล้ว นายทักษิณยังมีคดีความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอดีต ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

การพิจารณาคดีนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อตัวนายทักษิณเอง แต่ยังมีความสำคัญต่อหลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ การตัดสินของศาลจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนอย่างต่อเนื่อง การกลับมาของนายทักษิณและการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาศาลอาญาเพื่อฟังคำพิพากษาทักษิณถึงศาลอาญาในคดี 112 แสดงให้เห็นถึงการเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม แม้ผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร ก็ย่อมส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของเขาและประเทศไทยอย่างแน่นอน

ไม่ว่าผลการพิจารณาคดีจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพการตัดสินใจของศาลและยึดมั่นในหลักการของกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน การเดินทางมาศาลอาญาของ ทักษิณถึงศาลอาญา ในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – “ทักษิณ” ถึงศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ฟังคำพิพากษา คดี 112 โบกมือทักทายสื่อมวลชน

ชมสด! ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112

วันนี้! ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112 และ พ.ร.บ. คอมฯ จากปมการให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ ซึ่งพาดพิงและดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก และผลการตัดสินจะมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ชมสด! ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112

ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญาได้นัด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1860/2567 ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อปี 2558 ที่นายทักษิณได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อโทรทัศน์ในประเทศเกาหลีใต้ โดยมีเนื้อหาพาดพิงและอาจเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง นายทักษิณได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และได้รับการประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี

ติดตามการรายงานสดคดี “ทักษิณ” คดี ม.112 ได้ที่ไหน?

สำหรับท่านที่ต้องการติดตามข่าวสารและรายละเอียดของคดีนี้อย่างใกล้ชิด สามารถรับชมการรายงานสดจากศาลอาญาได้ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้:

ทีมข่าวไทยรัฐจะทำการรายงานสดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกท่านได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุดเกี่ยวกับ “ทักษิณ” คดี ม.112 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวได้เลย

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญทางการเมืองที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ผลการตัดสินของศาลอาญาจะมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคต การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

กระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม การตัดสินคดี “ทักษิณ” คดี ม.112 นี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความศักดิ์สิทธิ์และความยุติธรรมของกฎหมายไทย และจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต

การพิจารณาคดีเช่นนี้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน การนำเสนอข่าวสารจึงต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน ที่สำคัญคือการเคารพกระบวนการยุติธรรมและรอฟังผลการตัดสินของศาล

หลังจากฟังคำพิพากษา “ทักษิณ” คดี ม.112 แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเคารพการตัดสินใจของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม

ที่มา – ชมสด ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112 – พ.ร.บ. คอมฯ ปมให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้

สุทินมองคดีแพทองธาร-ทักษิณ: ความสุจริตเป็นเกราะ

“สุทิน” มองคดี “แพทองธาร-ทักษิณ” ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง

นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายสุทินกล่าวถึงคดีมาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลอาญาจะตัดสินในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ว่า “ไม่มีปัญหา เพราะความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง” เขามั่นใจว่าความบริสุทธิ์และความตั้งใจดีของนายทักษิณ จะเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องเขาได้ในที่สุด

ในส่วนของคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายสุทินก็แสดงความเห็นในทำนองเดียวกันว่า “เช่นเดียวกัน ความสุจริต ตรงไปตรงมา น่าจะเป็นสิ่งที่ศาล (ศาลรัฐธรรมนูญ) หยิบมาพิจารณา” เขายังเสริมว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการเตรียมแผนรับมือเป็นพิเศษ แต่ สส.ในพรรคมีการพูดคุยกันบ้าง โดย สส.รุ่นเก่าที่ผ่านประสบการณ์มามากจะไม่ค่อยกังวล ในขณะที่ สส.หน้าใหม่อาจมีความกังวลอยู่บ้าง

ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง: สุทินมองเกมการเมือง

นายสุทินยังได้กล่าวถึงภาพรวมทางการเมือง โดยระบุว่าเป็นสไตล์การเมืองไทยที่ยากจะคาดเดาว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่เขามั่นใจว่ารัฐบาลจะมีโอกาสทำงานให้กับประเทศอีกไม่น้อย และจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามถึงคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทย นายสุทินยอมรับว่าคะแนนนิยมอาจมีขึ้นมีลงบ้างในช่วงนี้ แต่เขาก็เชื่อมั่นว่า “คะแนนนิยมพรรคจะขึ้นไปอีกครั้ง”

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในความบริสุทธิ์และความตั้งใจดีของทั้ง ดร.ทักษิณ และนายกฯ แพทองธาร แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของศาลในคดีต่างๆ จะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและอนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในความยุติธรรมและความสุจริต ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการจากผู้บริหารประเทศ

ท้ายที่สุดแล้ว เส้นทางทางการเมืองของทั้งนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลและความเชื่อมั่นของประชาชน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความสุจริตและความโปร่งใส จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

คดี “แพทองธาร-ทักษิณ” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง ซึ่งการที่ “สุทิน” มองว่าความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง สะท้อนความเชื่อมั่นภายในพรรคเพื่อไทย แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรค

ที่มา – “สุทิน” มองคดี “แพทองธาร-ทักษิณ” ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง

Scroll to top