ข่าวการเมืองล่าสุด

“สมศักดิ์” สั่ง ส.ส. สุโขทัยติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

“สมศักดิ์” กำชับ 2 สส.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมใกล้ชิด ยัน ไม่ทิ้งปัญหาน้ำท่วม เผย กำลังเดินหน้าโครงการยมฝั่งขวา ช่วยระบายน้ำมากขึ้น

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดสุโขทัยว่า น้ำจากลำน้ำแม่มอก แม่รำพัน ที่ล้นอ่างเก็บน้ำ จากพายุคัลแมกี ทำให้น้ำล้นสปินเวย์เข้าท่วมชุมชน และพื้นที่การเกษตรในหลายจุด ทั้งในอ.ทุ่งเสลี่ยม และอ.เมืองสุโขทัย ส่งผลให้ต้องปิดเส้นทางจราจรในหลายแห่ง โดยผลกระทบระหว่างวันที่ 1-7 พ.ย.68 มีจำนวน 7 อำเภอ 48 ตำบล 311 หมู่บ้าน 11,752 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 27,728 ไร่ ปศุสัตว์ 4,000 ตัว โรงเรียน 14 แห่ง ถนน 70 สาย รวมถึงมีพี่น้องประชาชน เข้ามาแจ้งความเดือดร้อนในเฟซบุ๊กส่วนตัวตนเป็นจำนวนมาก จึงได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยแก้ปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้อย่างเต็มที่

กำชับ 2 สส. สุโขทัยเกาะติด

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดสุโขทัย ส่วนใหญ่อยู่ในเขต 1 และ เขต 3 ตนได้กำชับ นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ และ น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ ส.ส.สุโขทัย เขต 1 และเขต 3 พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมให้ประสานงานร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เพื่อบูรณาการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นการเร่งด่วน ซึ่งตนเข้าใจดีถึงความเดือดร้อนและพยายามแก้ปัญหาน้ำท่วมจังหวัดสุโขทัยมาโดยตลอด ไม่เคยทอดทิ้งปัญหา โดยล่าสุด ตนก็กำลังผลักดันโครงการยมฝั่งขวา ที่เพิ่งได้รับงบประมาณมา ซึ่งจะช่วยทำให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม สู่ทุ่งรับน้ำปากพระ

ฝากผลักดันจุดพักน้ำ

“เรื่องปัญหาน้ำท่วมสุโขทัย มีมาอย่างยาวนานและปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เป็นพื้นที่รับน้ำของลุ่มน้ำยมก่อนจะถึงภาคกลาง โดยส่วนตัวมองถึงระบบชลประทานในภาพรวม จุดพักน้ำ การเชื่อมโยงแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ซึ่งยังไม่เพียงพอ การศึกษาโครงการมีมากมาย แต่ต้องฝากถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งผลักดันโครงการอย่างจริงจัง รวมถึงการให้การช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรโดยเร่งด่วน นอกจากนั้นยังได้ให้ ส.ส.สุโขทัย ทั้ง 4 เขต ของพรรคเพื่อไทย ประสานงานกับผู้นำท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานโดยละเอียด ซึ่งต้องยอมรับว่าในการดำเนินงานนั้นมีขั้นตอนจำนวนมาก กว่าจะได้รับงบประมาณมา ผมจึงได้กำชับให้ศึกษาพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ผลักดันงบให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด“ นายสมศักดิ์ กล่าว

สถานการณ์น้ำท่วม สุโขทัย

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย โดยเฉพาะการผลักดันโครงการยมฝั่งขวา เพื่อช่วยในการระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

โครงการยมฝั่งขวาช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม

โครงการยมฝั่งขวา ถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – “สมศักดิ์” กำชับ 2 สส.สุโขทัย ติดตามน้ำท่วมใกล้ชิด เผยกำลังเดินหน้าโครงการยมฝั่งขวา ช่วยระบายน้ำ

บิ๊กเล็กลงศรีสะเกษ ตรวจชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งให้กำลังใจทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สวมชุดสนามและเสื้อกั๊ก MoD ลงพื้นที่ตรวจแนวชายแดนด้วยตนเอง สร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการสำคัญต่างๆ ได้แก่ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ฐานปฏิบัติการพลาญยาว และฐานปฏิบัติการป้อมปูน ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี

พลเอก ณัฐพล ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จาก พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งได้รายงานภาพรวมการปฏิบัติการ รวมถึงแนวทางการเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณชายแดน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของทหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูงสุด

บิ๊กเล็กลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ตรวจความพร้อมกำลังพล

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ให้ความสำคัญกับการพูดคุยและสอบถามความเป็นอยู่ของกำลังพลอย่างใกล้ชิด โดยได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับทหารประจำฐานปฏิบัติการ พร้อมทั้งมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและใส่ใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น

นอกจากนี้ พลเอก ณัฐพล ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสวัสดิการ ขวัญ และกำลังใจของกำลังพลในทุกระดับ โดยกำชับให้หน่วยกำลังรบให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังพลมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงตามแนวชายแดนต่อไป

การลงพื้นที่ตรวจชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนและการให้ความสำคัญกับสวัสดิการของทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจทหารเป็นประจำ จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดน ถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมควรให้ความสำคัญ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติสืบไป

สรุปได้ว่า การลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นการแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักเพื่อปกป้องประเทศชาติ รวมถึงการติดตามสถานการณ์และความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ตรวจความพร้อมฐานปฏิบัติการ และให้กำลังใจทหาร

“มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำหล่อ? พร้อมพงศ์เย้ย อนุทิน!

“พร้อมพงศ์” เย้ย “มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำพูดเอาหล่อ เบี่ยงกระแสสร้างคะแนนนิยม  ไม่เชื่อคำพูด “อนุทิน” ยุบสภา 31 มกราคม 69 ต้องฟังหู ไว้หู 

วันที่ 8 พ.ย. 2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและมหาดไทย ออกแถลงการณ์ ปฏิเสธกระแสข่าวการยุบสภาฯ หากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยยืนยันจะทำตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนก่อนยุบสภา ประมาณ 31 ม.ค. 2569 ว่า ในทางการเมือง ต้องฟังหู ไว้หู ไม่มีอะไรเป็นไปตามข้อตกลงเป๊ะๆ เหตุการณ์พลิกผันได้ตลอดเวลา ถ้าจะเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง ส่วนตัวติดใจคำพูดนายอนุทิน เคยให้สัมภาษณ์เรื่องลงนามสันติภาพไทยกับกัมพูชา ที่บอกว่า ไม่เคยเสียเปรียบใคร คนถึงไม่ชอบหลายคน คำพูดดังกล่าว ถึงจะเป็นการเจรจากับต่างประเทศ แต่อีกมุมสะท้อนวิธีคิดลึกๆของคนพูดเป็นคนอย่างไร

คำพูดนายกฯ ฟังหู ไว้หู

นอกจากนี้นายอนุทิน เคยบอกจะไม่ร่วมงานกับพรรคก้าวไกลที่ตอนนี้เป็นพรรคประชาชน เพราะแนวทางและอุดมการณ์ไม่ตรงกัน จากที่พูดวันนั้นแล้ววันนี้เป็นอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้าพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อไทยและประชาชน จับมือโหวตไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก กระเด็นตกเก้าอี้ ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ หรืออีกทางบางพรรค ร่วมอุ้มชู ต่อลมหายใจให้เป็นนายกฯต่อไป ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น ดังนั้นการที่บอกจะไม่ยุบสภาฯก่อนวาระ ฟังได้แต่อย่าเพิ่งเชื่อว่า จะเป็นไปตามนั้น

ชี้ภารกิจเร่งด่วนรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า นายอนุทิน มีภารกิจเร่งด่วนต้องทำ ปราบปรามสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ทำให้ทั่วโลกและคนไทยเห็นว่า รัฐบาลภูมิใจไทย ไม่ยอมให้สแกมเมอร์มาทำลายประเทศ ทำร้ายลูกหลานคนไทย ลามไปการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ จากการหาประโยชน์ของกลุ่มสีเทา ต้องลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมเสียที ไม่ใช่แค่โชว์ตัวเลขจากการปราบปรามอย่างเดียว

ขณะที่พรรคส้ม ออกสโลแกนหล่อๆเท่ๆ “มีเรา ไม่มีเทา” ตนไปสภากาแฟได้ยินผู้คนแซว “มีเรา ไม่มีเทา เพราะเรารักสีน้ำเงิน” ใช่หรือไม่ เพราะตั้งแต่ยกมือโหวตนายอนุทิน เป็นนายกฯ ตนเห็นว่าพรรคประชาชนเป็นเด็กดี คอยอยู่รักษาองค์ประชุมในสภา

แขวะ ปชน.อย่าเบี่ยงเป้า

“ไม่อยากเห็นการเบี่ยงเป้า เพื่อสร้างกระแสให้พรรคตัวเอง จากที่เคยเสียรังวัดไปโจมตีการทำงานทหารไทยตอนมีปัญหากับกัมพูชา การไปยกมือโหวตนายอนุทิน หลายปีก่อนเรามีแก๊งปาหินใส่กระจกรถยนต์ ตอนนี้ไม่อยากเห็น แก๊งปาหี่ ไปรับธง รับงานจากใครมา เลือกตรวจสอบแค่บางคน เพราะใครคนนั้นทำธุรกิจเดียวกันเลยไปกระทบกับอีกคน แถมระยะหลังคนๆนี้ชักจะอู้ฟู่ผิดหูผิดตา ภาวนาให้การข่าวที่ได้ยินได้ฟังมามันผิด อยากเห็นการตรวจสอบอย่างมืออาชีพ ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก ถ้าผิดลุยเอาให้สุดซอย เอาข้อมูลมาเปิดในสภาฯ ไปหน่วยงานองค์กรอิสระให้เห็นเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้คนตรวจสอบแถลงข่าวรายวันไม่ได้ แต่ต้องมือสะอาดด้วย ไม่อยากเห็นการแบ่งบทกันเล่น ปาหี่ต้มผู้คนไปวันๆ เพื่อเบี่ยงกระแสในอดีต สร้างคะแนนนิยมให้พรรค ให้ตัวเอง” นายพร้อมพงศ์กล่าว

“มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำหล่อ จริงหรือ?

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ แม้จะมีการออกมาปฏิเสธข่าวการยุบสภา แต่หลายฝ่ายยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดของนักการเมืองที่ต้องฟังหูไว้หู เพราะสถานการณ์อาจพลิกผันได้เสมอ

“มีเรา ไม่มีเทา” กับความน่าเชื่อถือทางการเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ สโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าเชื่อถือทางการเมือง การกระทำสวนทางกับคำพูดที่เคยให้ไว้ ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยในจุดยืนและเจตนาที่แท้จริง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพร้อมพงศ์ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจในคำพูดของนักการเมือง รวมถึงการตั้งคำถามถึงการทำงานของพรรคการเมืองต่างๆ ที่อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันมากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ แม้สโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” จะฟังดูดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการกระทำที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ดังนั้น การที่นายพร้อมพงศ์ออกมาเตือนสติถึงการเบี่ยงเป้าเพื่อสร้างกระแส จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อในสิ่งที่นักการเมืองนำเสนอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ของประชาชนควรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ที่มา – “พร้อมพงศ์” เย้ย “มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำพูดเอาหล่อ ไม่เชื่อ “อนุทิน” ยุบสภา 31 มกราคม 69

“ไทยสร้างไทย” ทุบทุนเถื่อน! 6 แนวทางแก้โกง

“ไทยสร้างไทย” ประกาศ สร้างการเมืองสุจริต เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคม อยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

วันที่ 8 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 2568) พรรคไทยสร้างไทยจัดเวทีสัมมนา “ทุบทุนเถื่อน” ณ โรงแรมเจซี เควิน สาทร กรุงเทพฯ โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า พรรคไทยสร้างไทยมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการ “สร้างการเมืองสุจริต” เพื่อพาประเทศออกจากหลุมดำ นำการพัฒนาสู่ประเทศ พาประชาชนหลุดพ้นความยากจน

คุณหญิงสุดารัตน์ ประกาศจุดยืนว่า พรรคไทยสร้างไทย “ไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครมาโกงชาติบ้านเมือง” พร้อมย้ำว่า “คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่ยืนที่เดียวของคนโกงคือในคุก” เพื่อยืนยันความตั้งใจของพรรคที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่โปร่งใส และยุติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมระบุการโกงคือมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศไทยมานาน จนทำให้ประเทศกลายเป็น “คนไข้ที่กำลังป่วยหนัก ถึงขั้นโคม่า” โดยดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงต่อเนื่อง ได้คะแนนเพียง 34 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทุกครั้งที่การโกงเพิ่มขึ้น ความยากจนของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสการพัฒนา จนต้องติดหล่มเป็นประเทศกำลังพัฒนามาหลายสิบปี

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยและรัฐบาลทั่วโลกเริ่มเอาจริงกับการปราบ “ขบวนการสแกมเมอร์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหญ่ของระบบทุจริต และกำลังทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างน่ากังวล เพราะจากข้อมูลเศรษฐกิจเถื่อนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ มีมูลค่าสูงถึง 8.7 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 49% ของ GDP ประเทศไทย สูงติดอันดับ 4 ของเอเชีย ตัวเลขความคลาดเคลื่อนสุทธิ หรือเงินที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ในปี 2566 อยู่ที่ 180,000 ล้านบาท และในปี 2567 พุ่งทะยานขึ้นเป็นกว่า 530,000 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของทุนสีดำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปกัมพูชามีมูลค่าสูงถึงเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท รวมสิบปี มากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่องทางสำคัญของการฟอกเงินข้ามพรมแดน

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คือการปล้นชาติอย่างเป็นระบบ คนไทยถูกโกง ถูกปล้นทรัพยากรไปแล้วหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกันยังทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออก และซ้ำเติมเศรษฐกิจของประชาชน พรรคไทยสร้างไทยและตนเองจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการทำให้ “คนเลวไม่มีที่ยืนในแผ่นดินไทย” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทย “ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์” โดยมีผู้นำที่เอาจริงในการปราบโกงเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเวียดนาม ที่สามารถจัดการนักการเมืองและข้าราชการทุจริตได้อย่างเด็ดขาด

พรรคไทยสร้างไทย เสนอมาตรการ “ทุบทุนเถื่อน” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตดังนี้:

“ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน

  1. เพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์
  2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน เสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรธน. ได้
  3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้ง กทม. ทำหน้าที่เสมือน สภาประชาชน ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็น คณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้.
  4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน
  5. ลดขนาดของระบบราชการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ
  6. สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน (โดยเฉพาะ SME) และภาคประชาชน ในการให้บริการสาธารณะและต่อต้านการทุจริตทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน

ทำไมต้อง “ทุบทุนเถื่อน”?

การดำเนินการเพื่อ “ทุบทุนเถื่อน” ไม่ใช่แค่เรื่องของการปราบปรามการทุจริต แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย หากเราสามารถลดการทุจริตและสร้างความโปร่งใสได้ จะส่งผลให้:

  • การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
  • การแข่งขันทางธุรกิจเป็นธรรมมากขึ้น
  • ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ
  • ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำว่า การ “ทุบทุนเถื่อน” เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้

การที่พรรคไทยสร้างไทยผลักดันนโยบาย “ทุบทุนเถื่อน” อย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย การทุจริตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการโกงกิน แต่เป็นการทำลายโอกาสและความหวังของคนไทยทุกคน มาร่วมกันสนับสนุนและผลักดันนโยบายนี้ เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวอยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

ลดพึ่งส่งออก! เน้น ศก.ภายในประเทศ ตามพรรคประชาชน

รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอประเทศไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาการส่งออก เพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน เชื่อมโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน นำเสนอในเวที The Standard Economic Forum 2025 ให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” โดยระบุว่า ประเทศไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจภายใน โดยนายวีระยุทธ เริ่มต้นด้วยการเล่าว่าประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ของจีดีพีเท่านั้น

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก

ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

สร้างสังคมสูงวัยที่มีความสุข

ทั้งนี้ เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hi-tech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข

นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย

ยกระดับ SME ตอบโจทย์สังคมสูงวัย เพื่อลดพึ่งพาการส่งออก

ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย

ร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

นอกจากนี้ การเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม นายวีระยุทธเสนอให้ไทยเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน

เช่น ญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย

เปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิม

นายวีระยุทธ กล่าวว่า การปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็ง-จุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้ การลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ประเทศไทยจะสามารถลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

ที่มา – รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

วุฒิสภาเร่ง กกต. เลือก ประธาน กกต. คนใหม่

“เลขาธิการวุฒิสภา” ทำหนังสือถึง เลขาธิการ กกต. ให้ประชุมเพื่อคัดเลือกประธาน กกต. คนใหม่ หลัง 2 บุคคลที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางปิยฉัตร สุพานิชไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องการเลือกประธาน กกต. คนใหม่ โดยให้เหตุผลว่า วุฒิสภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 2 คนเป็นที่เรียบร้อย ได้แก่

1. นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ แทน นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ และ 2. นายณรงค์ รัศมี แทน ศาสตราจารย์สนิท หิรัญบัพพาสมัย กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ

โดยสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ได้ดำเนินการลาออกจากตำแหน่งต่าง ๆ หรือแสดงหลักฐานการรับรองว่าไม่ดำรงตำแหน่งหรือประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด ภายใน 3 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่มีประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ

ในการนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ขอเรียนให้ทราบว่า บัดนี้ บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวข้างต้นได้แสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาว่าได้ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ ภายในระยะเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้พิจารณาดำเนินการจัดให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 13 ประกอบมาตรา 12 วรรคเจ็ด แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน จำนวน ๒ คนดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และ นายณรงค์ รัศมี ประชุมร่วมกับกรรมการการเลือกตั้งซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่ง เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 12 วรรคเก้า แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ต่อไป

วุฒิสภา บี้ กกต. ให้ประชุมเลือก ประธาน กกต. คนใหม่

การดำเนินการดังกล่าวของวุฒิสภา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเร่งรัดกระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง ประธาน กกต. คนใหม่ เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

ความสำคัญของการมี ประธาน กกต.

การมีประธาน กกต. ที่มีความสามารถและเป็นกลาง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่วุฒิสภาเร่งรัดให้ กกต. ดำเนินการเลือกประธานคนใหม่ จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

กระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งประธาน กกต. คนใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดมาดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ การเร่งรัดกระบวนการจึงต้องควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานและความถูกต้องตามกฎหมาย

การที่วุฒิสภาให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกฎหมายและระยะเวลาที่กำหนด แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมการทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือก ประธาน กกต. คนใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

การมีประธาน กกต. คนใหม่ ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ จะเป็นการส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งหลักการประชาธิปไตยของประเทศ

ที่มา – วุฒิสภา บี้ กกต. ให้ประชุมเลือก ประธาน คนใหม่ หลังเห็นชอบบุคคลแทนตำแหน่งที่ครบวาระเสร็จสิ้นแล้ว

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้นยื่นยุบพรรคประชาชน ยืนยัน สภาผู้แทนราษฎรมีระเบียบชัด คุณสมบัติไม่ครบก็ตีตก ย้ำผู้ช่วยสส.จบมัธยมปลายมาแล้ว

วันที่ 7 พ.ย.2568 นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนโพสต์เฟซบุ๊กกรณีมีกระแสข่าวเรื่อง นายไผ่ ลิกค์ ได้มีการยื่นกกต.ยุบพรรคประชาชน เพราะตั้งนักเรียนมัธยมเป็นผู้ช่วยสส. และใช้เงินผู้ช่วยสส.จ่ายค่าสมัครสมาชิกพรรค ว่า การตั้งผู้ช่วย สส. มีระเบียบกำหนดชัดเจน แม้ตัว สส.จะเซ็นรับรอง แต่หากคุณสมบัติไม่ครบ สภาฯ ก็จะตีตก ให้ สส.หาคนใหม่มาแทน 

พร้อมยืนยันสำหรับผู้ช่วยคนนี้จบมัธยมปลายมาแล้ว และเป็นคนที่สนใจการเมืองโดยทำกิจกรรมต่าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก ในขณะที่คนในวัยเดียวกันยังเที่ยวเล่นแต่น้องกลับเลือกช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ทำงานการเมือง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เมื่อถึงวันที่พร้อม จะได้เป็นอีกหนึ่งแรง ที่จะเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นนักการเมืองคุณภาพของประเทศนี้ ก็หวังว่านักการเมืองอาชีพที่อยู่มานานแบบคุณไผ่ จะมีข้อมูลเด็ด มาหักล้างกับเอกสารและหลักฐานที่น้องใช้ยื่นกับสภาฯ ไม่ใช่ปั้นข่าวขึ้นมา เพราะแค้นที่ถูกคุณไอซ์ ปั่นจนหัวหมุนมาหลายครั้งในช่วงสัปดาห์นี้

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน

จากกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ มีกระแสข่าวยื่นยุบพรรคประชาชน ทำให้เกิดการตอบโต้จากนายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเนื้อหาหลักเป็นการยืนยันว่าการดำเนินการต่างๆ ของพรรคประชาชนเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ช่วย สส. ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกล่าวหา

ข้อโต้แย้งและประเด็นที่น่าสนใจ

นายกรุณพลได้เน้นย้ำว่า สภาผู้แทนราษฎรมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ช่วย สส. อย่างเข้มงวด หากพบว่าคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่กำหนด สภาฯ ก็จะไม่อนุมัติและให้ทาง สส. ดำเนินการสรรหาบุคคลใหม่เข้ามาแทน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงผู้ช่วย สส. ที่กำลังเป็นประเด็นว่าจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย และมีความสนใจในการเมืองมาตั้งแต่เด็ก โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และเรียนรู้งานจากผู้ใหญ่ในวงการเมืองเพื่อสั่งสมประสบการณ์

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่นายกรุณพลกล่าวถึงสาเหตุที่นายไผ่ ลิกค์ ยื่นยุบพรรคประชาชน อาจเป็นเพราะความไม่พอใจที่ถูกคุณไอซ์ รักชนก ปั่นหัว ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรงและอาจนำไปสู่การโต้ตอบกันระหว่างบุคคลทั้งสองในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ และการใช้ประเด็นต่างๆ มาโจมตีกันเพื่อหวังผลทางการเมือง การที่พรรคการเมืองถูกยื่นเรื่องให้ยุบพรรคไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งส่วนตัวหรือความไม่พอใจทางการเมือง ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามถึงจริยธรรมและมาตรฐานของนักการเมือง

การออกมาตอบโต้ของนายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นการตอบโต้ที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา และเป็นการปกป้องพรรคของตนเองจากข้อกล่าวหาต่างๆ อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาว่านายไผ่ ลิกค์ ยื่นยุบพรรคเพราะถูกคุณไอซ์ รักชนก ปั่นหัว อาจเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และอาจทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับอนาคตของประเทศของเรา

เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน ว่าการทำงานการเมืองควรยึดมั่นในหลักการและจริยธรรม และไม่ควรใช้ความขัดแย้งส่วนตัวมาเป็นเครื่องมือในการทำลายคู่แข่งทางการเมือง หากนักการเมืองทุกคนยึดมั่นในหลักการนี้ การเมืองไทยก็จะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และประชาชนก็จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ดังนั้นการที่นายไผ่ยื่นเรื่องยุบ“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน อาจจะมีมูลเหตุจากความขัดแย้งส่วนตัวจริงหรือไม่ เป็นสิ่งที่สังคมต้องติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่สิ่งที่แน่นอนคือการทำงานการเมืองควรอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรม

สุดท้ายนี้การที่“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน: สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของพรรคประชาชนอย่างไร และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้นถูก “ไอซ์ รักชนก” ปั่นหัว หาเหตุปั้นข่าวยื่นยุบพรรคประชาชน

“ไผ่ ลิกค์” ยื่นยุบพรรคประชาชน หลักฐานชัด!

“ไผ่ ลิกค์” เดินหน้า ยื่นยุบพรรคประชาชน ปมตั้งนักเรียน ม. 4 เป็นผู้ช่วย สส. มั่นใจหลักฐานชัด รอดูผลลัพธ์ ยืนยันหากทำผิดเบียดบังผลประโยชน์ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ ก็ผิดเหมือนกัน

วันที่ 7 พ.ย. 2568 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกระแสข่าวยื่น ยุบพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า ทีมงานตนได้เดินทางไปยื่น กกต. จริง เพื่อขอให้พิจารณายุบพรรคประชาชน จากกรณีการตั้งเด็กอายุเพียง ม.4 เป็นผู้ช่วย สส. และการใช้เงินเดือนของผู้ช่วย สส.ไปจ่ายเป็นค่าสมัครสมาชิกพรรค ทุกอย่างเราได้รับข้อมูลมาสักพักแล้ว และเราได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด อยากบอกว่าเราทำงานต้องมีพยานบุคคล หลักฐาน และความผิดทางด้านกฎหมาย เรามั่นใจอันนี้ผิดแน่นอน การโกงชาติ เบียดบังชาติ ไม่ว่าจะน้อยหรือมากก็ผิดเหมือนกัน ก็มาดูกันว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร และอาจจะมีเรื่องของจริยธรรมเข้ามาด้วย

“ไผ่ ลิกค์” ยื่นยุบพรรคประชาชน ปมตั้งนักเรียน ม. 4 เป็นผู้ช่วย สส. มั่นใจหลักฐานชัด

ก่อนหน้านี้นายไผ่ ลิกค์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ไผ่ ลิกค์ วิงวอนสังคม ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เช่น การตั้งผู้ช่วย สส.รับเงินแทนหรือตั้งคนที่ยังไม่อยู่ในกฎหรือคนที่ถูกระเบียบเข้ามาเป็นไม่ว่าตำแหน่งไหนตำแหน่งหนึ่ง สิ่งพวกนี้ไม่ต่างกับการตั้งลูกหลานรับเงินเดือนเลย และก็ยังขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งการทำผิดหรือการรับผลประโยชน์ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ผิดเหมือนกัน

ประธานสภาฯ รอดูคนร้องเรียนก่อน

ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อวิจารณ์เรื่องการแต่งตั้งผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่อาจขัดต่อข้อบังคับว่า การแต่งตั้งต้องเป็นไปตามระเบียบ หากมีผู้ร้องเรียนเข้ามา สภาฯ จะมอบให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการละเว้นหน้าที่ และย้ำว่าตำแหน่งผู้ชำนาญการหรือผู้ช่วย สส. สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี เรื่องนี้ต้องมีคนร้องเรียนเข้ามาก่อนเพื่อที่จะได้มีข้อมูล ทางสภาจะให้ฝ่ายกฎหมายไปตรวจสอบว่าข้อร้องนั้นเป็นจริงหรือไม่ เพราะการแต่งตั้งผู้ชำนาญการหรือผู้ช่วย สส.สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามระเบียบของสภาผู้แทนราษฎร ระบุไว้ว่า สส. สามารถแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ผู้ชำนาญการประจำตัว และผู้ช่วยดำเนินงาน สส. ได้รวม 8 คน คุณสมบัติทั่วไป (ต้องมีครบทุกประการ)

  • มีสัญชาติไทย
  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
  • เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
  • ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
  • ไม่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการการเมือง ข้าราชการ รัฐสภาฝ่ายการเมือง พนักงานหน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ
  • ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม
  • ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง (ต้องมีข้อใดข้อหนึ่ง)

  1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป หรือ
  2. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป และเคยปฏิบัติหรือประสานงานทางด้านการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ
  3. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และเคยปฏิบัติ หรือประสานงานทางด้านการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี หรือ
  4. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และเคยปฏิบัติ หรือประสานงานทางด้านการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ
  5. สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ) และเคยปฏิบัติ หรือประสานงานทางด้านการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ปี

ส่วนหน้าที่รับผิดชอบอยู่ที่ สส.กำหนด เมื่อผ่านการคัดกรองจาก สส.แล้ว ทางสำนักงานเลขาสภาฯ จะตรวจสอบคุณสมบัติและหลักฐานการสมัครอีกครั้ง หากเห็นว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์ก็จะมีคำสั่งแต่งตั้งต่อไป โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท.

จากกรณีที่ “ไผ่ ลิกค์” ยื่นยุบพรรคประชาชน ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ช่วย สส.ตามระเบียบของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดคุณสมบัติทั้งทั่วไปและเฉพาะตำแหน่งอย่างชัดเจน เพื่อให้การทำงานของผู้ช่วย สส. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย

การตรวจสอบคุณสมบัติและหลักฐานการสมัครอย่างละเอียดโดยสำนักงานเลขาสภาฯ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันการแต่งตั้งผู้ที่ไม่เหมาะสม และสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานของสภาฯ ทั้งนี้ การเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบและร้องเรียนหากพบความไม่ถูกต้อง ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในกระบวนการทางการเมืองได้

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การที่นายไผ่ ลิกค์ ออกมายื่นเรื่องนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองด้วยกันเอง และเพื่อที่จะให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น การยุบพรรคประชาชนจะเป็นไปได้หรือไม่ ต้องติดตามข่าวกันต่อไป

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ยื่นยุบพรรคประชาชน ปมตั้งนักเรียน ม. 4 เป็นผู้ช่วย สส. มั่นใจหลักฐานชัด

ไทยก้าวใหม่เปิดที่ทำการพรรค คุณหญิงกัลยาอุทิศเพื่อลูกหลาน

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดที่ทำการพรรคอย่างเป็นทางการ “สุชัชวีร์” ลั่นพร้อมเดินหน้าการเมืองสร้างสรรค์ ก้าวข้ามความขัดแย้ง ด้าน “คุณหญิงกัลยา” ลั่นชีวิตที่เหลือ ขออุทิศสร้างโอกาสให้ลูกหลาน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 พรรคไทยก้าวใหม่จัดพิธีเปิดที่ทำการพรรคอย่างเป็นทางการ ณ ชั้น 14 อาคารไอทาวเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีคณะผู้บริหาร สมาชิกพรรค และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมอย่างคึกคัก

บรรยากาศช่วงเช้าเริ่มด้วยพิธีทางศาสนาอิสลามเวลา 08.30 น. และพิธีทางศาสนาพุทธเวลา 09.30 น. โดยมี “เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)” เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจิมหน้าประตูทางเข้า และพรมน้ำพระพุทธมนต์ภายในพรรคเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมมอบผ้ายันต์ให้แก่คณะผู้บริหารและผู้ร่วมงาน

จากนั้นเวลา 11.00 น. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เป็นประธานเปิดบ้านพรรคอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า การเปิดที่ทำการพรรคในวันนี้ เสมือนเป็น “การขึ้นบ้านใหม่ เปิดหัวใจ เปิดความหวัง และเปิดพลังของคนรุ่นใหม่” เพื่อเริ่มต้นก้าวใหม่ของประเทศไทย

“การเมืองไทยต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง และหันมาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ พรรคไทยก้าวใหม่ไม่ได้มาเพื่อพูด แต่เรามาเพื่อทำ เรามีแนวทางชัดเจนในการแก้ปัญหาประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การแก้ปัญหาฉาบฉวย” นายสุชัชวีร์ กล่าว พร้อมย้ำว่า พรรคตั้งใจสร้างนักการเมืองคุณภาพที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน เปลี่ยนแปลงประเทศเริ่มจากการศึกษา การสร้างคุณภาพชีวิตใหม่ และการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

“ทุกคะแนนเสียงของประชาชนคือพลังในการสร้างอนาคตของลูกหลาน เราไม่ได้มาเพื่อขอกำลังใจ แต่มาเพื่อเดิมพันชีวิตของเราทุกคน เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้จริง” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวย้ำ

“คุณหญิงกัลยา”ขอสร้างโอกาสให้ลูกหลาน

ด้านคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า เจ้าประคุณสมเด็จธงชัยได้ให้โอวาทว่า “การศึกษาเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาประเทศ” ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พรรคไทยก้าวใหม่มุ่งผลักดัน เพื่อให้คนไทยทุกคน โดยเฉพาะเยาวชน สามารถใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพ

“ชีวิตที่เหลือ ดิฉันจะขออุทิศเพื่อสร้างโอกาสให้กับลูกหลานคนไทยทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้และเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี” คุณหญิงกัลยากล่าวทิ้งท้าย

เชิญชวนคนเก่งมาร่วมงานกับพรรค

นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวเพิ่มเติมถึงความพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมาถึงว่า พรรคไทยก้าวใหม่คือการรวมกันของคนที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำเรื่องยากให้สำเร็จ พรรคจะส่งผู้สมัครครบทุกจังหวัด เพราะเชื่อในพลังของคนท้องถิ่นและเครือข่ายอาสาไทยก้าวใหม่ที่กำลังขยายครอบคลุมทั่วประเทศ โดยจะชูนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน เพราะการเปลี่ยนประเทศต้องเริ่มจากการสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็ง ซึ่งพลังของทุนมนุษย์และเศรษฐกิจนวัตกรรมคือทางออกของประเทศไทย ขณะเดียวกัน นโยบายเศรษฐกิจของพรรคก็มีความต่างจากพรรคการเมืองทั่วไป เพราะเศรษฐกิจของพรรคจะเริ่มจากคน ไม่ใช่จากตัวเลข เราจะเปลี่ยนจากโครงสร้างเก่าสู่เศรษฐกิจที่มีหัวใจ

“แม้จะเป็นมือใหม่ในการเมือง แต่พรรคไทยก้าวใหม่คือกลุ่มคนที่มีความเป็นมืออาชีพในสาขาวิชาชีพของตน พร้อมนำความเชี่ยวชาญมาสร้างการเมืองรูปแบบใหม่ และยังต้องการคนเก่ง คนรุ่นใหม่ มืออาชีพ ที่พร้อมเข้ามาขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยสามารถมาสมัครเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส. ของพรรคได้ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งพรรคมีนโยบายที่จะส่ง สส. ลงสมัครรับเลือกตั้งทุกจังหวัดทั่วประเทศ หลังจากนี้ เราจะเปิดตัวผู้สมัครอย่างต่อเนื่อง เราจะทำสิ่งที่ควรทำให้กับทุกคน สิ่งที่ทุกคนอยากเห็นจากการเมืองไทย เพื่อให้ประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง” นายก้องเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

พรรคไทยก้าวใหม่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย หากคุณมีความสนใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย อย่าลังเลที่จะติดตามข่าวสารและกิจกรรมของพรรค

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดที่ทำการพรรค “คุณหญิงกัลยา” ขอใช้ชีวิตที่เหลือ สร้างโอกาสให้ลูกหลาน

อนาคตที่สดใสรออยู่: พรรคไทยก้าวใหม่กับการสร้างโอกาสให้ลูกหลาน

การเปิดที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชน เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ มาร่วมกันสนับสนุนพรรคไทยก้าวใหม่ เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลานของเรา

ที่มา – พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดที่ทำการพรรค “คุณหญิงกัลยา” ขอใช้ชีวิตที่เหลือ สร้างโอกาสให้ลูกหลาน

Scroll to top