ข่าวการเมืองล่าสุด

“รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” ยิ้ม ปัดตอบเขากระโดง

“รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” ยิ้มหวาน ปัดตอบคดีเขากระโดง ด้าน “ยศสิงห์” ไม่หนักใจ พร้อมชี้แจง หลังพรรคประชาชนขู่อภิปรายคุณสมบัติรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 19.15 น. วันที่ 24 ก.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมป้ายแดง ปฏิเสธการตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความกังวลในการเข้ามาดูคดีเขากระโดง โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะมีการหารือกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือไม่ พล.ต.ต.รุทธพล ยังคงปฏิเสธการตอบคำถามดังกล่าวเช่นกัน

จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช. อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาชน(ปชน.) ขู่จะอภิปรายคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีว่า ไม่กังวล ส่วนที่มีกระแสข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชี้มูลความผิดทุจริตประพฤติมิชอบนั้น ตนสามารถชี้แจงได้ทั้งหมด

รมว.ยุติธรรมป้ายแดง

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือท่าทีของ “รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” คนใหม่ ที่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีเขากระโดง ซึ่งเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าวได้ก่อให้เกิดคำถามและความสงสัยในวงกว้างถึงแนวทางการทำงานของรัฐมนตรีคนใหม่

ขณะเดียวกัน จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช. อุตสาหกรรม ก็เผชิญกับแรงกดดันจากพรรคประชาชนที่ขู่จะอภิปรายคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของเขา อย่างไรก็ตาม จ่าเอกยศสิงห์ได้แสดงความมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ทั้งหมด

รมว.ยุติธรรมป้ายแดง กับความท้าทายที่รออยู่

การเข้ารับตำแหน่งของ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ในฐานะ รมว.ยุติธรรมป้ายแดง มาพร้อมกับความคาดหวังและความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการกับคดีความสำคัญต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน คดีเขากระโดงเป็นหนึ่งในคดีเหล่านั้น และการที่รัฐมนตรีใหม่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูว่ารัฐมนตรีจะดำเนินงานอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ รัฐมนตรีใหม่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ความโปร่งใสในการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบจะช่วยลดข้อสงสัยและความไม่ไว้วางใจที่มีต่อภาครัฐ

การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรม การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันเป็นหลักการพื้นฐานของความยุติธรรม การที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายจะช่วยสร้างสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรม

ดังนั้น การที่ รมว.ยุติธรรมป้ายแดง แสดงท่าทีเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อคดีความต่างๆ และต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – “รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” ยิ้มหวาน ปัดตอบคดีเขากระโดง ด้าน “ยศสิงห์” พร้อมชี้แจงคุณสมบัติรัฐมนตรี

ประธานกมธ. หวังเชือดทุจริตเรียกเงินแลกสัญชาติ

กมธ.ปกครอง สภาฯ ขยายปม “ส่วยสัญชาติ” จี้ อธิบดีกรมการปกครองเอาจริง หลังมีหลักฐานชัด เจ้าหน้าที่เรียกรับเงินชาวบ้าน หวัง นายกรัฐมนตรีเชือดเป็นคดีตัวอย่าง

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 24 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กมธ. วันนี้ ว่า มีวาระพิจารณาศึกษาและติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรแต่ไม่ได้สัญชาติไทย โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อธิบดีกรมการปกครอง, ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน, ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย โดยประเด็น 1. จริงหรือไม่ กรณีที่มีการร้องเรียนว่าบุคคลบางกลุ่มใช้ช่องทางนโยบายของรัฐบาลไปหาประโยชน์โดยการไปเรียกรับเงิน หรือหาผลประโยชน์ใดๆ จากพี่น้องประชาชนที่ควรจะได้รับสิทธิสัญชาติไทย 2. วิธีการและขั้นตอนในการอำนวยความสะดวกเนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาช่วงปลายปี 2567 และโครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 1 ปี จะไปสิ้นสุดโครงการช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 เท่ากับยังมีเวลาเหลือมากพอสมควรที่มอบสัญชาติให้ แล้วติดขัดปัญหาจุดไหน เท่าที่ทราบคือ ต้องมีการจัดคิว จึงคาดว่าจะมีปัญหาในเรื่องของกำลังคน ซึ่งนโยบายของรัฐบาลถือเป็นเรื่องใหญ่ของกระทรวง จึงควรมีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

ประเด็นการเรียกเงินแลกสัญชาติ กลายเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก และ กมธ. ปกครอง สภาฯ ก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง โดยมุ่งหวังที่จะให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตในคดีตัวอย่าง

ประธานกมธ.ปกครอง สภาฯ หวังนายกรัฐมนตรีเชือดเจ้าหน้าที่ทุจริตเรียกเงินแลกสัญชาติเป็นคดีตัวอย่าง

บี้ “อ.ปค.” เอาจริง มีหลักฐานชัด 

นายกรวีร์กล่าวต่อว่า หลังจากที่ กมธ. เปิดรับเรื่องร้องทุกข์ มีประชาชนให้เบาะแสส่งเอกสารหลักฐานที่มีการสนทนากับบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ไปเรียกรับเงินกับประชาชนที่เข้ามาติดต่อขอสัญชาติ มีหลักฐานการโอนเงิน, มีการเรียกรับเงินเป็นจำนวน 3 หมื่นบาท เป็นค่าดำเนินการ แต่ต้องโอนค่ามัดจำไปก่อน 1 หมื่นบาท แต่คนแจ้งเขามีแค่ 8 พันบาท กำลังจะไปหาอีก 2 พันบาท ทั้งนี้ ต้องไปดูว่าโยงถึงผู้มีอำนาจ ทั้ง ผู้ใหญ่บ้าน, นายอำเภอ, ปลัดอำเภอ ซึ่งคนในพื้นที่เขากังวลเรื่องความปลอดภัย อาจไม่กล้าออกมาเป็นพยานให้ ดังนั้น อธิบดีและรองอธิบดีกรมการปกครอง, นายอำเภอและผู้ว่าฯ ต้องจริงจังกับเรื่องนี้ ซึ่งเอกสารที่ กมธ.ได้รับมาทั้งหมด จะส่งต่อให้กรมการปกครองไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ใครที่ทำผิดต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด และต้องถูกปราบปราม เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจของรัฐในทางที่ไม่ชอบ ไปหากินบนความเดือดร้อนของประชาชน

การเปิดโปงขบวนการเรียกเงินแลกสัญชาติครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการปราบปรามการทุจริตในวงราชการ ซึ่งประชาชนต่างคาดหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

หวัง “นายกฯ” เชือดเป็นตัวอย่าง คดีเรียกเงินแลกสัญชาติ

เมื่อถามว่า เรื่องที่รับแจ้งมามีทั้งหมดกี่เคส นายกรวีร์กล่าวว่า มี 4-5 กรณี และทราบว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการปกครองส่งทีมลงพื้นที่สืบหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน กมธ. เราจะซักต่อว่า เกิดในพื้นที่ใดบ้าง มีนายอำเภอและผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวข้องหรือไม่ หรือปลัดอำเภอที่ดูแลเรื่องทะเบียนรู้เห็นด้วยหรือไม่ หากพบว่าใครเกี่ยวข้อง ตนถือเป็นเรื่องใหญ่ กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลชุดใหม่ ที่นายกรัฐมนตรี เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วย ตนอยากเห็นความจริงจังเข้มงวด เอาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด เมื่อถามย้ำว่า มีเจ้าหน้าที่ยศใหญ่กว่าปลัดอำเภอเกี่ยวหรือไม่ นายกรวีร์กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ที่ระดับอำเภอ เพราะเรื่องนี้สามารถทำเสร็จที่อำเภอได้ กรมการปกครองต้องสอบสวนข้อเท็จจริงให้ได้ว่า เรื่องนี้จบที่แค่อำเภอ หรือสูงกว่าระดับอำเภอ กระทรวงมหาดไทยต้องทำให้เห็นว่า เราจริงจังกับเรื่องนี้

การที่ประธาน กมธ. ปกครอง สภาฯ ออกมาแสดงความหวังว่านายกรัฐมนตรีจะเชือดเจ้าหน้าที่ทุจริตเรียกเงินแลกสัญชาติเป็นคดีตัวอย่าง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการอย่างจริงจัง

การที่ผู้มีอำนาจลงมาจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อสังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาการทุจริต และพร้อมที่จะลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

คดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความเด็ดขาดของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาการทุจริต และจะเป็นคดีตัวอย่างที่สำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ประธานกมธ.ปกครอง สภาฯ หวังนายกรัฐมนตรีเชือดเจ้าหน้าที่ทุจริตเรียกเงินแลกสัญชาติเป็นคดีตัวอย่าง

ทำเนียบฯ เตรียมพร้อม! ครม.ใหม่ เตรียมตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯนายกฯ

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับครม.ชุดใหม่ หลังเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณเย็นนี้ เตรียมแต่งตั้ง “ไตรศุลี”นั่งเลขานายกฯ กำชับพรรคร่วมรัฐบาลเร่งเสนอชื่อข้าราชการการเมือง

วันที่ 24 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี(ครม.) เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เวลา 18.00 น.

โดยตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล ได้จัดเตรียมสถานที่ตามจุดต่างๆ โดยที่เวลา 14.00 น. ครม.ทั้งหมดจะถ่ายรูปเดี่ยวติดบัตร ที่ห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรี และตรวจ ATK ที่ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี จากนั้นเวลา 15.30 น. ถ่ายภาพหมู่ที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า และเวลา 16.00 น. ครม.เดินทางออกจากตึกสันติไมตรี ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน

ภายหลังเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ จะมีการประชุม ครม.นัดแรก ที่ห้อง 501 ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งมีวาระสำคัญที่จะมีการเสนอให้ครม.เห็นชอบ คือ ร่างนโยบายของครม.แถลงต่อรัฐสภา การแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกฯ และการเสนอแต่งตั้ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการทางการเมืองจะมีการแต่งตั้งในการประชุมครม. ครั้งถัดไป

ทั้งนี้ การประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่ประชุมได้มีการกำชับให้พรรคร่วมรัฐบาลเร่งเสนอรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งข้าราชการทางการเมือง เนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติ พร้อมกันนี้ ในที่ประชุมแกนนำพรรคภูมิใจไทยยังได้เน้นย้ำว่า จะยุบสภาภายใน 4 เดือนแน่นอน

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับครม.ชุดใหม่ เตรียมแต่งตั้ง “ไตรศุลี”นั่งเลขานายกฯ

การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลเพื่อต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ (ครม.) เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมการสำหรับการแต่งตั้ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ มักนำมาซึ่งการปรับเปลี่ยนนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาล

ทำไมการแต่งตั้ง “ไตรศุลี” นั่งเลขานายกฯ จึงน่าจับตามอง?

การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารประเทศ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในการประสานงานและสนับสนุนการทำงานของนายกรัฐมนตรี การเลือกบุคคลที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ย่อมต้องมีคุณสมบัติและความสามารถที่เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การเร่งรัดให้พรรคร่วมรัฐบาลเสนอชื่อข้าราชการทางการเมือง ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ การมีทีมงานที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ การตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียดรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่พรรคภูมิใจไทยได้เน้นย้ำถึงการยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ การดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงเวลาที่เหลือนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความนิยมจากประชาชน

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับครม.ชุดใหม่ เตรียมแต่งตั้ง “ไตรศุลี”นั่งเลขานายกฯ ถือเป็นข่าวสารที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในการบริหารประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ดังนั้น การจับตาดูการทำงานของ ครม.ชุดใหม่ และการดำเนินงานของ น.ส.ไตรศุลี ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะจะมีผลต่อการบริหารประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับครม.ชุดใหม่ เตรียมแต่งตั้ง “ไตรศุลี”นั่งเลขานายกฯ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ที่ทุกภาคส่วนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางการบริหารประเทศ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

ที่มา – ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับครม.ชุดใหม่ เตรียมแต่งตั้ง “ไตรศุลี”นั่งเลขานายกฯ

“ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม: กล้าธรรม ลุย 400 เขต

“ธรรมนัส”เปิดตัว “เสธ.หิ” มอบดูแลภาคเหนือตอนล่าง-ใต้-อีสานบางส่วน ฟุ้งส่งครบ 400 เขต สมัยหน้า สส.ตบเท้าร่วมเพียบ

เมื่อเวลา 14.55 วันที่ 23 ก.ย.2568 ที่พรรคกล้าธรรม(กธ.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดตัวนายหิมาลัย ผิวพรรณ อดีตผอ.พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) เป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมอย่างเป็นทางการ พร้อมสวมเสื้อพรรคให้กับนายหิมาลัย โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า นายหิมาลัยยังไม่มีตำแหน่งอะไร ตอนนี้มาช่วยงานก่อน ซึ่งจะดูแลทั้งพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคใต้ และภาคอีสานบางส่วน ซึ่งจะมีการพูดคุยกัน และเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ โดยได้มอบหมายให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม หารือกับนายหิมาลัยเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัคร หลังจากนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมว่าองคาพยพที่จะมาอยู่กับพรรคกล้าธรรมไม่ใช่เท่าที่เห็น เมื่อถามว่า ไม่จำเป็นต้องตกปลาในบ่อเพื่อนใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่

“ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม

ยังไม่สรุป ตามจีบ “เดชอิศม์”

เมื่อถามถึงกระแสข่าวนายหิมาลัยไปทาบทามนายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คืบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง แต่นายหิมาลัยยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส ตอบแทนว่า นายหิมาลัยจะมารายงานตนและน.อ.อนุดิษฐ์ในวันนี้ (23 ก.ย.) ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกัน อย่าเพิ่งปล่อยข่าวตอนนี้ เรายังไม่ได้สรุปกัน ต้องคุยกันก่อน ส่วนตัวยังไม่ได้คุยแต่เห็นว่า นายหิมาลัยเป็นคนไปคุยทั้งสายใต้และสายเหนือ วันนี้จะเข้ามาพรรคคงจะได้คุยกัน

ตั้งเป้าหวังได้ สส.ภาคใต้มากขึ้น

เมื่อถามว่า พื้นที่จะทับซ้อนกับ สส.เดิมหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มี ย้ำว่ายังไม่ได้รับการยืนยันว่านายเดชอิศม์ จะมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมหรือไม่ แต่ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมของเราไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว แต่เป็นในรูปของคณะกรรมการและให้ สส.เก่าร่วมตัดสินใจด้วย ยอมรับว่าตั้งเป้าจะปักธงในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มมากขึ้น เราเดินไปไกลแล้ว เพียงแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้น และไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ภาคใต้ แต่ทุกภาค ส่วนการวางตัวผู้สมัครนั้น ได้ สส.ปัจจุบันมาหลายคน

ส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต

เมื่อถามว่า สส.ย้ายมาจากพรรคอื่นใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อย่าใช้คำว่าย้ายมา สส.สมัยหน้ามีหลายคนจะมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม สมัยนี้เราไม่พูดถึง  ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงการทำงานของพรรคกล้าธรรมว่า ขณะนี้เรามองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยมอบหมายให้ผู้บริหารพรรคลงพื้นที่เฟ้นหาตัวผู้สมัคร ขณะเดียวกัน ในการบริหารราชการบ้านเมืองด้วยระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งถ้าสื่อมวลชนสังเกตจะเห็นว่าพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคที่มีสมาชิกพรรคมากที่สุดและมีความพร้อม ในการส่งตัวผู้สมัครทั้ง 400 เขต ทุกจังหวัด ส่วนจะส่งอะไรอย่างไรเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาประชุมกันอีกครั้ง

“ธรรมนัส” คาดหวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม จริงหรือ?

จากข่าวการเปิดตัว “เสธ.หิ” และการประกาศความพร้อมส่งผู้สมัครครบ 400 เขต ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวังที่จะ “ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม แม้จะยังไม่มีการยืนยันเรื่องการดึงตัวนายเดชอิศม์ ขาวทอง มาร่วมงาน แต่การเดินหน้าหาผู้สมัครและเตรียมพร้อมในทุกๆ ด้าน ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือดอย่างแน่นอน พรรคกล้าธรรมจะต้องเผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างมากในการที่จะ “ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ การมีผู้สมัครที่เข้มแข็ง นโยบายที่โดนใจ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

นอกจากพื้นที่ภาคใต้แล้ว พรรคกล้าธรรมยังให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนของประเทศ โดยมีการวางตัวผู้สมัครในหลายพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองระดับชาติอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การที่จะ “ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม ได้จริงหรือไม่ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป การดำเนินงานของพรรคกล้าธรรมหลังจากนี้ จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่า พวกเขาจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “ธรรมนัส”หวังกวาด สส. ใต้ เพิ่ม ประกาศ“กล้าธรรม” พร้อมส่งผู้สมัครชิง สส. ครบ 400 เขต

กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่

กระทรวงการต่างประเทศตอบโต้กัมพูชาอย่างแข็งขัน กรณีกล่าวหาไทยบิดเบือนหลักเขตแดน 42-43 พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดน และย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการย้ายชาวบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่โดยเร็ว

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวถึงท่าทีของไทยต่อกรณีที่กัมพูชาออกมาประท้วงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เรื่องการบังคับใช้กฎหมายไทยกับพลเมืองกัมพูชาที่เข้ามาในบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ยืนยันว่าไทยได้บังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตแดนของไทยอย่างถูกต้อง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะบิดเบือน การกระทำดังกล่าวของไทยเป็นไปตามหลักอธิปไตยของรัฐและเป็นไปตามหลักสากลที่ทุกประเทศยอมรับ

กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่

นายนิกรเดชกล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยจงใจบิดเบือนแผนผังที่แสดงลักษณะภูมิศาสตร์ และตำแหน่งหลักเขตแดนที่ 42, 43 ว่าเป็นเขตแดนจริงนั้น ทางไทยขอยืนยันว่าไม่เคยระบุหรือยืนยันว่าแผนผังดังกล่าวกำหนดเส้นเขตแดน เพราะการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนอยู่ภายใต้อาณัติของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหรือ JBC แผนผังที่ฝ่ายไทยแสดงเป็นเพียงการนำพิกัดหลักเขตแดนไปทำภาพจำลองเส้นเขตแดนบนแผนที่แบบไม่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ นายนิกรเดชยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่าประเทศไทยละเมิด MOU 43 แต่แท้จริงแล้วเป็นฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดเอ็มโอยูดังกล่าว โดยปล่อยให้มีการสร้างอาคารบ้านเรือนชุมชนทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงในกรอบเอ็มโอยูแล้วกว่า 500 ครั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไข

ไทยอดทนอดกลั้นมาตลอด

ในส่วนของกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่เป็นบ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียดตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น นายนิกรเดชย้ำว่าประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุดมาโดยตลอด ปฏิบัติตามปฏิบัติการทหารทุกครั้งเพื่อป้องกันตนเอง รักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดพันธกรณีข้างต้น สนับสนุน ปลุกปั่น และจัดฉากให้ประชาชนกัมพูชามาชุมนุมประท้วงด้วยท่าทีที่ก้าวร้าวและก่อความไม่สงบในดินแดนของไทย รวมถึงใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนาย โดยฝ่ายไทยใช้ตำรวจควบคุมฝูงชนในการควบคุมสถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยไม่ได้ใช้กองกำลังทหารแต่อย่างใด อย่างที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหา

นายนิกรเดชยังกล่าวอีกว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามหลักสากล และประเทศไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดขยายชุมชนรุกล้ำเขตแดนไทย และแจ้งให้ประชาชนของตนเองที่รุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยย้ายออกนอกพื้นที่ รวมทั้งยุติการปลุกระดมจัดฉากให้เด็ก สตรี และพระสงฆ์ออกมาประท้วงรับหน้าแทน ซึ่งจะส่งผลให้ความขัดแย้งของทั้งสองประเทศร้าวลึกลงไป และเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย การกต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ คือทางออกที่ดีที่สุด

ประเทศไทยขอยืนยันว่าฝ่ายไทยเคารพในพันธกรณี ยึดมั่น และปฏิบัติตามกลไก JBC และข้อตกลงหยุดยิงมาตลอด และรู้สึกผิดหวังที่กัมพูชายังคงบิดเบือนความจริงต่อประชาคมโลกและประชาชนของตนเองอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ไทยเรียกร้องในขณะนี้คือการต้องการความจริงใจผ่านการกระทำของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่ประเทศไทยไม่ได้ก่อและเป็นประโยชน์กับประเทศไทยเลย

นายนิกรยังย้ำว่าประเทศไทยจะยังดำเนินการและใช้โอกาสต่าง ๆ ชี้แจงถึงจุดยืน ท่าที และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อประชาคมโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ มีความมุ่งมั่นที่จะยุติความขัดแย้งกับกัมพูชาโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ การที่ กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่ กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ปัญหาคลี่คลาย และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศ โต้ กัมพูชาบิดเบือนกล่าวหาไทย ลั่นควรให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยเร็ว

กกต.รับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงราย เขต 7

กกต.ประกาศรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว สามารถรับหนังสือรับรองผลเลือกตั้งได้ตั้งแต่ 24 ก.ย. นี้ ย้ำไม่ตัดสิทธิ์หากสืบพบเลือกตั้งไม่สุจริต

วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่สำนักงานกกต. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยกกต.ได้มีมติประกาศผลการเลือกตั้ง ตามมาตรา 127 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบข้อ 215 ของระเบียบกกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง ได้แก่ นายสง่า พรมเมือง

ทั้งนี้ นายสง่า สามารถรับหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง (สส. 6/4) ในวันที่ 24 กันยายน 2568 เป็นต้นไป ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. ณ สำนักงานกกต.ชั้น 5 ในกรณีที่ไม่สามารถมารับหนังสือรับรองได้ด้วยตัวเอง ให้ทำหนังสือมอบอำนาจพร้อมรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจมาในวันดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม กกต.ระบุว่า การประกาศผลการเลือกตั้งดังกล่าวข้างต้น ไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนาจของ กกต.ที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต

กกต.ประกาศรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว

ในที่สุด กกต. ก็ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 โดย “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว อย่างเป็นทางการ ข่าวนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวเชียงรายเขต 7 ที่จะได้มีผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มตัวเสียที

แต่นอกเหนือจากการประกาศผลอย่างเป็นทางการแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว นั้น ทางสำนักงาน กกต. ได้แจ้งว่า นายสง่า สามารถเข้ารับหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2568 เป็นต้นไป ในวันและเวลาราชการ ณ สำนักงาน กกต. ชั้น 5

หากไม่สามารถมารับด้วยตนเองได้ สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นมารับแทนได้ โดยต้องมีหนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ

กกต. ย้ำ ไม่ตัดสิทธิ์การตรวจสอบแม้ประกาศรับรองผลแล้ว

แม้ว่า กกต. จะได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว แต่ก็ยังย้ำว่า การประกาศผลดังกล่าวไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนาจของ กกต. ที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต

ดังนั้น หากมีข้อมูลหรือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่โปร่งใส หรือมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต. ก็ยังมีอำนาจที่จะดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดได้

การที่ กกต. ย้ำในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นว่า กกต. ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม และพร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ หากมีข้อสงสัยเกิดขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทย การที่ กกต. ดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม, ประชาชนควรติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถแสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียนได้หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ

การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง

การประกาศรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่น หวังว่า สส. สง่าจะสามารถนำพาความเจริญและความผาสุกมาสู่ชาวเชียงรายได้อย่างเต็มที่

ที่มา – กกต.ประกาศรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว

อนุทินบอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี จริงหรือ?

“อนุทิน” บอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี หวังได้เริ่มทำงานทันที ย้ำ บรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้จริงหรือไม่? มาติดตามรายละเอียดกัน

วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่ากำลังประสานประธานรัฐสภาขอเป็นวันที่ 29-30 ก.ย.นี้ หากยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะวันที่หนึ่งของการทำงานคือนับจากวันแถลงนโยบายเสร็จสิ้น เพื่อที่รัฐบาลจะได้ทำงานอย่างเต็มที่

เมื่อถามต่อว่าในวันที่ 24 ก.ย. นี้ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำร่างนโยบายเข้าสู่การพิจารณาด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องให้ที่ประชุมรับทราบ จากนั้น จะนำร่างส่งให้สมาชิกรัฐสภาได้ศึกษาเพื่อที่จะอภิปรายได้ เหมือนการแถลงนโยบายทุกครั้งที่ผ่านมาโดยใช้เวลา 2 วัน ส่วนเรื่องระยะเวลาเป็นเรื่องที่วิป 3 ฝ่ายจะหารือ และทำข้อตกลงกัน

ส่วนพรรคประชาชนอยากให้ไทม์ไลน์ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในร่างแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี รัฐบาลจะมีกำหนดไว้ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องรัฐธรรมนูญอยู่ในข้อตกลง MOA อยู่แล้ว ก็เป็นไปตามนั้น ในการประชุมพรรคภูมิใจไทยวันนี้ก็จะพูดคุยเรื่องนี้ด้วย สำหรับการที่พรรคประชาชนไม่ค่อยเห็นด้วยกับโมเดล เรื่องการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ตอบสั้นๆเพียงว่าให้ เป็นไปตามระบบ

อนุทินย้ำ แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี โดยให้เหตุผลว่าการเริ่มต้นทำงานของรัฐบาลจะนับจากวันที่การแถลงนโยบายเสร็จสิ้น การเร่งดำเนินการจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลง MOA และจะมีการหารือในพรรคภูมิใจไทย

ทำไมอนุทินถึงต้องการ แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี?

เหตุผลหลักที่นายอนุทินต้องการให้มีการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี คือเพื่อให้รัฐบาลสามารถเริ่มต้นทำงานได้อย่างรวดเร็ว การแถลงนโยบายถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการประกาศแนวทางการทำงานของรัฐบาลต่อรัฐสภาและประชาชน การเร่งดำเนินการในส่วนนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสามารถเริ่มทำงานได้เร็วขึ้นยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลมีความชัดเจนในนโยบายและการดำเนินงานจะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในร่างแถลงนโยบายของรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและมีความละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจต้องเผชิญกับความท้าทายและความเห็นที่แตกต่างกัน การที่รัฐบาลสามารถสร้างความเข้าใจและหาจุดร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

โดยสรุปแล้ว การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี ถือเป็นความพยายามที่จะเร่งการทำงานของรัฐบาลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประชาธิปไตยและแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่รัฐบาลสามารถแปลงนโยบายที่แถลงไว้ให้เป็นรูปธรรมและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง การติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – “อนุทิน” บอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี บรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อย

ภูมิธรรมอึ้ง! ธนาธร ส่อป้องเขากระโดง?

“ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล พิสูจน์ผลงานแก้ปัญหาได้ แต่ไม่ยอมเป็น

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวถึงคดีฮั้วสว.และเขากระโดง ว่า ถ้ามีความผิดจริง ทำไมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยถึงไม่สั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ฟ้องร้องเอาผิด ว่า 2 ปีที่ผ่านมาคนที่เป็นรมว.มหาดไทย คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั่นแหละที่ไม่ดำเนินการ เพราะต้องเริ่มต้นจากกรมที่ดิน เมื่อตนเองเข้าไปถึงได้เริ่มดำเนินการ จะพูดว่า 2 ปีไม่ทำ นั้นไม่ใช่ แต่นายอนุทิน ไม่ได้ทำ สิ่งที่นายธนาธรพูดนั้น ตนเองก็อึ้งและเชื่อว่าประชาชนก็อึ้งกันไปเป็นแถบ เพราะไม่ควรจะออกมาจากปากของนายธนาธร ซึ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชน ตนเองคงไม่ต้องอธิบาย ไปถามประชาชน ว่าเวลานี้ประชาชนรู้สึกกันอย่างไร ตนว่านายธนาธร คงต้องไปทบทวนคำพูดเหมือนกัน ว่าที่พูดนั้นเชื่อแบบนั้นจริง ๆ หรือ พูดเพื่ออะไร ตนเองไม่ขอวิจารณ์ เมื่อถามว่าการที่นายธนาธรออกมาพูดแบบนี้ หลายคนมองว่า เป็นการปกป้องรัฐบาลมากกว่า และอาจไม่ใช่ฝ่ายค้านที่แท้จริง นายภูมิธรรม ตอบว่าสื่อถามเองตอบเองไปแล้ว ตนเองไม่ขอวิจารณ์คิดว่า วันนี้ทุกคนอยู่ในสายตาพี่น้องประชาชน ใครทำอะไรไว้คนก็จดจำ

เสียดายโอกาส ปชน.ไม่บริหาร

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงระยะเวลา 4 เดือนสำหรับการเตรียมเลือกตั้งเพียงพอจะทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ ว่าอยู่ที่ความเป็นจริง ทุกพรรคมี 4 เดือนเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ประเด็น ยืนยันเราพร้อมที่จะทำงานเต็มที่ อยู่ที่คนเป็นรัฐบาลประกาศอะไรไว้กับประชาชน ก็คงต้องทำและได้ยินว่าจะทำเร็วขึ้น เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายภูมิธรรม กล่าวว่า เหมือนเดิม เราเป็นพรรคการเมืองซึ่งอาสามาเป็นรัฐบาล เมื่อมีโอกาส ก็ต้องทำงานเต็มที่ แต่เสียดายพรรคประชาชนเขาอยากเป็นรัฐบาล อยากแสดงฝีมือ ครั้งนี้มีโอกาสเป็นรัฐบาล อยากจะเป็นกระทรวงแรงงานก็ได้ กระทรวงมหาดไทยก็ได้ หรือกระทรวงการคลังก็ได้ เห็นมีการพูดและอภิปรายไว้เยอะ แต่ทำไมมีโอกาสแล้วถึงไม่ทำ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร และไม่รู้ว่าโอกาสข้างหน้าจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ แต่ถ้ามีโอกาสแล้วทำไมไม่ทำ ปล่อยให้หลุดมือไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย อันนี้ต้องเป็นคำตอบให้คนเข้าใจ ว่าในเมื่ออยากพิสูจน์ตัวเองว่าไม่เคยทำและนำเสนอความเห็นว่าอยากลองทำ เมื่อมีโอกาสทำ และสามารถทำได้ แต่เมื่อมีโอกาสแล้ว ไม่ทำ แล้วจะไปความหวังลมๆ แล้งๆ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องช่วยกันคิด

“ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีฮั้ว ส.ว. และ เขากระโดง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่ส่อไปในทางปกป้องรัฐบาล ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงบทบาทที่แท้จริงของนายธนาธร

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า รู้สึก “อึ้ง” กับคำพูดของนายธนาธร และเชื่อว่าประชาชนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

ภูมิธรรมชี้ ธนาธรควรทบทวนคำพูด

นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายธนาธรควรทบทวนคำพูดของตนเอง ว่าสิ่งที่พูดนั้นเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ หรือมีจุดประสงค์อื่นใดแอบแฝง นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงประเด็นที่พรรคประชาชนไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะพรรคมีโอกาสที่จะแสดงฝีมือในการบริหารประเทศ แต่กลับปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอยไป

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายภูมิธรรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายธนาธรอย่างตรงไปตรงมา อาจสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวหน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเมืองในอนาคต

การที่นายธนาธรออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว อาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างทางการเมือง หรืออาจเป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความสับสนให้กับประชาชน และทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงจุดยืนที่แท้จริงของนายธนาธรและพรรคก้าวหน้า

เรื่องราวของ “ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองได้ในหลายมิติ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล

“พลพีร์” สวน “จิรายุ”: ทำไมไม่ตอบโต้กัมพูชา?

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” หลังยุ “ภูมิใจไทย” บีบให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออก ตั้งคำถามตอนเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย บีบพรรคประชาชน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน เพราะขัดหลักประชาธิปไตย เนื่องจากสนับสนุน พรรคอื่นเป็นนายกฯ ว่าขอชื่นชมการทำหน้าที่ของนายจิรายุ ในการออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว ประเด็นคือ สมัยที่นายจิรายุเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เหตุไฉน จึงไม่ออกมาตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง ถ้าทำงานให้ประเทศชาติเร็วได้สักครึ่งของที่ทำงานให้พรรคเพื่อไทย คิดว่า ประเทศไทย จะไม่มีทางแพ้ในสงครามข่าวสารแบบที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ถามตอนเป็นรัฐบาล ทำไมนิ่ง

“อดีตโฆษกออกมาปกป้องพรรคได้ไวครับ ผมลงวันเดียว ท่านร้อนรนแล้ว ไม่เหมือนตอนที่เราปะทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ชาวบ้านนั่งรอท่านแถลง ขอความชัดเจน อยากรู้สึกปลอดภัย แต่กลับพึ่งไม่ได้ เพราะท่านเอาแต่นิ่งเงียบ หากจะพูดสักที ก็ช้าตลาดวาย ฝ่ายตรงข้าม เล่นงานไทย จนยับเยินไปแล้ว”

จวกเสียมารยาทเกาะเก้าอี้รองประธานสภา

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ทำงานการเมืองต้องมีสปิริต แต่ไหนแต่ไรมา เก้าอี้ประธานสภา ต้องเป็นของฝ่ายรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งอยู่ในการกำกับของรัฐบาล นี่คือหลักการทั่วไป เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สะดุด แต่ตอนนี้ พรรคฝ่ายค้านเป็นประธานสภา แบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลจะดันนโยบาย หรือกฎหมายสำคัญ ที่มีผลต่อปากท้องพี่น้องประชาชนได้ราบรื่นหรือไม่ ขอให้นึกย้อนไป ในวันที่พรรคภูมิใจไทย ไปเป็นฝ่ายค้าน สิ่งแรกๆ ที่ทำ คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล ลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภา เพื่อเปิดทางให้ฝ่ายรัฐบาลได้ขับเคลื่อนการทำงาน แต่ที่เห็นตอนนี้ ฝ่ายท่านกลับหวงเก้าอี้ มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ เพราะเห็นว่าเรามีเวลาน้อย เลยจะขัดแข้งขาอย่างเต็มที่หรือเปล่า ยอมกระทั่งเสียมารยาท ทำลายสปิริตทางการเมือง

 ย้ำไม่ใช่ขี้ข้าอังเคิล

ส่วนที่หลายคนมาตั้งข้อสังเกตว่าพรรคภูมิใจไทย จะขี่พรรคประชาชน หลอกใช้เพื่อน เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย นายพลพีร์ ย้ำว่า เป้าหมายของเราก็คือ การที่เราปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีร่วมกัน และยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย พรรคภูมิใจไทย เราไม่หลอกใช้ใคร สัญญา ก็คือสัญญา และตอนนี้ เราให้เกียรติในข้อตกลง ไปจนถึงพรรคประชาชน และประชาชนคนไทยทุกคน

“พรรคภูมิใจไทย ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน และเราไม่มีทางผลักคนที่รักชาติบ้านเมืองไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม เรายึดถือว่า เราจะเป็นขี้ข้าของคนไทยเท่านั้น จะไม่ยอมเป็นขี้ข้าของอังเคิลที่ไหนเด็ดขาด”

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

จากกรณีที่นายจิรายุออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยบีบพรรคประชาชนลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้าน นายพลพีร์ได้ออกมาตอบโต้ โดยตั้งคำถามถึงความรวดเร็วในการตอบโต้ประเด็นทางการเมืองของนายจิรายุ เมื่อเทียบกับสมัยที่ดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลและกรรมการ ศบ.ทก. ที่นายจิรายุกลับไม่มีท่าทีตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

ประเด็นที่น่าสนใจจาก “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

  • การตอบโต้ทางการเมืองที่รวดเร็วของนายจิรายุ
  • ความแตกต่างระหว่างการทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลกับการเป็นสมาชิกพรรค
  • ประเด็นเรื่องสปิริตทางการเมืองและการดำรงตำแหน่งประธานสภา
  • ข้อตกลงและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน

การออกมาตอบโต้กันไปมาของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในแวดวงการเมืองไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอในการทำหน้าที่ และการแสดงออกถึงจุดยืนที่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ที่มา – “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

Scroll to top