ข่าวการเมืองล่าสุด

“อนุทิน” เตรียมบิน UN ย้ำไทยต้องอยู่บนเวทีโลก

“อนุทิน” ยอมรับ เตรียมแผนบิน UN แล้ว แต่ขอหารือ ครม. นัดแรก 24 ก.ย.นี้ก่อน  หากไปไม่ได้สั่ง “รมว.ต่างประเทศ” สแตนด์บายแล้ว ย้ำ ไทยควรอยู่ในเวทีนี้ หลัง “กัมพูชา” โร่ร้องนานาชาติ

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพร้อมบิน UN ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ตอนนี้กำลังตรวจสอบดูอยู่ว่าทางประธานรัฐสภาจะกรุณาให้แถลงนโยบายวันไหน โดยตนได้ขอไปวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 แต่เวที UN ที่ให้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ เกิดขึ้นในวันที่ 26 กันยายน และวันที่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ คือวันพุธที่ 24 กันยายน หลังจากที่เข้าเฝ้าแล้วจะเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีทันที โดยจะหารือเรื่องนี้ด้วยกับหลายหน่วยงาน ทั้งกฤษฎีกาและกระทรวงการต่างประเทศว่าสถานะของรัฐบาล ในการไปประชุมสมัชชาใหญ่ UN จะสามารถไปได้หรือไม่ หากไปได้ก็จะสามารถไปพบปะหารือ หรือร่วมทวิภาคี โดยมีความชัดเจนตรงนั้น

ย้ำไทยต้องอยู่บนเวที UN

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การไปเวที UN มีความจำเป็น เพราะอยู่ดี ๆ ประเทศไทยก็หายไปจากวง UN ทั้งที่เรื่องที่คนไปร้องเรียนว่าประเทศไทยละเมิดกฎนานาชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราถูกละเมิดมากกว่าจึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ไปพบกับประชาคมโลก และผู้นำประเทศที่จะชี้แจงให้ทราบว่าไทยไม่ได้เป็นตามที่ถูกกล่าวหามา ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นและได้เตรียมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้สแตนด์บายไว้ ตนนั้นได้อยู่แล้วและได้ให้เตรียมแผนการเดินทางแล้ว ไปเช้าเย็นกลับใช้เวลาเดินทางมากกว่าเวลาไปประชุม เพราะวันที่จะหารือได้มากที่สุดน่าจะเป็นวันที่ 25-26 กันยายน และจะกลับมาทันแถลงนโยบายถ้าหากเป็นวันที่ 29 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568

รอหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการไปพูดคุยในเวที UN ประเด็นหลัก ๆ ก็มีหลายเรื่องทั้งเรื่องการค้า ภาษีนำเข้าส่งออก และเรื่องอธิปไตยของไทยต่าง ๆ มากมาย เมื่อถามว่าหากไปเยือน UN แบบไม่แสดงวิสัยทัศน์ได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า เดี๋ยวต้องหารือกับหลายหน่วยงานก่อน มันมีขั้นตอน (protocol)

“อนุทิน” เตรียมบิน UN ย้ำไทยต้องอยู่บนเวทีโลก

จากสถานการณ์ที่ “กัมพูชา” ได้ร้องเรียนต่อเวทีนานาชาติ ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงความสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องมีบทบาทและแสดงจุดยืนในเวทีสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ นายอนุทินจึงเตรียมแผนการเดินทางไป UN เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ทำไม “อนุทิน” ถึงย้ำว่าไทยต้องอยู่บนเวทีโลก

นายอนุทินมองว่าการปรากฏตัวในเวที UN เป็นโอกาสอันดีที่จะได้พบปะกับผู้นำประเทศต่างๆ และชี้แจงข้อกล่าวหาที่ประเทศไทยได้รับ นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสที่จะได้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยถูกละเมิดมากกว่าที่ถูกกล่าวหา การเดินทางไป UN จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศในเวทีโลก

ถึงแม้ว่าการเดินทางไป UN จะต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และมีขั้นตอนที่ซับซ้อน แต่รัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยได้เตรียมแผนสำรองไว้ในกรณีที่นายอนุทินไม่สามารถเดินทางไปได้ด้วยตนเอง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะพร้อมปฏิบัติหน้าที่แทน

ประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือในเวที UN มีหลากหลาย ทั้งเรื่องการค้า ภาษีนำเข้าส่งออก และเรื่องอธิปไตยของประเทศไทย การเตรียมพร้อมในทุกด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเดินทางไป UN เป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่นายอนุทินให้ความสำคัญกับการที่ไทยต้องอยู่บนเวทีโลก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของประชาคมโลก การเข้าร่วมเวที UN จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้แสดงบทบาทและความรับผิดชอบของไทยในฐานะสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ

การเตรียมตัวสำหรับเวที UN ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อการดำเนินงานระหว่างประเทศ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้าใจอันดีกับนานาชาติ หากประเทศไทยสามารถใช้เวที UN ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การที่ “อนุทิน” เตรียมบิน UN ย้ำไทยต้องอยู่บนเวทีโลก เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในเวทีระหว่างประเทศ และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การเดินทางไป UN ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพและบทบาทในเวทีโลก

ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถใช้เวที UN ในการสร้างความเข้าใจอันดีกับนานาชาติ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “อนุทิน” เตรียมแผนบิน UN ย้ำไทยควรต้องอยู่บนเวทีหลัง “กัมพูชา” โร่ร้องนานาชาติ

สมคิดติง อนุทิน เกณฑ์คนต้อนรับก่อนถวายสัตย์

“สมคิด” อัด “อนุทิน” เป็นนายกฯ ต้องไม่สร้างความแตกแยกในสังคม โต้ที่ปรับออกจากมหาดไทยเพราะเกือบ 2 ปีสอบตกปัญหายาเสพติด ไม่จริงใจแก้ปัญหาประชาชน

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายสมคิด เชื้อคง อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หากผมบ้าจี้ขึ้นมาอภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกผมอภิปรายกลับบ้างจะเป็นอย่างไร ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะใจคับแคบเช่นนี้ ทั้งนี้การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชน คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับฟัง หากฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลต้องฟังก่อนว่าเขาอภิปรายเรื่องอะไร แค่เรื่องเขากระโดงคุณอนุทินก็ตอบยากแล้ว ดังนั้นอย่าเพิ่งร้อนตัว ฟังว่าเขาจะอภิปรายเรื่องอะไร มีหลายเรื่องมากที่ฝ่ายค้านจะหยิบมาอภิปราย

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่พูดว่าการที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปรับตนเองออกจากกระทรวงมหาดไทยแล้วเวรกรรมตามทัน ในกรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของเวรกรรมเป็นเรื่องของการทำงาน นายอนุทินต้องรู้ว่าเกือบ 2 ปีที่นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทินทำอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามยาเสพติดทำหรือไม่ เรื่องอื้อฉาวในกระทรวงมหาดไทยท่านทำหรือไม่ ประชาชนมองไม่เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอันในฐานะของรัฐมนตรีมหาดไทย ในขณะเดียวกันสมัยที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ในตำแหน่งแค่ 2 เดือนกลับมีผลงานที่พี่น้องประชาชนสัมผัสได้ต่างจากเกือบ 2 ปีของนายอนุทินมาก

“การลงพื้นที่ของนายอนุทิน ในขณะที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่กลับเกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดมารอต้อนรับ แล้วกลับมาอ้างว่ามาในฐานะหัวหน้าพรรค ต้องระมัดระวังเพราะนายอนุทิน มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วย นายอนุทิน รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ สังคมจับตาดูอยู่ การเป็นนายกรัฐมนตรีต้องบริหารประเทศไม่จ้องกระแหนะกระแหนหรือพูดจาเสียดสี หรือมาสร้างความแตกแยกของคนในชาติอย่างที่นายอนุทินกำลังทำอยู่” นายสมคิด กล่าว

“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ

จากกรณีที่นายสมคิด เชื้อคง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับการลงพื้นที่และการกระทำต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจและข้อถกเถียงมากมายในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวกับการ“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับจริยธรรมทางการเมือง

ข้อกล่าวหาสำคัญ: เกณฑ์ข้าราชการต้อนรับก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ

หนึ่งในประเด็นหลักที่นายสมคิดหยิบยกขึ้นมาคือ การที่นายอนุทินถูกกล่าวหาว่าเกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดมารอต้อนรับ ในขณะที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายของการใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางของข้าราชการ

นอกจากนี้ นายสมคิดยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของนายอนุทินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งนายสมคิดมองว่ายังไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายสมคิดในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขันทางการเมือง และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการใช้อำนาจอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม การ“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ เป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้กับนักการเมืองทุกคนว่า การทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชน จำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ และต้องพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น การกระทำของท่านอนุทินที่ถูกกล่าวหาว่า “สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อความถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – “สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ

“เพชร กรุณพล” เผยหมดเปลือก ส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ

“เพชร กรุณพล” เปิดใจสมาชิก เผยแนวทางหาก 44 สส. สะดุด ยืนยัน “เท้ง” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เบอร์1 ของพรรค ส่วน เบอร์2 และเบอร์ 3 รอที่ประชุมสส.เคาะระหว่าง “ไหม-ต้น-เติ้ล”

วันที่ 21 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายบุญเลิศ แสงพันธุ์ สส.สมุทรปราการ ของพรรค ได้ไลฟ์สดจัดกิจกรรมสภากาแฟครั้งที่ 1 “ไม่มีดิว มีแต่เดิน เดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่ เพื่อเตรียมพรรคให้พร้อมสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่ดีที่สุด” โดยมีนายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองโฆษก พรรคประชาชน เป็นหนึ่งในผู้บรรยาย พูดคุยกับผู้เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ นายกรุณพล ได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมงานตอนหนึ่ง เกี่ยวกับการรับมือของพรรค ในคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ถูก ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการไต่สวนเอาผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ใน 44 สส. นั้นเป็นสส.ปัจจุบันอยู่ 25 คน เป็น สส.เขต 8 คน และบัญชีรายชื่อ 17 คน สำหรับสส.เขตปัจจุบัน ที่มีความประสงค์ไม่ไปต่อแล้วคือ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคปชน. ซึ่งเขาบอกว่า เขาทำจบแล้ว สิ่งที่เขาต้องการทำคือเรื่องสุราก้าวหน้า เขาไม่มีวาระอะไรแล้ว จบ เขาไม่ลงแล้ว ก็จะเหลือสส. 7 คน

เชื่อกระทบไม่มาก

นายกรุณพล ตอบคำถามอีกว่า เราเชื่อ การลงชื่อเสนอกฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด “แต่ถ้าเกิดกรณีที่แย่ที่สุดจริงๆ ก็ให้ทุกคนไปคุย ดูว่าจะไปต่อหรือไม่ อย่างกรณี นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สส.ชลบุรี ก็ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจ รวมถึง นายวุฒินันท์ บุญชู สส.สมุทรปราการ ก็อยู่ในช่วงตัดสินใจ ว่าจะไปต่อหรือไม่ ถ้าทั้ง 2 คน ไม่ไปต่อ ก็จะเหลือ 5 คน ก็คือ นายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. ซึ่งใน 5 คนนี้เราก็ให้ไปคุยว่า คุณจะหาตัวแทน หรือไม่ ถ้าไม่หาตัวแทน คุณก็ลงสมัครเพราะถ้าถูกตัดสิทธิ์ ก็จะมีการเลือกตั้งซ่อม เพียง 5 เขต ไม่ได้มีผลอะไรมาก”

บัญชีรายชื่อจ่อหาคนลงแทน

นายกรุณพล กล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนสส.บัญชีรายชื่อ 17 คน ถ้าถูกตัดสิทธิ์ ก็จะดันคนข้างหลังขึ้นมา เลยไม่คิดว่ามีปัญหา หรือกำลังคุยกันอยู่ว่าหลายคน ที่เป็นสส.มา และเป็นประเด็นชัดเจน อย่างเช่น นายณัฐชา จะมาอยู่บัญชีรายชื่อแทนหรือไม่ และหาคนลงเขตแทน ทุกอย่างมีการพูดคุยแต่ยังไม่ตกผลึกใน สส.อนาคตใหม่ เดิม

“เพชร กรุณพล”เผยหมดเปลือก ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเต็มจำนวน “เท้ง” อันดับหนึ่ง ที่เหลือรอสส.เคาะ

ส่งบัญชีแคนดิเดตนายกฯเต็มสูบ

นายกรุณพล กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคปชน.นั้น ยืนยันว่ามีแน่นอน มีมากกว่า 1 คน น่าจะเต็ม 3 คน ส่วนการจัดสรรนั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 ส่วนเบอร์ 2-3 เป็นทีมทำงาน ทีมนโยบายที่ทุกคนเห็นหน้าอยู่ ขณะที่การคัดเลือกแคนดิเดต 2-3 นั้น กระบวนการ ก็คือในที่ประชุม สส. ว่าจะเป็นใคร โดยจะดูความเหมาะสมแต่ยังไม่ลงตัวว่าจะเป็นใคร ซึ่งก็มีชื่อแพลม ๆ ออกมาหลายคน สุดท้ายขึ้นอยู่กับที่ประชุม สส. คงไม่ได้เข้าที่ประชุมใหญ่ แบบที่ให้ประชาชนร่วมโหวต เพราะประชาชนก็ไม่รู้จักหลายคนในพรรค

รอ สส. เลือก “ไหม-ต้น-เติ้ล” ชิงตำแหน่ง

“อย่างอาจารย์ต้น ประชาชนก็ไม่รู้ว่าแกเป็นใคร แต่ในพรรคอาจารย์ต้นคือคนวางนโยบายทั้งหมดของพรรค หรือคุณไหม ก็เป็นคนทำนโยบายทั้งหมด ของพรรค หรือพี่เติ้ล ก็เป็นคนร่างนโยบาย เรามีคนแบบนี้เยอะมาก และก็มีคนนอกที่เป็นซัพพอร์ตเตอร์ อยู่ข้างหลัง ที่ตนไม่สามารถบอกได้จริงๆว่าเป็นใคร แต่ผมบอกได้แค่ว่าเปิดตัวมา คือรู้จักทั้งประเทศ และก็มีหลายคนที่บอกว่า ขอใกล้วันแล้วจะขอตัดสินใจอีกทีหนึ่ง เลือกตั้งครั้งหน้า ถ้ามี 5 ตำแหน่ง ก็ใส่เต็ม ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “อาจารย์ต้น” เป็นชื่อเล่นของ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์ ส่วน “ไหม” คือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ฝ่ายนโยบาย ส่วน “เติ้ล” คือ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ

สรุปคือ พรรคประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมี “เท้ง” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง ตามที่ “เพชร กรุณพล” เผยหมดเปลือก ส่วนเบอร์สองและสามต้องรอ สส. เคาะกันอีกที การที่พรรคมีแคนดิเดตพร้อมถือเป็นสัญญาณบวก และน่าจับตามองว่าใครจะได้รับเลือกในที่สุด

ที่มา – “เพชร กรุณพล”เผยหมดเปลือก ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเต็มจำนวน “เท้ง” อันดับหนึ่ง ที่เหลือรอสส.เคาะ

อนุทิน นำทีม ภูมิใจไทย เปิดปราศรัยให้ จินณ์ตวรรณ

“อนุทิน” นำขุนพล “ภูมิใจไทย” ปราศรัย ขอคะแนนเสียงให้ “จินณ์ตวรรณ” ชูเร่งแก้ปัญหาชายแดน ปากท้องประชาชน ให้สิทธิ์ทหารตัดสินใจ ย้อนถาม “เพื่อไทย” ยังไม่ทันบริหารราชการแผ่นดินจะอภิปรายอะไร

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 ก.ย. 2568 ที่ศาลาหลังเทศบาลโพธิ์กระสัง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย 4 รัฐมนตรีของพรรค อาทิ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ 18 สส. พรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส. ศรีสะเกษ เขต 5 โดยมี “จ๊ะจ๋า” ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยานายอนุทิน มาร่วมให้กำลังใจด้วย

ขอดูแล ศรีสะเกษ ทั้งจังหวัด

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้รู้สึกอบอุ่นอย่างมาก ความจริงแล้ว นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล น่าจะได้เข้าสภาฯ ไปแล้วก่อนหน้าที่จะถูกเลื่อนวันเลือกตั้งซ่อม ครั้งก่อนตนมาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่วันนี้มาในฐานะนายกรัฐมนตรี นายกฯ ที่คนศรีสะเกษ เลือกมา ขอยืนยันว่า ภูมิใจไทย จะขอดูแลพี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษทั้งหมด ไม่ใช่แค่ในอำเภอขุนหาญ หรืออำเภอภูสิงห์ แต่คือคนไทยทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการแนะนำ สส. หลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากพรรคภูมิใจไทยด้วย

ยอมรับไม่กล้าเปิดด่านแน่นอน

บางช่วงการปราศรัย นายอนุทินถามว่า มีใครอยากให้เปิดด่านหรือไม่ ซึ่งชาวบ้านหลายคนตอบว่า ไม่อยากให้เปิดด่าน นายอนุทินจึงบอกว่า แล้วใครจะไปเปิด “ในเมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากภูมิใจไทย แล้วสุนัขตัวไหน จะไปกล้าเปิด ยิ่ง “หนู” ยิ่งไม่กล้าเปิดเลย ผมเป็นนายกฯ ของคนไทย ไม่ใช่นายกฯ ของเพื่อนบ้าน ยอมรับว่ามีเพื่อนอยู่บ้างในฝั่งนั้น แต่ไม่มีหุ้น ไม่มีสมบัติฝั่งนั้น แต่บอกเพื่อนไปแล้วว่า ระหว่างบ้านเอ็งกับบ้านข้า ข้าเลือกบ้านข้า ส่วนบ้านเอ็ง ก็ให้ดูแลกันเอาเอง ช่วยเหลือกันเอง” นายอนุทิน กล่าวและว่า

ขอเลือกภท.เขกหน้า พท.

“ขอให้พี่น้องเลือกภูมิใจไทย เพื่อเขกหน้ารัฐบาลเก่าที่ให้ความหวังคนไทย และไม่มีความเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องของการเปิดด่าน รัฐบาลเก่า เปิดๆ ปิดๆ ไม่ฟังเสียงทหาร ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ ตนเองฟังเสียงจากทหารตลอด และชาวบ้านก็ไม่อยากให้เปิดด่าน ตนเองจึงให้อำนาจทางการทหารอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน ซึ่งภายหลังจากที่ปิดด่านก็เห็นได้ชัดว่าราคามันสำปะหลังขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งผลประโยชน์ก็คือพี่น้องประชาชนชาวเกษตรกร” นายอนุทิน กล่าวและว่า

เลือกภท.ได้คะละครึ่งกลับมา

ขอให้ชาวศรีสะเกษ เขต 5 เลือก นางสาวจินณ์ตวรรณ แล้วโครงการคนละครึ่งจะกลับมาภายใน 1 เดือนแน่นอน เป็นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในประเทศไทย ผู้ที่อยู่ในระบบเสียภาษี จะอยู่ในอัตรา 60/40 ส่วนพี่น้องท่านอื่นก็ได้ 50/50 และปัญหาการแก้ไขชายแดน และสินค้าเกษตรของพี่น้องเกษตรกร รวมไปถึงปัญหาเรื่องยาเสพติด ก็จะเร่งมีการปราบปรามและแก้ไข ตนเองเชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ จะมีความใสบริสุทธิ์ และเกิดความชอบธรรมมากที่สุด เพราะเสียงพี่น้องเป็นเสียงที่บริสุทธิ์

หลังจากที่นายอนุทิน ปราศรัยเสร็จสิ้น ได้มีการนั่งพับเพียบอยู่บนเวที ก้มลงถ่ายรูปกับประชาชนที่มาให้กำลังใจ ขณะที่ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ก็นั่งพับเพียบถ่ายรูปกับชาวบ้านด้วย

ยันไม่เอาคืน พท.ตั้งทีมชำแหละ

นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล อภิปรายชำแหละนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ว่า เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของ สส. ที่สามารถทำได้ ซึ่งตนก็มีข้อมูลที่จะชี้แจง หากมีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องใด แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการชำแหละคืน

ย้อน พท.ควรกลับไปดูตัวเอง

ส่วนเรื่องที่จะอภิปรายมีเรื่องของโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ที่บอกว่าเป็นปราสาทสายฟ้าคอนเนกชัน นายอนุทินถึงกับร้องโอ้โห พร้อมกล่าวว่า แล้วคอนเนกชันที่เกิดมาก่อนหน้านี้ ไม่กลับไปถามตัวเองก่อน ไม่ต้องถามตนหรอก เพราะตนไม่ทำในแบบที่พวกเขาทำ

ยันยับสภาแน่ตามที่พูด

ส่วนที่พรรคเพื่อไทย ประกาศว่าจะขอเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมกับพรรคประชาชน จะทำให้การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านกลายเป็นฝ่ายแค้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เวลามีแค่ 4 เดือน หลังจากแถลงนโยบาย ตนยุบสภาฯ แน่นอน เพราะฉะนั้นรักกันไว้เถิด ต้องรักกันไว้ให้มาก ส่วนปฏิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ทำไป แต่ต้องมีความรักกันไว้ ซึ่งเราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ยิ่งเรามีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน “รบกับประเทศเพื่อนบ้านสิครับ อย่ามารบกันเอง”

ขู่ระวัง “ผมบ้าจี้” แฉกลับ

ส่วนที่พรรคเพื่อไทย เตรียมที่จะอภิปรายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่มทำงาน นายอนุทิน ระบุว่า ก็ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินเลย จะอภิปรายเรื่องอะไร พร้อมย้อนถามกลับว่า

“หากผมบ้าจี้ขึ้นมา อภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกผมอภิปรายกลับบ้าง ประเทศก็ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน เพราะฉะนั้นขอเถอะครับ ผมก็บอกอยู่ว่า อยู่แค่ 4 เดือน จะทำอะไรก็แล้วแต่ ผมอยู่ไม่เกิน 4 เดือนหรอกครับ และมาแข่งกันตอนเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเอง” นายอนุทิน กล่าว

อนุทิน นำทีม ภูมิใจไทย เปิดปราศรัยให้ จินณ์ตวรรณ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมภูมิใจไทยเปิดปราศรัยขอคะแนนเสียงให้ จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนและปากท้องของประชาชน การตัดสินใจเรื่องความมั่นคงจะให้สิทธิ์แก่กองทัพ

อนุทินยังกล่าวถึงประเด็นการเปิดด่าน โดยย้ำว่าตนเองไม่กล้าตัดสินใจเปิดด่าน หากประชาชนไม่ต้องการ และสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวย พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

อนุทิน ปราศรัยขอคะแนนเสียงให้ จินณ์ตวรรณ

การปราศรัยครั้งนี้ นายอนุทิน ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะดูแลพี่น้องชาวศรีสะเกษอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาปากท้อง ราคาสินค้าเกษตร และยาเสพติด รวมถึงการผลักดันโครงการคนละครึ่งให้กลับมาอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงกระแสการเมือง โดยตอบโต้พรรคเพื่อไทยที่เตรียมอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยยืนยันว่าพร้อมชี้แจงทุกประเด็น และจะไม่ตอบโต้ด้วยการขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ

การปราศรัยของนายอนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการรักษาฐานเสียงในพื้นที่ภาคอีสาน และความพร้อมในการรับมือกับการตรวจสอบจากฝ่ายค้านในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของจังหวัดศรีสะเกษ เขต 5 ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาจังหวัดไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ที่มา – “อนุทิน” ยกทีม “ภูมิใจไทย” เปิดปราศรัยขอคะแนนเสียงให้ “จินณ์ตวรรณ” ยืนยันไม่กล้าเปิดด่าน

อนุทินรับอันวาร์เชิญร่วมอาเซียน ยันไม่ใครแทรกแซงได้

“อนุทิน” รับ “อันวาร์” ยกหูหาเชิญร่วมประชุมอาเซียน ยัน ไม่มีใครเคลียร์-แทรกแซงรัฐบาลได้ หลัง “ฮุน มาเนต” ขอมาเลเซียเป็นตัวกลาง

วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาเปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยเป็นการส่วนตัว โดยนายอนุทิน ยอมรับว่า เมื่อวานนายอันวาร์ได้โทรมาหา พูดคุยถึงการเชื้อเชิญว่า ถ้าหากตนได้รับตำแหน่งเรียบร้อยแล้วคงจะได้พบกันโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงเดือนหน้า

ส่วนการพูดคุยถึงสถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้วนั้น นายอนุทิน ระบุว่าไม่ได้มีการพูดคุยในรายละเอียด อีกทั้งตนยังไม่สามารถพูดอะไรได้มาก เนื่องจากยังไม่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงมีรัฐบาลรักษาการ เราให้เกียรติกัน

“ตนอยากรับตำแหน่งได้ ก็ต่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน ส่วนเรื่องนโยบาย ข้อสั่งการ ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งขณะนี้เราก็ยังรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้ให้มากที่สุด” นายอนุทิน กล่าวและว่า

ส่วนกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร้องขอไปยัง นายอันวาร์ เพื่อให้เข้ามาแทรกแซงการเจรจานั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มีใครแทรกแซงรัฐบาลไทยและอธิปไตยของไทยได้

ส่วนเรื่องการพูดคุย นายอนุทิน ย้ำว่า เราสามารถทำได้ เพราะเป็นคนที่คุ้นเคยรู้จักกัน แต่เมื่อถึงจุดที่เราต้องรักษาผลประโยชน์ ตนขอให้มั่นใจว่าจะต้องยึดประโยชน์ ศักดิ์ศรี อธิปไตยของประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน และย้ำว่าจะไม่มีใครเคลียร์ได้

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการดำเนินนโยบายต่างๆ ล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการทาบทามจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมการประชุมอาเซียนที่จะเกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือการยืนยันของนายอนุทินว่า ไม่มีใครสามารถแทรกแซงรัฐบาลไทยและอธิปไตยของไทยได้ ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ แม้ว่าจะมีการพูดคุยหรือร้องขอจากผู้นำประเทศอื่นก็ตาม การเจรจาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด

อนุทินรับอันวาร์เชิญร่วมอาเซียน ยันไม่ใครแทรกแซงได้

การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชน ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย การที่ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและสามารถติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่นายอนุทินย้ำถึงการรักษาผลประโยชน์ ศักดิ์ศรี และอธิปไตยของประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

อนุทินยืนยันไม่มีใครแทรกแซงรัฐบาลไทยได้

ประเด็นที่น่าพิจารณาต่อไปคือ การที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร้องขอให้นายอันวาร์เข้ามาแทรกแซงการเจรจานั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การเจรจาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ควรเป็นไปตามหลักการและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การที่นายอนุทินออกมาให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีใครเคลียร์ได้นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดและความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การดำเนินนโยบายต่างประเทศและการเจรจาต่างๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

สรุปได้ว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตอบรับคำเชิญจากนายอันวาร์ อิบราฮิม เพื่อเข้าร่วมการประชุมอาเซียน และยืนยันว่าไม่มีใครสามารถแทรกแซงรัฐบาลไทยได้นั้น แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีระดับภูมิภาค รวมถึงความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติ การดำเนินนโยบายต่างประเทศและการเจรจาต่างๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวหน้าและมั่นคง

ที่มา – “อนุทิน” รับ “อันวาร์” ยกหูหาเชิญร่วมประชุมอาเซียน ยัน ไม่มีใครเคลียร์-แทรกแซงรัฐบาลได้

ผบ.เหล่าทัพเห็นชอบ ปิดด่านชายแดนกัมพูชา

การประชุมผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา จนกว่าจะไม่มีภัยคุกคามประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเสริมความมั่นคงชายแดน ยึดหลักป้องกันตนเองจากการคุกคาม

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย ได้มีการประชุมคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีการเชิญคณะผู้บัญชาการทางทหารชุดใหม่เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้มีการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ เพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปที่สำคัญ 3 ประการดังนี้:

  1. เห็นชอบให้คงสภาพปัจจุบันในการปิดจุดผ่านแดนถาวร และจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หรือจนกว่าจะประเมินได้ว่ากัมพูชาจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยอีกต่อไป มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สินของชาติ
  2. เห็นว่าปัจจุบันกัมพูชายังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้มีการจัดทำรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีข้อสรุปให้สร้างรั้วในพื้นที่เส้นเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันแล้ว สำหรับในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จะใช้มาตรการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง รวมทั้งให้พิจารณาการสร้างเส้นทางยุทธวิธีตลอดแนวชายแดน
  3. ที่ประชุมได้วางแนวทางการดำเนินการต่อการละเมิดอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักการตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE – Rules of Engagement) เมื่อมีการกระทำที่เข้าข่ายการกระทำที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Act) หรือเจตนาที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Intent) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการสอดแนมหรือการเตรียมการเพื่อโจมตี ซึ่งตามกฎการใช้กำลัง สามารถใช้เป็นเหตุเริ่มต้นการป้องกันตนเองได้ โดยที่ประชุมได้วางมาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติต่อสถานการณ์ต่างๆ ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว

เหตุผลในการปิดด่านชายแดนและการสร้างรั้ว

การตัดสินใจปิดด่านชายแดนกัมพูชาและการสร้างรั้วชายแดนเป็นมาตรการที่สะท้อนถึงความกังวลอย่างจริงจังต่อสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน แม้ว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะมีสัมพันธ์ทางการทูต แต่การป้องกันผลประโยชน์ของชาติต้องมาเป็นอันดับแรก การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

การดำเนินการตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว การใช้มาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับควบคู่กันไปจะช่วยให้กองทัพมีความพร้อมในการตอบสนองต่อภัยคุกคามในทุกรูปแบบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสจะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในมาตรการที่รัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอยู่

การที่ผบ.เหล่าทัพเห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการดูแลรักษาความปลอดภัยของประเทศ การสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบัน

อนาคตและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการปิดด่านชายแดน แต่ประเทศไทยยังคงมุ่งหวังที่จะรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีกับกัมพูชา การแก้ไขปัญหาต่างๆ จะต้องดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตและการเจรจา การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกันจะเป็นหนทางนำไปสู่ความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

การพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนและการค้าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา เป็นมาตรการชั่วคราวที่มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี และประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถกลับมามีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและมั่นคงได้ในอนาคต

ที่มา – ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา จนกว่าจะไม่เป็นภัยคุกคามประเทศไทย

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

“จิรายุ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรีหลายคนไม่ “ขาว” แฉบางคนกรอกข้อมูลแต่งตั้งเท็จ เรียกร้อง สลค. เปิดเผย หากเฉยจะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 

วันที่ 19 ก.ย. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐมนตรีของรัฐบาล “หนู1” หลายคนมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าทุจริตในอดีตมีเรื่องร้องเรียน มีคดีในองค์กรอิสระ จำนวนมาก บางคนถูกชี้มูลความผิดโดย ปปช. บางคนเป็นอดีตข้าราชการเก่าที่มีคดีความทั้งส่วนของDSI ของตำรวจและองค์กรอิสระ

ซัดปชน. ดิวปีศาจ

นอกจากนี้ยังพบ บางคน มีสำนักข่าวขุดคุ้ยพฤติกรรม ว่ามีการเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน มีเงินนอกระบบโอนไปสู่บัญชีของตนเองจำนวนมาก และพบเส้นทางการเงิน โอนต่อไปดูแล สส.หลายคน ซึ่งมีพยานหลักฐานครบถ้วน ซึ่งเรื่องนี้ ทั้งสื่อมวลชน และพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านจะตรวจสอบ และดำเนินคดีอย่างเต็มที่ กับรัฐบาลเต้าหู้ยี้อย่างแน่นอน

“พรรคประชาชนที่วัยรุ่นคาดหวังไว้จะต้องรับผิดชอบในการโหวต เพราะดูจาก 1 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นได้ชัดแล้วว่ามีการ“ดิวปีศาจ” น้ำเงิน+ส้ม กันมาตั้งแต่ต้น MOA ก็แค่พิธีกรรมใช่หรือไม่ 

เรียกร้อง สลค.เปิดข้อมูล รมต.

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า ต่อจากนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน ขอให้ สลค.เปิดเผยข้อมูลใบกรอกประวัติการแต่งตั้ง หากเพิกเฉย จะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ให้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยเอกสารในการกรอกประวัติเพื่อเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ว่า ได้กรอกประวัติครบถ้วน มีท่าน รมต.กรอกความเท็จไว้กี่ข้อ หากตอบคำถามทั้ง 14 ข้อ ว่า“ไม่เคย”ทุกข้อ เหมือนกับการเสนอชื่อข้าราชการการเมือง ซึ่งการเป็นรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ และซื่อสัตย์ มีจริยธรรม เป็นที่ประจักษ์มากกว่าข้าราชการการเมืองทั่วไป ก็จะนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลความจริง เช่น เคยมีเรื่องร้องเรียน มีคดีความหรือคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการ ก็จะเห็นได้ทันทีว่ารัฐมนตรีคนไหนโกหกกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จไว้บ้าง ก็จะดำเนินการเพื่อถอดถอนและเอาผิดต่อไป

เย้ยตั้งรมต.เต้าหู้ยี้

“รัฐบาล 4 เดือน ที่พรรคประชาชน กล้าโหวตเป็นนั่งร้านให้นี้ ไม่มีจริง เพราะหากมีจริงต้องสวยงามกว่านี้ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ “รมต.เต้าหู้ยี้” ต่างตอบแทนมาเป็นรัฐมนตรี เมื่อพรรคประชาชน โหวตเป็น “นั่งร้าน” ย่อมต้องรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้น นับจากนี้ “ดิวปีศาจ” หรือ “ดิวลับ” ที่เกิดขึ้น จะเป็นการหักศรัทธาของคนรุ่นใหม่ที่ไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป” นายจิรายุ กล่าว

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

จากกรณีข่าวดังกล่าว นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐมนตรีหลายท่านในรัฐบาลปัจจุบัน โดยใช้คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” เพื่อสื่อถึงประวัติที่ไม่โปร่งใส และอาจมีข้อกังขาในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ประเด็นนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ และในหมู่ประชาชนที่ติดตามข่าวสารทางการเมือง

รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” คืออะไร?

คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” ในบริบทนี้ หมายถึง รัฐมนตรีที่อาจมีประวัติที่ไม่ชัดเจน มีเรื่องร้องเรียน หรือมีคดีความที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

นายจิรายุยังได้เรียกร้องให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยข้อมูลในใบกรอกประวัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน หาก สลค. ไม่ให้ความร่วมมือ นายจิรายุเตรียมที่จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณชน

ประเด็นสำคัญที่นายจิรายุเน้นย้ำคือ การที่รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความซื่อสัตย์ และมีจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์ การกรอกข้อมูลที่เป็นเท็จในการแต่งตั้งถือเป็นเรื่องร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถอดถอนและดำเนินคดีได้

การออกมาเปิดเผยข้อมูลและวิพากษ์วิจารณ์ของนายจิรายุครั้งนี้ จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ของรัฐบาล รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนตรวจสอบและติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาอีกในอนาคต เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี และการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และต่อการพัฒนาการเมืองไทยให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้น กรณีรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ จิรายุ ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรี หลายคนไม่ “ขาว”

โฆษกยัน! กรอบเวลา**แก้ รธน. ตาม MOA**

โฆษกพรรคประชาชนเผยความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืนยันกรอบเวลายังเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOA) เน้นการออกแบบกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุด นี่คือประเด็นสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ รธน. ตาม MOA ว่า เมื่อวานนี้ (18 ก.ย. 68) คณะกรรมาธิการฯ ได้ประชุมร่วมกันโดยทั้งตัวแทนพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ขณะที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วม แต่มีการหารือนอกรอบก่อนหน้าแล้ว โดยที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15/1 เกี่ยวกับกลไกการจัดทำฉบับใหม่เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ หากดำเนินการได้ตามกรอบเวลาจะสามารถพิจารณาในวาระแรกไม่เกินต้นเดือนตุลาคม และเข้าสู่วาระสองและวาระสามในเดือนธันวาคม เพื่อเปิดทางสู่การยุบสภาในเดือนมกราคม และจัดการเลือกตั้งพร้อมการทำประชามติรอบแรกในเดือนมีนาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOA) ที่ทำไว้ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

โฆษกพรรคประชาชนยืนยันกรอบเวลาแก้ รธน.ตาม MOA เน้นออกแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุด

สำหรับประเด็นสาระสำคัญ นายพริษฐ์ระบุว่า แต่ละพรรคมีจุดที่เห็นตรงกัน คือ เห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีกลไกที่ยึดโยงกับประชาชน ต้องมีทั้งตัวแทนระดับพื้นที่และระดับประเทศ ในส่วนที่ยังเห็นไม่ตรงกันคือ พรรคประชาชนยืนยันว่ากลไกดังกล่าวต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมใกล้เคียงการเลือกตั้งทางตรงมากที่สุด ตลอดจนมีมาตรการป้องกันการผูกขาดในกระบวนการจัดทำ เช่น การคัดเลือกผู้ร่างต้องเป็นไปตามสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภา มิใช่ด้วยเสียงข้างมากในสภาเพียงฝ่ายเดียว

เป้าหมายสำคัญ: แก้ รธน. ตาม MOA และการมีส่วนร่วมของประชาชน

การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ รธน. ตาม MOA ครั้งนี้ พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการออกแบบกลไกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงในการกำหนดอนาคตของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งโดยตรง การแสดงความคิดเห็น หรือการเสนอแนะแนวทางต่างๆ พรรคฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการป้องกันการผูกขาดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วนของสังคมได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียมกัน การคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นไปตามสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสามารถครอบงำกระบวนการทั้งหมดได้

ในส่วนของท่าทีพรรคภูมิใจไทย แม้ไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม แต่ได้ให้คำมั่นว่าจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ตกลงในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากดำเนินการตามที่กล่าวไว้ก็ถือว่ายังเป็นไปตาม MOA พร้อมกันนี้ นายพริษฐ์ยังได้เชิญชวนสมาชิกวุฒิสภาให้มีส่วนร่วมในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย และยืนยันว่าพรรคประชาชนพร้อมทำงานเชิงรุก พูดคุยกับทุกฝ่ายเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จ

ขั้นตอนต่อไปในการแก้ รธน.

  • การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อสภาผู้แทนราษฎรภายในสัปดาห์หน้า
  • การพิจารณาในวาระแรกไม่เกินต้นเดือนตุลาคม
  • การเข้าสู่วาระสองและวาระสามในเดือนธันวาคม
  • การยุบสภาในเดือนมกราคม
  • การจัดการเลือกตั้งพร้อมการทำประชามติรอบแรกในเดือนมีนาคมถึงเมษายน

การดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ใน MOA เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว การแก้ รธน. ตาม MOA จะนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยได้

ที่มา – โฆษกพรรคประชาชนยืนยันกรอบเวลาแก้ รธน.ตาม MOA เน้นออกแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุด

“ภูมิธรรม” ชี้ 19 กันยายน 2549 เพื่อไทยยืนหยัดประชาธิปไตย

“ภูมิธรรม” ชี้ 19 กันยายน 2549 บาดแผลลึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคเพื่อไทยลั่นยืนหยัดอนาคตประชาธิปไตย ไม่เพียงโค่นล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกด้วยเสียงถล่มทลาย แต่ยังทำลายความฝันและอนาคตของผู้คนนับล้าน

วันที่ 19 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยระบุว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้พิสูจน์แล้วว่า “ประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือกตั้ง” สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิรักษา 30 บาทที่พลิกชีวิตทั้งครอบครัว การศึกษาที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยนับล้าน หรือโครงการทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกษตรกรและแรงงานตัวเล็กเข้าถึงทุนและตลาด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

รัฐประหารหยุดยั้งทุกสิ่ง

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า แต่รัฐประหารครั้งนั้นกลับหยุดยั้งทุกสิ่ง ใช้การตีความกฎหมายใหม่เป็นเครื่องมือทำลายผู้นำและบุคลากรของพรรคไทยรักไทย ความหวังถูกช่วงชิง พลังการเรียนรู้ของสังคมถูกทำลาย ประเทศถูกฉุดให้ถอยหลัง และร่องรอยยังคงอยู่จนถึงวันนี้ ผ่านรัฐธรรมนูญและกติกาที่บิดเบี้ยว กดทับอนาคตของคนไทยเกือบ 20 ปี

อย่างไรก็ตาม “จิตวิญญาณไทยรักไทย” ไม่เคยถูกทำลาย พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดบนเส้นทางประชาธิปไตย และเชื่อมั่นใน “ประชาธิปไตยที่จับต้องได้” — ประชาธิปไตยที่เปลี่ยนจากตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญให้เป็นความจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น  “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ที่เปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม

“ประชาธิปไตยทางสวัสดิการ” ที่ทำให้สุขภาพ การศึกษา และที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

“ประชาธิปไตยข้อมูล” ที่โปร่งใสและตรวจสอบอำนาจรัฐได้จริง

“ประชาธิปไตยท้องถิ่น” ที่ให้ชุมชนกำหนดอนาคตบ้านเกิด

“ประชาธิปไตยทางการศึกษา”ที่สร้างสิทธิการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ยืนยันเพื่อไทยยืนหยัด

“พรรคไทยรักไทยอาจถูกโค่นล้มจากรัฐประหาร แต่ “พลังของประชาชนและอุดมการณ์ประชาธิปไตย” ไม่มีวันถูกทำลาย  ยืนยัน วันนี้พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัด เพื่ออนาคตของประชาธิปไตยไทย”

“ภูมิธรรม” ชี้ 19 กันยายน 2549 เพื่อไทยยืนหยัดประชาธิปไตย

เหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอในบริบทการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของพรรคเพื่อไทยและผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตย การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรมในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างเหนียวแน่น

พรรคเพื่อไทยมองว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการทำลายความก้าวหน้าของประเทศและเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน การที่พรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยยึดถือเป็นแบบอย่างและตั้งใจที่จะสานต่อ

บทเรียนจาก 19 กันยายน 2549

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยและผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตยตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องและรักษาระบอบประชาธิปไตย การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกติกาที่ไม่เป็นธรรม การสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันประชาธิปไตย และการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน การสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และบริการสาธารณะอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้น แม้ว่าเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 จะเป็นบาดแผลลึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้พรรคเพื่อไทยและผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตยยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดเพื่ออนาคตของประชาธิปไตยไทย และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อสร้างประเทศที่เจริญรุ่งเรืองและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนและแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ในสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” ซัด 19 กันยายน 2549 บาดแผลลึก ลั่น “เพื่อไทย” ยืนหยัดอนาคตประชาธิปไตย

Scroll to top