ข่าวกาฬสินธุ์

ต้าวเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ เจ้าตูบ-เป็ด อวดความน่ารัก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของมิตรภาพที่ไม่จำกัดสายพันธุ์กันมาบ้าง แต่ต้องบอกเลยว่าคลิปที่กำลังเป็นกระแสในโลกออนไลน์ขณะนี้ จะทำให้คุณต้องยิ้มไม่หุบแน่นอน เพราะเรากำลังพูดถึง ต้าวเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ เจ้าตูบ-เป็ด ที่ออกมาอวดความน่ารักจนกลายเป็นไวรัลดังข้ามคืนบนโลกโซเชียล โดยเรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อเจ้าสุนัขแสนรู้กับเป็ดน้อยกลายเป็นเพื่อนซี้ที่ตัวติดกันตลอดเวลา

จุดเริ่มต้นของมิตรภาพ ต้าวเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ เจ้าตูบ-เป็ด

นายชาญณรงค์ ภูถินโคก เจ้าของน้องหมาและน้องเป็ดเล่าให้ฟังว่า เดิมทีเขากังวลมากว่าจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์ทางสองตัวคือ “ไอติม” และ “กาแฟ” ไว้ร่วมกับฝูงเป็ดไม่ได้ เพราะตามสัญชาตญาณสุนัขมักจะชอบไล่กัดเป็ด เขาจึงพยายามกั้นตาข่ายแยกพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับพบว่าเจ้ากาแฟ สุนัขสีน้ำตาล-ส้ม ที่มีนิสัยเชื่องสุดๆ กลับไม่มีท่าทีดุร้ายเลยแม้แต่น้อย

ความน่ารักที่กลายเป็นไวรัลดัง

ความสัมพันธ์สุดประหลาดใจนี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้ากาแฟยอมให้เป็ดสองตัวเข้ามาคลอเคลีย แถมยังปล่อยให้เป็ดใช้จะงอยปากไซ้ขนหาเห็บหมัดให้อย่างสบายอารมณ์ กลายเป็นภาพ ต้าวเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ เจ้าตูบ-เป็ด ที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก นายชาญณรงค์จึงตัดสินใจรื้อตาข่ายกั้นออก และปล่อยให้พวกเขาทั้งหมดอยู่รวมกันอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรือกินอาหารด้วยกัน

  • เป็ดไม่กลัวสุนัขเหมือนสัตว์ทั่วไป
  • สุนัขมีความอดทนและอ่อนโยนต่อเพื่อนตัวเล็ก
  • มิตรภาพไร้พรมแดนที่สอนให้รู้ว่า สัตว์ต่างชนิดก็รักกันได้

จากคลิปที่ตั้งใจโพสต์เพื่อแบ่งปันความน่ารักให้กับเพื่อนๆ ในโซเชียล กลับมียอดเข้าชมพุ่งสูงถึง 1.2 ล้านวิวภายในเวลาเพียง 7 วัน ชาวเน็ตต่างพากันเข้ามาชื่นชมว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยากมาก และเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่ามิตรภาพที่แท้จริงนั้นไม่มีการแบ่งแยกสายพันธุ์

เรื่องราวของมิตรภาพคู่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความน่ารักที่ดูผ่านๆ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นว่า หากสิ่งมีชีวิตได้รับการดูแลด้วยความรักและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ความรุนแรงหรือสัญชาตญาณที่ดุร้ายก็สามารถกลายเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืนได้ ใครที่กำลังเหนื่อยจากงานหรือเครียดกับชีวิตประจำวัน ลองแวะไปดูคลิปของน้องๆ กันดูนะครับ รับรองว่าจะได้พลังบวกกลับไปแน่นอน

ที่มา – ต้าวเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ “เจ้าตูบ-เป็ด” อวดความน่ารักจนกลายเป็นไวรัลดัง

สาวบ้านเสียว ดวงเฮงรับ 12 ล้านบาท พบชอบเข้าวัด ทำบุญโรงทาน

สาวบ้านเสียว ดวงเฮงรับ 12 ล้านบาท พบชอบเข้าวัด ทำบุญโรงทาน

กลายเป็นข่าวที่สร้างรอยยิ้มและแรงบันดาลใจให้กับคอหวยทั่วประเทศ สำหรับเรื่องราวของ สาวบ้านเสียว ดวงเฮงรับ 12 ล้านบาท พบชอบเข้าวัด ทำบุญโรงทาน ซึ่งถือเป็นรางวัลใหญ่ส่งท้ายงวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเป็นอย่างมาก

ผู้โชคดีรายนี้เป็นพนักงานเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งหลังจากมีการประกาศผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล เลข 639214 ทำให้เธอได้รับโชคใหญ่ไปเต็มๆ ถึง 2 ใบ รวมเป็นเงินรางวัล 12 ล้านบาท การที่ สาวบ้านเสียว ดวงเฮงรับ 12 ล้านบาท พบชอบเข้าวัด ทำบุญโรงทาน กลายเป็นประเด็นที่คนพูดถึงอย่างมาก เพราะหลายคนเชื่อว่าผลบุญจากการทำความดีได้ส่งผลให้เธอได้รับโชคลาภในครั้งนี้

เปิดมุมมองชีวิต สาวบ้านเสียว ดวงเฮงรับ 12 ล้านบาท พบชอบเข้าวัด ทำบุญโรงทาน

คุณแม่ของผู้โชคดีได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าวด้วยความตื้นตันใจว่า ลูกสาวเป็นคนที่มีจิตใจงดงามและโอบอ้อมอารีอยู่เสมอ เธอเป็นคนขยันทำงานและดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องของการเข้าวัดฟังธรรมหรือการร่วมเป็นเจ้าภาพทำโรงทานนั้น ถือเป็นกิจวัตรที่เธอทำเป็นประจำด้วยความเต็มใจ ซึ่งคุณแม่เผยว่าไม่อยากได้ทรัพย์สินอะไรจากลูก เพียงแค่ได้เห็นลูกสาวมีความสุขและเป็นคนดีเช่นนี้ท่านก็ภูมิใจที่สุดแล้ว

สิ่งที่น่าชื่นชมคือลักษณะนิสัยของเธอ ไม่ใช่เพียงแค่เข้าวัดเท่านั้น แต่เธอยังเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อญาติพี่น้องอยู่เสมอ ไม่ว่าในอดีตเธอเคยถูกรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ก็มักจะแบ่งปันเงินรางวัลให้กับคนรอบข้างอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้นี่อาจเป็นเคล็ดลับของความโชคดีที่หลายคนมองข้ามไป

  • หมั่นทำความดีและจิตใจที่เมตตาคือพื้นฐานของความสุข
  • การแบ่งปันผู้อื่นช่วยเสริมสร้างพลังบวกในชีวิต
  • โชคลาภมักวิ่งหาคนที่มีความกตัญญูและตั้งใจทำมาหากิน

ท้ายที่สุดนี้ เรื่องราวของ สาวบ้านเสียว ดวงเฮงรับ 12 ล้านบาท พบชอบเข้าวัด ทำบุญโรงทาน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่เตือนใจเราทุกคนว่า การทำบุญไม่ได้มีแค่การบริจาคเงินทอง แต่การมีจิตใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นและการดูแลครอบครัวด้วยความรัก ก็เปรียบเสมือนการสั่งสมบารมีที่อาจส่งผลให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองและพบเจอแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตอย่างคาดไม่ถึง ขอแสดงความยินดีกับเศรษฐีใหม่ป้ายแดงคนนี้ด้วยครับ

ที่มา – สาวบ้านเสียว ดวงเฮงรับ 12 ล้านบาท พบชอบเข้าวัด ทำบุญโรงทาน

จนท.สัสดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุในศาลากลางกาฬสินธุ์

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นเช้านี้ หลายคนคงตกใจกับข่าวจนท.สัสดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุในศาลากลางกาฬสินธุ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นภายในสถานที่ราชการ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

จนท.สัสดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุในศาลากลางกาฬสินธุ์

เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้มีผู้ก่อเหตุคือเสมียนสัสดีอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้ตัดสินใจใช้อาวุธปืนพกส่วนตัวยิงสัสดีจังหวัดกาฬสินธุ์จนเสียชีวิตภายในห้องทำงาน สร้างความโศกเศร้าให้กับผู้ที่พบเห็นและครอบครัวผู้สูญเสียเป็นอย่างมาก ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมสถานการณ์และกำลังเร่งเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน

ท่าทีของกองทัพบกต่อกรณีจนท.สัสดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุในศาลากลางกาฬสินธุ์

ทางกองทัพบกโดย พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และเน้นย้ำถึงจุดยืนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้:

  • กองทัพบกจะให้ความร่วมมือและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ในทุกด้าน
  • กระบวนการสอบสวนจะเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ทางหน่วยงานพร้อมจะรายงานรายละเอียดเพิ่มเติมให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไปเมื่อมีความคืบหน้า

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการควบคุมอารมณ์และมาตรการด้านความปลอดภัยภายในหน่วยงานราชการ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีมาตรการป้องกันเหตุในลักษณะนี้ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำสองอย่างไร ทั้งนี้ ขอแสดงความเสียใจอีกครั้งกับครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปถึงบทสรุปโดยเร็ว

ที่มา – จนท.สัสดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุในศาลากลางกาฬสินธุ์ ทบ. ยันให้การสนับสนุน ตร. เต็มที่

โฆษก ทบ. แจงเหตุเจ้าหน้าที่สัสดีใช้อาวุธปืน ยิงในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

โฆษก ทบ. แจงเหตุเจ้าหน้าที่สัสดีใช้อาวุธปืน ยิงในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ราชการมักสร้างความตกใจให้กับประชาชนเสมอ ล่าสุดทางกองทัพบกได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น โดยโฆษก ทบ. แจงเหตุเจ้าหน้าที่สัสดีใช้อาวุธปืน ยิงในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งสร้างความโศกเศร้าให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก

รายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเป็นเหตุปะทะกันภายในห้องปฏิบัติงานของสัสดีจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นเสมียนสัสดีอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้ใช้อาวุธปืนพกส่วนตัวยิงสัสดีจังหวัดจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ สร้างความตื่นตระหนกให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชนที่มาติดต่อราชการเป็นอย่างมาก

รายละเอียดการตรวจสอบหลัง โฆษก ทบ. แจงเหตุเจ้าหน้าที่สัสดีใช้อาวุธปืน ยิงในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ให้ข้อมูลสรุปใจความสำคัญที่ประชาชนควรทราบ ดังนี้:

  • กองทัพบกได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 09.10 น.
  • ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง
  • กองทัพบกยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย
  • หน่วยงานต้นสังกัดได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย

ในส่วนของขั้นตอนต่อไป ทางกองทัพบกจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในควบคู่ไปกับการดำเนินคดีอาญาของตำรวจ เพื่อหาข้อเท็จจริงถึงมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องรอผลสรุปที่ชัดเจนอีกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีกในอนาคต

เหตุการณ์การใช้ความรุนแรงในสถานที่ทำงานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อเหตุและผู้สูญเสียต่างเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดเดียวกัน เราขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการอย่างโปร่งใสเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแด่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต่อไปในอนาคตหน่วยงานราชการอาจต้องมีการเพิ่มมาตรการตรวจสอบสภาพจิตใจหรือมาตรการความปลอดภัยในที่ทำงานให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทุกคน

ที่มา – โฆษก ทบ. แจงเหตุเจ้าหน้าที่สัสดีใช้อาวุธปืน ยิงในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

เชิดชูเกียรติ จ.ส.อ.พลพร นักรบมะเขือ สู้จนวินาทีสุดท้าย

เรื่องราวสุดอาลัยของ “จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร” นักรบภูมะเขือจากกาฬสินธุ์ ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย

เชิดชูเกียรติ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ ผู้เสียสละเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพ จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร อายุ 42 ปี ทหารกล้าสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จ.ยโสธร ที่บ้านเกิดใน ม.9 ต.นามะเขือ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์

จ.ส.อ.พลพร เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ หลังจากปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญที่ภูมะเขือ ในเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะทราบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ก็ยังคงยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยจนถึงที่สุด

บรรยากาศในงานศพเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ข้าราชการทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาร่วมงานและแสดงความเสียใจต่อการจากไปของวีรบุรุษผู้เสียสละ

นางหนูพลอย ทาบรรหาร ผู้เป็นแม่เล่าว่า ลูกชายรับราชการทหารมากว่า 20 ปี มีภรรยาและลูกชายที่กำลังศึกษาอยู่ที่ จ.ยโสธร จ.ส.อ.พลพร จับได้ใบแดงและเข้ารับราชการทหาร ก่อนจะสอบเป็นนายสิบและประจำการอยู่ที่ จ.ยโสธร

การเสียสละของ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ

ก่อนเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ส.อ.พลพร ได้เข้ารับการตรวจร่างกายและพบก้อนเนื้อที่ตับ ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3-4 หรือระยะสุดท้ายแล้ว แม้จะมีอาการปวดท้องบ้าง แต่ จ.ส.อ.พลพร ไม่เคยปริปากบ่นให้ใครได้ยิน เนื่องจากเป็นคนที่มีความอดทนสูงและไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น

ในช่วงระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเกิดการปะทะกัน จ.ส.อ.พลพร ได้บอกกับแม่ว่าจะขอทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติให้ถึงที่สุด และจะดูแลทีมงานที่สู้รบด้วยกันให้ดีที่สุดที่ภูมะเขือ แม้แม่จะขอให้กลับมารักษาตัว แต่ จ.ส.อ.พลพร ก็ยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ โดยกล่าวว่าหากต้องตาย ก็ขอตายในชุดทหารออกรบ

หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จ.ส.อ.พลพร จึงได้เดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ และเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568

นางหนูพลอยกล่าวว่า แม้จะเสียใจกับการจากไปของลูกชาย แต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายได้ทำหน้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ปกป้องความปลอดภัยของคนไทยจนถึงวินาทีสุดท้าย โดยไม่ห่วงชีวิตของตนเอง และให้ความสำคัญกับประเทศชาติและเพื่อนร่วมทีมมากกว่า

ทางครอบครัวจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี และมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568

นางหนูพลอยยังกล่าวขอบคุณหน่วยทหารต้นสังกัด ผู้บังคับบัญชา เพื่อนทหาร รุ่นน้อง เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองอำเภอสหัสขันธ์ ที่ให้ความช่วยเหลือในการจัดงานศพ จ.ส.อ.พลพร เป็นอย่างดี

สิบเอกธีระพงษ์ ประทุม ทหารรุ่นน้องในทีม กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้ร่วมงานและร่วมสู้รบกับ จ.ส.อ.พลพร ซึ่งเป็นทั้งพี่ชาย หัวหน้าทีม และเพื่อนที่ดูแลน้องๆ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา และได้ทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มความสามารถ ไม่ทิ้งเพื่อน ไม่ทิ้งน้อง แม้ตนเองจะเจ็บป่วย ซึ่งตนและเพื่อนๆ จะไม่มีวันลืมความดีของ จ.ส.อ.พลพร

เรื่องราวของ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทย ที่พร้อมจะปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยชีวิต

ขอสดุดีวีรกรรมของ จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร ผู้ที่เสียสละทั้งชีวิตเพื่อชาติไทย และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของท่าน

ที่มา – เชิดชูเกียรติ “จ.ส.อ.พลพร” นักรบภูมะเขือ ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ขอสู้เพื่อแผ่นดินไทย

Scroll to top