ข่าวต่างประเทศวันนี้

ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026 จริงหรือ?

สถานการณ์ระหว่างประเทศทวีความตึงเครียดขึ้นทุกขณะ ทำให้หลายประเทศต้องหันมาทบทวนและเพิ่มศักยภาพด้านความมั่นคงของตนเอง หนึ่งในนั้นคือไต้หวัน ที่ล่าสุดได้ประกาศเตรียม ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026 ให้สูงถึง 3.23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การตัดสินใจครั้งนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร และจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างไร เราจะมาเจาะลึกในบทความนี้

ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026

นายกรัฐมนตรีไต้หวันได้เปิดเผยถึงแผนการสำคัญนี้ โดยระบุว่าการเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็นความจำเป็น เพื่อรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากจีน ซึ่งถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน และพร้อมที่จะใช้กำลังยึดครองหากจำเป็น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไต้หวันได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางการทหาร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันตนเอง การเพิ่มงบประมาณในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความพร้อมรบของไต้หวัน

รายละเอียดงบประมาณกลาโหมที่เพิ่มขึ้น

นายกรัฐมนตรีโช จุงไถ่ กล่าวย้ำว่า การเพิ่มงบประมาณครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถของไต้หวันในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ โดยงบประมาณที่เสนอจะต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาเสียก่อน

คณะรัฐมนตรีไต้หวันได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 949,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1.015 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 3.23% ของ GDP สำหรับการใช้จ่ายด้านกลาโหมในปี 2026 โดยงบประมาณนี้คำนวณตามแบบจำลองและมาตรฐานขององค์การนาโต้ รวมถึงงบประมาณสำหรับหน่วยยามฝั่งด้วย

สำหรับงบประมาณรายจ่ายโดยรวมในปี 2026 นั้นอยู่ที่กว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 110 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 3.8% จากปี 2025

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ เคยให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้มากกว่า 3% ของ GDP ซึ่งสอดคล้องกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไต้หวันและรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลกเพิ่มการลงทุนด้านความมั่นคง

ผลกระทบและปฏิกิริยา

การประกาศ ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026 เกิดขึ้นในขณะที่ไต้หวันกำลังเจรจาข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไต้หวัน รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า

พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภานิติบัญญัติของไต้หวัน ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับงบประมาณกลาโหม โดยก่อนหน้านี้ได้มีการตัดลดงบประมาณปี 2025 ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม พรรคก๊กมินตั๋งก็มีแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมเป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน แม้จะมีการปรับลดบางรายการ

การที่ ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงภัยคุกคามและความมุ่งมั่นในการปกป้องตนเอง แม้ว่าไต้หวันจะมีอุตสาหกรรมด้านกลาโหมที่กำลังเติบโต แต่ก็ยังต้องพึ่งพาการขายอาวุธจากสหรัฐฯ อย่างมาก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคง

การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน จีน และสหรัฐฯ อย่างไร คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ ไต้หวันกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายในอนาคต

ที่มา – ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026 กว่า 3.23% ของจีดีพี

สภาเท็กซัสผ่านแผนปรับเขตเลือกตั้งใหม่ เอื้อรีพับลิกัน

สมาชิกรัฐสภารัฐเท็กซัสได้อนุมัติแผนปรับเขตเลือกตั้งใหม่ ซึ่งทำให้พรรครีพับลิกันมีข้อได้เปรียบในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในปีหน้า นี่คือประเด็นสำคัญที่เราจะมาเจาะลึกกันในวันนี้: สภาเท็กซัสผ่านแผนปรับเขตเลือกตั้งใหม่ เอื้อประโยชน์พรรครีพับลิกัน

ฝ่ายนิติบัญญัติรัฐเท็กซัสได้อนุมัติแผนการปรับเขตเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเพิ่มความได้เปรียบให้กับพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ปีหน้า โดยมติผ่านในสภาผู้แทนราษฎรรัฐเท็กซัสด้วยคะแนนเสียง 88 ต่อ 52 หลังการเผชิญหน้าทางการเมืองยืดเยื้อนานกว่า 2 สัปดาห์

ก่อนหน้านี้ สมาชิกพรรคเดโมแครตของรัฐเท็กซัสบางส่วนได้หลบหนีออกนอกเขตของรัฐ เพื่อขัดขวางการลงมติและดึงความสนใจจากสาธารณะต่อแผนดังกล่าว ส่งผลให้เกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส  จากพรรครีพับลิกัน ออกคำสั่งจับกุม พร้อมมีรายงานว่ามีตำรวจติดตามตรวจบ้านพักของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตที่ไม่เข้าร่วมการประชุม

เมื่อเดโมแครตกลับเข้าสภาในสัปดาห์นี้ ดัสติน เบอร์โรวส์ ประธานสภารัฐเท็กซัส ได้สั่งล็อกประตูห้องประชุมเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงการลงคะแนนอีกครั้ง และถึงขั้นให้ตำรวจคอยควบคุมสมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนเพื่อให้กลับมาลงมติในวันพุธ แต่บางราย เช่น นิโคล คอลเลียร์ เลือกนอนค้างในห้องประชุมเพื่อประท้วงการบังคับดังกล่าว

แผนปรับเขตเลือกตั้งใหม่จะสร้างเขตเลือกตั้งที่เอื้อต่อพรรครีพับลิกันเพิ่มขึ้นอีก 5 เขต ซึ่งอาจช่วยให้พรรคคงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้ ท่ามกลางความพยายามของรัฐอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคการเมืองทั้งสองพรรค เช่น แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก และฟลอริดา ที่กำลังร่างแผนเขตเลือกตั้งใหม่เพื่อตอบโต้ โดยแคลิฟอร์เนียกำหนดว่า แผนจะมีผลก็ต่อเมื่อรัฐเท็กซัสเดินหน้ากับแผนที่เอื้อต่อรีพับลิกันจริง

แผนดังกล่าวก่อให้เกิดข้อถกเถียงเรื่อง gerrymandering หรือการปรับเขตเลือกตั้งเพื่อเอื้อฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของพรรคการเมืองหลักทั้งสองพรรคและถือเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เว้นแต่จะมีการตัดสินว่ามีแรงจูงใจจากเชื้อชาติ ขณะเดียวกัน การปรับเขตเลือกตั้งที่ได้รับการอนุมัติในปี 2021 หลังการทำสำมะโนประชากรล่าสุด ยังคงอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องในข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ

นักการเมืองพรรคเดโมแครตและกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า เขตเลือกตั้งใหม่นี้จะทำให้เสียงของชนกลุ่มน้อยถูกลดทอนลง อันเป็นการละเมิดกฎหมายรัฐบาลกลาง พร้อมขู่ว่าจะยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อยับยั้งการบังคับใช้.

สภาเท็กซัสผ่านแผนปรับเขตเลือกตั้งใหม่ เอื้อรีพับลิกัน

การปรับเขตเลือกตั้งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเมืองการปกครองของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ สภาเท็กซัสผ่านแผนปรับเขตเลือกตั้งใหม่ เอื้อประโยชน์พรรครีพับลิกัน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้พรรครีพับลิกันมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสภาคองเกรสได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับเขตเลือกตั้ง

เมื่อ สภาเท็กซัสผ่านแผนปรับเขตเลือกตั้งใหม่ เอื้อประโยชน์พรรครีพับลิกัน เราอาจเห็นผลกระทบดังต่อไปนี้:

  • พรรครีพับลิกันมีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากขึ้นในรัฐเท็กซัส
  • เสียงของชนกลุ่มน้อยอาจถูกลดทอนลง
  • เกิดการฟ้องร้องทางกฎหมายเพื่อท้าทายความชอบธรรมของแผน
  • ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันรุนแรงขึ้น

แน่นอนว่าผลกระทบที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงผลการดำเนินงานของเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคม และความนิยมของแต่ละพรรคการเมือง

การปรับเขตเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีผลกระทบอย่างมากต่อการเมืองการปกครองของสหรัฐฯ การที่สภาเท็กซัสผ่านแผนปรับเขตเลือกตั้งใหม่ที่เอื้อประโยชน์แก่พรรครีพับลิกันได้จุดประกายความขัดแย้งทางการเมืองและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสภาคองเกรสในอนาคต

ที่มา – สภาเท็กซัสผ่านแผนปรับเขตเลือกตั้งใหม่ เอื้อประโยชน์พรรครีพับลิกัน

เกาหลีใต้ไม่ให้! อดีตสายลับอยากกลับบ้านเกิด

เรื่องราวสุดสะเทือนใจเกิดขึ้น เมื่ออดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 ปี ถูกทางการเกาหลีใต้ห้ามไม่ให้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิด แม้ว่าความปรารถนาสุดท้ายของเขาคือการได้กลับไปฝังร่างไว้เคียงข้างสหายร่วมรบ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ อัน ฮัก-ซอบ อดีตสายลับเกาหลีเหนือ พยายามข้ามพรมแดนกลับไปยังประเทศบ้านเกิดพร้อมกับธงชาติเกาหลีเหนือ แต่ถูกทหารเกาหลีใต้ขัดขวาง โฆษกของกลุ่มภาคประชาชนที่ให้ความช่วยเหลือเรียกร้องสิทธิการส่งตัวกลับของอดีตสายลับรายนี้ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว

อัน ฮัก-ซอบ เป็นอดีตสายลับและทหารเกาหลีเหนือที่ถูกจับกุมตัวในช่วงสงครามเกาหลี และต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำของเกาหลีใต้นานหลายสิบปี ในข้อหา “กิจกรรมต่อต้านรัฐ” และการปฏิเสธที่จะสละทิ้งอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ หลังจากได้รับการปล่อยตัว เขาและอดีตนักโทษคนอื่นๆ ได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อขอเดินทางกลับไปยังเกาหลีเหนือ

ตามรายงานข่าว นายอันถือธงชาติเกาหลีเหนือเดินเข้าไปใกล้กับด่านตรวจการณ์ทางทหาร ก่อนที่จะถูกทหารเกาหลีใต้เข้าสกัดและนำตัวส่งโรงพยาบาล ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวยอนฮัป แสดงให้เห็นภาพของเขาถือธงชาติเกาหลีเหนือบริเวณชายแดน ซึ่งอาจถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้

อัน ฮัก-ซอบ ถูกจับกุมในปี 1953 ระหว่างปฏิบัติภารกิจแทรกซึมในช่วงสงครามเกาหลี เขาต้องโทษจำคุกยาวนานจนถึงปี 1995 โทษจำคุกของเขาอาจสิ้นสุดเร็วกว่านั้น หากเขายอมรับระบอบประชาธิปไตย แต่เขายืนกรานที่จะรักษาอุดมการณ์ของตนเองไว้

กลุ่มภาคประชาชนที่ให้การช่วยเหลืออันและอดีตนักโทษคนอื่นๆ ยืนยันว่า พวกเขาควรได้รับการปฏิบัติในฐานะ “เชลยศึก” และควรได้รับสิทธิในการกลับบ้านตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาเจนีวา อันเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น Ganghwa News ในปี 2024 ว่า “ผมมาที่นี่ในฐานะเชลยศึก สวมเครื่องแบบทหารเกาหลีเหนือภายใต้คำสั่งพรรคแรงงาน แต่รัฐบาลเกาหลีใต้กลับไม่ปฏิบัติต่อผมเช่นนั้น และผมต้องถูกคุมขังนานกว่า 40 ปี พร้อมทั้งถูกทรมานอย่างแสนสาหัส”

กลุ่มภาคประชาชนยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันข้อเรียกร้องการส่งตัวกลับต่อไป ในขณะที่ทางฝั่งเกาหลีเหนือยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาแนวทางต่างๆ เพื่อจัดการกับประเด็นดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่ามีอดีตนักโทษในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันอีกหลายรายที่อาจยื่นคำร้องขอส่งตัวกลับ อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงฯ ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้ ในปี 2000 เกาหลีใต้เคยส่งตัวนักโทษที่ไม่ยอมสละทิ้งอุดมการณ์คอมมิวนิสต์กลับไปยังเกาหลีเหนือจำนวน 63 ราย ที่หมู่บ้านปันมุนจอม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวจนถึงปัจจุบัน

เกาหลีใต้ไม่อนุญาต อดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 อยากกลับไปตายบ้านเกิด

ทำไมเกาหลีใต้ถึงไม่อนุญาตให้อดีตสายลับกลับบ้านเกิด?

คำถามสำคัญคือ ทำไมรัฐบาลเกาหลีใต้ถึงไม่อนุญาตให้อดีตสายลับชราผู้นี้ได้กลับไปยังบ้านเกิดเพื่อใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายชีวิตอย่างสงบสุข? แม้ว่าเขาจะเป็นอดีตสายลับที่เคยปฏิบัติภารกิจในช่วงสงครามเกาหลี แต่ในปัจจุบันเขาเป็นเพียงชายชราวัย 95 ปี ที่มีความปรารถนาเพียงอย่างเดียวคือการได้กลับไปอยู่กับครอบครัวและสหายร่วมรบ

การปฏิเสธของรัฐบาลเกาหลีใต้ในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน รัฐบาลควรพิจารณาถึงสถานการณ์และความปรารถนาของอดีตสายลับรายนี้อย่างรอบคอบ และหาทางออกที่เหมาะสมเพื่อให้เขาได้กลับไปใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุข

เรื่องราวของอดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากสงครามและการแบ่งแยกประเทศ ความปรารถนาที่จะกลับบ้านเกิดของเขา เป็นสิ่งที่เข้าใจได้และควรได้รับการเคารพ

อดีตสายลับเกาหลีเหนือผู้นี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เขาถูกจับกุม คุมขัง และถูกปฏิเสธสิทธิในการกลับบ้านเกิด การที่เขาไม่ยอมสละทิ้งอุดมการณ์ของตนเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาศรัทธา

เรื่องราวของอดีตสายลับเกาหลีเหนือรายนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะมีการพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหรือไม่ และเขาจะได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดได้หรือไม่

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า สงครามและการแบ่งแยกประเทศสร้างความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานให้กับผู้คนมากมาย และความปรารถนาที่จะกลับบ้านเกิด เป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ

ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เราควรให้ความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจถึงความปรารถนาของอดีตสายลับเกาหลีเหนือรายนี้ และหวังว่าเขาจะได้รับโอกาสในการกลับไปยังบ้านเกิดก่อนที่จะสายเกินไป

ที่มา – เกาหลีใต้ไม่อนุญาต อดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 อยากกลับไปตายบ้านเกิด

เวียดนามอนุมัติ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” 6 หมื่นล้าน

เวียดนามอนุมัติลงทุน “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” มูลค่าราว 6.6 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่ม Sun Group วางเป้าหมายเป็นศูนย์รวมกาสิโน–รีสอร์ทและแหล่งบันเทิงครบวงจร เทียบชั้นมาเก๊า-ลาสเวกัส โครงการนี้จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การท่องเที่ยวของเวียดนามอย่างแน่นอน

สื่อเวียดนามรายงานว่า คณะกรรมการประชาชนจังหวัดกว๋างนิญ ได้อนุมัติโครงการนำร่องอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการรีสอร์ทและคาสิโนแบบครบวงจรระดับไฮเอนด์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น ซึ่งอนุญาตให้พลเมืองเวียดนามสามารถเข้าร่วมได้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด นี่เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ภายใต้มติเลขที่ 3226/QD-UBND จังหวัดได้อนุมัติการลงทุนให้กับบริษัทหุ้นร่วมเวินโด่นซัน (Van Don Sun Joint Stock Company) ในฐานะผู้พัฒนาโครงการคาสิโนและการท่องเที่ยวแบบบูรณาการจังหวัดเวินโด่น ซึ่งจะเป็นคาสิโนแห่งแรกที่ได้รับใบอนุญาตในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น ที่เปิดให้ผู้เล่นทั้งในและต่างประเทศ

โครงการนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 244.45 เฮกตาร์ หรือราว 1,527 ไร่ มุ่งสร้างศูนย์กลางความบันเทิงและรีสอร์ทสุดหรูที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคาสิโน ควบคู่ไปกับบริการด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก โครงการนี้จะสร้างงานจำนวนมากและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

องค์ประกอบสำคัญของโครงการนี้ประกอบด้วยคาสิโน โรงแรมหรู รีสอร์ท คอนโดเทล ทาวน์เฮาส์เชิงพาณิชย์ ศูนย์การค้า บริการสุขภาพ และสถานที่บันเทิง ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์ที่หรูหราและน่าจดจำ

หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของโครงการนี้คือการเปิดคาสิโนระดับไฮเอนด์ให้ชาวเวียดนามได้เข้ามาใช้บริการ โดยต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่เข้มงวดตามกฎหมายปัจจุบัน นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับชาวเวียดนามที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมระดับโลก

โครงการนี้จะได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบนิเวศแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นสูงที่กำลังเติบโตของเวียดนาม คาดว่าจะเป็นสถานที่จัดแสดงความบันเทิงระดับนานาชาติขนาดใหญ่ และกิจกรรมสันทนาการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแวนดอนให้เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำเทียบเท่ากับมาเก๊าหรือลาสเวกัส

โครงการท่องเที่ยวและคาสิโนแบบบูรณาการเวินโด่น จะมีเงินลงทุนรวมมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือราว 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินทุนจากนักลงทุน เงินกู้ และแหล่งเงินทุนอื่นๆ ระยะเวลาดำเนินงานของโครงการไม่เกิน 70 ปีนับจากวันที่ได้รับอนุมัติการลงทุน

การก่อสร้างและดำเนินการมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 9 ปีนับจากวันที่ได้รับการจัดสรรที่ดินและอนุมัติสัญญาเช่า

ในการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการคลังได้เสนอให้พลเมืองเวียดนามต้องซื้อตั๋วเข้าร่วมการเล่นเกมคาสิโน ซึ่งมีราคา 2.5 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 3,095 บาท) ต่อ 24 ชั่วโมง หรือ 50 ล้านดองเวียดนาม (ราว 61,913 บาท) สำหรับบัตรผ่านรายเดือน.

เวียดนามอนุมัติ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” 6 หมื่นล้าน

โครงการ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” นี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจเวียดนาม โดยจะสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเวียดนามในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก

ความคาดหวังต่อ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์”

  • การสร้างงานจำนวนมากให้กับคนในท้องถิ่น
  • การดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
  • การสร้างรายได้ให้กับประเทศ
  • การยกระดับภาพลักษณ์ของเวียดนาม

โครงการนี้เป็นความหวังของเวียดนามในการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางความบันเทิงแห่งใหม่ของเอเชีย ความสำเร็จของโครงการนี้จะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน

โดยรวมแล้ว โครงการ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” เป็นโครงการที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามอย่างมาก เราหวังว่าจะได้เห็นโครงการนี้ประสบความสำเร็จและนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศ

เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการท่องเที่ยวและความบันเทิง และ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” นี้ก็เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้

ที่มา – เวียดนามไฟเขียวเมกะโปรเจกต์ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” 6 หมื่นล้าน

ฟิลิปปินส์รวบผู้ต้องสงสัย สังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีสังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลา และนำตัวมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

ฟิลิปปินส์คุมตัวผู้ต้องสงสัยสังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลา

นายกเทศมนตรีกรุงมะนิลา ฟรานซิสโก โดมาโกโซ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำตัวผู้ต้องสงสัยชาวฟิลิปปินส์ 2 คน มาแสดงต่อสาธารณชน โดยตำรวจเชื่อว่ายังมีผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้อีกอย่างน้อย 1 คน ซึ่งคาดว่าเป็นผู้วางแผนและให้เงินสนับสนุนในการก่อเหตุ ยังคงหลบหนีการจับกุม แรงจูงใจในการสังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลาในครั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 สิงหาคม) นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น 2 คน ถูกยิงเสียชีวิตโดยชายคนหนึ่งที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ หลังจากที่พวกเขาเพิ่งลงจากรถแท็กซี่ เหตุการณ์อุกอาจนี้เกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชนในย่านมาลาเต ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวและสถานบันเทิงชื่อดังของกรุงมะนิลา

เหยื่อผู้เสียชีวิตคือ นายอากิโนบุ นากายามะ อายุ 41 ปี และนายฮิเดอากิ ซาโตริ อายุ 53 ปี ทั้งสองถูกยิงเสียชีวิตหลังจากลงจากรถแท็กซี่เมื่อเวลาประมาณ 22.40 น. บนถนนมัลวาร์ กล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงบันทึกภาพขณะรถแท็กซี่จอดอยู่ริมถนน ไม่นานหลังจากนั้น ชายสองคนลงจากรถและล้มลงทันที ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด โดยเห็นรถจักรยานยนต์สองคันขับขี่ด้วยความเร็วสูงไปในทิศทางเดียวกับรถแท็กซี่

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลามีอะไรบ้าง?

จากการสอบสวนของตำรวจ พบว่าคนร้ายได้เข้าประชิดตัวเหยื่อทันทีที่ลงจากรถแท็กซี่ จากนั้นจึงได้ลงมือยิงและขโมยกระเป๋าซึ่งภายในมีเงินสดและทรัพย์สินอื่นๆ ก่อนที่จะหลบหนีไปโดยรถจักรยานยนต์ เหยื่อทั้งสองเสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ ในวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่ได้แจ้งว่าพบรถจักรยานยนต์ถูกทิ้งไว้ใกล้กับจุดเกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ยืนยันว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นคันเดียวกับที่ใช้ในการหลบหนี ภายหลังจากตรวจสอบข้อมูลจากทะเบียนรถและคำให้การของพยาน ทำให้ตำรวจสามารถระบุตัวและจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งสองได้ในที่สุด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้มีการยื่นคำร้องทุกข์ทางอาญา รวมถึงข้อหาลักทรัพย์ ต่อผู้ต้องสงสัย

หนึ่งในผู้ต้องสงสัย ซึ่งมีรายงานว่าเป็นไกด์นำเที่ยว เชื่อว่าได้โดยสารรถแท็กซี่คันเดียวกับเหยื่อทั้งสองก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุความสัมพันธ์ที่แน่ชัดระหว่างผู้ต้องสงสัยและเหยื่อได้

สื่อท้องถิ่นในฟิลิปปินส์รายงานว่า จากข้อมูลของตำรวจกรุงมะนิลา ผู้ต้องสงสัยได้รับการว่าจ้างจากหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมชาวญี่ปุ่น ซึ่งรายงานว่าได้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับการลงมือสังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลา

สถานทูตญี่ปุ่นประจำกรุงมะนิลาได้ออกคำแนะนำให้ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ ผู้แทนธุรกิจ และนักท่องเที่ยว เพิ่มความระมัดระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น

  • ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในยามวิกาล
  • ระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัว
  • แจ้งเหตุฉุกเฉินต่อสถานทูตหรือตำรวจท้องถิ่นทันที

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังต่างประเทศ การตระหนักถึงสถานการณ์รอบตัวและการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ฟิลิปปินส์คุมตัวผู้ต้องสงสัยสังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลา

สหรัฐฯ **เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** จริงหรือ?

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** โดยส่วนใหญ่เป็นกรณีอยู่เกินกำหนดและละเมิดกฎหมาย ขณะที่มีจำนวนน้อยที่ถูกยกเลิกเพราะถูกระบุว่ามีการสนับสนุนการก่อการร้าย เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสร้างความกังวลให้กับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

มาตรการดังกล่าว สะท้อนแนวทางที่เข้มงวดด้านการอพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะต่อวีซ่านักเรียน ที่ถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้น ทั้งในส่วนของการตรวจสอบประวัติบนโซเชียลมีเดียและการขยายขั้นตอนคัดกรองผู้สมัครวีซ่า ให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เผยว่า วีซ่าราว 4,000 ฉบับถูกเพิกถอนเพราะผู้ถือวีซ่าละเมิดกฎหมาย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ยังรวมถึงความผิดฐานเมาแล้วขับหรือยาเสพติด รวมถึงคดีลักทรัพย์ ขณะเดียวกันมีนักเรียนประมาณ 200–300 รายที่ถูก**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** ในข้อหาสนับสนุนการก่อการร้าย โดยอ้างอิงกฎในคู่มือการทูตของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งระบุถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมหรือมีความเชื่อมโยงกับองค์กรก่อการร้ายว่า “ไม่สามารถขอวีซ่าได้”

แม้เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยว่านักเรียนที่ถูกเพิกถอนวีซ่าสนับสนุนกลุ่มใด แต่ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ หลังจากที่เขากล่าวหาว่าสถาบันเหล่านี้กลายเป็น “ศูนย์รวมการต่อต้านชาวยิว” เนื่องจากการประท้วงครั้งใหญ่ของนักศึกษาเพื่อเรียกร้องสิทธิให้ชาวปาเลสไตน์ในช่วงสงครามกาซา

การปะทะกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถือเป็นกรณีเด่นที่สุด เมื่อทรัมป์สั่งระงับงบสนับสนุนการสอบสวน และขู่จะยกเลิกสถานะยกเว้นภาษีของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปประกาศเพิ่มทุนวิจัยเพื่อดึงดูดนักวิชาการและนักศึกษาออกนอกสหรัฐฯ

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ได้เพิกถอนวีซ่าหลายร้อยถึงหลายพันราย รวมถึงนักเรียนด้วย โดยให้เหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ “ขัดต่อผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ” เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังย้ำว่า ผู้ถือวีซ่านักเรียนและกรีนการ์ดที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์หรือวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอล อาจถูกเพิกถอนสถานะและเนรเทศได้ โดยมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของชาติและถูกตีตราว่า “สนับสนุนฮามาส”

กรณีที่สร้างความสนใจคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยทัฟส์ชาวตุรกีรายหนึ่งถูกกักตัวกว่า 6 สัปดาห์ในศูนย์กักกันผู้อพยพที่รัฐหลุยเซียนา หลังจากเขียนบทความวิจารณ์ท่าทีของมหาวิทยาลัยต่อสงครามในกาซา ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามคำสั่งศาล

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจารณ์ชี้ว่า มาตรการเข้มงวดดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 1 และสะท้อนถึงแนวทางการเมืองที่ใช้การควบคุมการอพยพและการศึกษาเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์มากกว่าการคุ้มครองความมั่นคงโดยตรง

**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** จริงหรือ?

สถานการณ์การ**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** นี้กำลังสร้างความตื่นตระหนกและความไม่แน่นอนให้กับนักเรียนต่างชาติที่วางแผนจะไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าเศร้าใจเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกฎระเบียบและข้อกำหนดของวีซ่านักเรียนอย่างละเอียด

สิ่งที่ควรทำหากกังวลเรื่องการ**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน**

  • ตรวจสอบกฎระเบียบวีซ่าอย่างละเอียด: ทำความเข้าใจเงื่อนไขและข้อกำหนดทั้งหมดของวีซ่านักเรียนของคุณ เพื่อปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่า: หากคุณมีข้อสงสัยหรือข้อกังวลใด ๆ เกี่ยวกับสถานะวีซ่าของคุณ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าเพื่อขอคำแนะนำ
  • รักษาความประพฤติที่ดี: หลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดของวีซ่า

การศึกษาต่อในต่างประเทศเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นและมีค่า การเตรียมตัวและความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จและหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน

พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นมินิสต็อปญี่ปุ่น

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เมื่อร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง “มินิสต็อป” (Ministop) ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ นั่นคือการพบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป” โดยทางบริษัทได้ทำการระงับการขายข้าวปั้น (โอนิกิริ) และสินค้าอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ในร้านค้ากว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ

พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป”

การตรวจสอบภายในของมินิสต็อปเผยให้เห็นว่า พนักงานในบางสาขาได้ทำการแก้ไขวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยการยืดวันหมดอายุออกไป หรือทำการติดฉลากใหม่โดยระบุวันหมดอายุที่ไม่ถูกต้องหลังจากที่สินค้าได้วางจำหน่ายไปแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการกระทำที่ผิดต่อผู้บริโภคและสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์อย่างร้ายแรง

รายงานข่าวระบุว่า การกระทำที่ไม่เหมาะสมนี้ถูกตรวจพบใน 23 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงในเมืองใหญ่และจังหวัดสำคัญต่างๆ เช่น โตเกียว ไซตามะ ไอจิ เกียวโต โอซาก้า เฮียวโงะ และฟูกูโอกะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

มินิสต็อปได้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มระงับการขายโอนิกิริในร้านค้าส่วนใหญ่ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม และต่อมาในวันที่ 18 สิงหาคม ได้ขยายการระงับการขายไปยังอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ทั้งหมด เพื่อทำการสอบสวนอย่างละเอียดและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ทางบริษัทได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนโอนิกิริและเบนโตะทำมือของมินิสต็อป และยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

ทำไมเหตุการณ์พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป”จึงสำคัญ

ร้านสะดวกซื้อ หรือที่เรียกกันว่า “คอนบินิ” นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เดินทางไปทำงาน มักจะแวะเวียนมาซื้ออาหารราคาประหยัดและรวดเร็ว นอกจากนี้ คอนบินิยังเป็นแหล่งซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันอีกด้วย

โอนิกิริเป็นอาหารยอดนิยมในหมู่ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว ข้าวปั้นที่ห่อด้วยสาหร่ายโนริและสอดไส้ต่างๆ เช่น สลัดทูน่าหรือไข่ปลาค็อด เป็นตัวเลือกที่ง่ายและอร่อยสำหรับมื้ออาหารระหว่างเดินทาง

ความโดดเด่นของมินิสต็อปคือการมุ่งเน้นไปที่อาหารสดที่ปรุงภายในร้าน ซึ่งทำให้แตกต่างจากร้านสะดวกซื้ออื่นๆ ณ เดือนกรกฎาคม มินิสต็อปมีร้านค้า 1,818 แห่งทั่วประเทศ แม้ว่าจะยังเป็นรองผู้นำตลาดอย่าง Seven-Eleven ที่มีร้านค้าถึง 21,770 แห่ง

เหตุการณ์พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป” ครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของมินิสต็อป การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเรียกคืนความไว้วางใจจากลูกค้า แม้ว่ามินิสต็อปจะไม่ได้มีส่วนแบ่งการตลาดมากเท่ากับเจ้าตลาดรายอื่นๆ แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกธุรกิจที่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดภายในองค์กร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ การให้ความรู้และฝึกอบรมแก่พนักงานเกี่ยวกับความสำคัญของความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจในคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก

ที่มา – พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป” ในญี่ปุ่น

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี! เรื่องเหลือเชื่อที่ต้องรู้

เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นแล้ว! ที่สวีเดนกำลังดำเนินโครงการสวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง เพื่อหลีกทางให้กับโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าว แต่มันคือประวัติศาสตร์ที่กำลังถูกสร้างขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา

โบสถ์คริสต์เก่าแก่อายุกว่า 113 ปี ใจกลางเมืองคีรูนา ทางตอนเหนือสุดของสวีเดน กำลังจะถูกสวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลังไปยังที่ตั้งใหม่ ห่างออกไปกว่า 5 กิโลเมตร! สาเหตุหลักก็คือ พื้นที่เดิมมีความเสี่ยงต่อการทรุดตัวของดิน จากการทำเหมืองแร่เหล็กที่ดำเนินมายาวนานกว่าศตวรรษ และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายเหมืองแร่ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปนั่นเอง

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี

โบสถ์ไม้สีแดงหลังใหญ่ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1912 ถูกยกขึ้นวางบนแท่นเลื่อนขนาดยักษ์ การเคลื่อนย้ายจะทำด้วยความเร็วสูงสุดเพียง 500 เมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น และคาดว่าจะใช้เวลารวมสองวันกว่าจะถึงศูนย์กลางเมืองใหม่

การย้ายโบสถ์ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโครงการย้ายเมืองคีรูนาทั้งเมือง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไปทางเหนือ 145 กิโลเมตร เมืองเดิมกำลังเผชิญรอยแยกของพื้นดินที่จะกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนักในอนาคต

โครงการนี้มีการวางแผนมานานหลายปี โดยก่อนหน้านี้อาคารสำคัญหลายแห่งถูกย้ายหรือสร้างขึ้นใหม่ไปแล้ว เช่น กลุ่มบ้านไม้โบราณย่าน Hjalmar Lundbohmsgården รวมถึงหอระฆังจากศาลากลางเก่าที่ถูกเคลื่อนย้ายมาตั้งไว้ใกล้ศาลากลางแห่งใหม่เรียบร้อย

บริษัท LKAB ผู้ดำเนินการเหมืองแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของเมืองคีรูนา รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการย้ายสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของเมือง ซึ่งประเมินไว้สูงกว่า 10,000 ล้านโครนาสวีเดน หรือราว 33,950 ล้านบาทเลยทีเดียว

ความท้าทายในการสวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี

โบสถ์คีรูนามีความสูง 35 เมตร กว้าง 40 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 672 ตัน เคยได้รับการโหวตให้เป็นอาคารที่สวยที่สุดของสวีเดนก่อนปี 1950 การย้ายทั้งหลังแทนการรื้อแยกเป็นชิ้น จึงถือเป็นความท้าทายเชิงวิศวกรรมที่หายาก โดยต้องใช้คานเหล็กเสริมและรถขนย้ายแบบพิเศษสุดๆ

สิ่งที่ซับซ้อนที่สุดคือการเตรียมเส้นทางขนย้าย ถนนถูกขยายกว้างถึง 24 เมตร พร้อมทั้งรื้อเสาไฟ สัญญาณจราจร และสะพานที่ถูกวางแผนรื้อถอนอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังต้องปกป้องสมบัติภายในโบสถ์ เช่น ภาพวาดแท่นบูชาของเจ้าชายยูจีน และออร์แกนที่มีไปป์กว่า 1,000 ท่อ ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกมาได้เลย

สำหรับชาวเมือง การย้ายโบสถ์ครั้งนี้มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าแค่งานวิศวกรรมที่น่าทึ่ง นางโซเฟีย ลาเกอร์เลิฟ มาอัตตา ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมของเมือง กล่าวว่า “โบสถ์นี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและสถานที่รวมตัวของชุมชนมาหลายชั่วอายุคน การย้ายครั้งนี้จึงนำความทรงจำทั้งสุขและเศร้ากลับมา และเรากำลังย้ายความทรงจำเหล่านั้นไปสู่อนาคต”

เลนา เทอร์นเบิร์ก บาทหลวงผู้ดูแลโบสถ์คีรูนา กล่าวว่า “โบสถ์กำลังจะย้ายจากสถานที่ที่มันควรจะอยู่ แต่ทุกคนรู้ดีว่ามันจำเป็นต้องย้าย เราอาศัยอยู่ในชุมชนเหมืองแร่และเราต้องพึ่งพาเหมืองนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณที่เรากำลังย้ายโบสถ์ไปที่ศูนย์กลางเมืองใหม่ แต่ก็รู้สึกเศร้าที่เห็นมันย้ายออกจากพื้นดินที่มันถูกสร้างขึ้นเป็นโบสถ์”

พิธีเคลื่อนย้ายโบสถ์ครั้งประวัติศาสตร์ จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวหลายพันคน รวมถึงสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล กุสตาฟ แห่งสวีเดน ร่วมสังเกตการณ์ โดยสถานีโทรทัศน์สวีเดนจะถ่ายทอดสดตลอดการเดินทาง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่รักษาอดีตให้คงอยู่ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์สามารถเคลื่อนย้ายไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงได้จริง

เรื่องราวของ สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์เอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

สายการบินควอนตัสของออสเตรเลียต้องเจอกับบทลงโทษครั้งใหญ่! ศาลสั่งปรับอ่วม 1,900 ล้านบาท ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด ถือเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการการบินและแรงงานสัมพันธ์

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

ศาลออสเตรเลียตัดสินให้สายการบินควอนตัส (Qantas) จ่ายค่าปรับสูงถึง 90 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,900 ล้านบาทไทย จากกรณีการเลิกจ้างพนักงานภาคพื้นดินกว่า 1,800 คนอย่างไม่เป็นธรรมในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 การตัดสินครั้งนี้ถือเป็นค่าปรับที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศสำหรับการละเมิดกฎหมายแรงงาน

สหภาพแรงงานขนส่งแห่งออสเตรเลีย (Transport Workers’ Union – TWU) ออกมาแสดงความยินดีกับการตัดสินของศาล โดยระบุว่าเป็นการลงโทษที่เหมาะสมและรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับการละเมิดกฎหมายแรงงาน

รายละเอียดคำตัดสินปรับควอนตัส 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

ผู้พิพากษาศาลสหพันธ์ ไมเคิล ลี กล่าวว่า เขาต้องการให้ค่าปรับนี้เป็นตัวอย่างและเป็น “การป้องปรามอย่างแท้จริง” สำหรับนายจ้างรายอื่น ๆ เพื่อไม่ให้กระทำการในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต ควอนตัสเองก็ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับผิดและยินดีที่จะจ่ายค่าปรับ โดยยอมรับว่าการกระทำของบริษัทได้สร้าง “ความเสียหายอย่างแท้จริง” ให้กับพนักงานของตน

วาเนสซา ฮัดสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของควอนตัส กรุ๊ป ได้กล่าวขอโทษอย่างจริงใจต่อพนักงาน 1,820 คนที่ได้รับผลกระทบและครอบครัวของพวกเขา พร้อมทั้งเสริมว่าการตัดสินใจจ้างบริษัทภายนอกเมื่อห้าปีที่แล้ว เป็นการตัดสินใจที่สร้างความยากลำบากให้กับอดีตพนักงานและครอบครัวของพวกเขาอย่างมาก

การต่อสู้ทางกฎหมายในครั้งนี้กินเวลายาวนานหลายปี นับตั้งแต่ควอนตัสตัดสินใจจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาดูแลการปฏิบัติการภาคพื้นดินในปี 2020 โดยอ้างว่าเป็นมาตรการทางการเงินที่จำเป็นเนื่องจากอุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม TWU ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ กล่าวว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ที่ยาวนานและเป็นชัยชนะของพนักงานที่รักงานของพวกเขา

นอกจากค่าปรับจำนวน 90 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียแล้ว ควอนตัสยังถูกศาลสั่งให้จ่ายค่าชดเชยให้กับ TWU ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องสายการบินในเรื่องการเลิกจ้างโดยตรงอีก 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ผู้พิพากษาลีได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของควอนตัสและความสำนึกผิดที่แท้จริงของบริษัท โดยชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ทางกฎหมายที่แข็งกร้าวของบริษัท ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงาน

ค่าปรับนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมจากค่าชดเชยจำนวน 120 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่ควอนตัสได้ตกลงที่จะจ่ายให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างไปแล้วในปี 2024

การปลดพนักงานอย่างไม่เป็นธรรมครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับควอนตัสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ควอนตัสยังถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับ 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ฐานขายตั๋วสำหรับเที่ยวบินที่บริษัทได้ตัดสินใจยกเลิกไปแล้ว

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับบริษัทต่างๆ ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในช่วงวิกฤต การตัดสินใจที่ขาดความรอบคอบและไม่เป็นธรรมอาจนำไปสู่ผลกระทบทางกฎหมายและชื่อเสียงที่ร้ายแรง

ที่มา – ปรับอ่วม “ควอนตัส” 1,900 ล้าน ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด

Scroll to top