ข่าวต่างประเทศออนไลน์

มาเลเซียอ่วม! อพยพกว่า 11,000 หนี น้ำท่วมฉับพลัน

สถานการณ์น้ำท่วมในมาเลเซียยังคงน่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง ยอดผู้ประสบภัยที่ต้องอพยพหนี น้ำท่วมฉับพลัน พุ่งสูงกว่า 11,000 คนแล้วใน 7 รัฐ โดยเฉพาะรัฐกลันตันที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกคำเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับฝนตกหนักที่จะต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้

ข้อมูล ณ เวลา 06.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ระบุว่า มีผู้ประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน ที่ต้องอพยพทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 11,009 คน จาก 3,839 ครอบครัว กระจายอยู่ใน 7 รัฐที่ได้รับผลกระทบ มีการรายงานพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด 14 เขต และมีการเปิดศูนย์บรรเทาทุกข์เพื่อรองรับผู้ประสบภัยแล้ว 60 แห่ง อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้

อพยพกว่า 11,000 ราย มาเลเซียวิกฤต น้ำท่วมฉับพลัน 7 รัฐ “กลันตัน” หนักสุด

รัฐกลันตันเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คิดเป็นจำนวนผู้ประสบภัย 8,228 คน จาก 3,013 ครอบครัว กระจายอยู่ใน 4 เขต มีการเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย 33 แห่ง รองลงมาคือรัฐเปรัก มีผู้ประสบภัย 907 คน (291 ครอบครัว) ใน 4 เขต และมีการเปิดศูนย์ช่วยเหลือ 12 แห่ง ส่วนรัฐปะลิสมีผู้ประสบภัย 694 คน (201 ครอบครัว) ใน 1 เขต และเปิดศูนย์ช่วยเหลือ 5 แห่ง

ในส่วนของรัฐอื่น ๆ รัฐเคดาห์มีผู้ประสบภัย 404 คน (122 ครอบครัว) ใน 1 เขต เปิดศูนย์ช่วยเหลือ 3 แห่ง รัฐปีนังมีผู้ประสบภัย 381 คน (93 ครอบครัว) ใน 2 เขต เปิดศูนย์ช่วยเหลือ 4 แห่ง รัฐเตรังกานูรายงานตัวเลขผู้ประสบภัย 369 คน (113 ครอบครัว) และเปิดศูนย์ช่วยเหลือ 2 แห่ง และรัฐเซอลาโงร์มีผู้ประสบภัย 28 คน (6 ครอบครัว) ใน 1 เขต

กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียได้ออกประกาศเตือนสภาพอากาศรุนแรง โดยคาดการณ์ว่าพื้นที่กูลิม บันดาร์ บาฮารู (รัฐเกดะห์), ปีนัง, เปรัก และรัฐกลันตันฝั่งตะวันออก จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน เช่นเดียวกับรัฐปะลิส, เกดะห์, เปรัก, กลันตัน และตรังกานู ที่ต้องเตรียมรับมือกับฝนตกหนัก

รายงานสถานการณ์ระดับน้ำพบว่า ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักหลายแห่งยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำสุไหงปุงไก ในรัฐยะโฮร์ และแม่น้ำเอนเดาในเมืองเมอร์ซิง รวมถึงสถานีวัดระดับน้ำหลายแห่งในรัฐปะลิสและปีนัง แม้ว่าจนถึงขณะนี้จะยังไม่มีแห่งใดที่เกินระดับอันตราย

กรมโยธาธิการมาเลเซียรายงานอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับถนนอย่างน้อย 32 จุด ซึ่งรวมถึงการปิดเส้นทาง ดินถล่ม และสะพานได้รับความเสียหาย ในรัฐปะลิส ปีนัง และเกดะห์

สถานการณ์ความจุของเขื่อนหลายแห่งก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเขื่อนคงกอก, เบกอก, มาลุต และตีมะฮ์ ตาโซะห์ ที่ขณะนี้มีระดับน้ำเต็มความจุ 100% ส่วนเขื่อนกูนุง เลดัง มีระดับน้ำอยู่ที่ 98% ขณะที่เขื่อนอื่น ๆ ส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 70-95%

ศูนย์บัญชาการภัยพิบัติแห่งชาติ (NDCC) ได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยระดับชาติยังคงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องในรัฐทางตอนเหนือและชายฝั่งตะวันออกของประเทศอีก 48 – 72 ชั่วโมงข้างหน้า

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในมาเลเซียตอนนี้เป็นอย่างไร?

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในมาเลเซียครั้งนี้ถือว่ารุนแรงและส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายรัฐ การอพยพผู้คนจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การให้ความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้

ข้อคิด: เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของเรา การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และการวางแผนป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้

ที่มา – อพยพกว่า 11,000 ราย มาเลเซียวิกฤต น้ำท่วมฉับพลัน 7 รัฐ “กลันตัน” หนักสุด

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำแค่เพื่อน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาการแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นเพียง “มิตรที่ให้ความช่วยเหลือ” อำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น พร้อมชี้ว่าการประท้วงในกรุงเทพฯ จะไม่ทำให้มาเลเซียถอย

นายอันวาร์ อิบราฮิม ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามาเลเซียแทรกแซงข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นมิตรประเทศ

นายอันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่แอฟริกาใต้ว่า บทบาทของมาเลเซียคือการจัดหาเวทีสำหรับการเจรจาเท่านั้น

“มันไม่ถูกต้องที่บางฝ่ายในประเทศไทยจะเสนอแนะว่าเราเข้าแทรกแซง เราไม่มีทางเข้าแทรกแซงโดยเด็ดขาด” นายอันวาร์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่ามาเลเซียทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในการพูดคุย และทั้งไทยและกัมพูชามีอำนาจในการแก้ไขปัญหาของตนเอง

เขากล่าวเสริมว่า การมีส่วนร่วมของมาเลเซียจำกัดอยู่แค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเท่านั้น โดยบทบาทนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำอาเซียนทั้งหมด เพราะต้องการสร้างสันติภาพ

เมื่อถูกถามว่า การเรียกร้องให้มาเลเซียถอนตัวจะส่งผลกระทบหรือไม่ นายอันวาร์ยืนยันว่า “ในทางตรงกันข้าม เราต้องยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมของเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา”

เขากล่าวว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศได้ชี้แจงจุดยืนของมาเลเซียต่อประชาชนแล้ว และการเรียกร้องเหล่านี้จะไม่ขัดขวางภารกิจของมาเลเซีย

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (21 พ.ย.) มีผู้ประท้วงรวมตัวกันนอกสถานทูตมาเลเซียในกรุงเทพฯ เรียกร้องให้นายอันวาร์ยุติการ “แทรกแซง” การจัดการข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

การชุมนุมดังกล่าวจัดโดยคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตย โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ และนายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันจัดกิจกรรมชุมนุมที่หน้าสถานทูตมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงนามในข้อตกลงที่มาเลเซียเรียกว่า “ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” (KL Peace Accord) โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

โดยสรุปแล้ว นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยืนยันว่ามาเลเซียไม่ได้ แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของอาเซียนที่ต้องการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การมีส่วนร่วมของต่างชาติจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน การที่นายอันวาร์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันบทบาทของมาเลเซียอย่างชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และย้ำว่ามาเลเซียพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อน และการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด หากคุณต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอัพเดทเกี่ยวกับ อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา อย่าลืมติดตามข่าวของเราอย่างต่อเนื่อง!

ที่มา – อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ “เพื่อน” จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่: ดับ 24 ศพ

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มฮามาสในกาซาอย่างหนักเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ราย และบาดเจ็บ 54 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ขณะที่สำนักงานนายกฯ อิสราเอลยืนยัน สังหารสมาชิกฮามาสระดับสูงได้ 5 คน ความรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหประชาชาติเพิ่งอนุมัติแผนสันติภาพกาซาของสหรัฐฯ ทำให้สถานการณ์หยุดยิงที่เริ่มเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ถูกท้าทายอย่างหนัก

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกาซ่าเมื่อวันเสาร์ (22 พ.ย.) กองทัพอิสราเอลออกแถลงการณ์ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้หลังจากมี “ผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ” ข้ามเข้ามาในพื้นที่ควบคุมของอิสราเอลและยิงใส่กองกำลังทหารทางตอนใต้ของกาซา ซึ่งอิสราเอลระบุว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ยังเปิดเผยด้วยว่า สามารถสังหารสมาชิกอาวุโสของกลุ่มฮามาสได้ 5 คน

กระทรวงสาธารณสุขกาซารายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 คน และบาดเจ็บ 54 คน รวมถึงเด็กจำนวนมาก หนึ่งในเหตุโจมตีเกิดขึ้นที่ย่านริมัล ในเมืองกาซา ซิตี้ เป้าหมายเป็นรถยนต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และบาดเจ็บกว่า 20 ราย โดยโรงพยาบาลชิฟาระบุว่า ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นเด็ก นอกจากนี้ยังมีการโจมตีบ้านเรือนใกล้โรงพยาบาลอัล-อาว์ดา, ค่ายนูเซราต และพื้นที่เดียร์อัล-บัลลาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมอีกอย่างน้อย 13 ราย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธและพฤหัสบดี มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 33 คน ภายในเวลา 12 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก สถานการณ์ อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงผลกระทบต่อพลเรือน

ความตึงเครียดขยายตัวในจังหวะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอนุมัติแผนของสหรัฐฯ เพื่อกำหนดโครงสร้างบริหารและการรักษาความปลอดภัยกาซ่า ผ่านการจัดตั้งกองกำลังรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ และหน่วยบริหารชั่วคราวภายใต้การกำกับของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมวางแนวทางไปสู่รัฐปาเลสไตน์ในอนาคต

สงครามเริ่มต้นจากการโจมตีของฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 ทำให้ชาวอิสราเอลราว 1,200 คนเสียชีวิต และมีผู้ถูกจับตัวไปกว่า 250 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวหรือพบร่างแล้วจากข้อตกลงหยุดยิงและการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ

กระทรวงสาธารณสุขกาซ่าเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตสะสมจากปฏิบัติการตอบโต้ของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 69,733 ราย บาดเจ็บ 170,863 คน โดยตัวเลขยังคงสูงขึ้นในช่วงหยุดยิงจากการโจมตีใหม่และการกู้ศพผู้เสียชีวิตก่อนหน้า โดยระบุว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็ก แม้ตัวเลขไม่แยกพลเรือนออกจากนักรบ แต่ข้อมูลของกระทรวงซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลฮามาสถือว่าได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดและมีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ.

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การ อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากอิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่

ผลกระทบจากการ อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ นั้นมีมากมาย นอกจากความสูญเสียในชีวิตและอาการบาดเจ็บแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข และความเป็นอยู่ของผู้คนในกาซาอีกด้วย

  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน
  • ระบบสาธารณสุขที่ล่มสลาย
  • ภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำ
  • ผลกระทบทางจิตใจต่อเด็กและผู้ใหญ่

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง การหาทางออกที่ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง

สถานการณ์ล่าสุดนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 24 ศพ บาดเจ็บ 54 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติ! คาชิวาซากิ-คาริวะ

นายฮิเดโยะ ฮานาซึมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะ ได้อนุมัติให้มีการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริวะ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นการอนุมัติครั้งแรกที่บริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ (เทปโก) ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า ได้รับนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2011

การอนุมัติจากผู้ว่าการจังหวัดนีงาตะ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างยิ่งในการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ หมายเลข 6 ของโรงไฟฟ้าที่มี 7 หน่วยแห่งนี้ หลังจากที่วิกฤตเตาปฏิกรณ์หลอมละลายหลายครั้งที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ ซึ่งเกิดจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2011 ได้สร้างความกังวลอย่างมากด้านความปลอดภัย

การนำเตาปฏิกรณ์กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งได้รับการสนับสนุนจาก รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมองว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงและปราศจากคาร์บอน เทปโกมองว่าการเดินเครื่องครั้งนี้เป็นเสาหลักสำคัญของการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท เพื่อนำไปใช้เป็นค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

นายฮานาซึมิจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การอภิปรายในสภาจังหวัดนีงาตะ ซึ่งจะเปิดสมัยประชุมในวันที่ 2 ธันวาคม หากสภาฯ ให้การรับรองการตัดสินใจของผู้ว่าการ ก็ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการขอความยินยอมจากท้องถิ่น และผู้ว่าการฯ จะแจ้งต่อรัฐบาลกลางเพื่อเดินหน้าต่อไป

เนื่องจากหน่วยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมทางเทคนิคเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถเริ่มเดินเครื่องได้ภายในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมปีหน้า

การตัดสินใจของผู้ว่าฯ ฮานาซึมิยังคงเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนในท้องถิ่นบางส่วน และความไม่ไว้วางใจต่อเทปโกที่ยังคงฝังลึก สืบเนื่องจากวิกฤตฟุกุชิมะและปัญหาด้านความปลอดภัยหลายครั้งที่เคยเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ รวมถึงกรณีการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผลสำรวจของชาวจังหวัดนีงาตะเมื่อต้นเดือนนี้แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 50 เห็นด้วย กับการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 แต่ ร้อยละ 47 คัดค้าน ขณะที่ เกือบ 70% แสดงความกังวลเกี่ยวกับการให้เทปโกเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานเตาปฏิกรณ์

ปัญหาด้านความปลอดภัยที่โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะในปี 2021 เคยนำไปสู่การที่สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ (NRA) สั่งห้ามเทปโกเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งทำให้การเดินเครื่องถูกระงับโดยปริยาย ก่อนที่คำสั่งห้ามจะถูกยกเลิกในเดือนธันวาคม 2023

เทปโกได้เคยประกาศเมื่อเดือนตุลาคมว่า จะจัดสรรเงินประมาณ 1 แสนล้านเยน (ประมาณ 20,750 ล้านบาท) ให้กับรัฐบาลจังหวัดนีงาตะ เพื่อช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ บริษัทยังพิจารณาที่จะยุบเลิกหน่วยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 และ 2 ของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ด้วย.

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง “คาชิวาซากิ-คาริวะ” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

ทำไมการอนุมัติเดินเครื่อง “คาชิวาซากิ-คาริวะ” ถึงสำคัญ?

การอนุมัติให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริวะ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับญี่ปุ่นในการกลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมองว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ยังคงมีความท้าทายอยู่มาก เนื่องจากความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในบริษัทเทปโก ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า การสร้างความเชื่อมั่นและโปร่งใสในการดำเนินงานจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

อนาคตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริวะ จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

การที่ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง “คาชิวาซากิ-คาริวะ” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่ยังเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และอนาคตของชุมชน

ที่มา – ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง “คาชิวาซากิ-คาริวะ” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน เยน (ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท) หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อต่อภาคครัวเรือนและบริษัทต่าง ๆ มาตรการชุดนี้ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการของนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของญี่ปุ่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเงินอุดหนุนด้านพลังงานและการลดหย่อนภาษี

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว โดยให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากความไม่พอใจต่อราคาที่สูงขึ้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ดำรงตำแหน่งได้เพียงปีเดียวต้องพ้นจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจของทาคาอิจิได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มพูนหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่มีอยู่มากมายมหาศาลอยู่แล้ว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์

ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงยิ่งทำให้ราคาการนำเข้าของญี่ปุ่นสูงขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรและพึ่งพาอาหาร พลังงาน และวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ในวันนี้ (21 พ.ย.) นายซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลอาจเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินเยน โดยกล่าวว่าจะดำเนินการ “อย่างเหมาะสมต่อความเคลื่อนไหวในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ไร้ระเบียบ”

มาร์การิตา เอสเตเวซ-อาเบ นักวิเคราะห์จาก Syracuse University’s Maxwell School แสดงความเห็นว่า ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบขยายตัวมานานเกินไปโดยที่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะที่หนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ “เรากำลังเห็นปฏิกิริยาเชิงลบจากตลาดแล้ว การอ่อนค่าลงไปอีกของเงินเยนจะส่งผลกระทบต่อครัวเรือนชาวญี่ปุ่นทั่วไปด้วยราคาสินค้าที่สูงขึ้น”

ด้านนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ได้กล่าวย้ำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถึงเป้าหมายในการมี “นโยบายการคลังที่มีความรับผิดชอบและเชิงรุก” โดยระบุว่า “เหนือสิ่งอื่นใด ลำดับความสำคัญสูงสุดของเราคือการจัดการกับราคาที่เพิ่มสูงขึ้นที่พลเมืองของเรากำลังเผชิญอยู่”

ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสด เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 เมื่อเทียบรายปีในเดือนตุลาคม จากร้อยละ 2.9 ในเดือนกันยายน โดยราคาข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลัก สูงกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 40

ความกังวลสำหรับเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของเอเชียยังเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่กับจีน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน

จีนได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ และแนะนำพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังญี่ปุ่น ซึ่งชาวจีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า รัฐบาลปักกิ่งจะระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น แม้ว่าทั้งสองรัฐบาลจะยังไม่มีการยืนยันมาตรการดังกล่าวก็ตาม

ความขัดแย้งปะทุขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเสนอว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากเกิดการโจมตีไต้หวัน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุว่า “ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อความเป็นพันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น และการป้องกันประเทศญี่ปุ่น รวมถึงหมู่เกาะเซนกากุที่ญี่ปุ่นบริหารจัดการอยู่นั้น ไม่เปลี่ยนแปลง” โดยเน้นย้ำว่า พันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก และสหรัฐฯ คัดค้านความพยายามฝ่ายเดียวใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ รวมถึงการใช้กำลังหรือการบีบบังคับในช่องแคบไต้หวัน ทะเลจีนตะวันออก หรือทะเลจีนใต้.

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน

ผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้านของญี่ปุ่น

มาตรการครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้านนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่ามาตรการนี้อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือผลกระทบต่อค่าเงินเยน การอ่อนค่าของเงินเยนอาจทำให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ดังนั้น การแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจพิจารณา

โดยสรุปแล้ว การที่ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน เป็นความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาในระยะยาว การติดตามผลกระทบของมาตรการนี้อย่างใกล้ชิดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

ชินจังโดนหางเลข! จีนเลื่อนฉายหนังญี่ปุ่น

การเผยแพร่ภาพยนตร์ยอดนิยมของญี่ปุ่นอย่างน้อย 2 เรื่องในประเทศจีนถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลังเกิดความขัดแย้งทางการทูตระหว่างสองประเทศเกี่ยวกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น ที่ระบุถึงไต้หวัน

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีนรายงานว่า ภาพยนตร์ที่ถูกเลื่อนฉายออกไป ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง “เซลล์ขยันพันธุ์เดือด” (Cells at Work!) และภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง “ชินจังโดนหางเลข เครยอนชินจัง เดอะมูฟวี่: ร้อนแรงแซ่บเว่อร์! แดนเซอร์แห่งคาซึคาเบะ” (Crayon Shin-chan the Movie: Super Hot! The Spicy Kasukabe Dancers)

CCTV ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าภาพยนตร์แอนิเมชันยอดฮิต “ดาบพิฆาตอสูร ภาคปราสาทไร้ขอบเขต” (Demon Slayer: Infinity Castle) จะถูกระงับด้วยหรือไม่ แต่ระบุว่ายอดขายตั๋วของเรื่องดังกล่าวได้ลดลงอย่างมากเนื่องจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น

รายงานเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) ระบุว่า บริษัทจัดจำหน่ายและผู้นำเข้าภาพยนตร์ได้ตัดสินใจเลื่อนการฉายออกไป หลังจากการประเมินภาพรวมของภาพยนตร์ญี่ปุ่นในจีน และทัศนคติของผู้ชมชาวจีน

เหตุผลของความตึงเครียดครั้งนี้มาจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซึ่งเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จีนและกิจกรรมในภูมิภาคมาโดยตลอด โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เธอได้กล่าวในรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า “หากมีการใช้เรือรบและการใช้กำลัง ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจถือเป็นสถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดได้” ซึ่งหมายถึงการที่ญี่ปุ่นอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารหากจีนโจมตีไต้หวัน

นับตั้งแต่คำกล่าวนี้ ทางการจีนได้ออกมาเรียกร้องให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น และแนะนำให้นักเรียนพิจารณาการศึกษาต่อในญี่ปุ่นใหม่ โดยอ้างถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

การตอบโต้ของจีนส่งผลให้หุ้นในภาคการท่องเที่ยว สายการบิน และค้าปลีกของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจีนเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวสำคัญของญี่ปุ่น โดยมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเกือบ 7.5 ล้านคนในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้

ทั้งนี้ จีนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลที่แยกตัวออกไปและจะต้องกลับมารวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศในที่สุด และจีนไม่ได้ตัดทางเลือกในการใช้กำลังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ขณะที่ชาวไต้หวันส่วนใหญ่มองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชาติที่แยกจากกัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะสนับสนุนการคงสถานะที่เป็นอยู่ ซึ่งไต้หวันจะไม่ประกาศเอกราชจากจีนอย่างเป็นทางการ และไม่รวมเข้ากับจีน

CCTV ไม่ได้ระบุว่าการเลื่อนฉายภาพยนตร์จะมีระยะเวลานานเท่าใด ขณะที่สื่อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐระบุว่า ภาพยนตร์ Demon Slayer: Infinity Castle เผชิญกับ “ความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่ผู้ชมชาวจีน” สืบเนื่องจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ.

ชินจังโดนหางเลข! จีนเลื่อนฉายหนังญี่ปุ่น

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบันเทิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ภาพยนตร์อนิเมะชื่อดังอย่าง ชินจังโดนหางเลข และเรื่องอื่นๆ ถูกเลื่อนฉายในจีนเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง เป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับแฟนๆ ที่รอคอย แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

ทำไมชินจังโดนหางเลข?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไม ชินจังโดนหางเลข และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ต้องถูกเลื่อนฉาย? คำตอบอยู่ที่ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นไต้หวัน คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่อาจตีความได้ว่าเป็นการสนับสนุนไต้หวัน ทำให้จีนไม่พอใจและใช้มาตรการต่างๆ รวมถึงการเลื่อนฉายภาพยนตร์เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอีกด้วย การที่นักท่องเที่ยวจีนลดลงและการที่นักเรียนจีนชะลอการเดินทางไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น ย่อมส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

อนาคตของภาพยนตร์ญี่ปุ่นในตลาดจีนยังคงไม่แน่นอน การที่ภาพยนตร์จะกลับมาฉายได้อีกครั้งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การเมืองและเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และความขัดแย้งทางการเมืองสามารถส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างไม่คาดคิด สำหรับแฟนๆ ของชินจังโดนหางเลข ก็คงต้องรอคอยและติดตามข่าวสารกันต่อไปว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีโอกาสกลับมาฉายในประเทศจีนอีกครั้งหรือไม่

ที่มา – หนัง “ชินจัง” โดนหางเลข หลังจีนเลื่อนฉายหนังญี่ปุ่นหลายเรื่อง เซ่นพิพาทกรณีไต้หวัน

ศาลสั่งประหาร! ชีค ฮาสินา สั่งปราบประท้วง

ศาลอาชญากรรมสงครามของบังกลาเทศได้ตัดสินโทษประหารชีวิต นางชีค ฮาสินา อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้มอำนาจ โดยสรุปผลการไต่สวนนานหลายเดือนที่พบว่าเธอมีความผิดฐานสั่งการให้มีการปราบปรามการลุกฮือที่นำโดยนักศึกษาอย่างรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว คดี ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ “ชีค ฮาสินา” ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นการดำเนินการทางกฎหมายครั้งสำคัญที่สุดต่ออดีตผู้นำบังกลาเทศในรอบหลายทศวรรษ และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งรัฐสภาที่คาดว่าจะจัดขึ้นในต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยพรรคสันนิบาตอาวามีของนางฮาสินา ถูกห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และมีความกังวลว่าคำตัดสินในวันนี้อาจกระตุ้นให้เกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งก่อนการเลือกตั้ง สถานการณ์ทางการเมืองในบังกลาเทศกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นศาลอาชญากรรมสงครามภายในประเทศของบังกลาเทศ ได้อ่านคำพิพากษาภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยที่นางฮาสินาไม่ได้ปรากฏตัว เนื่องจากเธอได้หลบหนีไปยังประเทศอินเดียตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 การพิจารณาคดี ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ “ชีค ฮาสินา” ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง จึงเป็นไปโดยที่จำเลยไม่อยู่

นางฮาสินาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาฆาตกรรมบุคคลหลายคนระหว่างการลุกฮือดังกล่าว หลังมีการประกาศคำตัดสินประหารชีวิต ได้มีเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงปรบมือดังขึ้นภายในศาล ความรู้สึกของประชาชนต่อคดีนี้มีความหลากหลาย

คำตัดสินนี้สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ แต่นายซาจีบ วาเซด บุตรชายและที่ปรึกษาของนางฮาสินา ได้กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สก่อนการพิพากษาว่า พวกเขาจะไม่ยื่นอุทธรณ์ เว้นแต่จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีพรรคสันนิบาตอาวามีเข้าร่วม การตัดสินใจนี้สร้างความสงสัยเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของนางฮาสินา

ระหว่างการไต่สวน อัยการได้แจ้งต่อศาลว่า พวกเขาได้ค้นพบหลักฐานคำสั่งโดยตรงของเธอในการใช้กำลังร้ายแรงเพื่อปราบปรามการลุกฮือที่นำโดยนักศึกษาในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2024 หลักฐานเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่การ ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ “ชีค ฮาสินา” ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง

ตามรายงานของสหประชาชาติ มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,400 คนระหว่างการประท้วงตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ถึง 5 สิงหาคม 2024 และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการยิงของกองกำลังความมั่นคง ถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งเลวร้ายที่สุดในบังกลาเทศนับตั้งแต่สงครามประกาศอิสรภาพในปี 1971 ตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของการปราบปราม

นางฮาสินาได้รับการแต่งตั้งทนายฝ่ายจำเลยจากรัฐบาล ซึ่งได้แจ้งต่อศาลว่าข้อกล่าวหาต่อเธอนั้นไม่มีมูลความจริงและขอให้ศาลยกฟ้อง ก่อนการตัดสิน นางฮาสินาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของการดำเนินคดีของศาล โดยยืนยันว่าคำตัดสินว่ามีความผิดเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว”

สถานการณ์ในบังกลาเทศตึงเครียดก่อนหน้าการพิพากษา โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีเหตุการณ์ระเบิดแสวงเครื่องอย่างน้อย 30 ครั้ง และมีการเผายานพาหนะ 26 คันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บล้มตาย ความตึงเครียดทางการเมืองทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ

นางฮาสินา วัย 78 ปี ซึ่งยังคงพำนักอยู่ในอินเดียนับตั้งแต่ถูกโค่นล้มอำนาจในเดือนสิงหาคม 2024 ได้ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของศาลในบทสัมภาษณ์ทางอีเมลกับรอยเตอร์สเมื่อเดือนที่แล้ว

เธอกล่าวว่า “การดำเนินคดีเหล่านี้เป็นการแสดงละครที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง” “พวกมันถูกตัดสินโดยศาลเตี้ย ซึ่งคำตัดสินว่าผิดถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า พวกเขาอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วยคู่แข่งทางการเมืองของฉัน”

เธอยังกล่าวด้วยว่าเธอไม่ได้รับการแจ้งเตือนการไต่สวนอย่างเพียงพอ และถูกปฏิเสธโอกาสที่แท้จริงในการต่อสู้คดี พร้อมเสริมว่าเธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นการส่วนตัวในการใช้กำลังร้ายแรงหรืออาชญากรรมอื่น ๆ ตามที่ถูกกล่าวหา

บังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามกว่า 170 ล้านคน ถูกปกครองโดยคณะบริหารชั่วคราว นำโดยนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นับตั้งแต่นางฮาสินาหลบหนี แม้ว่าประเทศจะมีความสงบโดยรวม แต่เสถียรภาพทางการเมืองก็ยังไม่กลับคืนมา

ในบทสัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส นางฮาสินาได้เตือนถึงความโกรธแค้นที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคสันนิบาตอาวามี และกล่าวว่าผู้ภักดีต่อพรรคหลายล้านคนจะคว่ำบาตรการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนกุมภาพันธ์

ขณะที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วกรุงธากาและเมืองใหญ่อื่น ๆ โดยมีการส่งกำลังทหารและตำรวจติดอาวุธไปประจำการรอบอาคารสำคัญของรัฐบาลและบริเวณศาล เจ้าหน้าที่กล่าวว่าพวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับปัญหาใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นหลังคำตัดสินนี้.

ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ “ชีค ฮาสินา” ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง

ผลกระทบจากคดีตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ “ชีค ฮาสินา” ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง

  • ความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น
  • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ถึงแม้ว่าคำตัดสินจะสร้างความพึงพอใจให้กับบางส่วนของสังคม แต่ก็มีอีกหลายคนที่มองว่าเป็นการตัดสินที่ไม่เป็นธรรมและมีแรงจูงใจทางการเมือง ความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมบังกลาเทศยังคงเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขต่อไป

ที่มา – ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ “ชีค ฮาสินา” ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง

ฮุน เซน เตือน! อย่าสุดโต่งสินค้าไทย ผลิตในกัมพูชาคือของเรา

ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ออกโรงเตือนประชาชนชาวกัมพูชาอีกครั้งให้ระมัดระวังและอย่าแสดงออกอย่าง “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย โดยเน้นย้ำว่าตราบใดที่สินค้ามีการผลิตภายในประเทศกัมพูชา ไม่ว่าเจ้าของจะเป็นใคร สินค้านั้นก็ถือเป็นของกัมพูชา

คำกล่าวนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ฮุน เซน เป็นผู้แทนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่เขาได้สื่อสารกับประชาชนในวงกว้าง

ฮุน เซน เตือน! อย่าสุดโต่งสินค้าไทย ผลิตในกัมพูชาคือของเรา

ฮุน เซน ได้ยกตัวอย่างที่เข้าใจง่ายแก่ประชาชน เช่น สถานีบริการน้ำมันของไทย แม้ว่าบริษัทแม่จะมีต้นกำเนิดจากประเทศไทย แต่ปัจจุบัน สถานีบริการน้ำมันในกัมพูชาไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากประเทศไทยโดยตรง แต่เป็นการนำเข้าจากสิงคโปร์แทน ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถใช้บริการได้อย่างสบายใจ

“ผมขอย้ำอีกครั้งว่า อย่าสุดโต่ง ประเด็นสินค้าไทย จนถึงขั้นไม่ยอมซื้อสินค้าที่นักลงทุนไทยผลิตในกัมพูชา นี่เป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเขาผลิตในกัมพูชา ให้ถือว่าเป็นสินค้าของกัมพูชา” ฮุน เซน กล่าวย้ำ

เขายังเสริมอีกว่า “สถานีบริการน้ำมันทุกวันนี้ ไม่ได้นำน้ำมันจากไทยมาขายแล้ว แต่นำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ จากมาเลเซียมาขาย แต่ก็ยังไม่ไปเติมน้ำมัน” สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของเขาต่อทัศนคติที่อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ฮุน เซน มองว่าการกระทำเช่นนี้เป็นพฤติกรรมที่เกินกว่าเหตุ หากประชาชนยังคง “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย นั่นอาจนำไปสู่การทำลายเศรษฐกิจของประเทศตนเอง ดังนั้น เขาเสนอว่าประชาชนควรคว่ำบาตรเฉพาะสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทยเท่านั้น แต่หากเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ ไม่ว่าผู้ผลิตจะเป็นชนชาติใด ก็ควรสนับสนุนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติโดยรวม

จากคำกล่าวของฮุน เซน นักลงทุนที่ทำการผลิตในกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็ตาม สินค้าของพวกเขาก็ควรได้รับการยอมรับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของกัมพูชา เขายกตัวอย่างบริษัทของไทยที่เลี้ยงไก่และผลิตไข่ไก่ในกัมพูชา บริษัทผลิตปูนซีเมนต์ และสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน

ทำไมฮุน เซน ถึงเตือนเรื่อง “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย

ฮุน เซน ต้องการสร้างความสมดุลทางความคิดและยับยั้งพฤติกรรมสุดโต่ง เพื่อสนับสนุนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ อันจะนำมาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของการลงทุนในกัมพูชาในระยะยาว เขาเชื่อว่าการสนับสนุนการผลิตภายในประเทศเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

สรุปได้ว่า ฮุน เซน กำลังพยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสำคัญของการลงทุนและการผลิตภายในประเทศ โดยเน้นย้ำว่า “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย และให้การสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในกัมพูชาเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของชาติ

การที่ฮุน เซน ออกมาเน้นย้ำเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร และการส่งเสริมให้ประชาชนสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกัมพูชาให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ฮุน เซน เตือนชาวกัมพูชา “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย ชี้ผลิตในกัมพูชา ถือเป็นสินค้ากัมพูชา

2 ชายสิงคโปร์โดนจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ชายชาวสิงคโปร์สองคนถูกตั้งข้อหาในฐานะผู้โทรหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา และมุ่งเป้าไปที่การหลอกลวงเหยื่อในสิงคโปร์

คงไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้แน่นอน วันนี้เรามาอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

นายเวย์น โซ หยู เฉิน อายุ 27 ปี และนายไบรอัน ซี อิง ฟา อายุ 32 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โทรหลอกลวงประจำศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงประมาณวันที่ 9 กันยายนปีนี้

ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมองค์กร คนละ 1 กระทง ในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และต้องสงสัยว่ามีส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ผิดกฎหมายของ “กลุ่มอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์”

ตามคำแถลงของตำรวจก่อนหน้านี้ นายโซ ถูกเนรเทศออกจากกัมพูชา ขณะที่ นายซี ถูกจับกุมระหว่างการเข้าตรวจค้นในจังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย

ชายทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งในบรรดาผู้ต้องสงสัย 34 ราย ที่สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ต้องการตัวในฐานะสมาชิกของกลุ่มอาชญากรองค์กร

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตำรวจสิงคโปร์และหน่วยงานของกัมพูชาได้ร่วมกันทลายแก๊งอาชญากรรมดังกล่าว ซึ่งก่อเหตุหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสิงคโปร์

ตำรวจระบุว่า แก๊งนี้ซึ่งปฏิบัติการอย่างลับ ๆ จากศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ เชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบคดีอย่างน้อย 438 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,021 ล้านบาท)

สำหรับผู้ที่อยู่ในการควบคุมตัวในสิงคโปร์แล้ว ได้แก่ นายอึ้ง เหว่ย คัง น้องชายของหัวหน้าแก๊งที่ถูกกล่าวหา และนางสาวคริสตี้ นีโอ เหว่ย เอิน  แฟนสาวของเขา ซึ่งทั้งสองยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปหลังจากการยื่นประกันตัวไม่สำเร็จ ส่วนนายอึ้ง เหว่ย เหลียง หัวหน้าแก๊งชาวสิงคโปร์ที่ถูกกล่าวหา ยังคงหลบหนีอยู่ พร้อมกับผู้ต้องสงสัยอื่น ๆ อีก 31 คน

นายโซและนายซี ถูกเนรเทศไปยังสิงคโปร์และถูกจับกุมทันทีที่เดินทางถึงในวันที่ 16 พฤศจิกายน หลังจากถูกตั้งข้อหา พวกเขาจะถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนและจะต้องกลับมารายงานตัวต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 24 พฤศจิกายน

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดร้ายแรงใด ๆ เพื่อส่งเสริมจุดประสงค์ที่ผิดกฎหมายของแก๊งอาชญากร พวกเขาอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ.

2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและขอบข่ายการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ซึ่งมักมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศหนึ่งแต่กลับมุ่งเป้าไปที่การหลอกลวงเหยื่อในอีกประเทศหนึ่ง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์

  • ผู้ต้องหา 2 รายคือนายเวย์น โซ หยู เฉิน และนายไบรอัน ซี อิง ฟา
  • ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โทรหลอกลวงประจำศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ
  • ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมองค์กร
  • แก๊งนี้ก่อเหตุหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสิงคโปร์
  • ความเสียหายรวมกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

การจับกุม 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจสิงคโปร์และหน่วยงานของกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประชาชนจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและตระหนักถึงกลโกงต่าง ๆ ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่กว่า ดังนั้นการป้องกันตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ข้อควรระวังเพื่อป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลที่ไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจก่อนทำธุรกรรมใด ๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากสงสัยว่าถูกหลอกลวง ให้แจ้งความกับตำรวจทันที

คดี 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์และปกป้องตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ที่มา – 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

Scroll to top