ข่าวบิดเบือน

ดีอี สั่งสกัดข่าวปลอม โครงการไทยช่วยไทย พลัส เตือนระวัง SMS – ลิงก์ปลอม

ดีอี สั่งสกัดข่าวปลอม โครงการไทยช่วยไทย พลัส เตือนระวัง SMS – ลิงก์ปลอม

ในยุคที่มิจฉาชีพออนไลน์ระบาดหนัก การตรวจสอบข้อมูลก่อนหลงเชื่อถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ล่าสุดทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพื่อปกป้องประชาชนจากการตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพที่แอบอ้างในชื่อ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ซึ่งกำลังเป็นข่าวสารที่มีการแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมากในโลกโซเชียลมีเดีย

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (AFNC) ดำเนินการเชิงรุกในการตรวจสอบและเฝ้าระวังมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อโครงการไทยช่วยไทย พลัส มาเป็นเหยื่อล่อ โดยจากการสำรวจพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องนับแสนข้อความ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนที่สร้างความสับสนให้กับสังคม

วิธีป้องกันตัวจาก SMS และลิงก์ปลอมของมิจฉาชีพ

เพื่อให้ท่านปลอดภัยจากการสูญเสียทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัว กระทรวงดีอีได้ฝากเตือนให้ประชาชนยึดหลัก “4 ไม่” อย่างเคร่งครัด ดังนี้:

  • ไม่กดลิงก์: ห้ามกดลิงก์ที่ได้รับจาก SMS หรือข้อความในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่อ้างว่ามาจากการลงทะเบียนโครงการ
  • ไม่เชื่อ: อย่าหลงเชื่อข้อความที่ดูเหมือนเป็นประกาศจากทางราชการแต่ส่งผ่านช่องทางส่วนตัว
  • ไม่รีบ: ตรวจสอบแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์หลักของกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเสมอ
  • ไม่โอน: ห้ามโอนเงินเด็ดขาด เพราะโครงการภาครัฐจะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ

สำหรับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) นั้น รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ให้ประชาชนกดลงทะเบียนแต่อย่างใด หากคุณต้องการเข้าร่วมต้องดำเนินการผ่านช่องทางที่กำหนดไว้เท่านั้น ได้แก่ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สำหรับประชาชนทั่วไป หรือผู้ประกอบการรายเดิมยืนยันสิทธิผ่าน “ถุงเงิน” และผู้ประกอบการใหม่ติดต่อสมัครผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขาเท่านั้น

การตระหนักรู้และตรวจสอบข้อมูลถือเป็นอาวุธที่ดีที่สุด ในขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป มิจฉาชีพก็พัฒนารูปแบบการหลอกลวงให้แยบยลขึ้น ดังนั้นหากได้รับข้อความน่าสงสัยเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส หรือโครงการใดๆ ของรัฐ ขอให้ท่านตั้งสติและตรวจสอบผ่านช่องทางหลักของทางราชการก่อนเสมอ อย่าให้ความโลภหรือความรีบร้อนนำมาซึ่งความเสียหายทางการเงินและข้อมูลส่วนตัวที่ประเมินค่าไม่ได้

ที่มา – ดีอี สั่งสกัดข่าวปลอม โครงการไทยช่วยไทย พลัส เตือนระวัง SMS – ลิงก์ปลอม

ขนมจีน ยังเคลม: ดีอีเตือนข่าวบิดเบือนกัมพูชา

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าอาหารไทยที่กำลังเป็นไวรัลในโซเชียล “ขนมจีน ยังเคลม” จากทางกัมพูชา ที่อ้างว่าเป็นอาหารพื้นเมืองเขมรโบราณล้วนๆ แต่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเตือนแล้วว่าเป็นข่าวบิดเบือน อย่าเพิ่งแชร์ต่อแบบไม่เช็กนะครับ กรมศิลปากรยืนยันชัดว่า “ขนมจีน” เป็นวัฒนธรรมอาหารร่วมกันของภูมิภาค ไม่ใช่ของชาติใดชาติหนึ่ง!

เรื่องนี้มาจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ที่มอนิเตอร์ข้อมูลในวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 พบข้อความน่าสงสัยกว่า 160,000 ข้อความ และต้อง verify กว่า 3,200 รายการ โดยขนมจีน ยังเคลม ขึ้นอันดับ 1 ในข่าวที่คนสนใจมากที่สุด แต่ผลตรวจสอบคือข่าวบิดเบือน เพราะไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่ามาจากกัมพูชาเพียงแห่งเดียว

ขนมจีน ยังเคลม: เช็ก 7 ข่าวปลอมยอดฮิตที่ AFNC พบ

นอกจากขนมจีน ยังเคลม แล้ว ยังมีข่าวอื่นๆ ที่คนแชร์กันเยอะ ลองดูอันดับกันครับ:

  1. อันดับ 1: ข่าวบิดเบือน “กัมพูชาแจ้งขนมจีนเป็นอาหารพื้นเมืองเขมรโบราณ”
  2. อันดับ 2: ข่าวจริง กระทรวงวัฒนธรรมรับมอบโบราณวัตถุอายุ 3,000 ปีจากกุดฉิม
  3. อันดับ 3: ข่าวปลอม ธ.ก.ส.กู้สินเชื่อผ่าน TikTok good.bye3514
  4. อันดับ 4: ข่าวปลอม ฟันผุจากแมงกินฟัน รักษาด้วยรมควัน
  5. อันดับ 5: ข่าวปลอม รับพับถุงกาแฟทำที่บ้านจากเพจ JobStation TH
  6. อันดับ 6: ข่าวปลอม รับทำใบขับขี่จากเพจ Learn to drive ครูทิวร์
  7. อันดับ 7: ข่าวปลอม ลักลอบซื้อทุเรียนไทยขายกัมพูชาวันละ 1 ตัน

เห็นมั้ยครับ ข่าวพวกนี้แพร่กระจายเร็วมาก โดยเฉพาะใน Line และโซเชียล ถ้าไม่เช็กอาจโดนหลอกได้ง่ายๆ

ความจริงเบื้องหลัง “ขนมจีน ยังเคลม” และนมบันจ็อก

มาดูข้อเท็จจริงกันบ้าง “ขนมจีน” ของไทยมีความเชื่อมโยงกับชาติพันธุ์มอญ และเส้นข้าวหมักแบบนี้มีในหลายประเทศอย่างกัมพูชา (นมบันจ็อก Nom Banh Chok), เวียดนาม ลาว เมียนมา เป็นวัฒนธรรมร่วม จากการแลกเปลี่ยนในอดีต ไม่ใช่มรดกเฉพาะชาติ

ส่วนกัมพูชาเคยยื่น “นมบันจ็อก” เข้า UNESCO Tentative List แต่ไม่ผ่าน เพราะมันเป็นอาหารพื้นบ้านทั่วไปในภูมิภาค ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะกัมพูชาเพียงแห่งเดียว นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกดีอี ฝ่ายข้าราชการประจำ ย้ำชัด อย่าแชร์ข่าวบิดเบือนแบบนี้ เพราะอาจสร้างความขัดแย้งไม่จำเป็น

ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นบ่อย? เพราะในยุคดิจิทัล ข้อมูลปลอมแพร่ได้ไว โดยเฉพาะเรื่องชาตินิยมอาหารที่คนอินง่าย แต่จริงๆ อาหารไทยอย่างขนมจีนน้ำยา กินคู่ปลาเผา หรือน้ำพริก ก็อร่อยแบบไทยแท้ๆ ไม่ต้องไปเถียงกับเพื่อนบ้านหรอกครับ

ดีอีแนะนำ: เช็กก่อนแชร์ อย่าให้ข่าวบิดเบือนทำร้ายสังคม

กระทรวงดีอีห่วงใยทุกคน ขอให้เท่าทันข่าวปลอม โดยเฉพาะที่สร้างความเข้าใจผิดเรื่องวัฒนธรรม ถ้าแชร์ต่อโดยไม่คิด อาจเสียหายทั้งตัวเองและสังคม เช่น หลงเชื่อมิจฉาชีพ หรือแตกหักกับเพื่อนบ้าน

วิธีเช็กง่ายๆ: ดูแหล่งที่มาเป็นหน่วยงานรัฐมั้ย? มีหลักฐานชัดเจนรึเปล่า? พบข่าวสงสัย รายงานได้ที่

สุดท้ายนี้ ความเห็นส่วนตัวนะครับ ในโลกที่ข้อมูลล้นมือ การเป็นนักตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ดีคือทักษะสำคัญที่สุด อย่าให้ “ขนมจีน ยังเคลม” หรือข่าวบิดเบือนอื่นๆ มาทำให้เราตกเป็นเหยื่อ ลองกินขนมจีนน้ำยาไทยๆ ดีกว่า สดชื่น อร่อย แถมไม่ดราม่า! ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ต่อแต่เช็กก่อนนะครับ 😉

ที่มา – “ขนมจีน” ยังเคลม ดีอีเตือนข่าวบิดเบือน กัมพูชาอ้างสิทธิ์อาหารพื้นเมืองโบราณ

ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนต้องระวัง รัฐบาลไทยโดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเตือนประชาชนให้เท่าทันข่าวปลอม โดยเฉพาะกรณีที่สื่อกัมพูชาอ้างว่าพระบรมมหาราชวังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปในกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ที่มอนิเตอร์ข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ พบเรื่องต้องตรวจสอบ 1,017 ข้อความ โดยช่องทางหลักคือ Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ มี 20 เรื่องที่ต้อง verify ตรวจสอบแล้ว 9 เรื่อง แบ่งเป็นข่าวจริง 1 ข่าวปลอม 4 และข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง

อันดับข่าวที่ประชาชนสนใจมากที่สุด

  • อันดับ 1: ข่าวปลอม พระบรมมหาราชวังถูกจัดอันดับสถานที่น่าเที่ยวในกัมพูชา กระทรวงดีอีตรวจสอบกับกรมศิลปากร ยืนยันเป็นข่าวปลอม เกิดจากการนำภาพนครวัดผสมกับภาพพระบรมมหาราชวัง สร้างความเข้าใจผิด
  • อันดับ 2: ข่าวบิดเบือน โครงการแลนด์บริดจ์ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 50-99 ปี ไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมด
  • อันดับ 3: ข่าวจริง วิธีสังเกตผงชูรสแท้เบื้องต้น
  • อันดับ 4: ข่าวปลอม กระทรวงการคลังเปิดเว็บใหม่ยื่นภาษี
  • อันดับ 5: ข่าวบิดเบือน โรงน้ำดื่มต้องจ่ายค่าตรวจน้ำเพิ่มจาก 6,900 เป็น 50,000 บาทต่อปี
  • อันดับ 6: ข่าวปลอม คนไทย 600 คนกลับประเทศไม่ได้เพราะกัมพูชาไม่เปิดด่าน
  • อันดับ 7: ข่าวปลอม สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพีเปิดบริการ 1 พ.ค.

กรณีพระบรมมหาราชวังที่ถูกบิดเบือนนี้ ใช้ภาพ collage รวมภาพนครวัดกับพระราชวังคล้ายพระบรมมหาราชวัง ทำให้ดูเหมือนเป็นสถานที่ในกัมพูชา แต่จริงๆ พระบรมมหาราชวังเป็นมรดกไทยแท้ๆ รัฐบาลย้ำว่าไม่มีแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้ยืนยัน

ปัญหาข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง ส่งผลกระทบรุนแรง เช่น สร้างความแตกแยก สูญเสียทรัพย์สิน หรือภัยข้อมูลส่วนบุคคล ประชาชนควรตรวจสอบจากแหล่ง官方 เช่น เว็บรัฐบาล หรือโทร 1111 ต่อ 87

เคล็ดลับเท่าทันข่าวปลอม: 1) ตรวจแหล่งข่าว 2) ดูวันที่ 3) คิดก่อนแชร์ 4) ใช้เครื่องมือ fact-check เช่น AFNC สิ่งเหล่านี้ช่วยลดการแพร่กระจายข้อมูลเท็จได้

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ข่าวปลอมมักใช้ AI สร้างภาพและข้อความ ทำให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น ประชาชนต้องฝึกทักษะดิจิทัลเพื่อปกป้องตัวเองและสังคม

สุดท้าย อย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ ให้ตื่นตัวกับข่าวปลอม หากสงสัยโทรตรวจสอบทันทีที่ 1111 ต่อ 87 ช่วยกันสร้างสังคมข้อมูลจริง!

ที่มา – ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

โฆษกรัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมเบี้ยผู้สูงอายุ

ช่วงนี้ในโซเชียลมีเดีย มีข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่อง ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท ที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นและหวังดีกับผู้สูงอายุ แต่โฆษกรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งเชื่อ และตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนแชร์ต่อ

ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท

วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 ตามต้นฉบับ คงพิมพ์ผิด) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงผ่านเพจไทยคู่ฟ้า ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยพูดประโยคที่ว่า “การที่จะให้งบเบี้ยคนชราจาก 600 เป็น 3,000 ไม่มีประโยชน์” ตามที่ถูกแชร์กันในโลกออนไลน์ คำพูดนี้ถูกตัดต่อหรือบิดเบือนเพื่อสร้างความเข้าใจผิดในสังคม ขอให้ประชาชนอย่าเชื่อ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท นี้

ยืนยันอัตราค่าจ่ายเบี้ยยังชีพเดิม

นอกจากนี้ ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาทเป็น 3,000 บาท ก็เป็นข่าวปลอม 100% ปัจจุบัน การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงยึดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยจ่ายเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

  • อายุ 60 – 69 ปี: 600 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 70 – 79 ปี: 700 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 80 – 89 ปี: 800 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป: 1,000 บาท/คน/เดือน

ข้อมูลนี้เป็นจริงและชัดเจน หากมีนโยบายปรับเพิ่มจริง จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล ไม่ใช่มาจากเพจหรือข้อความลอยๆ ในโซเชียล

ทำไมข่าวปลอมแบบนี้ถึงแพร่กระจายง่าย

ในยุคดิจิทัล ข่าวปลอมหรือ fake news แพร่ได้เร็วมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทุกคนห่วงใย ผู้คนมักแชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบ เพราะหวังดี แต่ผลที่ตามมาคือความสับสนและเสียเวลาในการรอคอยที่ไม่มีจริง สำหรับ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท นี้ อาจมาจากการตัดต่อคลิปวิดีโอหรือสร้างภาพเท็จ เพื่อดึงดูดความสนใจหรือจุดประเด็นการเมือง

สถิติจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า ไทยมีผู้สูงอายุมากกว่า 12 ล้านคน คิดเป็น 20% ของประชากร และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2578 เบี้ยยังชีพจึงเป็นสวัสดิการสำคัญที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ แต่รัฐบาลต้องพิจารณางบประมาณและความยั่งยืน ไม่สามารถปรับเพิ่มแบบกะทันหันได้

วิธีตรวจสอบข้อมูลสวัสดิการผู้สูงอายุให้ปลอดภัย

เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม ทุกคนควร:

  • ตรวจสอบจากแหล่งข่าว官方 เช่น เว็บไซต์กระทรวงมหาดไทย www.moi.go.th หรือเพจไทยคู่ฟ้า
  • ใช้เครื่องมือ fact-check เช่น Cofact หรือ StopfakeID
  • ไม่แชร์ข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มา ชัดเจน
  • หากสงสัยเรื่องเบี้ยยังชีพ ติดต่อ อบต. หรือเทศบาลใกล้บ้าน

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุสามารถสมัครรับเบี้ยยังชีพได้ง่ายๆ โดยใช้บัตรประชาชนไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และอัปเดตข้อมูลทุกปีเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ

ในฐานะที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย สวัสดิการอย่างเบี้ยผู้สูงอายุมีความสำคัญมาก รัฐบาลควรเร่งพัฒนานโยบายที่ยั่งยืน เช่น เพิ่มการฝึกอบรมอาชีพหรือระบบดูแลสุขภาพ แต่ต้องมาจากกระบวนการที่โปร่งใส ไม่ใช่ข่าวลือ

คำแนะนำ: ช่วยกันแชร์ข้อมูลจริงเพื่อปกป้องผู้สูงอายุและสังคมจากข่าวปลอม หากคุณหรือญาติสงสัย สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บรัฐบาลทันที!

ที่มา – โฆษกรัฐบาลขออย่าเชื่อ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท

ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ ไทย-กัมพูชา ห่วงข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังเป็นที่สนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่ ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ” ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญที่พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศและผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมาก ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือนสามารถจุดชนวนความขัดแย้งได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็วราวกับไฟลามทุ่ง

ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ”

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.อ.ประภาส ได้กล่าวถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดน โดยเน้นย้ำว่าห่วงเรื่องข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงและบิดเบือน ซึ่งอาจนำไปสู่การยั่วยุให้เกิดความตึงเครียด ศูนย์ข่าวสารฯ จึงเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนนำเสนอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลจริงที่ผ่านการ fact check อย่างละเอียด

ท่านผอ.ย้ำชัดว่าทุกข้อมูลที่ศูนย์นำเสนอ ล้วนผ่านการตรวจสอบแล้ว และไม่มีเจตนายั่วยุหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด เป้าหมายหลักคือเดินหน้าสู่สันติภาพ เพราะการปะทะกันไม่ได้นำความสุขมาสู่两国ใดๆ ในด้านความมั่นคง ศูนย์มีฮอตไลน์ติดต่อกับฝั่งกัมพูชาเพื่อยืนยันข้อมูล แม้บางครั้งข้อมูลอาจเล็ดลอดเนื่องจากข้อจำกัด แต่ก็ขอให้ประชาชนระมัดระวังมากขึ้น

กรณีฮุนมาเนตปูดถกเขตแดนหลังสงกรานต์

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าจะมีการเจรจาขอคืนพื้นที่หลังสงกรานต์ พล.อ.อ.ประภาส ชี้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องยึดตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ระบุว่าใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น การเจรจาจะต้องรอเวทีคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา (JBC) ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังไทยมีรัฐบาลใหม่ราวเดือนเมษายน ดังนั้นไม่ว่าจะมีใครพูดอะไร ก็ต้องอยู่ในกรอบถ้อยแถลงร่วม รวมถึงข้อ 9-10 เรื่องปฏิบัติตามสนธิสัญญาออตตาวาเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบสแกรมเมอร์ และข้อ 16 ที่ตั้งศูนย์ประสานงานแลกเปลี่ยนข่าวสารเพื่อป้องกันการยั่วยุ

ทำไม “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ” ถึงอันตรายต่อไทย-กัมพูชา

ในยุคดิจิทัล ข่าวปลอมแพร่กระจายง่ายมาก โดยเฉพาะประเด็นชายแดนที่敏感 สามารถกระตุ้นอารมณ์ชาตินิยมได้ทันที ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกหรือเข้าใจผิดได้ ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ” จึงย้ำถึงความจำเป็นของ fact check ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกรองข้อมูลจริงจากเท็จ นอกจากนี้ การมีฮอตไลน์ระหว่างกันยังช่วยลดช่องว่างความไม่ไว้วางใจ

  • ยึดถ้อยแถลงร่วม 2568: ข้อ 2 กำหนดสถานะปัจจุบัน
  • สนธิสัญญาออตตาวา: ร่วมเก็บกู้ระเบิด
  • ปราบสแกรมเมอร์: ลดข่าวปลอม
  • ศูนย์ประสานงาน: แลกเปลี่ยนข้อมูลทันที

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงเปราะบาง แต่ด้วยความพยายามของศูนย์ข่าวสารฯ ทำให้มีโอกาสสู่สันติภาพมากขึ้น หากทุกฝ่ายช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

จากมุมมองของเรา สันติภาพคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งไทยและกัมพูชา การค้าขาย ท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ประชาชนต้องมาก่อนดราม่าชายแดน ชวนทุกท่านติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และช่วยกัน fact check เพื่อสังคมที่สงบสุข

ที่มา – ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ”

พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้อง 3 แอคเคาท์ข่าวปลอม

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นสนามรบข้อมูลข่าวสาร ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความแตกแยกในสังคมไทย พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้องแพ่ง-อาญา 3 แอคเคาท์ สร้างข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสีพรรค อย่างจริงจัง เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความจริงให้กับพรรคและสมาชิก นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการรับมือกับปัญหานี้

พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้องแพ่ง-อาญา 3 แอคเคาท์ สร้างข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสีพรรค

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 (Fact Check จากพรรคประชาชน) พรรคได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ประกาศยกระดับแนวทางการต่อสู้กับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนแบบเป็นระบบ โดยใช้ 2 มิติหลัก คือ ทางการสื่อสารและทางกฎหมาย ที่ผ่านมา พรรคเผชิญกับการโจมตีจากข้อมูลเท็จ การใส่ร้ายป้ายสีที่จงใจสร้างความเกลียดชังต่อพรรค แม้พรรคจะพยายามชี้แจงและเตือนแล้ว แต่ผู้กระทำยังคงทำซ้ำๆ แสดงถึงเจตนาชัดเจน

ประชาชนหลายคนส่งเสียงสะท้อนมาให้พรรคถึงผลกระทบจากข่าวปลอมเหล่านี้ ทำให้พรรคตัดสินใจยกระดับการรับมือ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้น

มิติทางการสื่อสาร: เร่งชี้แจงแบบทันเหตุการณ์

พรรคจะตั้ง ทีมจัดการข่าวปลอมอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการชี้แจง ขยายช่องทางการสื่อสารไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, X (Twitter), TikTok และอื่นๆ รวมถึงพัฒนารูปแบบเนื้อหาที่น่าสนใจ เช่น วิดีโอสั้น อินโฟกราฟิก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่าย นอกจากนี้ ยังจะสร้าง เว็บไซต์หรือระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคำชี้แจงเก่าๆ ไว้ ให้ประชาชนค้นหาได้สะดวก เมื่อมีข่าวเก่าถูกขุดขึ้นมาเผยแพร่ซ้ำ

การทำแบบนี้จะช่วยลดช่องว่างข้อมูล ทำให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่ข้อมูลบิดเบือนมักถูกใช้เป็นอาวุธ

มิติทางกฎหมาย: ฟ้องแพ่ง-อาญาแบบเด็ดขาด

พรรคจะใช้สิทธิปกป้องตัวเองเต็มรูปแบบ โดยดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญากับผู้ที่จงใจสร้างข่าวปลอม โดยเฉพาะ ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (influencers) และเครือข่ายที่ทำซ้ำๆ สร้างความเสียหายต่อพรรคและบุคลากร แต่พรรคย้ำว่าจะทำอย่างระมัดระวัง ไม่กระทบเสรีภาพการแสดงออก ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

ในเบื้องต้น พรรคได้รวบรวมหลักฐานและจะฟ้องอย่างน้อย 3 แอคเคาท์ดังนี้:

  • (1) ผู้มีอิทธิพลชื่อดังบน Facebook ที่โพสต์ข่าวบิดเบือนเกี่ยวกับพรรคอย่างต่อเนื่อง สร้างความเข้าใจผิดให้ผู้ติดตามนับล้าน
  • (2) แอคเคาท์บน X (Twitter) ที่กล่าวหาใส่ร้ายพรรคและแกนนำมาหลายปี โดยไม่เคยหยุด
  • (3) นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จเรื่องปฏิบัติการข่าวสารของพรรค ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย

นอกจากนี้ พรรคยังกำลังเก็บหลักฐานกรณีอื่นๆ เพื่อดำเนินการต่อไปด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ทำไมพรรคประชาชนต้องยกระดับสู้แบบนี้?

ข่าวปลอมไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ ในยุคดิจิทัล มันสามารถเปลี่ยนมุมมองของประชาชน สร้างความแตกแยก และกระทบต่อการเมืองโดยรวม พรรคประชาชนที่ยึดหลักประชาธิปไตย จึงต้อง站ขึ้นมาสู้เพื่อความจริง หากปล่อยไว้ ผู้มีอิทธิพลบางคนจะยิ่งกล้า ใช้แพลตฟอร์มสร้างกระแสลบได้ไม่สิ้นสุด การฟ้องร้องจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ คิดก่อนแชร์

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้พรรคในสายตาประชาชนที่รักความยุติธรรม

การยกระดับสู้ครั้งนี้ของพรรคประชาชน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการต่อสู้กับ fake news ในไทย สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้การเมืองไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น หากคุณเป็นแฟนพรรคหรือสนใจประเด็นนี้ ติดตามการอัปเดตคดีและชี้แจงข่าวปลอมจากพรรคได้เลยนะครับ ส่งข้อมูลข่าวปลอมที่เจอมาให้ทีม Fact Check ช่วยตรวจสอบด้วย!

ที่มา – พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้องแพ่ง-อาญา 3 แอคเคาท์ สร้างข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสีพรรค

Scroll to top