ข่าวบุรีรัมย์

หมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31

หมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31

เรื่องราวสุดประทับใจที่ใครหลายคนได้ยินแล้วต้องยิ้มตาม เมื่อหมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31 ซึ่งถือเป็นกิจกรรมการกุศลที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยนายแพทย์สนธยา วัฒนโกศล ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาตรวจรักษาโรคทั่วไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เปิดใจ หมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31

บรรยากาศที่คลินิกตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม เต็มไปด้วยความอบอุ่น มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารับบริการ ทั้งตรวจสุขภาพ ตัดผมฟรี นวดเพื่อสุขภาพ รวมถึงมีโรงทานแจกอาหารและเครื่องดื่ม กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 44 นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการมาตลอด 31 ปี โดยมีผู้ป่วยได้รับประโยชน์ไปแล้วมากกว่า 33,800 ราย และประชาชนที่ได้รับแจกอาหารมากกว่า 200,000 ราย

อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุล่วงเลยเข้าสู่ 65 ปี คุณหมอได้เปิดเผยความรู้สึกว่าร่างกายเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้ตัดสินใจว่ากิจกรรม หมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31 นี้ จะจัดต่อไปอีกเพียง 1 ปีเท่านั้น ก่อนจะยุติกิจการลงในปี 2570

แม้จะมีการตัดสินใจยุติบทบาทการรักษา แต่เจตนารมณ์ในการทำความดีนั้นยังไม่หายไปไหน คุณหมอสนธยาได้ส่งต่อภารกิจสำคัญนี้ให้กับลูกๆ ของท่าน โดยมีความคาดหวังดังนี้:

  • ลูกสาว (ทันตแพทย์): อยากให้สานต่อการจัดกิจกรรมในวันที่ 18 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • ลูกชาย (แพทย์สูตินรีเวช): หากมีโอกาสเปิดคลินิกในอนาคต อยากให้ช่วยสานต่อกิจกรรมทำความดีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 28 กรกฎาคม

ความตั้งใจจริงของคุณหมอสนธยาไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยให้กับผู้คน แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน เชื่อว่าเจตนารมณ์ที่ดีนี้จะถูกส่งต่อและได้รับความร่วมมือจากลูกๆ ของท่านให้คงอยู่ต่อไปอย่างสง่างาม แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่ความดีงามที่สร้างไว้จะยังคงอยู่ในใจชาวบุรีรัมย์เสมอ

ที่มา – หมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31 เผยตั้งใจทำอีกเพียง 1 ปี ก่อนยุติกิจการ

โศกนาฏกรรม จมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ

นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง เมื่อมีรายงานข่าวกรณีจมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ ตอนย่าไม่อยู่ ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งความสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กในช่วงปิดเทอมหรือช่วงที่ผู้ปกครองต้องทำงานนอกบ้าน

โศกนาฏกรรม จมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ ตอนย่าไม่อยู่

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นที่บ้านโคกเมี๊ยะ ตำบลร่อนทอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเด็กชายฝาแฝดวัยเพียง 7 ขวบ ได้พลัดตกสระน้ำกลางทุ่งนาจนเสียชีวิต โดยทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องระดมกำลังเข้าค้นหาและนำร่างขึ้นมาท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง

สรุปเหตุการณ์ จมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ

จากการสอบถามผู้เป็นย่า ซึ่งทำหน้าที่ดูแลหลานแฝดแทนพ่อแม่ที่ไปทำงานต่างจังหวัด ได้เล่าด้วยความโศกเศร้าว่า ก่อนเกิดเหตุได้ออกไปตัดหญ้าให้วัวและกำชับหลานให้ดูแลกันเอง ห้ามเล่นน้ำและห้ามเล่นไฟเด็ดขาด แต่คาดว่าเด็กๆ อาศัยจังหวะนี้แอบไปเล่นน้ำที่สระหลังหมู่บ้านจนเกิดเหตุร้ายขึ้น

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหตุ จมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ ตอนย่าไม่อยู่ คือลักษณะทางกายภาพของสถานที่:

  • สระน้ำตั้งอยู่กลางทุ่งนาและห่างไกลจากบ้านเรือน
  • ความลึกของสระน้ำมากกว่า 5 เมตร
  • ขอบสระมีความลาดชันสูง ทำให้เด็กเล็กเสียหลักลื่นไถลได้ง่าย
  • ไม่มีรั้วกั้นหรือป้ายเตือนอันตรายรอบบริเวณสระน้ำ

ความสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นความเจ็บปวดของคุณย่าที่ดูแลหลาน แต่ยังเป็นความสะเทือนใจของคนเป็นแม่ที่ต้องรีบเดินทางจากจังหวัดชลบุรีเพื่อมาดูร่างลูกเป็นครั้งสุดท้าย พ่อแม่หลายคนมักฝากบุตรหลานไว้กับผู้สูงอายุ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย พ่อแม่ผู้ปกครองควรปฏิบัติดังนี้:

  • หากบ้านอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ควรล้อมรั้วป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงได้โดยลำพัง
  • สอนให้เด็กตระหนักถึงอันตรายของการเล่นน้ำโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล
  • สังเกตพฤติกรรมเด็กและไม่ปล่อยให้คลาดสายตาหากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
  • สอนทักษะการเอาตัวรอดในน้ำเบื้องต้นให้เด็ก เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนให้สังคมเห็นความสำคัญของการเฝ้าระวังเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด การป้องกันย่อมดีกว่าการเสียใจภายหลัง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกครอบครัวมีความระมัดระวังมากขึ้นครับ

ที่มา – จมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ ตอนย่าไม่อยู่

“แม่น้องเกล” ดีใจได้เงินประกันทำบุญให้ลูก

“แม่น้องเกล” ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับครอบครัวของเด็กหญิงวัย 7 ปี ที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าจากอุบัติเหตุรถชนหน้าโรงเรียน หลังจากบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งยอมจ่ายเงินชดเชยรวม 1 ล้านบาท ทำให้แม่น้องเกลสามารถนำเงินไปทำบุญอุทิศให้ลูกสาวได้ทันที ขณะที่เรื่องเงินเยียวยาจากผู้กระทำผิด ครอบครัวยอมให้ศาลตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม

แม่น้องเกล ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว

เหตุการณ์เศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 น้องเกล วัย 7 ปี กำลังข้ามทางม้าลายหน้าโรงเรียนเพื่อไป上เรียน แต่ถูก น.ส.กนกวรรณ อายุ 32 ปี ข้าราชการครูจาก จ.นครราชสีมา ขับรถเก๋งพุ่งชนอย่างแรง ส่งผลให้น้องเกลเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เพียงไม่กี่วันก่อนวันเกิดของน้องเอง เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้สังคมไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยบนทางม้าลายและพฤติกรรมขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 แม่น้องเกลได้จุดธูปบอกกล่าวหน้ารูปภาพของลูกสาวด้วยน้ำตาคลอเบ้า พร้อมเอ่ยปากว่า “แม่จะมีเงินมาทำบุญให้น้องแล้ว” หลังจากพนักงานบริษัทประกันภัย 2 แห่งนำเอกสารมาให้เซ็น เพื่อเบิกจ่ายเงินบริษัทละ 500,000 บาท รวมทั้งสิ้น 1,000,000 บาท โดยเงินจะเข้าบัญชีภายใน 7 วันทำการ แม่น้องเกลเปิดใจว่าตอนนี้โล่งใจมาก หลังจากไปออกรายการโหนกระแสที่ช่วยหาทางออกให้ครอบครัว

รายละเอียดเงินประกันและกระบวนการเบิกจ่าย

ในกรณีอุบัติเหตุทางถนนแบบนี้ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 มักครอบคลุมผู้เสียหายโดยตรง โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินทุนประกันชีวิตหรือผู้ประสบภัยตามวงเงินที่กำหนด ครอบครัวน้องเกลได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบประกันภัยในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบกรมธรรม์ให้ครบถ้วนเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

  • บริษัทประกันจ่ายทันที 1 ล้านบาท
  • เงินเข้าบัญชีภายใน 7 วัน
  • นำไปใช้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ลูก

เงินเยียวยาจากผู้กระทำผิด ปล่อยให้ศาลตัดสิน

สำหรับเงินเยียวยาจาก น.ส.กนกวรรณ และครอบครัว ทางครอบครัวน้องเกลยืนยันว่าจะไม่ยื้อเยื้อ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยให้ศาลพิจารณาว่าน้องเกลสมควรได้รับเท่าไร ปู่น้องเกล นายทองล้วน พรมจันทรา วัย 48 ปี กล่าวว่าสบายใจขึ้นแล้ว ทุกอย่างลงตัว ไม่ต้องเถียงกันเรื่องเงิน และไม่คิดโหดร้ายกับครู เพราะพูดคุยกันได้

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคม โดยเฉพาะเรื่อง ความปลอดภัยทางถนน และ ทางม้าลาย ที่ควรมีป้ายเตือน สัญญาณไฟจราจร และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น สถิติอุบัติเหตุในไทยยังสูง โดยเฉพาะบริเวณโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนจำนวนมาก ผู้ปกครองและโรงเรียนควรร่วมมือกันรณรงค์ให้เด็กเดินทางอย่างปลอดภัย เช่น ใช้นวัตกรรมสะท้อนแสงหรือแอปติดตาม位置

นอกจากนี้ ประกันภัยรถยนต์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย แนะนำให้ทุกคนทำประกันชั้น 1 เพื่อความคุ้มครองสูงสุด หากเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้ไม่ลำบากแบบนี้

สุดท้าย แม่น้องเกล ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว สะท้อนถึงความเมตตาและความหวังในกระบวนการยุติธรรมของคนไทย คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์เพื่อเตือนใจผู้ใช้ถนนทุกคนให้ขับขี่ปลอดภัย หยุดรถเมื่อเห็นทางม้าลายเพื่อปกป้องชีวิตเด็กๆ

ที่มา – “แม่น้องเกล” ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว ส่วนเงินเยียวยาปล่อยศาลตัดสิน

ช้างเพชรอุทัยทำร้ายเจ้าของสาหัส โมโหผสมพันธุ์

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจในจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อช้างเพชรอุทัยช้างหนุ่มวัย 19 ปี โมโหสุดขีดจนทำร้ายเจ้าของตัวเองจนสาหัส แถมยังไล่แทงรถยนต์พรุนแตก 2 คัน เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บ้านโนนธาตุ หมู่ 6 ตำบลท่าม่วง อำเภอสตึก ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นและต้องเรียกหน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือด่วน

ช้างเพชรอุทัยทำร้ายเจ้าของสาหัส

รายงานจากผู้สื่อข่าวเผยว่า หน่วยกู้ภัยวังกรูดรับแจ้งเหตุช้างคลั่งไล่ทำร้ายคนและรถยนต์ในหมู่บ้าน เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงก็พบช้างเพชรอุทัยกำลังทำลายรถอเนกประสงค์อีซูซุรุ่นมิวเอ็กสีขาว และรถกระบะอีซูซุสีเขียวอย่างบ้าคลั่ง ยังไม่พอ ช้างตัวนี้ยังพยายามไล่ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อีกด้วย สุดท้ายทราบว่าเจ้าของช้างคือ นายสมพร สุดธิโส วัย 35 ปี ซึ่งถูกช้างของตัวเองทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ปอดฉีกขาด ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

ช้างเพชรอุทัยเป็นช้างเพศผู้ที่ถูกจ้างมาผสมพันธุ์กับช้างเพศเมียในหมู่บ้าน โดยนัดหมายกันที่ชายทุ่ง แต่ระหว่างที่ช้างกำลังวนเวียนเตรียมตัวผสม นายสมพรเจ้าของพยายามเร่งให้รีบ ทำให้ช้างหงุดหงิด โมโหจัด หันกลับมาทำร้ายเจ้าของทันที นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากอาการหวงตัวเมียด้วย ส่งผลให้ช้างคลั่งและอาละวาดหนัก

สาเหตุหลักจากโมโหตอนผสมพันธุ์

จากคำบอกเล่าของนายอุทัย ยีรัมย์ กำนันตำบลท่าม่วง ช้างเพชรอุทัยกำลังอยู่ในช่วงอารมณ์ขุ่นมัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของช้างเพศผู้ตอนต้องผสมพันธุ์ โดยเฉพาะถ้ามีคนเข้าไปกดดันหรือเร่งรัด ช้างเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และอารมณ์แปรปรวนง่าย โดยเฉพาะในช่วง “ต้อง” (musth) ที่ฮอร์โมนพุ่งพล่าน ทำให้ก้าวร้าวมากขึ้น เหตุการณ์นี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าควานช้างต้องระวังเป็นพิเศษ

ช้างเพชรอุทัยไล่แทงรถพรุน 2 คัน

ไม่ใช่แค่ทำร้ายคนเท่านั้น ช้างเพชรอุทัยยังใช้เขาแทงรถยนต์ทั้งสองคันจนพังยับเยิน แม้แต่ป้ายบอกทางของทางหลวงชนบทยังเสียหายไป 5 ต้น นายณัฐพล มะลิหวล วัย 30 ปี เจ้าของรถกระบะที่มาช่วยเหลือ เล่าว่า ช้างน่าจะเครียดจากคนที่คอยบังคับควบคุมระหว่างผสมพันธุ์ จึงระบายอารมณ์ใส่รถของเจ้าของช้างเมียที่ว่าจ้างมา

เจ้าหน้าที่จากสถานพยาบาลช้าง โครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์ รีบเดินทางมาช่วย โดยยิงยาสลบแต่ไม่กล้าใส่โดสหนักเพราะกลัวช้างตาย ต้องใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ช้างเพชรอุทัยถึงอ่อนแรง ควานช้างจึงควบคุมตัวได้สำเร็จ โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต แต่รถเสียหายหนักและเจ้าของบาดเจ็บสาหัส

  • เหตุเกิด: บ้านโนนธาตุ ม.6 ต.ท่าม่วง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์
  • วันที่: 16 ก.พ. 2569
  • ช้าง: เพชรอุทัย อายุ 19 ปี เพศผู้
  • ความเสียหาย: รถ 2 คัน ป้ายทาง 5 ต้น เจ้าของบาดเจ็บสาหัส

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอันตรายของการเลี้ยงช้างในชุมชน โดยเฉพาะช่วงผสมพันธุ์ ช้างไทยมีวัฒนธรรมผูกพันกับคนมานาน แต่ต้องมีความรู้ในการจัดการอารมณ์สัตว์เหล่านี้ หากละเลยอาจเกิดโศกนาฏกรรมได้ ควนช้างควรได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติม และเจ้าของสัตว์ต้องเข้าใจพฤติกรรมธรรมชาติ

จากประสบการณ์คล้ายๆ กันในอดีต พบว่าช้างเพศผู้มักคลั่งในช่วงนี้เพราะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงผิดปกติ สูงถึง 60 เท่า ทำให้ก้าวร้าวรุนแรง การป้องกันคือหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ ใช้เชือกหรือรั้วกั้น และเรียกผู้เชี่ยวชาญทันที

สุดท้าย เหตุการณ์ช้างเพชรอุทัยนี้เป็นบทเรียนราคาแพง อย่าประมาทกับสัตว์ป่าใหญ่ ถ้าคุณเลี้ยงช้างหรือสนใจข่าวสัตว์ป่า ติดตามบล็อกเราเพื่อเคล็ดลับความปลอดภัยและอัปเดตเหตุการณ์ล่าสุดได้เลย!

ที่มา – “ช้างเพชรอุทัย” ทำร้ายเจ้าของสาหัส โมโหโดนเร่งตอนผสมพันธุ์ ไล่แทงรถพรุน 2 คัน

ได้ข้อสรุปแล้ว “คุณตา-น้องกร” ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้านบาท แบ่งกันคนละครึ่ง

ได้ข้อสรุปแล้ว “คุณตา-น้องกร” ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้านบาท แบ่งกันคนละครึ่ง

ได้ข้อสรุปแล้ว “คุณตา-น้องกร” ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้านบาท แบ่งกันคนละครึ่ง ในกรณีที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทย เมื่อไม่นานมานี้ เกิดจากอุบัติเหตุรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี ถูกเครนก่อสร้างทางรถไฟรางคู่หล่นทับ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 30 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ นางสาวสุพิณนา สัตบุตร วัย 28 ปี ชาวบุรีรัมย์ ซึ่งทิ้งลูกชายวัย 10 ขวบ “น้องกร” ไว้เบื้องหลัง

ได้ข้อสรุปแล้ว “คุณตา-น้องกร” ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้านบาท แบ่งกันคนละครึ่ง

เงินเยียวยาที่รัฐและหน่วยงานต่างๆ จ่ายให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมมูลค่ากว่า 1.7 ล้านบาท ถูกโอนเข้าบัญชีนายสำเริง สัตบุตร หรือ “คุณตา” วัย 64 ปี พ่อของผู้เสียชีวิต โดยคุณตาโอนให้ “น้องกร” เพียง 200,000 บาท และอ้างว่าเงินส่วนที่เหลือใช้หนี้และค่าจัดงานศพ สร้างปมขัดแย้งระหว่างคุณตากับญาติฝ่ายปู่ของน้องกร ที่ต้องการรับผิดชอบเลี้ยงดูเด็ก

รายละเอียดเหตุการณ์และการไกล่เกลี่ย

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 อัยการจังหวัดบุรีรัมย์ นายเอกณรงค์ เฉิดพันธ์ ได้เรียกทั้งสองฝ่ายมาเจรจาที่สำนักงานอัยการ ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง การเจรจาครอบคลุม 2 ประเด็นหลัก คือ ผู้ปกครองของน้องกร และการแบ่งเงินเยียวยา น้องกรเลือกอยู่กับญาติฝ่ายปู่ที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ส่วนคุณตายอมรับ

สำหรับเงินเยียวยา อัยการตรวจสอบบัญชีค่าใช้จ่ายที่คุณตานำมาแสดง ดังนี้:

  • รายรับ: เงินช่วยเหลือบริษัทผู้รับเหมา 150,000 บาท, การรถไฟ 80,000 บาท, เงินพระราชทาน 20,000 บาท, เยียวยารัฐบาล 1,000,000 บาท, กองทุนยุติธรรม 200,000 บาท, ค่าซองงานศพ 89,000 บาท รวม 1,539,000 บาท
  • รายจ่าย: ให้เด็ก 200,000 บาท, งานศพ 589,000 บาท, หนี้นอกระบบ 154,100 บาท, หนี้รถจยย. 26,375 บาท, หนี้สหกรณ์ 60,752 บาท, หนี้ที่ดิน 200,000 บาท รวม 1,230,227 บาท

ยอดสุทธิเหลือ 769,525 บาท อัยการสั่งแบ่งคนละครึ่ง คือคนละ 384,762.50 บาท น้องกรได้เพิ่มอีก 185,000 บาท จนครบ ทั้งสองฝ่ายตกลงด้วยดี ยังมีเงินเยียวยาจากการรถไฟอีก 260,000 บาท และคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ศาลนครราชสีมา ซึ่งต้องรอผล

หลักกฎหมายที่ใช้พิจารณา

อัยการชี้แจงว่า เงินเยียวยาไม่ใช่มรดก แต่ใช้กฎหมายมรดกพิจารณา คุณตาจดทะเบียนสมรสกับภรรยา มีสิทธิเท่าเทียมกับบุตร คือแบ่งครึ่ง กรณีนี้แสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของอัยการในการคุ้มครองสิทธิเด็กและครอบครัว

เหตุการณ์รถไฟตายครั้งนี้เกิดบริเวณสถานีหนองน้ำขุ่น-สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อขบวนรถไฟถูกเครนหล่นทับ สร้างความสูญเสียมหาศาล สังคมจับตามองการเยียวยาให้เหมาะสม โดยเฉพาะเด็กกำพร้าอย่างน้องกร ที่พ่อเสียตั้งแต่อายุ 1 ขวบ แม่เพิ่งจากไป

ได้ข้อสรุปแล้ว “คุณตา-น้องกร” ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้านบาท แบ่งกันคนละครึ่ง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการไกล่เกลี่ยที่ยุติธรรม ช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัว สะท้อนระบบยุติธรรมไทยที่ใส่ใจประชาชน

กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับครอบครัวที่เผชิญเหตุการณ์คล้ายกัน ควรปรึกษาอัยการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ นี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดไลค์แชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

ที่มา – ได้ข้อสรุปแล้ว “คุณตา-น้องกร” ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้านบาท แบ่งกันคนละครึ่ง

เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก หวังแก้เศรษฐกิจ

ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนใต้และอีสานอย่างบุรีรัมย์ ชาวบ้านและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต่างทยอยออกมาใช้สิทธิ์นอกเขตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความหวังที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่ผู้คนไม่ขาดสาย

เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก

ที่โดมเทศบาลตำบลละหานทราย อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นจุดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ตั้งแต่เช้าที่ผ่านมา ผู้ลงทะเบียนจาก 61 จังหวัดทั่วประเทศเดินทางมาอย่างคึกคัก โดยเฉพาะข้าราชการที่ทำงานในพื้นที่ บางคนมาอยู่บ้านภรรยาหรือสามีแต่ยังไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้าน นายคมกฤช พลพวก ปลัดอาวุโสอำเภอละหานทราย เปิดเผยว่ามีผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 458 รายในเขตเลือกตั้งที่ 9 บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น

ความคึกคักนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่คุ้นชินกับปัญหาความไม่สงบ แต่ครั้งนี้ชาวบ้านให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า ชายแดนใต้และอีสานเคยเผชิญทั้งปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจถดถอย แต่ตอนนี้ประชาชนชินแล้ว และมุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะโฟกัสที่ปากท้อง

ชาวบ้านออกเสียงหวังรัฐบาลใหม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

น.ส.มินตรา พวงอินทร์ อายุ 27 ปี หนึ่งในผู้มาใช้สิทธิ์ เล่าว่า “วันนี้มาใช้สิทธิ์ตามกฎหมายและความตั้งใจ อยากได้รัฐบาลเร็วๆ เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ในประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ฝากรัฐบาลชุดใหม่ทำตามสัญญาที่หาเสียง ไม่เหมือนชุดก่อนๆ ที่พูดได้แต่ทำไม่ได้” ส่วนนายเอกจำรูญ ชมจันทร์ ชาวจันทบุรีที่มาอยู่ต.ตาจง อ.ละหานทราย ประกอบอาชีพค้าขายตลาดนัด กล่าวว่า “เศรษฐกิจย่ำแย่สุดๆ ขายของแทบไม่ได้ อยากได้รัฐบาลที่แก้เศรษฐกิจด่วน ปัญหาชายแดนปล่อยทหารจัดการ ชาวบ้านชินแล้ว”

ปัญหาเศรษฐกิจที่จุดประกายความหวังในเลือกตั้งล่วงหน้า

ปัญหาเศรษฐกิจเป็นประเด็นหลักที่ทำให้ เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก ชาวบ้านในพื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ค้าขาย และแรงงานนอกระบบ ซึ่งได้รับผลกระทบหนักจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ค่าครองชีพสูงขึ้น และการส่งออกที่ชะงักงันจากปัญหาชายแดนและเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ การท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนก็ซบเซา ทำให้รายได้ครัวเรือนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

  • ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ: ยางพารา ข้าวโพด และผลไม้ชายแดนราคาดิ่งเหว
  • ค่าครองชีพพุ่ง: น้ำมัน อาหาร ขนส่งแพงขึ้นต่อเนื่อง
  • การจ้างงานลด: โรงงานชายแดนปิดตัว ลูกจ้างตกงาน
  • หนี้สินครัวเรือน: สินเชื่อรายย่อยพุ่ง สูงสุดในรอบทศวรรษ

ประชาชนจึงมองว่ารัฐบาลชุดใหม่ต้องมีนโยบายชัดเจน เช่น ลดภาษี ลดหนี้เกษตรกร สร้างงานในพื้นที่ชายแดน และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ การเลือกตั้งล่วงหน้ายังช่วยให้ผู้ที่ทำงานต่างถิ่นไม่พลาดสิทธิ์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน

บทบาทของพื้นที่ชายแดนในการเมืองไทย

พื้นที่ชายแดนไม่ใช่แค่แนวหน้าเรื่องความมั่นคง แต่เป็นฐานเสียงสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ ชาวบ้านที่นี่มีประสบการณ์ชีวิตหลากหลาย ทำให้เสียงของพวกเขามีน้ำหนัก โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐ การที่ เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก แสดงถึงศรัทธาในระบบประชาธิปไตย แม้จะมีปัญหามากมายแต่ประชาชนยังคงออกมาแสดงพลัง

นอกจากบุรีรัมย์แล้ว พื้นที่อื่นๆ อย่างชายแดนใต้ จันทบุรี สงขลา ก็มีบรรยากาศคล้ายกัน ผู้ว่าฯ และหน่วยงานท้องถิ่นต่างอำนวยความสะดวกเต็มที่ เพื่อให้การเลือกตั้งราบรื่น สิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนรอคอย

สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทน แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงรัฐบาลใหม่ว่าประชาชนต้องการการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง คุณล่ะพร้อมไปใช้สิทธิ์หรือยัง? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เพื่อนๆ ออกมาโหวตกันนะ!

ที่มา – เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก ชาวบ้านหวังให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

Scroll to top