ข่าวยานยนต์

CP FOTON เปิดตัวรถยนต์ตู้ไฟฟ้า eView Connect 3 รุ่น

สวัสดีครับชาวธุรกิจและผู้ประกอบการขนส่งทุกคน วันนี้มีข่าวดีสำหรับใครที่กำลังมองหายานพาหนะใหม่มาอัปเกรดกิจการ เพราะล่าสุด CP FOTON เปิดตัวรถยนต์ตู้ไฟฟ้า eView Connect 3 รุ่น เพื่อตอบโจทย์ตลาดขนส่งในเมืองโดยเฉพาะ บอกเลยว่าในยุคน้ำมันแพงแบบนี้ การเปลี่ยนมาใช้รถ EV เป็นทางเลือกที่ฉลาดและคุ้มค่าที่สุดครับ

เจาะลึก CP FOTON เปิดตัวรถยนต์ตู้ไฟฟ้า eView Connect 3 รุ่น

ซีพี โฟตอน เดินเกมรุกหนักมากครับ หลังจากทำยอดขายพุ่งทะลุเป้าติดต่อกันถึง 5 เดือน ครั้งนี้พวกเขาจัดเต็มด้วยการส่ง eView Connect รถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ออกแบบมาเพื่อเป็น Business Solutions ของแท้ โดยเน้นความคล่องตัว การบรรทุกที่มากกว่า และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมกว่ารถในคลาสเดียวกัน ซึ่งนี่จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ CP FOTON ก้าวสู่ความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ในอนาคต

เปิดสเปกความคุ้มค่าของ CP FOTON เปิดตัวรถยนต์ตู้ไฟฟ้า eView Connect 3 รุ่น

สำหรับรุ่นที่เปิดตัวมานั้น ทางแบรนด์คัดมาให้เหมาะสมกับทุกขนาดธุรกิจ ดังนี้ครับ:

  • รุ่น i7: ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท (สำหรับ 50 คันแรก) รองรับการบรรทุกได้ 1.455 ตัน ชาร์จไวเพียง 28 นาที เหมาะมากสำหรับการขนส่งในเมืองที่ต้องการความรวดเร็ว
  • รุ่น i8: ราคา 898,000 บาท มาพร้อมแบตเตอรี่อึดขึ้น วิ่งได้ไกลสุด 371 กิโลเมตรต่อการชาร์จ พื้นที่บรรทุกกว้างขวางถึง 8 ลูกบาศก์เมตร
  • รุ่น i9: ราคา 918,000 บาท รุ่นท็อปหลังคาสูง จุของได้มากที่สุดถึง 9 ลูกบาศก์เมตร ตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องการความคล่องตัวในพื้นที่จำกัด

ความน่าสนใจไม่ได้มีแค่ตัวรถ แต่ CP FOTON ยังจับมือกับพาร์ทเนอร์ยักษ์ใหญ่ระดับประเทศอย่าง Huawei และ Spark EV เพื่อสร้างระบบนิเวศการชาร์จที่ครบวงจร ไม่ว่าจะระบบชาร์จความเร็วสูง หรือการสนับสนุนด้านการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร้กังวล

หากมองในมุมนักธุรกิจ นี่ถือเป็นโอกาสทองที่จะช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้เหนือกว่าคู่แข่ง การเปลี่ยนมาใช้รถตู้ไฟฟ้าไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องประหยัดค่าพลังงาน แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ถ้าคุณกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ด้านโลจิสติกส์ที่ไว้ใจได้ รถตู้ไฟฟ้าจากซีพี โฟตอน รุ่นใหม่นี้คุ้มค่าแก่การลงทุนอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – CP FOTON เปิดตัวรถยนต์ตู้ไฟฟ้า eView Connect 3 รุ่น รุกตลาดขนส่งในเมือง

GAC AION ย้ำ Magazine Battery ปลอดภัย การันตีสถิติไร้เหตุไฟไหม้

หากคุณกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง ต้องบอกว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่คือหัวใจสำคัญ และวันนี้เรามีข่าวดีสำหรับแฟนๆ รถยนต์ไฟฟ้า เมื่อ GAC AION ออกมาตอกย้ำความมั่นใจในนวัตกรรม GAC AION ย้ำ Magazine Battery ปลอดภัย การันตีสถิติไร้เหตุไฟไหม้จาก 1.3 ล้านคันทั่วโลก ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่การันตีถึงคุณภาพและมาตรฐานการผลิตได้อย่างชัดเจน

เจาะลึกเทคโนโลยีที่ทำให้ GAC AION ย้ำ Magazine Battery ปลอดภัย การันตีสถิติไร้เหตุไฟไหม้จาก 1.3 ล้านคันทั่วโลก

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแบตเตอรี่ของ GAC ถึงเหนือกว่าคู่แข่ง คำตอบอยู่ที่การพัฒนา Magazine Battery 2.0 ซึ่งต่อยอดมาจากความสำเร็จของรุ่นแรก โดยมีการออกแบบโครงสร้างป้องกันถึง 5 ชั้น เพื่อลดการลุกลามของความร้อนในระดับเซลล์ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีระบบ AI อัจฉริยะที่คอยมอนิเตอร์สถานะแบตเตอรี่ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจได้ในทุกการเดินทาง

นวัตกรรมที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ความโดดเด่นของ Magazine Battery 2.0 ไม่ได้มีเพียงแค่โครงสร้างที่ทนทาน แต่ยังมีระบบการจัดการความร้อนที่ล้ำสมัย ดังนี้:

  • ระบบดับเพลิงระดับเซลล์: ตรวจจับและจัดการความร้อนที่ผิดปกติได้ทันท่วงที
  • วัสดุป้องกันความร้อน: ช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในให้คงที่แม้ในสภาวะสุดโต่ง
  • ระบบระบายความเย็น 2 ชั้น: เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว

การที่ GAC AION ย้ำ Magazine Battery ปลอดภัย การันตีสถิติไร้เหตุไฟไหม้จาก 1.3 ล้านคันทั่วโลก ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้างเลื่อนลอย แต่ผ่านการทดสอบสุดโหดอย่างการใช้กระสุนปืนไรเฟิลยิงเข้าที่ตัวแบตเตอรี่ ซึ่งผลลัพธ์ปรากฏว่าระบบสามารถควบคุมอุณหภูมิและป้องกันไม่ให้เกิดไฟลุกไหม้ลุกลามได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการพิสูจน์มาตรฐานความปลอดภัยที่มากกว่าการทดสอบทั่วไป

จากการใช้งานจริงของรถยนต์ไฟฟ้า GAC AION กว่า 1.3 ล้านคัน ที่วิ่งรวมกันเป็นระยะทางกว่า 5 หมื่นล้านกิโลเมตร ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าเทคโนโลยี Magazine Battery นั้นใช้งานได้จริงและมีความเสถียรอย่างยิ่ง สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่หนักแน่นที่สุดว่าทำไมคุณถึงควรพิจารณาแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าสิ่งอื่นใด หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่วางใจได้ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพและมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก GAC AION คือคำตอบที่น่าสนใจที่สุดในตลาดปัจจุบัน

ที่มา – GAC AION ย้ำ Magazine Battery ปลอดภัย การันตีสถิติไร้เหตุไฟไหม้จาก 1.3 ล้านคันทั่วโลก

สถานีชาร์จรถไฟฟ้าใกล้ฉัน! OR จับมือ Big C เปิดกว่า 80 แห่ง

สถานีชาร์จรถไฟฟ้าใกล้ฉัน! OR จับมือ Big C เปิดให้บริการแล้ว

สำหรับชาว EV ที่กำลังมองหา สถานีชาร์จรถไฟฟ้าใกล้ฉัน! OR จับมือ Big C เปิด EV Station PluZ กว่า 80 แห่ง ทั่วประเทศ ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด โดยความร่วมมือระหว่าง OR และ Big C ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2566 เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มองหาความสะดวกสบายในการชาร์จไฟระหว่างแวะซื้อของเข้าบ้านหรือพักผ่อนที่ห้างสรรพสินค้า

ปัจจุบันสถานีชาร์จ EV Station PluZ ได้ติดตั้งอยู่ในพื้นที่ของ Big C หลากหลายสาขา โดยเน้นใช้เทคโนโลยี Quick Charger ที่มีกำลังไฟตั้งแต่ 40–180 กิโลวัตต์ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาให้คุณได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอนาน

ทำไมต้องเลือกใช้บริการสถานีชาร์จที่ Big C?

นอกจากจะได้ความสะดวกในการเดินทางแล้ว การเลือกค้นหา สถานีชาร์จรถไฟฟ้าใกล้ฉัน! OR จับมือ Big C เปิด EV Station PluZ กว่า 80 แห่ง ยังมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์มากมายที่คุณไม่ควรพลาด ดังนี้:

  • ใช้งานง่ายผ่านแอป: ตรวจสอบสถานะ จองคิว และชำระเงินได้จบในแอปเดียว
  • ความรวดเร็ว: รองรับการชาร์จแบบเร็วด้วยหัวชาร์จมาตรฐาน DC CCS2
  • สะสมคะแนน: รับคะแนน blueplus+ ทุกครั้งที่ชาร์จไฟ
  • ระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะ: มีระบบแจ้งเตือนเมื่อใกล้เต็มหรือหยุดชาร์จ ทำให้คุณเดินช้อปปิ้งได้อย่างสบายใจ

แผนงานในอนาคต OR วางเป้าหมายที่จะขยายจำนวนสถานีชาร์จให้ครบ 120 แห่งภายในปี 2569 และครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศภายในปี 2570 พร้อมยกระดับสู่รูปแบบ EV HUB ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้รถ EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

หากคุณกำลังกังวลเรื่องการหาที่ชาร์จ การปักหมุดที่ Big C คือคำตอบที่ตอบโจทย์ที่สุดในการค้นหา สถานีชาร์จรถไฟฟ้าใกล้ฉัน! OR จับมือ Big C เปิด EV Station PluZ กว่า 80 แห่ง เพื่อให้ทุกการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าของคุณราบรื่นและไร้รอยต่อที่สุด ยิ่งเครือข่ายครอบคลุมมากเท่าไหร่ ความมั่นใจในการใช้รถ EV ของคนไทยก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของสังคมคาร์บอนต่ำในบ้านเราครับ

ที่มา – สถานีชาร์จรถไฟฟ้าใกล้ฉัน ! OR จับมือ Big C เปิด EV Station PluZ กว่า 80 แห่ง

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36%

เชื่อไหมครับว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ไม่แน่นอนกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในฟิลิปปินส์ที่ตอนนี้ **น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36%** อย่างน่าตกใจ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากในฝั่งอาเซียนบ้านเรา

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36%

เหตุผลหลักที่ชาวฟิลิปปินส์หันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด คงหนีไม่พ้นเรื่องของค่าใช้จ่ายครับ ผู้ใช้งานหลายคนบอกว่าจากเดิมที่เคยต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงถึง 8,000 เปโซต่อเดือน พอเปลี่ยนมาใช้รถ EV ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเหลือเพียงแค่หลักร้อยเปโซเท่านั้น ซึ่งถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระในยุคข้าวยากหมากแพงได้ดีจริงๆ

ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข: สถานีชาร์จยังไม่พอ

แม้กระแสความต้องการจะแรงแค่ไหน แต่ทางแก้ปัญหาเรื่อง **น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36%** ก็ยังคงมีอุปสรรคสำคัญ นั่นคือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานครับ โดยเฉพาะ:

  • จำนวนสถานีชาร์จที่มีไม่เพียงพอต่อปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น
  • ความเร็วในการชาร์จที่ยังคงเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ต้องใช้รถเพื่อการพาณิชย์
  • กระบวนการอนุมัติการติดตั้งสถานีชาร์จที่ค่อนข้างล่าช้าใช้เวลานาน

ด้วยเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้รถ EV ครองถนนถึง 50% ภายในปี 2040 ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งมือ ทั้งในแง่ของจำนวนสถานีชาร์จและการพัฒนาระบบจ่ายไฟให้เสถียร หากทำได้สำเร็จ ฟิลิปปินส์จะเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดครับ

ในมุมมองของผม การที่ผู้บริโภคยอมเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีใหม่รวดเร็วขนาดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าถ้านโยบายภาครัฐและเอกชนปรับตัวได้ทัน พวกเขาก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือครับ ความท้าทายสำคัญต่อจากนี้จึงอยู่ที่ความเร็วของการลงทุนด้านสถานีชาร์จและการแก้ไขปัญหาการรอคิวรับรถ ซึ่งถ้าจัดการได้ดี ตลาดรถ EV ในภูมิภาคนี้จะต้องคึกคักขึ้นอีกแน่นอนครับ

ที่มา – น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36% แต่สถานีชาร์จยังไม่พอ

ล่ม! คลังยกเลิก โครงการรถเก่าแลกใหม่ ติดปัญหาจัดการซาก

หลายคนคงกำลังตั้งตารอคอยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานสะอาด กับข่าวคราวของ โครงการรถเก่าแลกใหม่ ที่เคยเป็นกระแสฮือฮา แต่ล่าสุดดูเหมือนความหวังนี้จะต้องพับเก็บไปก่อน เมื่อกระทรวงการคลังได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า ไม่สามารถดำเนินโครงการนี้ต่อได้เนื่องจากติดปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการตีราคารถและการบริหารจัดการซากรถที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ภาครัฐจะแบกรับ

ล่ม! คลังยกเลิก โครงการรถเก่าแลกใหม่ ติดปัญหาตีราคารถ วิธีกำจัดการซากรถ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าสาเหตุที่ โครงการรถเก่าแลกใหม่ ต้องยุติลง เพราะกระทรวงมองว่ารัฐบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าไปแบกรับภาระในการจัดการรถเก่าทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งในแง่ของกระบวนการทำลายซากตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และปัญหาโลกแตกอย่างการตีราคารถใช้แล้วที่จะนำมาแลกเปลี่ยน ซึ่งแต่ละคันมีสภาพและความเสื่อมโทรมที่แตกต่างกันไป

ทำไมภาครัฐถึงไม่เดินหน้า โครงการรถเก่าแลกใหม่ ต่อ?

  • ปัญหาการประเมินมูลค่ารถยนต์มือสองที่มีความแตกต่างกันสูง
  • ความยากลำบากในการบริหารจัดการซากรถให้เป็นไปตามมาตรฐานการกำจัดขยะอุตสาหกรรม
  • ภาระงบประมาณและบุคลากรที่ต้องใช้ในการจัดการรถทั่วประเทศ
  • ความร่วมมือจากค่ายรถยนต์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการรับซื้อรถเก่าคืน

หัวใจสำคัญที่กระทรวงการคลังเน้นย้ำคือ โครงการรถเก่าแลกใหม่ จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการหรือค่ายรถยนต์ต่างๆ ยอมเข้ามารับผิดชอบบริหารจัดการรถเก่าด้วยตนเองเพื่อแลกกับการขายรถใหม่ แต่ในความเป็นจริง การที่ค่ายรถจะเข้ามาแบกรับภาระนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และมีความเสี่ยงสูง ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในรูปแบบเดิมที่รัฐบาลหวังไว้

อย่างไรก็ตาม นี่อาจไม่ใช่จุดจบของนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานเสียทีเดียว เพราะกรมสรรพสามิตกำลังเร่งศึกษามาตรการใหม่ๆ เพื่อมาทดแทน ซึ่งคาดว่าจะเน้นความคล่องตัวและทำได้จริงมากกว่าเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายหลักคือการลดมลพิษและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับใครที่วางแผนจะเปลี่ยนรถ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าสิทธิประโยชน์ใหม่ที่จะออกมาจากกรมสรรพสามิตจะเป็นอย่างไร ส่วนใครที่มีรถเก่าและต้องการกำจัดทิ้ง การเลือกส่งออกหรือเข้าสู่กระบวนการทำลายซากอย่างถูกต้องตามช่องทางของเอกชนยังคงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้ครับ

ที่มา – ล่ม! คลังยกเลิก “โครงการรถเก่าแลกใหม่” ติดปัญหาตีราคารถ วิธีกำจัดการซากรถ

ขนส่งฯ แจงชัด! ป้ายทะเบียน EV สีฟ้า ยังไม่บังคับใช้

เชื่อว่าหลายคนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือกำลังวางแผนจะซื้อรถ EV คงตกใจกับกระแสข่าวเรื่องการเปลี่ยนแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ วันนี้เรามีข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากกรมการขนส่งทางบกมาฝากกันครับ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า ขนส่งฯ แจงชัด! ป้ายทะเบียน EV สีฟ้า ยังไม่บังคับใช้ อย่างที่หลายคนกังวลอยู่ตอนนี้

ขนส่งฯ แจงชัด! ป้ายทะเบียน EV สีฟ้า ยังไม่บังคับใช้ จริงหรือ?

ท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบกได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ร่างกฎกระทรวงเรื่องการกำหนดให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้องใช้ป้ายทะเบียนพื้นสีฟ้าสะท้อนแสงนั้น ปัจจุบันยังคงอยู่ในขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเท่านั้น และยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายแต่อย่างใด

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัยว่าต้องเสียเงินไปเปลี่ยนป้ายหรือไม่ ทางกรมฯ ได้ยืนยันว่า ขนส่งฯ แจงชัด! ป้ายทะเบียน EV สีฟ้า ยังไม่บังคับใช้ สำหรับรถที่จดทะเบียนไปแล้ว โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • รถ EV ที่จดทะเบียนไปแล้วไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนป้ายทะเบียนใหม่
  • ผู้ที่ใช้ป้ายทะเบียนเดิม (รวมถึงป้ายประมูล) ยังคงใช้ได้ตามปกติ
  • สำหรับรถ EV ในอนาคต ร่างกฎหมายเสนอให้ใช้ป้ายพื้นสีฟ้าสะท้อนแสงเพื่อแยกประเภทให้ชัดเจน
  • รถไฟฟ้าสาธารณะจะใช้เพียงการติดเครื่องหมายพิเศษลงบนป้ายเดิมเท่านั้น

ทำไมต้องแยกประเภทป้ายทะเบียนรถ EV ให้ชัดเจน?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องยุ่งยากในการแยกสีป้าย? เหตุผลหลักสำคัญที่สุดคือเรื่อง “ความปลอดภัย” ครับ เพราะในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจำเป็นต้องทราบทันทีว่ารถคันที่เกิดเหตุเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อที่จะได้ใช้อุปกรณ์และวิธีการระงับเหตุที่เหมาะสมกับแบตเตอรี่แรงดันสูง ลดความเสี่ยงจากการเกิดไฟไหม้หรือไฟฟ้ารั่วไหลได้นั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น ส่วนลดค่าทางด่วน หรือการเข้าพื้นที่เฉพาะในอนาคต

ทางกรมการขนส่งทางบกยังได้เชิญชวนให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายนี้ได้ที่เว็บไซต์ของระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด ใครที่กังวลอยู่ก็สบายใจได้เลยครับ เพราะทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

ที่มา – ขนส่งฯ แจงชัด! ป้ายทะเบียน EV “สีฟ้า” ยังไม่บังคับใช้ ยืนยันรถเก่าไม่ต้องเปลี่ยนป้ายใหม่

Ford ชูไฮไลต์แว่นตาอัจฉริยะ และ Mobile Service ดันงานซ่อมจบไวสูงถึง 96%

ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนทุกจังหวะของชีวิต ฟอร์ด ประเทศไทย ไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการยกระดับบริการหลังการขายให้เหนือระดับ ภายใต้แนวคิดการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว โดยล่าสุด Ford ชูไฮไลต์แว่นตาอัจฉริยะ และ Mobile Service ดันงานซ่อมจบไวสูงถึง 96% ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนประสบการณ์การเข้าศูนย์บริการให้สะดวกสบายและแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าที่เคย

Ford ชูไฮไลต์แว่นตาอัจฉริยะ และ Mobile Service ดันงานซ่อมจบไวสูงถึง 96%

การนำนวัตกรรมมาใช้จริงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ฟอร์ดแตกต่าง โดยเฉพาะการใช้แว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) ที่ช่วยให้ช่างเทคนิคที่หน้างานสามารถเชื่อมต่อกับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การวินิจฉัยปัญหาที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราการซ่อมจบในครั้งแรก (First Time Right) สูงถึง 96% ช่วยประหยัดเวลาให้ผู้ใช้งานรถยนต์ได้มหาศาล

ยกระดับความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยี Ford ชูไฮไลต์แว่นตาอัจฉริยะ และ Mobile Service ดันงานซ่อมจบไวสูงถึง 96%

ไม่เพียงแค่เทคโนโลยีในสนามซ่อมเท่านั้น ฟอร์ดยังเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าในยุคดิจิทัลที่ต้องการความคล่องตัวสูง บริการ Mobile Service จึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยฟอร์ดได้เปิดตัวรถหน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ไม่สะดวกนำรถเข้าศูนย์บริการ โดยมีจุดเด่นดังนี้:

  • บริการดูแลถึงบ้าน: ไม่ว่าจะเป็นการเช็กระยะ เปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือซ่อมแซมเล็กน้อย
  • ความสะดวกผ่านแอปพลิเคชัน: เชื่อมต่อกับรถฟอร์ดได้ 24 ชั่วโมง ผ่าน Ford App
  • บริการรับ-ส่งรถนอกสถานที่ (PUD): ประหยัดเวลาลูกค้าให้สามารถทำกิจกรรมอื่นต่อได้ทันที

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังตอกย้ำความเชื่อมั่นด้วยการพัฒนาศูนย์กระจายอะไหล่และระบบสมาชิก Ford Rewards Club ที่มอบสิทธิประโยชน์มากมายให้กับลูกค้าอย่างทั่วถึง เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่ฟอร์ดให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง พร้อมเติบโตเคียงข้างผู้ใช้รถยนต์ในประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

หากคุณเป็นเจ้าของรถฟอร์ด การเปิดรับบริการเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถให้ยาวนานขึ้น แต่ยังมอบความอุ่นใจในทุกเส้นทางด้วยมาตรฐานระดับสากล คุณได้ลองใช้บริการเหล่านี้หรือยัง? หากยัง นี่คือโอกาสดีที่จะได้สัมผัสกับนวัตกรรมการบริการที่ทันสมัยที่สุดจากฟอร์ด

ที่มา – Ford ชูไฮไลต์แว่นตาอัจฉริยะ และ Mobile Service ดันงานซ่อมจบไวสูงถึง 96%

Toyota LAND CRUISER FJ มาแรง คาดยอดจองทะลุ 2 พันคัน

Toyota LAND CRUISER FJ มาแรง คาดยอดจองทะลุ 2 พันคัน

วงการรถยนต์ไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อโตโยต้าได้เผยถึงทิศทางตลาดรถยนต์ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่มีแนวโน้มสดใสและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากการส่งมอบรถยนต์รุ่นใหม่ที่ใครหลายคนรอคอยอย่าง Toyota LAND CRUISER FJ ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์เด็ดที่เข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายให้พุ่งทะยานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ยอดขายในเดือนพฤษภาคมนี้มีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าเดือนเมษายน โดยปัจจัยหลักส่วนหนึ่งมาจากการเริ่มทยอยส่งมอบรถยนต์ Toyota LAND CRUISER FJ ให้กับลูกค้าเป็นเดือนแรก หลังจากที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างถล่มทลายตั้งแต่ช่วงงาน Motor Show 2026 ที่ผ่านมา

ศักยภาพของ Toyota LAND CRUISER FJ กับการรักษาบัลลังก์แชมป์

ทางโตโยต้าคาดการณ์ว่า ยอดจองของ Toyota LAND CRUISER FJ นับตั้งแต่เปิดตัวจนถึงช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมอาจสูงถึง 2,000 คันเลยทีเดียว ซึ่งตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันความนิยมในตัวรถเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะช่วยให้โตโยต้าสามารถรักษาตำแหน่งแชมป์ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ในประเทศไทยไว้อย่างเหนียวแน่น โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 โตโยต้าทำยอดขายสะสมไปได้กว่า 79,180 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 34.35%

นอกจากรุ่นดังกล่าวแล้ว โตโยต้ายังมีขุมพลังหลักที่ช่วยพยุงยอดขาย ได้แก่:

  • กลุ่มรถกระบะ: นำโดย Hilux Travo, Revo และ Champ มียอดจองสะสมรวม 25,194 คัน
  • กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (Eco segment): ได้แก่ Yaris และ Yaris ATIV ทำยอดขายสะสมไปได้ 23,952 คัน

หากมองภาพรวมตลาดรถยนต์ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 พบว่าในประเทศไทยมียอดขายรถยนต์สะสมสูงถึง 230,477 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 15.02% โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่งและ SUV ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 23.91% ในขณะที่ตลาดรถกระบะไฟฟ้า (BEV) ก็เริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 144% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยเริ่มเปิดใจให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น

การที่โตโยต้าสามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดไว้ได้ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือด แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฐานการผลิตและการเข้าใจความต้องการของผู้ใช้รถชาวไทยอย่างแท้จริง มาร่วมจับตาดูกันต่อไปว่าในช่วงครึ่งปีหลัง โตโยต้าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรมาให้เราได้ตื่นเต้นกันอีก

ที่มา – Toyota ยิ้ม LAND CRUISER FJ มาแรง คาดยอดจองทะลุ 2 พันคัน รักษาแชมป์เบอร์หนึ่งของตลาด

คอกซิ่งรู้ยัง แม้จะเสริมแหนบได้ แต่ห้ามบรรทุกเกิน

สวัสดีครับสายซิ่ง สายแบกทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องสำคัญที่อยากจะมาเตือนสติชาวกระบะกันสักหน่อยครับ กับประเด็นที่ว่า คอกซิ่งรู้ยัง แม้จะเสริมแหนบได้ แต่ห้ามบรรทุกเกิน ขนส่งฯ เตือนกระบะดัดแปลงผิดกฎหมาย ซึ่งกำลังเป็นกระแสร้อนแรงในโลกโซเชียล เพราะกรมการขนส่งทางบกเขาออกมาเข้มงวดจริงจังมากครับ

คอกซิ่งรู้ยัง แม้จะเสริมแหนบได้ แต่ห้ามบรรทุกเกิน ขนส่งฯ เตือนกระบะดัดแปลงผิดกฎหมาย

จริงอยู่ที่ว่าหลายคนนำรถไปดัดแปลงเพื่อให้บรรทุกของได้เยอะขึ้น แต่นั่นต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดครับ การดัดแปลงมั่วๆ โดยไม่ปรึกษาช่างผู้ชำนาญการหรือทำผิดระเบียบของกรมการขนส่งฯ นอกจากจะเสี่ยงต่อการถูกจับปรับแล้ว ยังทำให้รถเสียสมดุลจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบนท้องถนนได้อีกด้วย

ความอันตรายของการดัดแปลงรถให้บรรทุกเกินมาตรฐาน

ปัญหาที่ทางกรมการขนส่งทางบกเป็นห่วงมากที่สุดคือการเว้าคัสซี การใช้วัสดุที่ไม่แข็งแรงมาทำตัวถัง หรือการเปลี่ยนล้อให้ยื่นออกมาเกินซุ้มล้อ สิ่งเหล่านี้คือความผิดชัดเจนครับ คอกซิ่งรู้ยัง แม้จะเสริมแหนบได้ แต่ห้ามบรรทุกเกิน ขนส่งฯ เตือนกระบะดัดแปลงผิดกฎหมาย ถ้าคุณเลือกที่จะแต่งรถแบบนี้ คุณกำลังทำให้เพื่อนร่วมทางตกอยู่ในความเสี่ยงไปด้วย

ข้อควรระวังในการดัดแปลงรถที่ไม่ควรทำ:

  • การเว้าคัสซี: ทำให้โครงสร้างรถไม่เหมือนเดิมและขาดความแข็งแรง
  • ใช้วัสดุด้อยคุณภาพ: เช่น อะคริลิค หรือพลาสติกมาทำตัวถังบรรทุก
  • ไฟแต่งที่ผิดกฎหมาย: แสงสีหรือตำแหน่งติดตั้งไฟไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
  • ล้อยื่นขอบยาง: ออกมานอกตัวถังมากเกินไปจนผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หากใครที่จำเป็นต้องเสริมแหนบหรือเปลี่ยนเพลาเพื่อรองรับงานหนัก ก็สามารถทำได้ครับ แต่ต้องทำให้ถูกระเบียบและแจ้งจดทะเบียนให้ถูกต้อง ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่บรรทุกหนักเกินน้ำหนักรวม (GVW) ที่ผู้ผลิตรถออกแบบเอาไว้ เพราะต่อให้คุณเสริมแหนบจนแข็งแกร่ง ก็ไม่มีทางเปลี่ยนขีดจำกัดความปลอดภัยของตัวรถไปได้ครับ

สรุปส่งท้าย

การปรับแต่งรถถือเป็นความชอบส่วนบุคคล แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่นเป็นสำคัญ อย่าลืมนะครับว่า คอกซิ่งรู้ยัง แม้จะเสริมแหนบได้ แต่ห้ามบรรทุกเกิน ขนส่งฯ เตือนกระบะดัดแปลงผิดกฎหมาย หากพบเห็นรถที่ดัดแปลงจนน่ากลัว สามารถโทรแจ้งสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยกันลดอุบัติเหตุบนท้องถนนไทยครับ

ที่มา – คอกซิ่งรู้ยัง แม้จะเสริมแหนบได้ แต่ห้ามบรรทุกเกิน ขนส่งฯ เตือนกระบะดัดแปลงผิดกฎหมาย

Scroll to top