ข่าวรอบโลก

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ จริงหรือ?

ข่าวใหญ่จากสหรัฐอเมริกา! มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ ปิดฉากเหรียญที่อยู่คู่ชาวอเมริกันมานานกว่า 230 ปี สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว แถมมูลค่าทางเศรษฐกิจก็แทบจะไม่มีแล้ว เรื่องนี้สร้างความฮือฮาไม่น้อย และทำให้หลายคนหันมามองถึงคุณค่าของเหรียญเล็กๆ ที่เคยอยู่ในกระเป๋าเรา

เหรียญเพนนีเริ่มผลิตครั้งแรกตั้งแต่ปี 1793 ย้อนไปในยุคนั้น เพนนีหนึ่งเหรียญสามารถซื้อบิสกิต เทียน หรือขนมได้ชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว แต่ในปัจจุบันคุณจะทำอะไรได้ด้วยเงิน 1 เซนต์? คำตอบคือแทบไม่ได้อะไรเลย หลายคนมักจะโยนเหรียญทิ้งไว้ในโหล เก็บสะสม หรือไม่ก็กองรวมๆ กันไว้ในลิ้นชัก ขณะที่ต้นทุนในการผลิตแต่ละเหรียญนั้นสูงถึงเกือบ 4 เซนต์!

แบรนดอน บีช รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้กล่าวในพิธีที่โรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียว่า “พระเจ้าคุ้มครองอเมริกา และเราสามารถประหยัดเงินภาษีของประชาชนได้ถึง 56 ล้านดอลลาร์” ก่อนที่จะกดปุ่มเพื่อปั๊มเหรียญเพนนีเหรียญสุดท้าย ซึ่งถูกจัดวางอย่างดีเพื่อให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพเป็นที่ระลึก แน่นอนว่าเหรียญชุดสุดท้ายนี้บางส่วนจะถูกนำไปประมูลเพื่อการกุศลอีกด้วย

ถึงแม้ว่าการผลิตจะหยุดลงแล้ว แต่ไม่ต้องกังวล! เหรียญเพนนีหลายพันล้านเหรียญที่ยังหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจนั้นยังสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เหมือนกับเหรียญครึ่งเซนต์ที่ถูกยกเลิกไปในปี 1857 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายที่สหรัฐฯ ตัดสินใจเลิกใช้เหรียญอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่ได้เปิดเผยว่า โรงกษาปณ์ส่วนใหญ่ได้หยุดการผลิตเหรียญเพนนีไปตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาแล้ว ในวันสุดท้ายของการปั๊มเหรียญ พนักงานต่างยืนสงบอยู่หน้าเครื่องจักร ราวกับกำลังกล่าวอำลาเพื่อนเก่าที่ทำงานร่วมกันมานาน ก่อนที่จะปรบมือและส่งเสียงเชียร์เมื่อเหรียญสุดท้ายถูกผลิตออกมา

การตัดสินใจ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ นั้น เกิดขึ้นจากคำสั่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นจนไม่คุ้มค่า “สหรัฐฯ ผลิตเหรียญเพนนีที่มีต้นทุนเกินมูลค่ามานานเกินไปแล้ว มันเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง!” ทรัมป์ได้ระบุไว้ในโพสต์ออนไลน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันจำนวนมากก็ยังรู้สึกผูกพันกับเหรียญเพนนี บางคนถือว่าเป็นเหรียญนำโชค หรือเป็นของสะสมที่มีคุณค่าทางจิตใจ ขณะที่ร้านค้าปลีกหลายแห่งเริ่มกังวลในช่วงก่อนที่จะมีการเลิกผลิต เพราะเหรียญเริ่มขาดตลาด และยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะจัดการกับการทอนเงินอย่างไร บางร้านจึงเลือกที่จะปัดเศษราคาลง เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเสียเปรียบ หรือบางแห่งก็ขอให้ลูกค้านำเหรียญเพนนีมาใช้จ่าย หรือแลกเป็นของรางวัล เช่น เครื่องดื่มฟรี

ฝ่ายที่สนับสนุนการยกเลิกเหรียญเพนนี ให้เหตุผลว่าการ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ จะช่วยลดต้นทุนของรัฐบาล ทำให้การชำระเงินรวดเร็วขึ้น และยังสอดคล้องกับประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่ง เช่น แคนาดา ที่ได้ยุติการผลิตเหรียญเพนนีไปตั้งแต่ปี 2012 แล้ว

ธนาคารบางแห่งเริ่มจำกัดการจ่ายเหรียญเพนนี เนื่องจากมีปริมาณมหาศาลที่สะสมอยู่ในระบบ ปัจจุบันเหรียญเพนนีคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเหรียญทั้งหมดที่ผลิตในโรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียและเดนเวอร์ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าเหรียญเพนนีจะมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์) ที่ใช้เงินถึงเกือบ 14 เซนต์ต่อเหรียญ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเหรียญไดม์ (10 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเพียง 6 เซนต์ และเหรียญควอเตอร์ (25 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเกือบ 15 เซนต์ การผลิตเหรียญเพนนีก็ดูจะไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

แฟรงก์ โฮลท์ ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยฮิวสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เหรียญ ได้กล่าวว่า การเลิกผลิตเหรียญเพนนีถือเป็นการสูญเสียทางวัฒนธรรม “เหรียญเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของเรา เราเลือกที่จะสลักคำขวัญและภาพบุคคลสำคัญลงบนมัน มันคือหลักฐานของประวัติศาสตร์ การเมือง ศิลปะ และอุดมคติของประเทศ”

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์

ทำไมสหรัฐฯ ถึงหยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือทำไมถึงต้องมีการยกเลิกเหรียญที่อยู่คู่ประเทศมานานขนาดนี้ คำตอบหลักๆ ก็คือเรื่องของต้นทุนและความคุ้มค่าในการผลิตนั่นเอง เมื่อไหร่ที่ต้นทุนสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง การยกเลิกก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายประเทศทั่วโลกก็ใช้วิธีการนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

การตัดสินใจครั้งนี้อาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวิถีชีวิตของผู้คนไปบ้าง แต่ในระยะยาวแล้ว อาจจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็เป็นได้ แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับการ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์?

ที่มา – สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

ตำรวจออสฯ จับแม่หมอดูหลอก สูญ 1,480 ล้าน

เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นที่ออสเตรเลีย! ตำรวจรวบตัวแม่หมอพร้อมลูกสาว ข้อหาตุ๋นเงินชาวเวียดนามไปกว่า 1,480 ล้านบาท! รายละเอียดเป็นอย่างไร มาดูกันเลย

ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

ตำรวจออสเตรเลียได้จับกุมหญิงชาวเวียดนามวัย 53 ปี และลูกสาววัย 25 ปี ในข้อหาหลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างตัวเป็นหมอดูและซินแส ก่อนที่จะฉ้อโกงเงินรวมกันเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,480 ล้านบาท จากกลุ่มชาวเวียดนามในออสเตรเลียที่กำลังอยู่ในช่วงยากลำบากทางการเงิน

แม่ลูกคู่นี้ถูกกล่าวหาว่า คนแม่ซึ่งอ้างว่าเป็นหมอดูและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย ได้ทำการฉ้อโกงเงินจำนวนมหาศาลจากเหยื่อที่กำลังเปราะบาง

หญิงผู้เป็นแม่ถูกจับกุมในย่านโดเวอร์ ไฮตส์ ในนครซิดนีย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา พร้อมกับลูกสาว ตำรวจระบุว่าทั้งสองเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายฉ้อโกงและฟอกเงินที่ซับซ้อน ผู้เป็นแม่ถูกกล่าวหาว่า หลอกล่อให้เหยื่อกู้เงิน โดยอ้างว่าจะทำนายอนาคตที่ร่ำรวยให้ และจะเก็บส่วนแบ่งไว้เอง

ผู้เป็นแม่ถูกปฏิเสธการประกันตัวและต้องขึ้นศาล ส่วนลูกสาวได้รับอนุญาตให้ประกันตัว โดยทั้งสองเผชิญข้อหามากมาย รวมถึงการเป็นผู้นำกิจกรรมของกลุ่มอาชญากร และการจัดการรายได้จากอาชญากรรม

ในการจับกุม ตำรวจได้ยึดเอกสารทางการเงิน โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าแบรนด์เนม ทองคำแท่ง และชิปคาสิโนจำนวนมาก

ตำรวจกล่าวว่า ผู้เป็นแม่มีอิทธิพลและได้รับความไว้วางใจในชุมชน ในฐานะหมอดู เธอจะทำนายดวงชะตาให้กับลูกค้า และใช้ความเปราะบางทางการเงินของพวกเขามาหลอกลวง โดยอ้างว่าจะมีการช่วยเหลือจากมหาเศรษฐีหากพวกเขายอมกู้เงิน

ทรัพย์สินที่อายัดเพิ่มเติมจากการจับกุม ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

พนักงานสอบสวนยังได้อายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมประมาณ 15 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย นอกเหนือจากทรัพย์สินมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่ถูกยึดไปก่อนหน้านี้

ตำรวจได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อสืบสวนกลุ่มอาชญากรที่ใช้ข้อมูลระบุตัวตนที่ถูกขโมยไปเพื่อขอสินเชื่อสำหรับรถยนต์หรูที่ไม่มีอยู่จริง

ผู้กำกับการสืบสวน กอร์ดอน อาร์บินจา กล่าวว่า การสอบสวนเริ่มต้นจากการฉ้อโกงสินเชื่อรถยนต์ แต่ได้ขยายไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนที่สุดเครือข่ายหนึ่ง

ตำรวจกล่าวหาว่า กิจกรรมของกลุ่มอาชญากรนี้รวมถึงการฉ้อโกงสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อบ้านขนาดใหญ่ต่อสถาบันการเงินต่างๆ

จากการสืบสวนของหนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald แม่ลูกคู่นี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ถูกเรียกว่า “Penthouse Syndicate” ซึ่งผู้นำของเครือข่ายนี้อาศัยอยู่ในห้องชุดเพนต์เฮาส์ราคาแพง ตำรวจอ้างว่า กลุ่มนี้ฉ้อโกงธนาคารรายใหญ่ของออสเตรเลียเป็นจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ทุจริตให้การอนุมัติสินเชื่อ

มีผู้ถูกจับกุมและตั้งข้อหาจำนวนมากในคดีนี้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นหนึ่งในคดีที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ตำรวจคาดว่าจะมีการจับกุมเพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้สนับสนุนมืออาชีพของกลุ่มอาชญากร

  • ทนายความ
  • นักบัญชี
  • ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

คดี ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน นี้สะท้อนให้เห็นถึงกลโกงที่ซับซ้อนและการแสวงหาผลประโยชน์จากความเชื่อของผู้คน การตระหนักรู้และตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน: สิ้นสุดประวัติศาสตร์

การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า “ชัตดาวน์” ที่ยาวนานถึง 43 วัน ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในร่างกฎหมายเพื่อยุติภาวะดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้เปิดงบประมาณฟื้นฟูโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร จ่ายค่าจ้างพนักงานรัฐหลายแสนคน และฟื้นระบบควบคุมการบินที่หยุดชะงักไปก่อนหน้านี้

ร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา จะต่ออายุการจัดสรรงบประมาณไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถกลับมาเปิดทำการได้ภายในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าบริการของรัฐบาลจะกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีภาระหนี้สินรวมกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

การสิ้นสุดของภาวะ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน ครั้งนี้ จะช่วยให้บริการที่สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบิน มีเวลาในการฟื้นตัวก่อนช่วงวันหยุดขอบคุณพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกลับมาของโครงการแจกอาหารให้กับครอบครัวรายได้น้อยในช่วงเทศกาลคริสต์มาส รวมถึงหน่วยงานสถิติของรัฐบาลจะสามารถกลับมาเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดรายงานไปตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าทำเนียบขาวจะระบุว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเดือนตุลาคม อาจจะไม่ถูกเผยแพร่อีกต่อไป

ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน: สิ้นสุดประวัติศาสตร์

นักเศรษฐศาสตร์ได้ประเมินว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลในครั้งนี้ ส่งผลให้ GDP ของสหรัฐฯ ลดลงกว่า 0.1% ต่อสัปดาห์ของการชัตดาวน์ แม้ว่าส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าผลกระทบดังกล่าวจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงต่อไป การลงมติในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งในระดับรัฐหลายแห่งเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ไม่สามารถผลักดันให้มีการขยายสิทธิประโยชน์เงินอุดหนุนประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางได้ ในขณะที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภา

ระหว่างการอภิปราย มิกกี้ เชอร์ริล สส.เดโมแครตจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ ได้เรียกร้องให้เพื่อนร่วมสภา “อย่ายอมให้สภานี้กลายเป็นตราประทับยางสำหรับรัฐบาลที่พรากอาหารจากเด็กและทำลายระบบสาธารณสุขของประชาชน”

แม้ว่าภาวะ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดที่ถือว่าได้รับชัยชนะอย่างชัดเจน ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์/อิปซอส แสดงให้เห็นว่า ประชาชน 50% กล่าวโทษพรรครีพับลิกัน ในขณะที่ 47% กล่าวโทษพรรคเดโมแครต สำหรับวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ผลกระทบหลังจาก ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน

นอกจากการกลับมาทำงานของสภาผู้แทนฯ หลังจากการหยุดพักตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ยังนำไปสู่การรื้อฟื้นประเด็นการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เสียชีวิตในเรือนจำ โดยสภาเตรียมพิจารณาการเผยแพร่เอกสารที่ยังไม่เป็นความลับทั้งหมด หลังจากที่พรรคเดโมแครตได้เปิดเผยเอกสารบางส่วนเพิ่มเติมในวันเดียวกัน

ร่างกฎหมายงบประมาณฉบับนี้ ยังมีบทบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 8 คน สามารถยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกระทรวงยุติธรรมได้สูงสุด 5 แสนดอลลาร์ หากถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากการสืบสวนเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม ปี 2021 พร้อมทั้งชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ย้อนหลังอีกด้วย

การยุติชัตดาวน์ครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างไร

ที่มา – ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

“โอ ยองซู” พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษายกฟ้อง โอ ยองซู นักแสดงอาวุโสวัย 81 ปี จากซีรีส์ดัง Squid Game ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และความทรงจำของผู้กล่าวหามีโอกาสคลาดเคลื่อนตามระยะเวลาที่ผ่านไป

นักแสดงวัย 81 ปีรายนี้ ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงคนหนึ่งสองครั้งในปี 2022 โดยมีข้อกล่าวหาว่าเขาโอบกอดและจูบแก้มผู้หญิงคนดังกล่าวโดยที่เธอไม่ยินยอม ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 นายโอถูกตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุก 8 เดือน โดยให้รอลงอาญา แต่เขายื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (11 พ.ย.) ศาลได้กลับคำพิพากษา โดยระบุว่านายโอได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงทางเพศแล้ว และเสนอความเห็นว่า ความทรงจำของเหยื่อที่ถูกกล่าวหาอาจ “บิดเบือนไป” เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว

ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป การล่วงละเมิดที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในปี 2017 ขณะที่นายโอกำลังพักอยู่ในพื้นที่ชนบทเพื่อแสดงละครเวที เหยื่อที่ถูกกล่าวหาได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายโอในปี 2021 แต่คดีได้ถูกปิดลงในเดือนเมษายนปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อัยการได้เปิดการสอบสวนอีกครั้ง “ตามคำร้องขอของเหยื่อ” 

ศาลแขวงซูวอนกล่าวในแถลงการณ์ที่รายงานโดยสื่อท้องถิ่นว่า มี “ความเคลือบแคลงสงสัย” ว่านายโอได้กระทำการล่วงละเมิดจริงหรือไม่ “มีความเป็นไปได้ที่ความทรงจำของเหยื่อจะบิดเบือนไปตามกาลเวลา และเมื่อมีข้อสงสัย จำเลยจะต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัยนั้น” อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวก็ระบุต่อไปว่า มีความเป็นไปได้ที่จำเลยอาจกระทำจริง เนื่องจากเคยกล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียหายมาก่อน

ด้านเหยื่อได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน โดยระบุว่า คำตัดสินนี้จะไม่ “ทำให้ความจริงไม่ถูกต้อง หรือลบเลือนความเจ็บปวดที่ฉันได้รับ” ส่วนองค์กรสิทธิสตรี Womenlink ได้วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสิน โดยกล่าวว่า พวกเขารู้สึก “โกรธแค้นต่อคำตัดสินที่ปกปิดความรุนแรงทางเพศในโลกละครเวทีอีกครั้ง” ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าฝ่ายอัยการจะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่

ด้าน นายโอ ยอง-ซู กล่าวกับสื่อท้องถิ่นหลังคำตัดสินของศาลว่า เขารู้สึก “ขอบคุณศาลสำหรับดุลยพินิจอันชาญฉลาด”

นายโอได้รับชื่อเสียงระดับโลกหลังจากแสดงใน Squid Game ซีรีส์แนวดิสโทเปียที่ผู้คนแข่งขันในเกมเด็กเล่นแบบดั้งเดิมที่มีความอันตรายถึงชีวิต และในปี 2022 เขากลายเป็นนักแสดงชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ จากการแสดงในซีซั่นแรกของซีรีส์ระทึกขวัญยอดนิยมทางเน็ตฟลิกซ์.

คดีของ โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game ที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการบันเทิงเกาหลีใต้และต่างประเทศ การพิจารณาคดีนี้เป็นที่สนใจอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับนักแสดงชื่อดังระดับโลก และประเด็นความละเอียดอ่อนของการล่วงละเมิดทางเพศ

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

การที่ศาลตัดสินยกฟ้อง โอ ยองซู ในคดีนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความจริง แต่อาจเป็นเพราะหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายที่ว่า จำเลยต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัย

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลังจากถูกกล่าวหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศ เขาถูกตัดออกจากงานแสดงหลายโครงการ และชื่อเสียงที่สั่งสมมาต้องมัวหมอง

ผลกระทบต่อวงการบันเทิง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จก็สามารถตกเป็นเป้าของการกล่าวหาได้ และกระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game จะสามารถกลับมาแสดงต่อไปได้หรือไม่ หลังจากพ้นข้อกล่าวหา ยังคงเป็นคำถามที่ต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้สร้างบทเรียนสำคัญให้กับสังคม เกี่ยวกับความสำคัญของการเคารพสิทธิส่วนบุคคล และการระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นหรือตัดสินผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมเกาหลีใต้ และสร้างความตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “โอ ยองซู” นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ทรัมป์ช่วยซีเรียเต็มที่ หลังพบ ปธน.คนใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ซีเรียประสบความสำเร็จ ภายหลังการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์กับประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำซีเรียคนใหม่ ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้บัญชาการกลุ่มอัลกออิดะห์ และเพิ่งถูกถอดชื่อออกจากบัญชีผู้ก่อการร้ายของสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

การเยือนกรุงวอชิงตันของนายชาราถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของผู้นำซีเรีย และเกิดขึ้นเพียง 6 เดือนหลังจากทั้งสองพบกันครั้งแรกที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทรัมป์ได้ประกาศแผนผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรซีเรียในขณะนั้น

นายอัล-ชารา วัย 43 ปี ขึ้นสู่อำนาจเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังกองกำลังติดอาวุธของเขาโค่นล้มอดีตผู้นำเผด็จการ บาชาร์ อัล-อัสซาด ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม หลังจากนั้น ซีเรียได้ปรับทิศทางนโยบายอย่างรวดเร็ว จากการพึ่งพาอิหร่านและรัสเซีย ไปสู่การสร้างสัมพันธ์กับตุรกี กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และล่าสุดคือสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า “เราจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้ซีเรียประสบความสำเร็จ” พร้อมยกย่องนายชาราว่าเป็น “ผู้นำที่แข็งแกร่ง” และยอมรับถึงอดีตอันขัดแย้งของเขาว่า “ทุกคนต่างก็เคยมีอดีตที่ยากลำบาก”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายระยะเวลาการผ่อนผันการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรตาม “กฎหมายซีซาร์” ออกไปอีก 180 วัน เพื่อเปิดทางให้ซีเรียเริ่มกระบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ย้ำว่าการยกเลิกทั้งหมดต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส

ในด้านความมั่นคง สหรัฐฯ กำลังเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างซีเรียและอิสราเอล เพื่อทำข้อตกลงด้านความมั่นคงร่วมกัน แม้อิสราเอลยังคงระแวงต่อประวัติการก่อการร้ายของนายชาราก็ตาม ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสหรัฐฯ มีแผนจัดตั้งฐานทัพในกรุงดามัสกัส

ก่อนการประชุมไม่กี่ชั่วโมง ทางการซีเรียเปิดเผยว่าได้สกัดแผนลอบสังหารนายชาราของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) สองครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเมื่อสุดสัปดาห์ ซีเรียได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 70 คน

ชารายังมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ยกเลิก “กฎหมายซีซาร์” เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาฟื้นฟูประเทศที่ผ่านสงครามยาวนานกว่า 14 ปี ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าต้องใช้เงินมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟู

ในสภาคองเกรส สส. หลายรายทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเริ่มเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว แม้บางฝ่ายยังคงคัดค้าน แต่สถานการณ์อาจเปลี่ยนได้หากทรัมป์ออกแรงกดดันทางการเมือง

ภายในประเทศ ซีเรียยังคงเผชิญความรุนแรงทางศาสนาและความขัดแย้งภายใน ที่คร่าชีวิตประชาชนกว่า 2,500 คนตั้งแต่การล่มสลายของรัฐบาลอัสซาด ซึ่งสร้างคำถามถึงศักยภาพของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศอย่างเป็นเอกภาพ

การมุ่งความสนใจของทรัมป์ต่อซีเรียมีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามรักษาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและฮามาส และผลักดันแผนสันติภาพ 20 ข้อของเขาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

เส้นทางชีวิตของนายชาราถือเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ เขาเข้าร่วมกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรักหลังการรุกรานของสหรัฐฯ ปี 2003 และเคยถูกคุมขังโดยกองทัพสหรัฐฯ ก่อนกลับไปซีเรียเข้าร่วมการต่อต้านอัสซาดในปี 2011 ต่อมาในปี 2013 สหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีเขาเป็นผู้ก่อการร้ายภายใต้ชื่อ “อาบู มูฮัมหมัด อัล-โกลานี” จนกระทั่งเขาประกาศตัดขาดจากอัลกออิดะห์ในปี 2016

ล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยกเลิกรางวัลนำจับมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ที่ตั้งไว้กับตัวนายชารา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ถอดชื่อเขาและรัฐมนตรีมหาดไทยของซีเรียออกจากบัญชีคว่ำบาตรด้านการก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ.

ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในซีเรียครั้งนี้ เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สหรัฐฯ ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และพร้อมที่จะสนับสนุนซีเรียในทุกวิถีทาง

ความช่วยเหลือจากทรัมป์ต่อซีเรียมีความหมายอย่างไร

การที่ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่นี้ อาจหมายถึงโอกาสในการฟื้นฟูประเทศ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจของซีเรียในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ยังคงมีความท้าทายอยู่มาก ทั้งในด้านความมั่นคงภายในประเทศ ความขัดแย้งทางศาสนา และการยอมรับจากนานาชาติ แต่การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาท อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำพาซีเรียไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทิศทางของซีเรียหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไรบ้าง? ต้องติดตามกันต่อไป

การที่ทรัมป์ช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่ นับเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนอนาคตของซีเรียไปตลอดกาล

ที่มา – ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

ฮอยอันพบซากเรือโบราณจากพายุคัลแมกี

พายุไต้ฝุ่นคัลแมกีได้เผยให้เห็น ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ทำให้เกิดการค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยซากเรือดังกล่าวมีอายุราว 400-600 ปี และถูกพบเห็นอีกครั้งหลังพายุพัดพาเอาชายฝั่งออกไป

ซากเรือนี้เคยถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2023 นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน มีความยาวอย่างน้อย 17.4 เมตร โครงสร้างซี่โครงไม้ยังคงความสมบูรณ์ค่อนข้างมาก แม้จะจมอยู่ใต้น้ำมานานหลายศตวรรษ แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการกู้ซากเรือได้สำเร็จ เรือก็จมลงสู่ใต้น้ำอีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ระบุอายุที่แน่ชัดของซากเรือ แต่จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าน่าจะสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14 ถึง 16 ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองฮอยอัน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เป็นศูนย์กลางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค มีการซื้อขายผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเทศ

นายฝ่าม ฝู หง็อก ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโลกฮอยอัน กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “ขณะนี้เรากำลังเตรียมการขอใบอนุญาตขุดค้นฉุกเฉิน” หลังจากที่ ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังพายุไต้ฝุ่นคัลแมกีพัดผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เขายังกล่าวอีกว่า “การค้นพบเรือโบราณลำนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงบทบาททางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฮอยอันในการค้าขายระดับภูมิภาค” และเสริมว่าครั้งนี้ตัวเรือเผยออกมามากกว่าเดิม “ซึ่งอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่เราได้”

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์อนุรักษ์ฮอยอัน, มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในนครโฮจิมินห์ และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ได้สำรวจซากเรือเมื่อปี 2024 และพบว่าเรือสร้างจาก “ไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทานสูง” และเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุกันน้ำเพื่อผนึกรอยต่อต่างๆ

ศูนย์อนุรักษ์ฮอยอันระบุในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า “โครงสร้างของเรือบ่งชี้ว่าสามารถเดินทางทางทะเลได้ในระยะทางไกล น่าจะถูกใช้เพื่อการค้าทางทะเล หรือปฏิบัติการทางเรือ” อย่างไรก็ตาม ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม นี้มีความเสี่ยงที่จะ “เสื่อมสภาพอย่างรุนแรงหากไม่มีการอนุรักษ์โดยทันที” เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงและการเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายบ่อยครั้ง

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ซากเรือยังคงสามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันบนชายหาดเพื่อชมโครงสร้างที่น่าทึ่งของเรือลำนี้

ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดเผยอดีตที่น่าสนใจของฮอยอัน แต่ยังกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางทะเล และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อแหล่งโบราณคดีชายฝั่งอีกด้วย

ความสำคัญของการค้นพบซากเรือโบราณ

  • ช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลของฮอยอัน
  • ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสร้างเรือในอดีต
  • สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางทะเล

การขุดค้นและศึกษาซากเรือโบราณนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจอดีตและความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การพบเจอ ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ที่ถูกเปิดเผยโดยพายุคัลแมกี เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของมรดกทางวัฒนธรรมของเราต่อภัยธรรมชาติ การอนุรักษ์ซากเรือโบราณลำนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ให้กับคนรุ่นหลัง

ที่มา – พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

รมว.เกาหลีใต้กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

นายโช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ เดินทางเยือนกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้าพบนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีเป้าหมายหลักคือการเร่งปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนักศึกษาเกาหลีใต้วัย 22 ปี เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเด็นหลักคือการผลักดันให้กัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์อย่างจริงจัง

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงก่อนการเยือนว่า การหารือระหว่างทั้งสองประเทศจะมุ่งเน้น “ความร่วมมือเพื่อขจัดอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” พร้อมระบุว่ามาตรการสำคัญคือการตั้ง “คณะทำงานร่วมเกาหลี–กัมพูชา” ที่รวมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองฝ่าย เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาที่มีชาวเกาหลีใต้เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ หลังพบศพของนายพัค มินโฮ นักศึกษาเกาหลีใต้ วัย 22 ปี ในรถกระบะใกล้ภูเขาโบกอร์ จังหวัดกำปอต ทางตอนใต้ของกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาถูกทำร้ายและทรมานก่อนเสียชีวิต ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมเกาหลีใต้และกระตุ้นให้รัฐบาลส่งคณะผู้แทนด่วนไปยังกัมพูชาเพื่อเจรจา

ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีเหยื่อจำนวนมากถูกล่อลวงหรือบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดและใช้ความรุนแรง ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า อาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยอ้างความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือโอกาสลงทุนหลอกลวงเพื่อโกงเหยื่อทั่วโลก

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ประเมินว่า ศูนย์หลอกลวงในกัมพูชามีแรงงานราว 200,000 คน รวมถึงชาวเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน เมื่อเดือนที่แล้วมีชาวเกาหลีใต้ 64 คนถูกส่งกลับประเทศด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ หลังถูกตำรวจจับในกัมพูชา โดยกว่า 50 คนถูกตั้งข้อหามีส่วนร่วมในกิจกรรมฉ้อโกงออนไลน์

รมว.เกาหลีใต้กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

การเยือนของนายโช ฮยอนในครั้งนี้ มีขึ้นต่อเนื่องจากการเดินทางของคิม จินอา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศ และคณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงแรงกดดันทางการทูตที่เกาหลีใต้กำลังใช้เพื่อกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคนี้

ความสำคัญของการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

การปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองต่อความสูญเสียของนักศึกษาเกาหลีใต้ แต่ยังเป็นการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก การที่เกาหลีใต้ใช้แรงกดดันทางการทูต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และความสำคัญของการร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านภัยคุกคามนี้

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การจัดตั้งคณะทำงานร่วมเกาหลี-กัมพูชาเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหา
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การจับกุมและส่งตัวผู้กระทำผิดกลับประเทศเป็นสิ่งจำเป็น
  • การป้องกัน: การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อ

การปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักถึงภัยคุกคามและการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้เยือนพนมเปญ กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

วุฒิสภาสหรัฐฯ ยุติ”ชัตดาวน์” 40 วัน

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติภาวะ “ชัตดาวน์” 40 วัน ของรัฐบาลกลางที่ดำเนินมานาน ซึ่งถือเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนวันอาทิตย์ โดยที่ประชุมวุฒิสภามีมติ 60 ต่อ 40 เสียง ผ่านขั้นตอนแรกของร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณเพื่อเปิดทางให้หน่วยงานของรัฐกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคน รวมถึงลงคะแนนสนับสนุนข้อตกลงนี้ ร่วมกับพรรคเดโมแครตสายกลางอีกหลายคน ขณะที่นายแรนด์ พอล เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียวที่ลงมติคัดค้าน

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลจากการเจรจาระหว่างวุฒิสมาชิกจากทั้งสองพรรค โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูการดำเนินงานของรัฐบาลทั่วประเทศ แต่ยังต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรครีพับลิกันถือเสียงข้างมาก และอาจเผชิญแรงต้านจากเดโมแครตบางส่วนในขั้นตอนต่อไป

ตลอดช่วง“ชัตดาวน์” 40 วัน มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายแสนคนไม่ได้รับเงินเดือน ขณะที่บริการสาธารณะหลายด้านหยุดชะงัก โดยเฉพาะภาคการคมนาคม ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากคำสั่งลดเที่ยวบินร้อยละ 10 เพื่อบรรเทาภาระของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ล่าสุดมีเที่ยวบินยกเลิกกว่า 2,700 เที่ยว และล่าช้ากว่า 10,000 เที่ยวทั่วประเทศ สนามบินนิวยอร์ก ชิคาโก และแอตแลนตาได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ เตือนว่าหาก “ชัตดาวน์” ยังดำเนินต่อไป ชาวอเมริกันจำนวนมากอาจไม่สามารถเดินทางในช่วงวันหยุดได้ เนื่องจากเที่ยวบินจะลดลงอย่างมาก

เนื้อหาของร่างกฎหมายที่ผ่านวุฒิสภากำหนดให้ฟื้นงบประมาณโครงการบัตรอาหาร (SNAP) สำหรับชาวอเมริกันรายได้น้อย ยกเลิกคำสั่งปลดพนักงานรัฐหลายพันคนในช่วงเดือนที่ผ่านมา และรับประกันการลงมติต่ออายุเงินอุดหนุนค่าประกันสุขภาพตามกฎหมาย Affordable Care Act ซึ่งกำลังจะหมดอายุในสิ้นปีนี้

วุฒิสมาชิกทิม เคน ระบุว่า ข้อตกลงนี้ “คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกปลดโดยไม่เป็นธรรม และรับประกันการจ่ายเงินย้อนหลังตามกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา แสดงความไม่เห็นด้วย โดยกล่าวว่าร่างกฎหมายนี้ “ยังไม่ตอบโจทย์วิกฤตสาธารณสุข” เนื่องจากให้เพียงสิทธิ์ลงมติขยายอุดหนุนสุขภาพ แทนที่จะต่ออายุโดยอัตโนมัติ

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าข้อตกลงนี้จะเป็นเพียงการจัดสรรงบชั่วคราว เพื่อให้รัฐบาลกลับมาทำงานได้จนถึงเดือนมกราคม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า “ดูเหมือนเรากำลังเข้าใกล้จุดจบของ”ชัตดาวน์”แล้ว”

การลงมติครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังชาวอเมริกันต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจและการบริหารรัฐอย่างหนักจากวิกฤต“ชัตดาวน์” 40 วัน ที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดเท่าที่ประเทศเคยมีมา

วุฒิสภาสหรัฐฯ ยุติ “ชัตดาวน์” 40 วัน

ผลกระทบจาก “ชัตดาวน์” ที่ยาวนาน

  • เจ้าหน้าที่รัฐหลายแสนคนไม่ได้รับเงินเดือน
  • บริการสาธารณะหยุดชะงัก
  • ภาคการคมนาคมได้รับผลกระทบหนัก
  • ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

ความสำคัญของข้อตกลงนี้

ข้อตกลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูการทำงานของรัฐบาลและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามกันต่อไปว่าสภาผู้แทนราษฎรจะให้การรับรองข้อตกลงนี้หรือไม่ และรัฐบาลจะสามารถป้องกันการเกิด “ชัตดาวน์” ในอนาคตได้อย่างไร

ในขณะที่ข้อตกลงวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่นำไปสู่การยุติภาวะ “ชัตดาวน์” 40 วัน ถือเป็นข่าวดี แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เรายังคงต้องจับตาดูแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนจากทั้งสองฝั่งพรรคการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เช่นนี้ในอนาคต

ที่มา – วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตบรรลุข้อตกลงยุติ “ชัตดาวน์” 40 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

ผอ.ซีอีโอข่าว BBC ลาออก ปมสารคดีทรัมป์

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน BBC เมื่อ ผอ.-ซีอีโอข่าว BBC ลาออก หลังถูกวิจารณ์หนัก ปมตัดต่อสารคดีทรัมป์บิดเบือนข้อเท็จจริง โดยนายทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC และนางเดบอราห์ เทิร์นเนส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายข่าวของ BBC ได้ยื่นใบลาออกพร้อมกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังเผชิญแรงกดดันจากกรณีสารคดี “Panorama” ถูกวิจารณ์ว่าตัดต่อคำปราศรัยของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างบิดเบือน ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิด

หนังสือพิมพ์เดอะ เทเลกราฟ เผยแพร่บันทึกข้อความภายในของ BBC เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า รายการ Panorama ตัดต่อคำพูดสองส่วนจากคำปราศรัยของทรัมป์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 นำมาต่อกัน ทำให้ดูเหมือนทรัมป์สนับสนุนการจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

ในคำปราศรัยจริง ทรัมป์กล่าวว่า “เราจะเดินไปที่รัฐสภา และเราจะให้กำลังใจวุฒิสมาชิกและสมาชิกรัฐสภาที่กล้าหาญของเรา” แต่ Panorama ตัดต่อส่วนที่แยกกันกว่า 50 นาทีมาต่อกัน ทำให้เขาดูเหมือนพูดว่า “เราจะเดินไปที่รัฐสภา… และผมจะอยู่กับพวกคุณที่นั่น และเราจะสู้ เราจะสู้จนตาย”

นายทิม เดวี ดำรงตำแหน่งมา 5 ปี เผชิญความกดดันจากข้อกล่าวหาเรื่องความเป็นกลางและความขัดแย้งหลายครั้งที่เกิดขึ้นกับ BBC เขากล่าวว่า “เช่นเดียวกับองค์กรสาธารณะทั้งหมด BBC ไม่ได้สมบูรณ์แบบ และเราต้องเปิดเผย โปร่งใส และรับผิดชอบเสมอ แม้จะไม่ใช่เหตุผลเดียว การถกเถียงในปัจจุบันเกี่ยวกับ BBC News ก็มีส่วนทำให้เกิดการตัดสินใจของผม”

นางเดบอราห์ เทิร์นเนส ซีอีโอฝ่ายข่าวมา 3 ปี กล่าวว่า ข้อพิพาทเรื่อง Panorama “ได้ดำเนินมาถึงจุดที่กำลังสร้างความเสียหายให้กับ BBC” พร้อมย้ำว่า “ความรับผิดชอบสูงสุดอยู่ที่ฉัน”

การลาออกของทั้งสองมีขึ้นก่อนที่ นายซามีร์ ชาห์ ประธานคณะกรรมการบริหารของ BBC จะแถลงต่อคณะกรรมการรัฐสภาในวันจันทร์ ซึ่งคาดว่าจะมีการขออภัยอย่างเป็นทางการต่อกรณีการตัดต่อคำพูดดังกล่าว

โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความยินดีกับการตัดสินใจนี้ โดยกล่าวว่าผู้บริหารระดับสูงของ BBC ลาออกหรือถูกไล่ออก “เพราะพวกเขาถูกจับได้ว่า ‘ดัดแปลง’ คำปราศรัยที่ดีมาก (สมบูรณ์แบบ!) ของผมเมื่อวันที่ 6 มกราคม” และกล่าวหาว่าคนเหล่านี้ “ไม่ซื่อสัตย์อย่างยิ่ง”

รายงานภายในยังชี้ถึง “ปัญหาเชิงระบบ” ในการรายงานข่าวของ BBC Arabic เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล–กาซา รวมถึงการรายงานประเด็นเพศสภาพและกลุ่มคนข้ามเพศที่ถูกมองว่าถูก “จำกัดโดยผู้สื่อข่าวเฉพาะด้าน” อีกทั้ง BBC ยังเพิ่งเผชิญคำร้องเรียน 20 กรณีเกี่ยวกับความไม่เป็นกลางของผู้ประกาศข่าว และถูกวิจารณ์ที่ไม่เปิดเผยว่าผู้บรรยายสารคดีเกี่ยวกับกาซาเป็นบุตรของเจ้าหน้าที่ฮามาส

นักวิเคราะห์สื่อหลายรายระบุว่า BBC ตอบสนองต่อข้อกล่าวหาช้าเกินไป และมองว่าการตัดต่อสุนทรพจน์ทรัมป์ “ไม่อาจปกป้องได้” ขณะที่อดีตผู้บริหารช่อง 4 วิจารณ์ว่า BBC ใช้เวลานานเกินควรในการขอโทษต่อสาธารณะ

การลาออกพร้อมกันของผู้นำสูงสุดและหัวหน้าฝ่ายข่าวในวันเดียวกันนับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของ BBC รัฐบาลอังกฤษระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นโอกาสให้ BBC ฟื้นฟูความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าจะใช้การทบทวนรอยัลชาร์เตอร์ (Royal Charter) หรือพระบรมราชโองการจากพระมหากษัตริย์ ที่จะหมดอายุในปี 2027 เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับองค์กรให้ตอบโจทย์ยุคใหม่

ทำไม ผอ.-ซีอีโอข่าว BBC ลาออก จึงเป็นข่าวใหญ่?

ปรากฏการณ์ ผอ.-ซีอีโอข่าว BBC ลาออก หลังถูกวิจารณ์หนัก ปมตัดต่อสารคดีทรัมป์บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่เรื่องภายในองค์กร แต่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสื่อระดับโลกอย่าง BBC โดยตรง การตัดต่อคำปราศรัยของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์อย่างบิดเบือน สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ BBC ในฐานะสื่อที่เป็นกลางและนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง

ผลกระทบต่อ BBC จากกรณี ผอ.-ซีอีโอข่าว BBC ลาออก

  • ความน่าเชื่อถือที่ลดลง: สาธารณชนอาจตั้งคำถามต่อความเป็นกลาง และความถูกต้องของข้อมูลที่ BBC นำเสนอ
  • การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น: BBC อาจเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นจากรัฐบาล องค์กรกำกับดูแล และสาธารณชน
  • การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร: BBC อาจต้องปรับปรุงกระบวนการทำงาน และนโยบายด้านบรรณาธิการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

อนาคตของ BBC หลังการลาออก

การลาออกของ ผอ.-ซีอีโอข่าว BBC ลาออก หลังถูกวิจารณ์หนัก ปมตัดต่อสารคดีทรัมป์บิดเบือนข้อเท็จจริง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับ BBC องค์กรจะต้องเร่งฟื้นฟูความน่าเชื่อถือ และสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชนว่าจะยังคงเป็นแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและเป็นกลางต่อไป การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และการรักษาความเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของ BBC

ดังนั้น การลาออกครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้นำ แต่เป็นโอกาสให้ BBC ทบทวนบทบาทของตนเองในฐานะสื่อสาธารณะ และปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา – ผอ.-ซีอีโอข่าว BBC ลาออก หลังถูกวิจารณ์หนัก ปมตัดต่อสารคดีทรัมป์บิดเบือนข้อเท็จจริง

Scroll to top