ข่าววันนี้

ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ

ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ เพื่อเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของสินค้าผิดกฎหมายที่กำลังทำลายสุขภาพของเด็กและเยาวชนไทย โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

จากการลงพื้นที่ตรวจค้นรวม 5 จุดในย่านคลองถม เจ้าหน้าที่สามารถยึดบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยา และอุปกรณ์เสริมได้มากกว่า 20,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งสินค้าเหล่านี้ถูกเตรียมกระจายไปยังตลาดหน้าร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ปฏิบัติการ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ ในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะภาครัฐจะเดินหน้าไล่ล่าผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง

อันตรายและโทษหนักจากการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษรุนแรงตามกฎหมาย โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท ซึ่งในคดีการ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับชัดเจนว่ากฎหมายห้ามเปรียบเทียบปรับเพื่อระงับคดีเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับมาทำซ้ำ

ในมุมมองด้านสาธารณสุข บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าปลอดภัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ข้อมูลจาก สคบ. ยืนยันว่าสารพิษในบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของเยาวชนอย่างรุนแรง ดังนี้:

  • นิโคตินในระดับสูง: บุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่งอาจมีนิโคตินเทียบเท่าบุหรี่มวนถึง 20 มวน
  • ละอองขนาดเล็ก: อนุภาคเล็กกว่า PM 2.5 ทำให้สารเคมีซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย
  • สารก่อมะเร็งและโลหะหนัก: การสูดดมส่งผลต่อการพัฒนาการของสมองเด็กและวัยรุ่นในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมบุตรหลาน หากพบเห็นการลักลอบจำหน่าย สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือสายด่วนตำรวจ 1599 เพื่อช่วยกันปกป้องสังคมจากภัยเงียบนี้

การปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า ภาครัฐเอาจริงกับการกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดไปจากประเทศไทย เพื่ออนาคตที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกหลานเราในระยะยาว

ที่มา – “ศุภมาส” เอาจริง สคบ. ผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึด 2 หมื่นชิ้น ฟันโทษหนัก

บช.ตชด. ชี้แจงปม ตชด.ภาค 1 ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม

บช.ตชด. ชี้แจงปม ตชด.ภาค 1 ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากมีการนำเสนอข่าวกรณีที่กำลังพลตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่แนวหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับผลกระทบจากการไม่ได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายวันละ 240 บาท เป็นระยะเวลานานถึง 5 เดือนเต็ม ส่งผลให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์บช.ตชด. ชี้แจงปม ตชด.ภาค 1 ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม โดยยืนยันว่าทางผู้บังคับบัญชาไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

รายละเอียดการจัดการงบประมาณและคำชี้แจงจาก บช.ตชด.

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าการบช.ตชด. ชี้แจงปม ตชด.ภาค 1 ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม นั้นมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณ ดังนี้:

  • งบประมาณห้วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการดำเนินการเบิกจ่ายให้กำลังพลเรียบร้อยแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง
  • สำหรับงบประมาณในห้วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 ทาง บช.ตชด. ได้โอนจัดสรรไปยังหน่วยต้นสังกัดเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่หน่วยต้นสังกัดจะเร่งเบิกจ่ายให้ถึงมือเจ้าหน้าที่
  • ส่วนงบประมาณในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงปัจจุบัน ทางหน่วยงานได้ทำเรื่องขอรับการสนับสนุนงบกลางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติ

ทางด้าน พล.ต.ท. รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องเบี้ยเลี้ยงด้วยความโปร่งใสและยึดถือสิทธิประโยชน์ของกำลังพลเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการสั่งการให้หน่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือกังวลใจกับเหตุการณ์ บช.ตชด. ชี้แจงปม ตชด.ภาค 1 ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

เราเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาในระบบราชการอาจต้องใช้เวลาตามขั้นตอนงบประมาณ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสื่อสารภายในองค์กรที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับทราบความคืบหน้าอย่างโปร่งใส และเชื่อมั่นว่าสวัสดิการที่ควรได้รับนั้นจะไม่สูญหายไปไหนอย่างแน่นอน

ที่มา – บช.ตชด. ชี้แจงปม “ตชด.ภาค 1” ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม ยันไม่ได้นิ่งนอนใจ

คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ

เชื่อว่าหลายคนเวลาเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วลงเครื่องบินที่สนามบินภูมิภาค มักจะเจอปัญหาเรื่องการหารถเข้าเมืองที่บางครั้งก็ไม่สะดวกเท่าที่ควร หรือกังวลเรื่องราคาที่ตรวจสอบไม่ได้ ล่าสุดมีข่าวดีครับ เมื่อกระทรวงคมนาคมขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการหารือกับ Grab เพื่อยกระดับบริการขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่มากขึ้น

คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าหลังจากได้หารือร่วมกับตัวแทนบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีเป้าหมายหลักคือการเชื่อมโยงการเดินทางจากสนามบินไปยังจุดหมายปลายทางให้มีความไร้รอยต่อ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบผู้ให้บริการได้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งถือเป็นการก้าวไปสู่ยุคการเดินทางแบบดิจิทัลที่แท้จริง

ทำไมถึงต้องจัดระเบียบผ่านความร่วมมือนี้?

ปัจจุบันกรมท่าอากาศยานได้จัดพื้นที่ให้รถสาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ รถสองแถว หรือรถโดยสารประจำทาง ในสนามบิน 21 แห่งทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่การนำ Grab เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารมากขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ความโปร่งใส: ผู้โดยสารทราบราคาและข้อมูลคนขับผ่านแอปพลิเคชันได้ทันที
  • ความปลอดภัย: มีระบบคัดกรองคนขับและตรวจสอบเส้นทางตลอดการเดินทาง
  • ความสะดวกสบาย: ลดปัญหาการรอคอยและการสื่อสารที่ผิดพลาด

สำหรับการดำเนินงานในเฟสแรก กระทรวงคมนาคมได้เตรียมให้ คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ ก่อนเป็น 3 แห่งแรก เพื่อทดสอบระบบให้พร้อมสำหรับการขยายผลไปสู่สนามบินอื่นๆ ทั่วไทยในอนาคต

ทางรัฐมนตรีได้กำชับอย่างเข้มงวดว่า ทุกฝ่ายต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัด คนขับต้องมีการจดทะเบียนถูกต้อง เพื่อให้มาตรฐานการบริการออกมาดีที่สุดสำหรับผู้ใช้บริการทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติครับ

ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมากครับ หากการทำโปรเจกต์ คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ สำเร็จตามเป้า เชื่อว่าการเดินทางท่องเที่ยวในไทยจะสะดวกและน่าประทับใจขึ้นอีกหลายเท่าตัว ใครที่เดินทางไป 3 จังหวัดนี้บ่อยๆ เตรียมตัวรอสัมผัสประสบการณ์ใหม่กันได้เลย แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับความร่วมมือนี้? มาแชร์กันได้นะครับ!

ที่มา – คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ

โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเบี้ยวเงิน

โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ สำหรับการทำงานแบบฉับไวของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ภายใต้การนำของ คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ล่าสุดได้โชว์ผลงาน โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส จนผู้เสียหายได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็วเกินคาด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีผู้ปกครองท่านหนึ่งซื้อคอร์สเรียนว่ายน้ำให้ลูก แต่ต่อมาโรงเรียนกลับปิดตัวลงและปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างเหตุผลว่าคอร์สหมดอายุ ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างชัดเจน ผู้เสียหายจึงตัดสินใจร้องเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ของ สคบ. และได้รับความช่วยเหลือทันที

เหตุผลที่การทำงานครั้งนี้ถูกพูดถึงว่า โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส ได้อย่างไร?

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการประสานงานที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ โดยมีการลงพื้นที่เจรจากับผู้ประกอบการโดยตรง ส่งผลให้เงื่อนไขการคืนเงินที่เดิมควรใช้เวลาถึง 60-120 วัน ถูกลดเหลือเพียง 15 วันเท่านั้น ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร้องเรียนเป็นอย่างมาก

  • ความรวดเร็ว: เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับและดำเนินเรื่องภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง
  • การเอาใจใส่: มีการลงพื้นที่จริงเพื่อกดดันและเจรจากับทางธุรกิจ
  • ประสิทธิภาพ: เปลี่ยนจากข้ออ้างที่ว่าคอร์สหมดอายุให้กลายเป็นความรับผิดชอบที่ต้องคืนเงิน

หลายคนมองว่าเหตุการณ์ โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส ในครั้งนี้ คือตัวอย่างที่ดีของการทำงานยุคใหม่ที่เน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุให้เร็วที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชน

หากใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาถูกเอารัดเอาเปรียบจากร้านค้าหรือธุรกิจต่างๆ อย่าปล่อยให้เรื่องผ่านไปเฉยๆ ครับ เพราะสิทธิของผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญ การร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้เราได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 ได้ทันทีครับ

ที่มา – โซเชียลชม “สคบ.” เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล

มาอัปเดตสถานการณ์พลังงานกันหน่อยครับ สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางหรือต้องใช้รถในวันพรุ่งนี้ วันนี้เรามีข้อมูล ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล มาฝากกันแบบเน้นๆ เพื่อให้คุณเตรียมตัวคำนวณค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันได้อย่างแม่นยำครับ

ตรวจสอบราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล ล่าสุด

การเช็กราคาน้ำมันก่อนเข้าปั๊มเป็นนิสัยที่ดีมากครับ เพราะราคาในแต่ละวันอาจมีการปรับเปลี่ยนตามกลไกตลาดโลก ซึ่งข้อมูล ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล ที่เรารวบรวมมาให้นี้ เป็นราคาจากปั๊มน้ำมันชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่ ปตท., บางจาก, เชลล์, พีที, ซัสโก้ และคาลเท็กซ์ เพื่อให้คุณนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจครับ

สรุปราคาจากปั๊มชั้นนำ

บางจาก: ไฮดีเซล S อยู่ที่ 37.54 บาท/ลิตร, GSH95S EVO อยู่ที่ 36.84 บาท/ลิตร, GSH91S EVO อยู่ที่ 36.47 บาท/ลิตร และ E20S EVO อยู่ที่ 31.84 บาท/ลิตร

ปตท.: ดีเซลอยู่ที่ 37.54 บาท/ลิตร, เบนซินอยู่ที่ 45.83 บาท/ลิตร, GSH95S EVO อยู่ที่ 36.84 บาท/ลิตร และ E20S EVO อยู่ที่ 31.84 บาท/ลิตร

เชลล์: เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 37.54 บาท/ลิตร, เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 37.34 บาท/ลิตร, เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 36.97 บาท/ลิตร และ E20 อยู่ที่ 32.04 บาท/ลิตร

พีที และซัสโก้: ดีเซลคงที่อยู่ที่ 37.54 บาท/ลิตร ในขณะที่กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ปรับตามโครงสร้างราคาประกาศล่าสุด โดยแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 36.84 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 36.47 บาท/ลิตร

คาลเท็กซ์: โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 49.26 บาท/ลิตร, ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 37.54 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 36.84 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคานี้เป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ครับ การเลือกเติมน้ำมันในปั๊มที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ของท่านจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น อย่าลืมหมั่นตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์และลมยางให้พร้อมก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่ายครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ให้คุณวางแผนการใช้รถใช้ถนนได้อย่างราบรื่นในวันพรุ่งนี้ครับ

ที่มา – ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 สิงหาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อคุณรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่คุณชัยชนะ เดชเดโช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับการ สภ.ทุ่งใหญ่ โดยคุณโรมย้ำชัดว่าหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข่าว โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและเป็นการรักษาหลักการของกฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันในสังคมไทย

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวแล้ว คุณรังสิมันต์ โรม ยังได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทยขึ้นมาถกแถลง โดยเขามองว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายการถือครองอาวุธปืนอย่างจริงจัง

มุมมองต่อการครอบครองอาวุธปืนเกินความจำเป็น

ในประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืน คุณโรมตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่นักการเมืองบางคนอาจมีปืนในครอบครองมากถึง 30-40 กระบอก ซึ่งถือว่าเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัวทั่วไป และเมื่อพิจารณาจากมุมมองของ โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้ว เขายังขยายความไปถึงมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาวะหวาดระแวงว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะกลายเป็นภัยเสียเอง

ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนกำลังขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ได้แก่:

  • การทบทวน พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อจำกัดการครอบครองที่เกินความจำเป็น
  • การจัดทำมาตรการรับซื้อคืนอาวุธปืนหรือนโยบายจูงใจให้คืนปืนผิดกฎหมาย
  • การตรวจสอบสุขภาพจิตและประวัติของผู้ถือครองปืนให้เข้มงวดมากขึ้น
  • การสร้างระบบความปลอดภัยที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง ไม่ใช่การพกปืนเพื่อป้องกันตัวเพียงอย่างเดียว

คุณรังสิมันต์ยังย้ำว่า การจะเป็นนักการเมืองไม่จำเป็นต้องมีปืนมากมายเหมือนเปิดคลังแสง เพราะหัวใจสำคัญคือการทำงานเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอำนาจและกฎหมาย โดยเขาย้ำอีกครั้งว่า โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง นั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน

ในท้ายที่สุด สังคมไทยคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแก้ปัญหาอาวุธปืนจะก้าวหน้าไปถึงจุดไหน และนักการเมืองจะสามารถเป็นต้นแบบของการเคารพกฎหมายได้จริงหรือไม่ เพราะความศรัทธาของประชาชนนั้นมีค่ามากกว่าปืนทุกกระบอกที่อยู่ในมือใครก็ตาม

ที่มา – “โรม” ชี้ปม “ชัยชนะ” ตบรอง ผกก. หากทำจริง ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ห้ามพกปืนเด็ดขาด

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ล่าสุดภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กรนิติบัญญัติอย่างมาก โดยล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาประกาศนโยบายใหม่เพื่อ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากลและรัดกุมที่สุด

ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม

การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแสสังคม แต่เป็นความตั้งใจของประธานรัฐสภาที่ต้องการให้สถานที่ทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติมีความเป็นมืออาชีพ โดยเน้นย้ำว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็น สส. เจ้าหน้าที่ หรือผู้ติดตาม จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบด้วยเครื่องสแกนเอกซเรย์โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้มาตรการนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือ

สรุปจุดสำคัญของการปรับปรุงระเบียบความปลอดภัย

นอกจากนโยบายเรื่องอาวุธปืนแล้ว ทางสภายังมีแผนการปรับปรุงมาตรการอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การคัดกรองรถยนต์เข้า-ออก ต้องใช้บัตรหรือสติกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
  • รถจักรยานยนต์และไรเดอร์รับ-ส่งอาหาร ต้องทำการแลกบัตรและจอดในจุดที่กำหนด
  • บุคคลทุกคนที่เข้า-ออกอาคารต้องติดบัตรแสดงตนอย่างชัดเจน
  • มีการจัดระบบสายตรวจเดินตรวจจุดเสี่ยงหรือจุดบอดภายในอาคารรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง

ความน่าสนใจอีกประการคือ การเตรียมทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ ซึ่งการ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม ในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้มงวดและเป็นระบบมากขึ้น

ผู้ที่มาติดต่อหรือทำงานภายในรัฐสภาคงต้องเตรียมตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบเอกสารและอุปกรณ์ส่วนตัว ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะความปลอดภัยควรเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง การไม่มีอาวุธปืนเข้ามาเกี่ยวข้องภายในสถานที่ทำงานนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับทั้งข้าราชการและประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการ หวังว่านโยบายนี้จะส่งผลดีต่อบรรยากาศการทำงานให้ราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคตครับ

ที่มา – ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปึงเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม

บุกค้นโกดัง พบบุหรี่เถื่อนอื้อ เงินสด 18 ล้าน รวมความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

บุกค้นโกดัง พบบุหรี่เถื่อนอื้อ เงินสด 18 ล้าน รวมความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

เหตุการณ์ระทึกขวัญในพื้นที่ภาคใต้เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าทลายขบวนการผิดกฎหมายครั้งใหญ่ โดยมีการ บุกค้นโกดัง พบบุหรี่เถื่อนอื้อ เงินสด 18 ล้าน รวมความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ถือเป็นปฏิบัติการปราบปรามที่สร้างความตกตะลึงให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมาย แต่ยังสะท้อนถึงเครือข่ายธุรกิจมืดที่มีมูลค่ามหาศาลซ่อนอยู่ภายใต้โกดังธรรมดาๆ

เปิดเบื้องลึกปฏิบัติการ บุกค้นโกดัง พบบุหรี่เถื่อนอื้อ เงินสด 18 ล้าน รวมความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายหลังได้รับรายงานความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัย การ บุกค้นโกดัง พบบุหรี่เถื่อนอื้อ เงินสด 18 ล้าน รวมความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ในครั้งนี้ พบของกลางจำนวนมหาศาล ทั้งบุหรี่ที่ลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมาย รวมถึงเงินสดที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในลังกระดาษอย่างเป็นระบบ ซึ่งสร้างความตกใจให้กับทีมผู้เข้าจับกุมเป็นอย่างมาก

จากการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม พบของกลางที่น่าสนใจดังนี้:

  • บุหรี่เถื่อนจำนวนรวมกว่า 117,560 ซอง หรือคิดเป็น 2,452,680 ม้วน
  • เงินสดบรรจุในลังกระดาษจำนวน 18 ล้านบาท
  • อาวุธปืนพกสั้น 9 มม. จำนวน 3 กระบอก (ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่ามีทะเบียนถูกต้อง)

มูลค่าความเสียหายรวมทั้งหมดจากการตรวจยึดในครั้งนี้สูงถึง 105,479,415 บาท ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเจ้าหน้าที่รัฐในการขัดขวางไม่ให้สินค้าหนีภาษีเหล่านี้แพร่กระจายเข้าสู่ตลาดในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดเก็บภาษีของรัฐบาล

ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ การขยายผลครั้งนี้ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการติดตามเส้นทางการเงินและเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลัง การตรวจค้นครั้งนี้จึงถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังขบวนการทำผิดกฎหมายว่าไม่ว่าคุณจะซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเพียงใด กฎหมายจะตามไปจัดการอย่างถึงที่สุด

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและไม่สนับสนุนสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ เพราะนอกจากจะเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมให้เติบโตขึ้นอีกด้วย หวังว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดแบบนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อความสงบสุขของสังคมไทย

ที่มา – บุกค้นโกดัง พบบุหรี่เถื่อนอื้อ เงินสด 18 ล้าน รวมความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

เตือนภัย ชามไก่ลำปาง ของปลอมระบาด เสี่ยงคุกหนัก!

ระวังให้ดี! สกัดสินค้าเลียนแบบ ชามไก่ลำปาง ของแท้ต้องมีตรา GI

ใครที่ชอบเข้าครัวหรือสะสมเครื่องเซรามิกคงรู้จักชื่อเสียงของ ชามไก่ลำปาง กันเป็นอย่างดี แต่ล่าสุดกรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังเดินหน้าเข้มงวดเพื่อสกัดสินค้าเลียนแบบที่แอบอ้างชื่อชามไก่ลำปางวางขายเกลื่อนตลาด ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายเต็มๆ ครับ ใครที่เผลอซื้อหรือตั้งใจขายของปลอมอาจโดนโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ย้ำชัดว่าการแอบอ้างชื่อ ชามไก่ลำปาง ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไปใช้กับสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในแหล่งกำเนิดจริง หรือไม่ได้มาตรฐานตามที่ขึ้นทะเบียน GI ไว้ เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีโทษปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท และหากมีการใช้ตราสัญลักษณ์ GI โดยไม่ได้รับอนุญาต ยังพ่วงความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า โทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 400,000 บาทเลยทีเดียวครับ

ทำไมต้องซื้อ ชามไก่ลำปาง แท้ที่มีตรา GI เท่านั้น?

การเลือกซื้อสินค้าที่มีตรา GI เป็นการการันตีว่าคุณได้รับของที่มีคุณภาพระดับภูมิปัญญาดั้งเดิม โดย ชามไก่ลำปาง ของแท้มีกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน ดังนี้ครับ:

  • วัตถุดิบคุณภาพ: ใช้ดินขาวจากอำเภอแจ้ห่มผสมดินดำและทรายแก้ว ทำให้เนื้อเซรามิกมีความแข็งแกร่งเป็นเอกลักษณ์
  • งานฝีมือประณีต: ลวดลายไก่ ดอกโบตั๋น และต้นกล้วย ถูกวาดด้วยมือทุกชิ้นก่อนผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิสูงถึง 1,250 องศาเซลเซียส
  • มาตรฐานความปลอดภัย: สีสันติดทน ใช้งานได้ยาวนาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภคแน่นอน

สำหรับเพื่อนๆ ที่กังวลว่าจะแยกของจริงของปลอมไม่ออก ผมแนะนำว่าให้สังเกตตราสัญลักษณ์ GI บนผลิตภัณฑ์ให้ดี หากไม่มีการแสดงที่มาที่ไปชัดเจน หรือราคาถูกจนน่าตกใจ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยครับ หากใครพบเบาะแสการแอบอ้าง สามารถแจ้งสายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368 ได้ทันที เพื่อช่วยกันรักษาภูมิปัญญาไทยไม่ให้ถูกสินค้าไร้คุณภาพมาแอบอ้างเอาเปรียบครับ การสนับสนุนผู้ผลิตตัวจริง นอกจากจะได้ของดีไปใช้แล้ว ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนอีกด้วยครับ

ที่มา – สกัดสินค้าเลียนแบบ “ชามไก่ลำปาง” กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตือนแอบอ้างชื่อ เสี่ยงคุกหนัก

Scroll to top