ข่าวสงคราม

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน ชุมนุมวันกุดส์

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐอเมริกาได้ประกาศตั้งรางวัลนำจับผู้นำสำคัญและผู้บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) โดยมีมูลค่าสูงสุดถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 360 ล้านบาทไทย ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านยังคงปรากฏตัวในชุมนุมวันกุดส์ที่กรุงเตหะราน แม้จะมีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นใกล้เคียง

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน: รายละเอียดรางวัลนำจับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับการประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญ 10 รายที่เกี่ยวข้องกับการบัญชาการ IRGC แม้จะเปิดเผยชื่อเพียง 6 คนเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลระดับสูงอย่าง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน และ อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

  • โมจตาบา คาเมเนอี – ผู้นำสูงสุดคนใหม่
  • อาลี ลาริจานี – เลขาธิการสภาความมั่นคง
  • บุคคลอื่นๆ ใน IRGC ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกำลังทหาร

การตั้งรางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกดดันอิหร่านของสหรัฐฯ ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย IRGC ถือเป็นกลุ่มที่สหรัฐฯ จัดอยู่ในรายชื่อผู้ก่อการร้าย

เจ้าหน้าที่ระดับสูงโผล่ร่วมชุมนุมวันกุดส์ ในเตหะราน

ในขณะเดียวกัน สื่ออิหร่านได้เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เข้าร่วมกิจกรรม วันกุดส์ (Quds Day) ซึ่งเป็นวันแสดงความสนับสนุนปาเลสไตน์ประจำปี โดยมีผู้เข้าร่วมสำคัญดังนี้

  • มาซูด เปเซชเคียน – ประธานาธิบดีอิหร่าน
  • อับบาส อารักชี – รัฐมนตรีต่างประเทศ
  • อาลี ลาริจานี – เลขาธิการสภาความมั่นคง
  • อาห์มัดเรซา ราดาน – ผู้บัญชาการตำรวจ
  • โกลัมโฮสเซน โมห์เซนี เอเจอี – ประธานฝ่ายตุลาการ

คลิปวิดีโอที่น่าตกใจคือภาพนายโมห์เซนี เอเจอี กำลังให้สัมภาษณ์สดทางโทรทัศน์รัฐ ขณะเกิดเสียงระเบิดดังใกล้พื้นที่ชุมนุม นอกจากนี้ยังมีภาพประธานาธิบดีเปเซชเคียนเดินทักทายประชาชน ถ่ายเซลฟีกับผู้ชุมนุม ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน โมจตาบา คาเมเนอี ได้เรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วม เพื่อเผชิญหน้ากับ “ศัตรูของชาติ” ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางที่รุนแรง

บริบทวันกุดส์และความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน

วันกุดส์ หรือ Quds Day จัดขึ้นทุกปีเพื่อประท้วงการยึดครองเยรูซาเล็ม โดยอิหม่ามโคเมนีผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่ปี 1979 กิจกรรมนี้มักดึงดูดผู้คนนับล้านในอิหร่านและชาติพันธมิตร การที่สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่านในช่วงเวลานี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียด โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มติดอาวุธที่สหรัฐฯ เชื่อมโยงกับ IRGC

นอกจากนี้ อิหร่านยังเผชิญแรงกดดันจากสหประชาชาติและชาติตะวันตกเรื่องโครงการนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่านในรูปแบบต่างๆ เช่น การเพิ่มกำลังในซีเรียหรือเลบานอน

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

ความขัดแย้งนี้ไม่เพียงกระทบอิหร่านและสหรัฐฯ แต่ยังลุกลามไปยังอิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย และชาติอื่นๆ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ารางวัลนำจับนี้อาจกระตุ้นให้เกิดการทรยศภายใน IRGC หรือเพิ่มความมั่นคงภายในของอิหร่าน

ในมุมมองของผู้เขียน สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน ถือเป็นกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่ชาญฉลาดเพื่อบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในผู้นำอิหร่าน แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนสงครามใหญ่ หากคุณสนใจข่าวการเมืองโลก อย่าลืมติดตามและแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่า คุณมองอนาคตของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิหร่านอย่างไร?

ที่มา – สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน ขณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงโผล่ร่วมชุมนุมวันกุดส์ ในเตหะราน

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจบเมื่อผมรู้สึกถึงเวลา

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจะจบ “เมื่อผมรู้สึกว่าถึงเวลา” เตรียมโจมตีหนักเพิ่ม เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการข่าวต่างประเทศ ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานี Fox News โดยยืนยันว่าสงครามกับอิหร่านจะยุติลงเมื่อเขา “รู้สึกได้เอง” ซึ่งคำพูดนี้สร้างความฮือฮาและความกังวลไปทั่วโลก

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจะจบ “เมื่อผมรู้สึกว่าถึงเวลา” เตรียมโจมตีหนักเพิ่ม

ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 ทรัมป์ได้กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะสิ้นสุดลง “เมื่อผมรู้สึกว่ามันถึงเวลา” เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าทำไมเขาถึงรู้ได้ ทรัมป์ตอบอย่างมั่นใจว่า “เมื่อผมรู้สึกได้ โอเคมั้ย ผมรู้สึกมันได้จากข้างใน” คำตอบสไตล์นี้สะท้อนบุคลิกของทรัมป์ที่ชอบพูดตรงๆ และตัดสินใจจากสัญชาตญาณ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประเมินว่าความเสียหายที่สหรัฐฯ ก่อให้กับอิหร่านในปัจจุบันนั้นรุนแรงมาก จนอิหร่านอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นตัว และที่สำคัญ เขาเตือนว่าสัปดาห์หน้าสหรัฐฯ จะเพิ่มการโจมตีอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น สถานการณ์นี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกปั่นป่วน โดยเฉพาะเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่

ทรัมป์ยังพูดถึง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านที่ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ โดยคาดเดาว่าเขาอาจได้รับบาดเจ็บแต่ยังมีชีวิตอยู่ การหายตัวไปของผู้นำคนนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นกลยุทธ์ของอิหร่านในการปกปิดความอ่อนแอ

บทบาทของช่องแคบฮอร์มุซในสงคราม

เมื่อถูกถามถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทรัมป์ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ พร้อมคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันหากจำเป็น แต่เขาหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยสันติ อย่างไรก็ตาม การโจมตีที่กำลังจะมาอาจกระทบราคาน้ำมันทั่วโลก ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยและประเทศอื่นๆ ด้วย

  • ทรัมป์ยืนยันสงครามจบเมื่อ “รู้สึกถึงเวลา” จากสัญชาตญาณ
  • เตรียมโจมตีอิหร่านหนักขึ้นในสัปดาห์หน้า
  • ประเมินโมจตาบา คาเมเนอี ยังมีชีวิตแต่บาดเจ็บ
  • สหรัฐฯ พร้อมปกป้องช่องแคบฮอร์มุซ
  • ความเสียหายอิหร่านหนัก ฟื้นตัวยากหลายปี

背景ของความขัดแย้งนี้ย้อนไปถึงนโยบายกดดันสูงสุดของทรัมป์สมัยแรก ที่ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA และสังหารนายพลโซไลมานี ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ปัจจุบัน สงครามยืดเยื้อมาหลายเดือน สร้างความสูญเสียทั้งสองฝ่าย ทรัมป์มองว่านี่เป็นโอกาสในการบังคับให้อิหร่านยอมจำนน

นักวิเคราะห์เห็นว่าคำพูดของทรัมป์อาจเป็นกลยุทธ์จิตวิทยาเพื่อกดดันอิหร่าน แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนสงครามใหญ่ หากอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด สถานการณ์นี้值得จับตา รัฐบาลควรเตรียมแผนสำรองพลังงานเพื่อลดผลกระทบ

คุณคิดอย่างไรกับคำพูดของทรัมป์? สงครามนี้จะจบจริงเมื่อไหร่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ

ที่มา – ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจะจบ “เมื่อผมรู้สึกว่าถึงเวลา” เตรียมโจมตีหนักเพิ่ม

เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่บาดเจ็บหนัก

เพนตากอนเพิ่งออกมาเปิดเผยข้อมูลสุดช็อกเกี่ยวกับ ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ที่ชื่อ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าตอนนี้บาดเจ็บหนักและอาจเสียโฉม จากเหตุการณ์โจมตีในช่วงเริ่มต้นของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน สิ่งที่น่ากังวลคือ เขายังไม่ยอมปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่ง สถานการณ์แบบนี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงสุขภาพและความมั่นคงของผู้นำคนนี้ท่ามกลางวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง

เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่บาดเจ็บหนัก

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันในชื่อเพนตากอน ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุชัดเจนว่า เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่บาดเจ็บหนัก จากการโจมตีที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของความขัดแย้งครั้งใหญ่ นายเฮกเซธบอกว่าสหรัฐฯ มีข้อมูลว่ามีแนวโน้มที่โมจตาบา คาเมเนอี จะเสียโฉมจากบาดแผลดังกล่าว ข้อมูลนี้มาหลังจากที่คาเมเนอีเพิ่งออกแถลงการณ์ลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในวันพฤหัสบดี นับตั้งแต่รับตำแหน่งผู้นำสูงสุด

ก่อนหน้านี้ บิดาของเขา คือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตจากเหตุระเบิดในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม ทำให้โมจตาบาต้องขึ้นมาแทนที่อย่างกะทันหัน ทางการอิหร่านยอมรับว่าผู้นำคนใหม่บาดเจ็บจริง แต่ไม่เคยเปิดเผยรายละเอียด ทำให้เกิดกระแสข่าวลือหนาหู

ผลกระทบจากการที่ผู้นำยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ

การที่ ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ยังไม่โผล่หน้ามาต่อสาธารณะ สร้างความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ในอิหร่านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามรอบด้าน ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาการบาดเจ็บนี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การตอบโต้ทางทหารหรือการเจรจากับชาติตะวันตก

  • เพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
  • กระทบต่อเสถียรภาพภายในอิหร่าน
  • อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นำอีกครั้ง
  • สหรัฐฯ และอิสราเอลจับตาอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ Reuters รายงานว่าข้อมูลจากเพนตากอนนี้มาจากแหล่งข่าวลับที่เชื่อถือได้ ซึ่งยืนยันว่าบาดแผลของโมจตาบาเกิดจากการโจมตีทางอากาศที่แม่นยำ สงครามครั้งนี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มพันธมิตรของอิหร่าน ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้สถานการณ์ลุกลามไปทั่วภูมิภาค

เรามาดูประวัติของโมจตาบา คาเมเนอีกันสักหน่อย เขาเป็นบุตรชายคนโตของอาลี คาเมเนอี เคยถูกมองว่าเป็นตัวเต็งสืบทอดตำแหน่งมานาน แต่การขึ้นสู่อำนาจแบบนี้ท่ามกลางสงคราม ทำให้หลายคนสงสัยในความพร้อมของเขา หากบาดเจ็บหนักจริง อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของระบอบอิสลามในอิหร่าน

สถานการณ์ปัจจุบัน อิหร่านกำลังเผชิญทั้งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการโจมตีทางทหาร การที่ผู้นำไม่ปรากฏตัว ยิ่งทำให้เกิดการประท้วงภายในและความกังวลจากนานาชาติ ผู้วิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่าอาจมีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจภายในคณะสงฆ์อิหร่าน

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของผู้นำเผด็จการในยุคสมัยใหม่ เมื่อสงครามสมัยใหม่สามารถโจมตีเป้าหมายสำคัญได้อย่างแม่นยำ หากโมจตาบาไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็ว อนาคตของอิหร่านอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? ติดตามข่าวสารอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อรับรู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ “บาดเจ็บหนัก-อาจเสียโฉม” ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ

GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง เดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคนี้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จึงออกมายืนยันว่า จะเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งมอบสินค้าไม่สะดุด และสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 GC ได้แจ้งว่า บริษัทยังคงรักษาการผลิตตามแผน แม้กำลังการผลิตทั่วโลกจะลดลงจากความผันผวนในตะวันออกกลาง GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง โดยทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) บริษัทติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคา การจัดหาวัตถุดิบ การจัดการสินค้าคงคลัง การผลิต การจำหน่าย รวมถึงงบประมาณและค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน

กลยุทธ์ GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง อย่างมีประสิทธิภาพ

GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ด้วยมาตรการรอบด้านที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน บริษัทมั่นใจว่าสามารถส่งมอบสินค้าสำคัญ เช่น พลาสติก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่นๆ ให้กับอุตสาหกรรมไทยได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาคบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ สร้างสรรค์ หรือการก่อสร้างที่กำลังต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก

  • การจัดหาวัตถุดิบ: GC มีแหล่ง供給หลากหลาย ไม่พึ่งพาตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว โดยกระจายความเสี่ยงไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น อเมริกาและเอเชีย
  • บริหารสินค้าคงคลัง: รักษา level สต็อกให้เพียงพอ เพื่อรับมือกับความล่าช้าจากการขนส่งทางทะเลที่อาจได้รับผลกระทบ
  • ควบคุมต้นทุน: ใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง hedging เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ
  • นวัตกรรมการผลิต: ปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงานให้สูงสุด ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า

นอกจากนี้ GC ยังประสานงานกับกลุ่ม ปตท. และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อติดตามผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลางที่เกิดจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล-ฮามาส และกลุ่มฮูธีในทะเลแดง ทำให้เรือสินค้าต้องอ้อมแอฟริกา ส่งผลให้ค่าน้ำมันและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น แต่ GC ได้เตรียมพร้อมล่วงหน้า ทำให้การดำเนินงานไม่หยุดชะงัก

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยและบทบาทของ GC

อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะ SME ที่พึ่งพาสินค้าจาก GC กว่า 80% จะได้รับผลดีจากความมั่นคงนี้ GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่เพียงช่วยรักษา chain การผลิต แต่ยังช่วยให้ราคาสินค้าไม่ปรับตัวสูงเกินไป บริษัทคาดการณ์ว่าปีนี้จะรักษาการส่งมอบได้ 100% ตามสัญญา สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ

ในระยะยาว GC วางแผนลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดยมุ่งสู่ BCOP (Bio-Circular-Green Oils & Petrochemicals) ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

GC แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ที่สามารถปรับตัวเข้ากับความท้าทายระดับโลกได้อย่างยอดเยี่ยม หากคุณเป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม แนะนำให้ติดตามประกาศจาก GC อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการผลิตให้สอดคล้อง หารือเพิ่มเติมหรือแชร์ประสบการณ์ของคุณในความเห็นด้านล่างนี้

ที่มา – GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนอุตสาหกรรมไทยไม่สะดุด

ก.แรงงาน เร่งประสานความช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทย

กระทรวงแรงงานหรือที่เรียกกันติดปากว่า ก.แรงงาน เร่งประสานความช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทย ที่ประสบเหตุเรือสินค้าถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 โดยมีลูกเรือไทยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ เร่งประสานทุกภาคส่วนเพื่อช่วยเหลือทั้งลูกเรือและครอบครัวอย่างเร่งด่วน

ก.แรงงาน เร่งประสานความช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทย สั่งหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจญาติ

จากรายงานของนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ เปิดเผยว่า เรือสินค้า มยุรี นารี ซึ่งเป็นเรือของไทย ถูกโจมตีใกล้ Strait of Hormuz ทำให้ลูกเรือ 23 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทย ต้องสละเรือขึ้นเรือชูชีพทันที ลูกเรือ 20 คนโชคดีได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเรือโอมาน นำตัวขึ้นฝั่งที่เมือง Khasab อย่างปลอดภัย และพักผ่อนอยู่ที่โรงแรมซึ่งบริษัทเจ้าของเรือจัดให้

ขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต กำลังประสานกับกระทรวงการต่างประเทศโอมาน เพื่อเข้าเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ส่วนลูกเรืออีก 3 รายที่ยังสูญหาย คาดว่าอาจติดค้างบนเรือหรือในห้องเครื่องยนต์ ทีมกู้ภัยทั้งไทยและโอมานกำลังเร่งค้นหาอย่างเต็มที่

รายละเอียดลูกเรือไทยที่สูญหายและสิทธิประโยชน์

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แสดงความห่วงใยอย่างยิ่ง ขณะที่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงฯ สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจญาติของลูกเรือทั้ง 3 รายทันที เพื่อแจ้งสิทธิประโยชน์และความช่วยเหลือต่างๆ ที่ควรได้รับจากนายจ้างและรัฐ

จากการตรวจสอบข้อมูลผู้ประกันตนในประกันสังคม พบรายละเอียดดังนี้:

  • นายเกียรติศักดิ์ ปะวะภูชะแก ตำแหน่งนายช่างไฟฟ้า ภูมิลำเนาจังหวัดหนองบัวลำภู เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มีเงินสะสมชราภาพ 60 งวด รวม 35,988.40 บาท (ไม่รวมผลตอบแทน)
  • นายภาณุพงศ์ หมื่นแทน ตำแหน่งนายช่างกลประจำเรือ ภูมิลำเนาจังหวัดสมุทรปราการ เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มีเงินสะสมชราภาพ 6 งวด รวม 678.94 บาท (ไม่มีผลตอบแทนเพราะส่งไม่ครบ 12 งวด)
  • นายชวลิต ไชยวงศ์ ตำแหน่งช่างเครื่อง ภูมิลำเนาจังหวัดตาก เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มีเงินสะสมชราภาพ 71 งวด รวม 37,201.67 บาท (ไม่รวมผลตอบแทน)

มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากก.แรงงาน

กระทรวงแรงงานกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกเรือทั้ง 23 รายได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นค่าชดเชยจากนายจ้าง ค่ารักษาพยาบาล สิทธิประกันสังคม และการช่วยเหลือด้านอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก ความเสี่ยงจากโจมตีหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันจึงเกิดขึ้นได้เสมอ ลูกเรือไทยซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการส่งออกสินค้า ควรได้รับการคุ้มครองอย่างดีเยี่ยมจากทั้งนายจ้างและรัฐบาล เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความปลอดภัยของแรงงานไทยในต่างแดน

ในมุมมองของเรา การที่ ก.แรงงาน เร่งประสานความช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทย อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลไทยต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ หวังว่าลูกเรือทั้ง 3 รายจะได้รับการค้นพบและช่วยเหลือได้โดยเร็ว

คำแนะนำสำหรับแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ:

  • ตรวจสอบประกันสังคมและสัญญาจ้างให้ครบถ้วนก่อนไป
  • แจ้งข้อมูลติดต่อนายจ้างและสถานทูตเสมอ
  • เตรียมแผนฉุกเฉินส่วนตัว เช่น ประกันภัยส่วนบุคคล
  • ติดตามข่าวสารพื้นที่ทำงานอย่างใกล้ชิด

หากคุณหรือคนใกล้ชิดเป็นแรงงานเรือ สามารถติดต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 เพื่อขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือได้ทันที มาให้กำลังใจลูกเรือไทยด้วยกัน และแชร์ข่าวนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้ครอบครัวที่เกี่ยวข้องทราบ

ที่มา – ก.แรงงาน เร่งประสานความช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทย สั่งหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจญาติ

คาดโอมานนำ 20 ลูกเรือขึ้นแผ่นดินใหญ่ 12 มี.ค. ก่อนส่งกลับไทย

จากเหตุการณ์เรือสินค้าสัญชาติไทย MAYUREE NAREE ถูกโจมตีที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งทางทะเลโลก ล่าสุด คาดโอมานนำ 20 ลูกเรือขึ้นแผ่นดินใหญ่ 12 มี.ค. ก่อนส่งกลับไทย ตามข้อมูลจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ทำให้เกิดความตึงเครียดจากกลุ่มติดอาวุธอย่างฮูตีในเยเมนที่โจมตีเรือสินค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการค้าของไทยที่พึ่งพาการส่งออกทางทะเลสูง

คาดโอมานนำ 20 ลูกเรือขึ้นแผ่นดินใหญ่ 12 มี.ค. ก่อนส่งกลับไทย นายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์

คาดโอมานนำ 20 ลูกเรือขึ้นแผ่นดินใหญ่ 12 มี.ค. ก่อนส่งกลับไทย

เมื่อเวลา 18.03 น. วันที่ 11 มีนาคม 2567 นายพิพัฒน์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยและกรมเจ้าท่าแห่งประเทศไทยยืนยันว่าลูกเรือ 20 คนปลอดภัยสมบูรณ์ ทหารเรือโอมานได้นำตัวไปไว้บนเกาะแห่งหนึ่งใกล้เคียง และคาดโอมานนำ 20 ลูกเรือขึ้นแผ่นดินใหญ่ 12 มี.ค. ก่อนส่งกลับไทย ผ่านการประสานงานสถานทูตไทยประจำโอมาน ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัย

สถานการณ์ลูกเรืออีก 3 คนที่ยังติดค้าง

อย่างไรก็ตาม ยังมีลูกเรืออีก 3 คนที่ไม่สามารถออกจากเรือได้ เนื่องจากจุดระเบิดเกิดที่ท้ายเรือ ทำให้ห้องเครื่องด้านในมืดสนิทเพราะเครื่องปั่นไฟเสียหาย ทหารเรือโอมานจึงขอเวลาเพิ่มเติมเพื่อเตรียมอุปกรณ์ตรวจสอบและช่วยเหลืออย่างปลอดภัย กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อเร่งรัดกระบวนการนี้

  • เหตุระเบิดเกิดที่ท้ายเรือ ส่งผลให้โครงสร้างเสียหาย
  • ห้องเครื่องมืดสนิท ไม่สามารถเข้าถึงได้ทันที
  • โอมานกำลังเตรียมทีมช่วยเหลือพิเศษ
  • คาดว่าจะมีข่าวดีในเร็ววัน

สาเหตุการระเบิดและสถานการณ์เรือไทยลำอื่น

สาเหตุของการระเบิดยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศยังไม่สมบูรณ์ รอผลตรวจสอบจากทหารโอมานหลังเข้าไปในเรือ สำหรับเรือสินค้าสัญชาติไทยลำอื่นๆ ที่ตกค้างในพื้นที่ ลำสุดท้ายได้ผ่านช่วงอันตรายออกมาแล้ว ปัจจุบันเหลือเพียง MAYUREE NAREE ลำเดียวที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ช่องแคบฮอร์มุซกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงจากความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาสและการตอบโต้จากอิหร่าน ทำให้เรือสินค้าทั่วโลกต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ ส่งผลให้ค่าน้ำมันและค่าขนส่งพุ่งสูง

คาดโอมานนำ 20 ลูกเรือขึ้นแผ่นดินใหญ่ 12 มี.ค. ก่อนส่งกลับไทย สถานการณ์เรือ MAYUREE NAREE

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ก่อเหตุ นายพิพัฒน์ระบุให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกำลังดำเนินการตามขั้นตอน外交 ไทยมีเรือสินค้ากว่า 1,000 ลำเดินทางทั่วโลก การดูแลความปลอดภัยลูกเรือจึงเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล

สถานการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงของลูกเรือไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ รัฐบาลไทยแสดงศักยภาพในการประสานงานระหว่างประเทศได้ดีเยี่ยม เรามองในแง่บวกว่าทุกคนจะกลับบ้านอย่างปลอดภัย หากมีอัพเดทใหม่จะแจ้งให้ทราบทันที สนับสนุนลูกเรือไทยด้วยการแชร์ข่าวนี้และติดตามบล็อกเพื่อข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – คาดโอมานนำ 20 ลูกเรือขึ้นแผ่นดินใหญ่ 12 มี.ค. ก่อนส่งกลับไทย อีก 3 คนขอเวลาช่วยเหลือ

“เรือมยุรี นารี” ถูกยิงช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือปลอดภัย

เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดในทะเลเมื่อ“เรือมยุรี นารี” ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งทางทะเลโลก ล่าสุดกองทัพเรือไทยได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ โดยยืนยันว่าลูกเรือทั้ง 23 คนปลอดภัย ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่คนเดียว ข่าวนี้สร้างความฮือฮาในวงการเดินเรือและความมั่นคงของไทย

“เรือมยุรี นารี” ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ โดยมีปริมาณน้ำมันดิบผ่านมากกว่า 20% ของโลก ทำให้เป็นจุดเสี่ยงต่อความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและชาติอาหรับอื่นๆ เหตุการณ์เรือมยุรี นารี ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ขณะที่เรือพาณิชย์สัญชาติไทยชื่อ “มยุรี นารี แบงค็อก” หรือ Mayuree Naree Bangkok กำลังเดินทางจากท่าเรือคาลิฟา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เวลาประมาณ 03.00 น.

เรือลำนี้เป็นเรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง (Bulk Carrier) ขนาดระวางขับน้ำ 30,000 ตัน จดทะเบียนโดยบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทเดินเรือชั้นนำของไทย ยังไม่ทราบฝ่ายที่ลงมือโจมตี แต่กองทัพเรือไทยได้เร่งประสานงานทันที

เสธ.ทร. ยืนยันลูกเรือ 23 คนปลอดภัย

พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้รับแจ้งเหตุทันที และใช้ช่องทางทูตทหารประจำบาห์เรนติดต่อหน่วยงานโอมานเพื่อขอความช่วยเหลือ ในเบื้องต้น ลูกเรือ 20 คนได้รับการช่วยเหลือออกจากเรือแล้ว อีก 3 คนยังคงอยู่ในเรือเพื่อตรวจสอบความเสียหายและบาดเจ็บ

เสธ.ทร. ย้ำชัดเจนว่าไม่มีผู้เสียชีวิต และกำลังตรวจสอบอาการบาดเจ็บของลูกเรือทั้งหมด 23 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทย นี่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการตอบสนองจากกองทัพเรือไทยในการดูแลเรือสินค้าประเทศชาติ

ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดเสี่ยงของการเดินเรือโลก

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 33 กม. แต่รองรับการขนส่งสินค้ามูลค่ามหาศาล ในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ และกลุ่มฮูธีในเยเมนยิงโดรนโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง ทำให้เรือต้องเลี่ยงเส้นทาง ส่งผลให้ค่าประกันภัยพุ่งสูงและค่าน้ำมันแพงขึ้น

  • เรือมยุรี นารี เป็นเรือเทกองขนาดใหญ่ บรรทุกสินค้าธรรมดาอย่างธัญพืชหรือแร่
  • เจ้าของ: พรีเชียส ชิพปิ้ง มีกองเรือกว่า 50 ลำ
  • เหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เรือไทยถูกโจมตีตรงจุดนี้
  • กองทัพเรือไทยมีหน่วย CTF-150 ในบาห์เรนช่วยเหลือเรือพาณิชย์

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงในการค้าโลก โดยเฉพาะเรือไทยที่ต้องผ่านจุดร้อนบ่อยครั้ง บริษัทเดินเรือควรเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น จ้างยามติดอาวุธหรือใช้ระบบติดตามดาวเทียม

บทบาทกองทัพเรือไทยในการช่วยเหลือ

กองทัพเรือไทยมีประสบการณ์ในการประสานงานนานาชาติ โดยเฉพาะในอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง การช่วยเหลือครั้งนี้แสดงศักยภาพของ “เสธ.ทร.” ในการตอบโต้เหตุการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความกังวลของครอบครัวลูกเรือและอุตสาหกรรมเดินเรือไทย

จากข้อมูลล่าสุด เรือยังจอดนิ่งในน่านน้ำโอมาน รอการซ่อมแซมและสอบสวนสาเหตุ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาค

เหตุการณ์“เรือมยุรี นารี” ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องเตือนใจว่าการเดินเรือต้องระวังภัยคุกคาม ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ นี่อาจนำไปสู่การเพิ่มกำลังทหารเรือไทยในพื้นที่ หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกหรือสนใจข่าวความมั่นคงทางทะเล ติดตามอัปเดตจากเราและสมัครรับข่าวสารฟรีเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “เรือมยุรี นารี” ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ เสธ.ทร. ยันลูกเรือ 23 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต

รู้จักเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน

รู้จักเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน เกาะเล็กๆ ในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นหัวใจสำคัญของการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน คิดเป็นเกือบ 90% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ หากถูกโจมตีจากสหรัฐหรืออิสราเอล อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงทันที สร้างความผันผวนให้ตลาดพลังงานทั่วโลก

เกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน

เกาะคาร์กตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 24 กิโลเมตร ในอ่าวเปอร์เซีย แม้จะเป็นเกาะเล็กๆ แต่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ต่อเศรษฐกิจอิหร่าน เพราะเป็นจุดศูนย์กลางในการส่งออกน้ำมันดิบเกือบทั้งหมดของประเทศ

อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่ม OPEC โดยส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 9 ใน 10 ส่วนผ่านเกาะคาร์กแห่งนี้ ปริมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยผู้ซื้อหลักคือจีน นักวิเคราะห์ด้านพลังงานทั่วโลกต่างจับตาการเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกน้ำมันจากเกาะนี้อย่างใกล้ชิด เพราะแม้การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนได้ในทันที

โครงสร้างสำคัญบนเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน

น้ำมันดิบจากแหล่งผลิตต่างๆ ในอิหร่านจะถูกส่งผ่านท่อใต้ทะเลมายังเกาะคาร์ก จากนั้นเก็บไว้ในคลังน้ำมันขนาดใหญ่เพื่อรอการบรรทุกขึ้นเรือ

สถานีส่งออกบนเกาะมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งและทันสมัย ดังนี้:

  • ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ รองรับได้ถึง 30 ล้านบาร์เรล
  • ท่าเรือที่สามารถเทียบบรรทุกน้ำมันได้พร้อมกัน 8 ลำเรือขนาดใหญ่
  • กำลังการบรรทุกสูงสุดกว่า 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และสามารถเพิ่มเป็น 10 ล้านบาร์เรลในกรณีเร่งด่วน

ประชากรส่วนใหญ่บนเกาะคือแรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันที่เดินทางเข้าออกผ่านสนามบินส่วนตัวซึ่งบริหารโดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่าน ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นเหมือนเมืองน้ำมันลอยน้ำที่ขาดไม่ได้

ความเสี่ยงด้านความมั่นคงของเกาะคาร์ก

แม้เกาะคาร์กจะมีฐานทัพเรือของอิหร่านประจำการอยู่ แต่ตำแหน่งที่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่นั้นทำให้การป้องกันจากการโจมตีทางอากาศค่อนข้างยากลำบาก ในอดีตระหว่างสงครามอิหร่าน-อิรัก เกาะแห่งนี้เคยถูกโจมตีมาแล้ว ซึ่งยืนยันถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์

นักวิเคราะห์เตือนว่าหากเกิดความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างส่งออกน้ำมัน อิหร่านอาจตอบโต้ด้วยกำลังทหารทันที สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สถานการณ์ตึงเครียดจากสหรัฐและอิสราเอล

ล่าสุด สถานการณ์ร้อนระอุหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ แม้เกาะคาร์กจะยังไม่ถูกโจมตีโดยตรง แต่โครงสร้างพลังงานบางแห่งในเตหะรานถูกกระทบแล้ว

อิหร่านจึงเร่งขนส่งน้ำมันจากเกาะคาร์กออกให้มากที่สุดก่อนสถานการณ์จะเลวร้ายลง โดยเรือบรรทุกน้ำมันต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันโลก และปัจจุบันจำนวนเรือที่ผ่านลดลงมากเนื่องจากความเสี่ยง

หากเกาะคาร์กถูกโจมตี จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดโลก

หากเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน ถูกโจมตีจริง การส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่านจะหยุดชะงักนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกขาดแคลนทันที

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ได้แก่:

  • ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที
  • ช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดกั้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด ซึ่งคิดเป็น 20% ของโลก
  • เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรปที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า
  • เศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหญ่ชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังอาจจุดชนวนสงครามภูมิภาคที่กว้างขึ้น สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนทั่วโลก

สรุปแล้ว เกาะคาร์กไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเขย่าตลาดพลังงานโลกได้ทั้งระบบ นักลงทุนและผู้สนใจเศรษฐกิจควรติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ คลิกอ่านข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – รู้จัก “เกาะคาร์ก” ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน หากถูกโจมตีอาจเขย่าตลาดพลังงานโลก

เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดของตะวันออกกลาง เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย อย่างดุเดือด โดยออกแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าการกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังคุกคามเสถียรภาพของโลกทั้งใบอีกด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรง โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ซึ่งเกาหลีเหนือยืนยันว่าสิทธิ์ในการตัดสินใจเป็นของประชาชนชาวอิหร่านเท่านั้น

เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) โดยโฆษกประณามการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่านอย่างรุนแรง เรียกการกระทำนี้ว่า “ผิดกฎหมาย” และเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น รัฐบาลเปียงยางมองว่าสหรัฐและอิสราเอลกำลังทำลายสันติภาพโลกด้วยการใช้กำลังทหารโดยไม่มีมูลเหตุ正当

แถลงการณ์ยังวิจารณ์การแทรกแซงจากภายนอกต่อระบบการเมืองภายในของอิหร่าน โดยเฉพาะการข่มขู่และปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งบ่อนทำลายรัฐบาลอิหร่าน เกาหลีเหนือเตือนว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่สามารถยอมรับได้ในเวทีระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ชาติต่างๆ เคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ

สิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน

นอกจากประเด็นการโจมตีแล้ว เกาหลีเหนือยังแสดงจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนการตัดสินใจของสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งเป็นสภานักบวชชั้นนำของอิหร่านในการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ โดยย้ำว่า สิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชน และไม่ควรถูกแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก ผู้นำสูงสุดของอิหร่านถือเป็นตำแหน่งสำคัญสูงสุดทั้งด้านการเมืองและศาสนา มีอำนาจตัดสินใจในนโยบายหลักของประเทศ

บริบทและผลกระทบจากท่าทีของเกาหลีเหนือ

ท่าทีของเกาหลีเหนือครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เนื่องจากเปียงยางมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านมานาน ทั้งด้านการค้า การทูต และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ทั้งสองประเทศมักยืนหยัดต่อต้านนโยบายของสหรัฐในเวทีโลก การออกมา เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย จึงเป็นการเสริมสร้างพันธมิตร และส่งสัญญาณถึงชาติอื่นๆ ที่ต่อต้าน hegemony ของวอชิงตัน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียดหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอิหร่าน นักวิเคราะห์เห็นว่าการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายภายในและภายนอก โดยเฉพาะการตอบโต้ทางทหารที่อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่

  • การโจมตีของสหรัฐ-อิสราเอลถูกมองว่าเพิ่มความเสี่ยงสงครามภูมิภาค
  • เกาหลีเหนือใช้โอกาสนี้เสริมภาพลักษณ์ตัวเองในฐานะผู้ต่อต้านจักรวรรดินิยม
  • อิหร่านยืนยันระบบการเมืองภายในไม่ขึ้นกับแรงกดดันภายนอก
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
  • ปฏิกิริยาจากชาติอาหรับและจีน-รัสเซียที่อาจสนับสนุนอิหร่าน

มุมมองนักวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์นี้

นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศมองว่า การที่เกาหลีเหนือออกมาแสดงจุดยืนดังกล่าวเป็นกลยุทธ์เพื่อดึงดูดความสนใจและหาพันธมิตรใหม่ๆ ในขณะที่เผชิญแรงกดดันจากสหประชาชาติและสหรัฐเอง นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อบทบาทของอิสราเอลในภูมิภาค ซึ่งเกาหลีเหนือเคยประณามมาแล้วหลายครั้ง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การรวมตัวของชาติต่อต้านสหรัฐมากขึ้น

ในมุมเศรษฐกิจ การโจมตีอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลกระทบต่อประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย ซึ่งต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ท้ายที่สุด เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของสันติภาพโลก คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของเกาหลีเหนือในครั้งนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย สิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน

Scroll to top