ข่าวในกระแส

คนละครึ่ง 2568: อัปเดตใหม่ล่าสุด!

คนละครึ่ง 2568 : อัปเดตความคืบหน้าล่าสุด แย้มให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคน คาดเริ่มใช้ได้เร็วสุดเดือน ต.ค.นี้ เช็กเงื่อนไขใหม่ ใครได้สิทธิบ้าง

อัปเดตความคืบหน้า “คนละครึ่ง 2568” หลังจากที่ “รัฐบาลเศรษฐา” มีแนวคิดที่จะนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน โดย ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมายืนยันแล้วว่า มีงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการเบื้องต้นประมาณ 2.5 หมื่นล้าน แต่จะต้องรอดูการแถลงนโยบายของ นายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง ทั้งยังเผยว่า ขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

คนละครึ่ง 2568 คนเสียภาษีได้สิทธิพิเศษ?

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคนในอัตรา 50:50 แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีจะได้รับการสนับสนุนในอัตราที่สูงกว่า อาจอยู่ที่ 60:40

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มวงเงินให้สูงขึ้นเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้นกว่าเดิม

สำหรับแหล่งเงินทุน รัฐบาลมีวงเงินเหลือจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดก่อน 25,000 ล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที หากใช้วงเงินนี้จะสามารถเดินหน้าโครงการได้เร็ว แต่ขนาดของโครงการจะขยายใหญ่กว่านี้หรือไม่ ต้องรอการตัดสินใจจากนโยบาย

อัปเดตล่าสุด คนละครึ่ง 2568 เริ่มเมื่อไหร่

สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ คาดการณ์ว่าเริ่มใช้ได้เร็วสุด เดือนตุลาคม 2568 นี้ โดยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความเร็วในการแถลงนโยบายจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ด้วย หากแถลงนโยบายแล้วสามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจะจบ 30 กันยายนนี้ หากหลังจากนั้นจะต้องไปใช้งบประมาณปี 2569

ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ตอบคำถามไว้ว่า “โครงการคนละครึ่งจะได้ใช้เร็วสุดเมื่อไรนั้น คิดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ หลังจากมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ระยะเวลาจะตามที่ปลัดกระทรวงการคลังได้พูดไว้”

โครงการคนละครึ่ง ใครได้บ้าง

สำหรับโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา จะเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตามวันและเวลาที่กำหนด เมื่อลงทะเบียนผ่านแล้ว ให้ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน ดังนี้

  • ประชาชน ติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อใช้จ่าย
  • ร้านค้า ติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระเงินจากการขายสินค้า

โดย กำหนดคุณสมบัติผู้เข้าร่วม ดังนี้

  • มีบัตรประจำตัวประชาชน เป็นบุคคลสัญชาติไทย
  • อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน
  • ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้งจากรัฐบาลถึงรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป แต่โดยรวมแล้วถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่จะได้รับการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ต้องติดตามคือรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เช่น วงเงินที่ได้รับต่อคนต่อวัน, สินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ, และระยะเวลาของโครงการ ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของโครงการโดยรวม

ที่มา – อัปเดตความคืบหน้า “คนละครึ่ง 2568” ได้เมื่อไร เปิดเงื่อนไขใหม่ ให้สิทธิใครบ้าง

เปิดสภาพ! **5 สิงโต ถูกขังกรง** หลังขย้ำคน

จากเหตุการณ์สุดสลดที่สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ เมื่อเจ้าหน้าที่ถูกฝูงสิงโตทำร้ายจนเสียชีวิต ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัย และสวัสดิภาพของสัตว์ ล่าสุดมีการเปิดเผยสภาพของ 5 สิงโต ถูกขังกรง ซึ่งเป็นสิงโตที่ก่อเหตุ และสิงโตที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เพื่อปรับพฤติกรรม

เปิดสภาพ 5 สิงโต ถูกขังกรง หลังขย้ำเจ้าหน้าที่

หลังเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่นายเจียน อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ ถูกฝูงสิงโตขย้ำเสียชีวิตต่อหน้านักท่องเที่ยว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้สั่งปิดโซนซาฟารีชั่วคราว และส่งทีมปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวดงเข้าตรวจสอบพื้นที่

การตรวจสอบมุ่งเน้นไปที่สภาพกรงที่อยู่อาศัย แผนเผชิญเหตุของเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ และแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย รวมถึงการพิจารณาเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีการเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุเพื่อตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าสวนสัตว์อาจต้องแก้ไขปรับปรุงในหลายส่วน เช่น การติดตั้งกล้องบนรถของเจ้าหน้าที่ การเพิ่มแผงเหล็กกั้น และชุดป้องกันที่รัดกุมยิ่งขึ้น

ทางด้านคดีความ พนักงานสอบสวน สน.คันนายาว ได้สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 4 ปาก และจะมีการสอบปากคำเพิ่มเติม รวมถึงขอคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุทยานแห่งชาติฯ เพื่อประกอบแนวทางการทำคดี

สภาพความเป็นอยู่ของ 5 สิงโต ถูกขังกรง

หลังเกิดเหตุ สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ได้นำ 5 สิงโต ถูกขังกรง รวมกับสิงโตอีก 2 ตัว ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เพื่อให้สัตว์เข้าใจว่าไม่ควรทำร้ายมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ทางสวนสัตว์จะมีการปรับปรุงกรงให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อลดความเครียดของสิงโต

การนำสิงโตมาขังรวมกัน เป็นมาตรการหนึ่งที่สวนสัตว์ใช้ในการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทบทวนมาตรการความปลอดภัยทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

แม้ว่าจะไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัย และการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยระหว่างมนุษย์และสัตว์ การปรับปรุงมาตรการต่างๆ และการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น การที่ **5 สิงโต ถูกขังกรง** เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างระบบความปลอดภัยที่ยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก

การพิจารณาถึงสวัสดิภาพของสัตว์ควบคู่ไปกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ การให้ความสำคัญกับทั้งสองส่วนนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจ และความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน

ที่มา – เปิดสภาพ 5 สิงโต ถูกขังกรง หลังขย้ำเจ้าหน้าที่ซาฟารีฯ เสียชีวิต

เฮ! คาดเริ่มใช้ “คนละครึ่งรอบใหม่” ภายใน 2 สัปดาห์

เตรียมตัวให้พร้อม! มีข่าวดีสำหรับผู้ที่รอคอยโครงการ “คนละครึ่งรอบใหม่” คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบาย โดยมีงบประมาณเตรียมไว้ถึง 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

จากแนวคิดของ “รัฐบาลอนุทิน” ที่ต้องการนำโครงการ “คนละครึ่งรอบใหม่” กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน กระทรวงการคลังเองก็มีความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งรอบใหม่” ในรายการเจาะลึกทั่วไทย ว่าว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำลังเร่งทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อรวบรวมข้อมูลและพิจารณาแหล่งเงินทุน

ปลัดกระทรวงการคลังได้ยืนยันว่ามีงบประมาณเบื้องต้น 2.5 หมื่นล้านบาท แต่ต้องรอการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังก่อน ความรวดเร็วในการแถลงนโยบายจึงมีความสำคัญ หากสามารถดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณ 2568 (สิ้นสุด 30 กันยายน) ก็จะสามารถเริ่มโครงการได้ทันที หากหลังจากนั้นจะต้องใช้งบประมาณปี 2569 ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องการหาเงินทุนมากกว่า 2.5 หมื่นล้านบาทเพื่อโครงการนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือโครงการ “คนละครึ่งรอบใหม่” อาจมีการขยายสิทธิ์ไปยังกลุ่มอื่นๆ เพื่อกระจายเม็ดเงินให้ทั่วถึงมากขึ้น เช่น อาจมีการลดอายุผู้มีสิทธิ์จากเดิม 18 ปี หรือเพิ่มกลุ่มผู้ได้รับสิทธิบัตรต่างๆ เข้ามาพิจารณา

นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เน้นร้านค้ารายย่อย อาจขยายไปยังร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี เพื่อเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง

สำหรับร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการ นายสิริพงศ์กล่าวว่า การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการ แต่ท่านนายกฯ มีแนวคิดว่าไม่ควรคิดภาษีย้อนหลังสำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ เชื่อว่าหากร้านค้าขายดีก็จะยินดีเสียภาษี แต่ไม่อยากถูกตรวจสอบย้อนหลัง ส่วนเงื่อนไขสินค้าต้องห้าม คาดว่าจะคล้ายกับโครงการที่ผ่านมา

วงเงินต่อวันจะเพิ่มขึ้นหรือไม่?

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มวงเงินต่อวันจาก 150 บาท เป็น 200 บาท นายสิริพงศ์กล่าวว่าต้องพิจารณาถึงจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์และงบประมาณที่ต้องใช้ หากวงเงินเพิ่มขึ้น สิทธิ์อาจลดลง หรือต้องหาเงินทุนเพิ่มเติม

สรุปแล้ว โครงการ “คนละครึ่งรอบใหม่” คาดว่าจะเริ่มได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

คนละครึ่งรอบใหม่ จะเริ่มเมื่อไหร่?

คำถามที่หลายคนอยากรู้มากที่สุดคือ โครงการ “คนละครึ่งรอบใหม่” จะเริ่มเมื่อไหร่? ทางพรรคภูมิใจไทยคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มได้เร็วสุดภายใน 2 สัปดาห์หลังจากคณะรัฐมนตรีเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นไปตามที่ปลัดกระทรวงการคลังได้กล่าวไว้

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายคนรอคอย หวังว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาใช้สิทธิ์ “คนละครึ่งรอบใหม่” กันนะครับ

ที่มา – เตรียมเฮ คาดเริ่มใช้ “คนละครึ่งรอบใหม่” หลังครม.อนุทิน แถลงนโยบาย 2 สัปดาห์

กกต.หวั่น! เลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัด คนใช้สิทธิ์น้อย

กกต. เตรียมพร้อมเลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัด แต่หวั่นใจคนออกมาใช้สิทธิ์น้อย เลขาฯ กกต. เผยเหตุสภาฯ อายุสั้นลง ส่วนกาญจนบุรีรอ ครม. เสนอพระราชกฤษฎีกา

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ศรีสะเกษ และกาญจนบุรี โดยวันที่ 14 ก.ย. นี้ จะมีการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งตนจะลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ สถานการณ์โดยรวมเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรน่ากังวล ทั้งเรื่องการหาเสียงและสภาพอากาศ

สำหรับการเลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัด ที่จังหวัดศรีสะเกษ จะมีขึ้นในวันที่ 28 ก.ย. แม้จะเป็นพื้นที่ติดชายแดน แต่สถานการณ์ปลอดภัย ประชาชนกลับเข้าบ้านเรือนแล้ว เจ้าหน้าที่มั่นใจสามารถจัดการเลือกตั้งได้ อย่างไรก็ตาม กกต. กังวลว่าอายุสภาฯ ที่เหลือน้อย อาจส่งผลให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์น้อยกว่าที่คาดหวัง ซึ่งจะต้องรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์กันให้มากที่สุด ส่วนจังหวัดกาญจนบุรีนั้น กกต. ได้ทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอเป็นพระราชกฤษฎีกาแล้ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์จะน้อยกว่าที่คาดการณ์ นายแสวงกล่าวว่า อายุสภาฯ ที่ถูกทำให้สั้นลง อาจมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน และอาจทำให้พรรคการเมืองรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิ์ได้ยากขึ้น เนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ปี แต่อย่างไรก็ตาม กกต. จะยึดตามอายุสภาฯ คือ 4 ปี และจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมาย

กกต.หวั่นคนใช้สิทธิ์น้อย เลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัด

สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของประชาชนในการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่? เป็นคำถามที่ กกต. กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ด้วยข้อจำกัดของเวลา และความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สำคัญเท่าที่ควร

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัด

  • อายุสภาฯ ที่เหลือ: ระยะเวลาที่สั้นลง อาจทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่คุ้มค่า
  • ความสนใจทางการเมือง: สถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวน อาจทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายและไม่อยากมีส่วนร่วม
  • การรณรงค์ของพรรคการเมือง: ความเข้มข้นและประสิทธิภาพของการรณรงค์หาเสียง มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน
  • การประชาสัมพันธ์ของ กกต.: การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนแก่ประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการเลือกตั้ง

กกต. กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร การมีส่วนร่วมของประชาชนคือหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากคุณมีสิทธิ์ อย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงของคุณ!

ดังนั้นการออกมาใช้สิทธิ์ เลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัด จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อกำหนดทิศทางประเทศในอนาคต

ที่มา – กกต. ยอมรับ เลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัด กลัวคนใช้สิทธิ์น้อย เหตุอายุสภาฯ สั้นลง

“ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้ลาทำเนียบ รองนายกฯ คืนรถ

สองรองโฆษกรัฐบาล สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบอำลาตำแหน่ง “รองนายกฯ-รมต.” ทยอยคืนรถหลวงแล้ว ขณะที่ ตึกไทยคู่ฟ้าทำความสะอาดตรวจเช็คสิ่งของ-อุปกรณ์

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตา ศาลยาย และพระพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลในโอกาสพ้นจากตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ทยอยส่งคืนรถประจำตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่กองสถานที่ ยานพาหนะและรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตรวจเช็คและบำรุงรักษาต่อไป ขณะที่ตึกไทยคู่ฟ้าได้มีการทำความสะอาดห้องต่างๆ และตรวจเช็คอุปกรณ์และสิ่งของภายในให้พร้อมใช้งานรอรับรัฐบาลชุดใหม่

“ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลาทำเนียบ- รองนายกฯ ทยอยคืนรถหลวง

การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การที่“ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลาทำเนียบ ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่และผู้ที่เคยร่วมงานกันมา และยังเป็นการส่งสัญญาณถึงการสิ้นสุดบทบาทของตนเองในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

การส่งมอบรถประจำตำแหน่งและการเตรียมความพร้อมของตึกไทยคู่ฟ้า

การที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทยอยคืนรถประจำตำแหน่ง แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลชุดใหม่สามารถเข้ามาบริหารจัดการได้อย่างราบรื่น การตรวจเช็คและบำรุงรักษารถยนต์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคต

ขณะเดียวกัน การทำความสะอาดและตรวจเช็คอุปกรณ์ภายในตึกไทยคู่ฟ้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นสถานที่ทำงานหลักของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี การเตรียมความพร้อมของสถานที่จึงเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาลชุดใหม่

“ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลาทำเนียบ เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน การส่งมอบงานและการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต การที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือและปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

การที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับ น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ และนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีและความทรงจำร่วมกันที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน การจากลาจึงเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความอาลัยและความหวังสำหรับอนาคต

การ“ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลาทำเนียบและการทยอยคืนรถหลวงของรองนายกฯ และรัฐมนตรี เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมในทุกด้าน จะช่วยให้รัฐบาลชุดใหม่สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การเปลี่ยนผ่านทุกครั้งย่อมมาพร้อมความเปลี่ยนแปลง แต่การเคารพธรรมเนียมและการเตรียมความพร้อมที่ดี จะช่วยให้เราก้าวผ่านทุกช่วงเวลาได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลาทำเนียบ- รองนายกฯ ทยอยคืนรถหลวง

เพื่อไทย แนะยื่นแก้หมวด 15 ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พรรคเพื่อไทยเสนอแนวทางแก้หมวด 15 ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้รัฐสภาพิจารณา แต่ห้ามประชาชนเลือก สสร. โดยตรง พรรคชี้ขัดหลักการ

เพื่อไทย แนะยื่นแก้หมวด 15 ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่-ห้ามประชาชนเลือก สสร. ขัดหลักการ

วันที่ 11 กันยายน 2568 พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์เรื่อง แนวทางจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ สรุปว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 10 กันยายน เรื่องอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เนื่องจากคำวินิจฉัยฉบับเต็มยังไม่เผยแพร่ ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงในเนื้อหาบางประเด็น เช่น รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งขัดต่อหลักการที่ว่าประชาชนมีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นคำถามในอำนาจหน้าที่ที่รัฐสภาส่งไปโดยตรง

พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป โดยมีแนวทางดังนี้

แนวทางการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามข้อเสนอเพื่อไทย

  1. แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในหมวด 15 โดยเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ และนำไปทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ
  2. การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่อาจกระทำโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อาจทำได้โดยเลือก สสร. โดยทางอ้อม หรือรัฐสภามีมติแต่งตั้ง สสร. หรือคณะกรรมาธิการขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะทำงานของพรรคจะพิจารณาในชั้นเสนอญัตติต่อรัฐสภา
  3. การทำประชามติต้องดำเนินการตามหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงต้องทำประชามติอยู่แล้ว

สำหรับคำถามประชามติ ควรมีคำถามดังนี้

  • ครั้งที่ 1: เห็นชอบว่าสมควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  • ครั้งที่ 2: เห็นชอบกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามรายละเอียดในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 15 หรือไม่

พรรคเพื่อไทยขอยืนยันเจตนารมณ์เดิมที่จะผลักดันและเดินหน้าให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด

การที่พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยต่อไป แม้ว่าจะมีข้อจำกัดและอุปสรรคต่างๆ ก็ตาม การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับอนาคต

ที่มา – เพื่อไทย แนะยื่นแก้หมวด 15 ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่-ห้ามประชาชนเลือก สสร. ขัดหลักการ

กรมอุทยานฯ สั่งกักตัว 5 สิงโต ปรับพฤติกรรม

(ภาพประกอบเนื้อข่าว)

“กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” สั่งกักตัว 5 สิงโต ทำร้ายเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ เพื่อปรับพฤติกรรม หากปล่อยให้เคยชินกับการทำร้ายมนุษย์ จะยิ่งเป็นอันตรายในอนาคต

วันที่ 11 ก.ย. 2568 ที่อาคารสืบนาคเสถียร ชั้น 12 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผยว่า จากภาพข่าวและข้อมูลที่ได้รับรายงานพบว่าสิงโตทั้งหมดได้จู่โจมกัดเจ้าหน้าที่จนบาดเจ็บสาหัส ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้นั้น

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุทางกรมอุทยานฯ จะต้องเข้มงวดมาตรการความปลอดภัยมากขึ้น โดยในเบื้องต้นสั่งปิดพื้นที่โซนสัตว์ดุร้ายทันที เพื่อตรวจสอบทุกด้าน ทั้งความแข็งแรงของกรงและพื้นที่ป้องกันไม่ให้สัตว์หลุดออกมา รวมถึงมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ว่าจะมีความพร้อมเพียงพอหรือไม่ เช่น การจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน การมีชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว รวมถึงการเตรียมอุปกรณ์หยุดยั้งสัตว์ เช่น กระบองไฟฟ้า ปืนยิงยาสลบ หรืออุปกรณ์ควบคุมอื่นๆ

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ใช้เวลานานกว่าจะเข้าช่วยเหลือผู้เสียชีวิตได้ ถือเป็นบทเรียนที่ต้องปรับปรุง ต้องมีการกำหนดบัดดี้และอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เพียงพอ เพราะหากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่เป็นนักท่องเที่ยวที่ถูกทำร้าย ผลกระทบจะรุนแรงยิ่งกว่า

พร้อมกันนี้ยังสั่งการให้ตรวจสอบการครอบครองสัตว์ป่าดุร้ายทั่วประเทศ โดยสัตว์ต้องถูกเลี้ยงในกรงที่ได้มาตรฐาน หากพบเลี้ยงผิดเงื่อนไขหรือไม่ได้แจ้งจดทะเบียน จะต้องดำเนินคดีทั้งทางอาญาและแพ่ง รวมถึงอาจยึดสัตว์ไปดูแลต่อที่กรมอุทยานฯ ซึ่งผู้ครอบครองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ปัจจุบันมีสัตว์ป่าที่ขึ้นทะเบียนกับกรมอุทยานฯ กว่า 620 ตัว และตั้งแต่ปี 2567 ได้มีคำสั่งห้ามนำเข้าสัตว์ป่าดุร้ายเพิ่มเติม เนื่องจากเพียงพอต่อการเพาะเลี้ยงในประเทศแล้ว

ส่วนกรณีสิงโตที่ก่อเหตุ 5 ตัวนั้น ขณะนี้ถูกกักตัว 5 สิงโตไว้ก่อน เพื่อปรับพฤติกรรม เนื่องจากหากปล่อยให้เคยชินกับการทำร้ายมนุษย์ จะยิ่งเป็นอันตรายในอนาคต โดยจะต้องประเมินอย่างรอบคอบว่าจะสามารถนำกลับมาแสดงต่อสาธารณะได้หรือไม่

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ อาจเกิดจากความประมาทของเจ้าหน้าที่เองที่ลงจากรถเข้าใกล้สัตว์ แม้จะคุ้นเคยหรือดูแลสัตว์เหล่านี้มานาน แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะสัตว์ป่าย่อมมีสัญชาตญาณนักล่าเสมอ หลังจากนี้จะเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวใกล้ชิดสัตว์ดุร้าย เช่น การถ่ายรูปหรือการให้อาหาร จะต้องกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน หากทำไม่ได้ตามเกณฑ์ก็ต้องยกเลิก

ทั้งนี้ ทางกรมอุทยานยังย้ำว่า ทุกสวนสัตว์จำเป็นต้องมีการซ้อมแผนความปลอดภัยตามระเบียบที่กรมอุทยานฯ กำหนด และจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบต่อเนื่อง เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมลักษณะนี้ไม่ให้เกิดซ้ำอีก.

กรมอุทยานฯ สั่งกักตัว 5 สิงโต เพื่อปรับพฤติกรรม หวั่นชินกับการทำร้ายมนุษย์

จากเหตุการณ์สลดที่เกิดขึ้น ทำให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้องทบทวนมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และเพื่อความปลอดภัยของทั้งเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวที่เข้าชมสวนสัตว์ทั่วประเทศ การกักตัว 5 สิงโตครั้งนี้ จึงเป็นมาตรการที่จำเป็น เพื่อประเมินพฤติกรรมและหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม

ทำไมต้องกักตัวสิงโต?

การกักตัว 5 สิงโต มีจุดประสงค์หลักเพื่อปรับพฤติกรรมของสัตว์ที่อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ การปล่อยให้สิงโตที่เคยทำร้ายคนกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม อาจนำไปสู่การเกิดเหตุการณ์ซ้ำได้ การกักตัวจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ได้ศึกษาพฤติกรรมของสิงโตอย่างใกล้ชิด และหาวิธีแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

  • ประเมินพฤติกรรม: สังเกตและวิเคราะห์พฤติกรรมของสิงโต
  • ปรับพฤติกรรม: ฝึกให้สิงโตตอบสนองต่อคำสั่งและลดความก้าวร้าว
  • วางแผนการจัดการ: กำหนดแนวทางการดูแลสิงโตในระยะยาว

นอกจากนี้ การกักตัวยังเป็นโอกาสให้กรมอุทยานฯ ทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยของสวนสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีก

มาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น

หลังเกิดเหตุการณ์ กรมอุทยานฯ ได้ออกมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นในหลายด้าน ได้แก่:

  • ตรวจสอบความแข็งแรงของกรงและพื้นที่ป้องกัน
  • จัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินและชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว
  • เตรียมอุปกรณ์หยุดยั้งสัตว์ เช่น กระบองไฟฟ้าและปืนยิงยาสลบ
  • ทบทวนแผนความปลอดภัยและฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจสอบการครอบครองสัตว์ป่าดุร้ายทั่วประเทศ

มาตรการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ และสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสวนสัตว์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจว่า การดูแลสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์ดุร้าย ต้องมีความระมัดระวังและความรอบคอบอย่างยิ่ง ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ และทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – กรมอุทยานฯ สั่งกักตัว 5 สิงโต เพื่อปรับพฤติกรรม หวั่นชินกับการทำร้ายมนุษย์

ราชทัณฑ์เผย ทักษิณนอนเรือนจำคืนที่ 2 หลับสนิท

จากกรณีที่ กรมราชทัณฑ์ ได้รายงานอาการของ “ทักษิณ” ในการนอนเรือนจำกลางคลองเปรมคืนที่ 2 พบว่า นอนหลับสนิท ไม่ซึมเศร้า ทานข้าวได้ครบทุกมื้อ และไม่มีอาการเครียด สามารถปรับตัวได้ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้รับตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อคุมขังตามคำพิพากษาของศาลให้บังคับโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี ต่อมา เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรมราชทัณฑ์กำหนดให้เป็นเรือนจำศูนย์กลางระหว่างการพิจารณาคดี (HUB) ได้ดำเนินการย้ายนายทักษิณไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากเป็นนักโทษเด็ดขาด เพื่อแยกการปฏิบัติตามประเภทของผู้ต้องขังให้เหมาะสม ตามที่มีรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

ล่าสุด วันที่ 11 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากภายในกรมราชทัณฑ์ว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างการกักโรคโควิด-19 เป็นเวลา 5 วัน ภายในเรือนจำกลางคลองเปรม โดยอาการนอนห้องกักโรคในคืนที่สอง พบว่าเมื่อคืนวันที่ 10 กันยายน นายทักษิณ แม้จะมีอายุ 76 ปี แต่ยังคงนอนหลับได้เป็นปกติ ไม่มีอาการนอนกระสับกระส่าย รวมถึงไม่มีอาการเครียดหรือซึมเศร้าให้เห็น ค่อนข้างปรับตัวได้ดี การรับประทานอาหาร สามารถรับประทานได้ครบทุกมื้อ และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำของราชทัณฑ์เป็นอย่างดี

ราชทัณฑ์เผย ทักษิณนอนเรือนจำคืนที่ 2 หลับสนิท

นอกจากนี้ รายงานภายในกรมราชทัณฑ์ยังเปิดเผยว่า การป้องกันความปลอดภัยในการคุมขังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ราชทัณฑ์ค่อนข้างเข้มงวด โดยมีการมอบหมายผู้ต้องขังที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่าผ่านการอบรมทักษะต่างๆ ทั้งการช่วยเหลือพยาบาล หรือการช่วยงานเรือนจำ และมีความประพฤติดีเยี่ยม มาเป็นผู้ช่วยเหลือดูแลนายทักษิณระหว่างถูกคุมขัง เพราะต้องยอมรับว่าภายในเรือนจำนั้น ไม่มีใครรู้ได้ว่าใครชอบหรือไม่ชอบกันอย่างไร ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ ดังนั้น ราชทัณฑ์จึงต้องวางมาตรการดูแลให้เหมาะสม

มาตรการดูแล “ทักษิณ” ในเรือนจำ

มาตรการดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นเรื่องที่กรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของทุกฝ่าย การจัดผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดีมาช่วยดูแลเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดังกล่าว แต่ก็ต้องมีการประเมินความเสี่ยงและทบทวนมาตรการอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ในส่วนของความเป็นไปได้ที่นายทักษิณจะออกมาบริการงานสาธารณะของเรือนจำฯ เกี่ยวกับเชิงวิชาการตามงานหนังสือนั้น ทางกรมราชทัณฑ์แจ้งว่า การที่เรือนจำจะนำผู้ต้องขังเด็ดขาดออกมาบริการงานสาธารณะ จะต้องมีการเขียนโครงการเพื่อขออนุมัติก่อน ยกตัวอย่างเช่น กรณีของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ที่เคยออกมาเล่นดนตรี เพราะเป็นโครงการฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะดนตรี จึงสามารถออกมาบริการงานสาธารณะได้

เรื่องราวของนายทักษิณที่ ราชทัณฑ์ดูแลในเรือนจำ ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทุกคนอย่างเท่าเทียมและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และการที่ราชทัณฑ์ออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่องก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

การที่ราชทัณฑ์ ดูแลนักโทษอย่างดีถือเป็นมาตรฐานที่สำคัญ แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพื่อความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำภายในเรือนจำ

ที่มา – “ราชทัณฑ์” เผย “ทักษิณ” นอนเรือนจำคืน 2 หลับสนิท ไม่ซึมเศร้า ทานข้าวได้ครบมื้อ

สมคิดคาด รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้าน

“สมคิด เชื้อคง” อัดข้อตกลง 2 พรรค มวยล้มต้มคนดูหลอกคนไทยไม่จริงใจแก้รัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต้องประชามติ 3 ครั้ง ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้าน!

วันที่ 11 กันยายน 2568 นายสมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้านต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ทั้งนี้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม ฝ่ายการเมืองเคารพคำวินิจฉัยของศาลที่ออกมา

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า จากคำวินิจฉัยที่สุดท้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องกลับมาที่สภา เพื่อขอมติจากสมาชิกในการกำหนดแนวทางการทำประชามติ รวมทั้งการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่บัญญัติว่า กระบวนการและหลักเกณฑ์ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญบังคับไว้ นอกจากนี้การทำประชามติทั้ง 3 ครั้งคาดว่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เพราะงบประมาณในการทำประชามติในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท และใช้เวลานานมาก ดังนั้นที่บอกว่าจะดำเนินการภายใน 4 เดือนนั้นไม่มีทางทำได้ เป็นเรื่องโกหกที่เอาไว้หลอกเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น เพราะไม่มีทางเป็นจริง

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จะพบว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ยังจับมือกับสมาชิกวุฒิสภา ดึงการทำประชามติออกไปอีก 180 วัน ก็ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีความคิดที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เพราะหากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คิดจะแก้ทำได้ตั้งนานแล้ว ถึงวันนี้ข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ไม่ต่างจากมวยล้มต้มคนดูหลอกพรรคประชาชน ทั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนก็ทราบดีว่าถูกหลอกแต่เต็มใจที่จะเดินตามเกมของพรรคภูมิใจไทย สุดท้ายก็ทั้งสองพรรคหลอกคนไทยทั้งประเทศอยู่ดี” นายสมคิด กล่าว

สมคิดชี้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้าน จริงหรือไม่?

จากกรณีที่นายสมคิด เชื้อคง ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจสูงถึงหมื่นล้านบาท ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่าตัวเลขนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่ และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้งบประมาณในการแก้ไขรัฐธรรมนูญสูงขนาดนี้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้าน

  • การทำประชามติ 3 ครั้ง: ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านการทำประชามติถึง 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างสูง
  • ค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง: การจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งค่าใช้จ่ายในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์
  • ค่าใช้จ่ายในการร่างรัฐธรรมนูญ: การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาและคณะทำงาน
  • ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูล: การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประชาชนได้รับทราบเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรม และเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆ

ด้วยปัจจัยหลายประการที่กล่าวมา ทำให้งบประมาณในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้านอาจเป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการงบประมาณและการวางแผนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมและติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรให้ความสนใจ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “สมคิด” คาด รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบพุ่งหมื่นล้าน อัด ปชน.-ภท. ข้อตกลงหลอกคนไทย

Scroll to top