ข่าวไทยรัฐ

ตรวจฉี่ยกโรงพัก สภ.ทะเลน้อย มีตำรวจไม่ได้เข้าร่วม 14 นาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการสีกากีทันที หลังจากมีคลิปหลุดพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งที่โผล่ในจอกล้องวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ขณะอบรมออนไลน์ ล่าสุดทาง สภ.ทะเลน้อย จ.พัทลุง ได้สั่งการให้มีการ ตรวจฉี่ยกโรงพัก สภ.ทะเลน้อย มีตำรวจไม่ได้เข้าร่วม 14 นาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและจัดการปัญหาความประพฤติภายในหน่วยงานอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ล่าสุด: ตรวจฉี่ยกโรงพัก สภ.ทะเลน้อย มีตำรวจไม่ได้เข้าร่วม 14 นาย

จากเหตุการณ์ที่ ด.ต.วีระศักดิ์ สุขราม ได้มีพฤติกรรมคล้ายเสพสารเสพติดผ่านหน้าจอระหว่างการอบรมออนไลน์ของสำนักงานตำรวจภูธรภาค 9 สร้างความไม่พอใจให้กับเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การร้องเรียนและสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงได้ลงพื้นที่กำกับดูแลการตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่ในสังกัด

รายละเอียดการตรวจสอบและการติดตามตัว ด.ต.วีระศักดิ์

ในการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมตรวจจำนวน 45 ราย ซึ่งผลการตรวจออกมาเป็นลบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม พบว่ามีเจ้าหน้าที่บางส่วนไม่สามารถเข้าร่วมได้ในคราวนี้ โดยประเด็นที่คนจับตามองมากที่สุดคือการที่ ตรวจฉี่ยกโรงพัก สภ.ทะเลน้อย มีตำรวจไม่ได้เข้าร่วม 14 นาย โดยทางผู้บังคับบัญชาชี้แจงว่าสาเหตุเกิดจาก:

  • ติดภารกิจอบรมภาคปฏิบัติ ณ ศูนย์ฝึกอบรมภาค 9 จ.ยะลา
  • อยู่ในระหว่างการลาพักผ่อน
  • ออกปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่
  • ไปช่วยราชการในหน่วยงานอื่น

สำหรับตัวของ ด.ต.วีระศักดิ์ ผู้ที่อยู่ในคลิปฉาว ล่าสุดทางต้นสังกัดยังไม่สามารถติดตามตัวได้ ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาจะเร่งใช้มาตรการทางเทคนิคและกฎหมายเพื่อนำตัวมาสอบสวนให้เร็วที่สุด หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะมีการดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบวินัยข้าราชการอย่างเข้มงวด การที่ สภ.ทะเลน้อย จัดให้มีการ ตรวจฉี่ยกโรงพัก สภ.ทะเลน้อย มีตำรวจไม่ได้เข้าร่วม 14 นาย (ซึ่งจะมีการติดตามตรวจให้ครบทุกคนภายหลัง) เป็นสัญญาณที่ดีว่าหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหายาเสพติดภายในองค์กร การสร้างความโปร่งใสและศรัทธาให้กับประชาชนถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานตำรวจยุคใหม่ เราหวังว่าเหตุการณ์นี้จะจบลงด้วยความยุติธรรมและผู้ที่กระทำผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย เพื่อรักษาเกียรติของอาชีพตำรวจไว้ครับ

ที่มา – ตรวจฉี่ยกโรงพัก สภ.ทะเลน้อย มีตำรวจไม่ได้เข้าร่วม 14 นาย ติดภารกิจ “ด.ต.” ยังล่องหน

พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นคอรักสุขภาพคงชอบดื่มน้ำมะพร้าวกันเป็นประจำใช่ไหมครับ? แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าจะมีเรื่องน่าเป็นห่วงเกิดขึ้น เมื่อกระทรวงพาณิชย์ต้องออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในประเด็น พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น หลังจากมีเกษตรกรและผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามามากมายเกี่ยวกับปัญหาน้ำมะพร้าวที่ไม่ได้มาตรฐานวางขายเกลื่อนตลาดในราคาถูกผิดปกติครับ

พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ผู้บริโภคที่อาจได้สินค้าไม่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวไทยด้วยครับ เพราะการที่มีสินค้าปลอมปนราคาถูกออกมาตัดราคา ทำให้ความต้องการมะพร้าวผลสดจากสวนลดลงและราคาก็ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์จึงประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยให้เร่งตรวจสอบแหล่งผลิตใน 4 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และราชบุรี โดยเน้นเช็กความสมดุลระหว่างวัตถุดิบและปริมาณน้ำมะพร้าวที่ผลิตออกมา เพื่อตัดวงจรการผลิตที่ผิดปกติให้สิ้นซาก

มาตรการเด็ดขาดเพื่อแก้ปัญหา พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

ทางกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มองข้ามปัญหานี้ โดยมองว่าการทำ พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ทั้งคนไทยและตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยรัฐบาลจะเข้ามากำกับดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบมะพร้าวให้ชัดเจน
  • ติดตามกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการให้เป็นไปตามมาตรฐาน
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้สินค้ามีที่มาที่ไป

นอกจากนี้ การลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานขนาดใหญ่ยังช่วยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยเรื่องภาวะราคาผลผลิตล้นตลาดในช่วงฤดูฝนและปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์โลกที่เข้ามากดดันราคาสินค้าเกษตรไทยด้วย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะการคุ้มครองผู้บริโภคและการช่วยเหลือเกษตรกรถือเป็นหน้าที่หลักที่รัฐบาลต้องเร่งทำ หากเราสามารถกำจัดสินค้าปลอมปนออกไปจากตลาดได้สำเร็จ ก็เชื่อมั่นว่าราคามะพร้าวหน้าสวนจะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น และช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้นครับ สำหรับใครที่เลือกซื้อน้ำมะพร้าว ก็อย่าลืมสังเกตฉลากและเลือกซื้อจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองนะครับ

ที่มา – พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด พร้อมยื่นเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับมูลนิธิกองทัพธรรม ได้เข้าให้การช่วยเหลือ พระครูอดุลยสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ในกรณีที่ทายาทอดีตเจ้าของที่ดินพยายามยื่นขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ซึ่งทางวัดยืนยันว่าโฉนดฉบับจริงยังคงอยู่ที่วัด

ล่าสุด ทางเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามได้ตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยการเดินหน้า เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อปกป้องสมบัติของพระศาสนาไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของบุคคลอื่นอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งยื่นเรื่องขอแก้ไขชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจากชื่อบุคคล ให้กลายเป็นชื่อของวัดป่าอดุลยารามโดยตรง เพื่อป้องกันข้อพิพาทในระยะยาว

ความคืบหน้ากรณีเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด

นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ได้ชี้แจงว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมเอกสารและหลักฐาน ซึ่งทางเจ้าอาวาสได้นำโฉนดฉบับจริงมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการอ้างว่าโฉนดสูญหายเพื่อขอออกใบแทนจึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โดยทางเจ้าหน้าที่รับเรื่องและพร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด

  • ปกป้องที่ดินธรณีสงฆ์ให้เป็นสมบัติของวัดอย่างถูกต้อง
  • ป้องกันการนำเอกสารเท็จมาแอบอ้างสิทธิ์ในอนาคต
  • สร้างบรรทัดฐานให้วัดอื่นๆ ทั่วประเทศเร่งดำเนินการโอนที่ดินให้เป็นชื่อวัด

ทางด้านพระครูอดุลยสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ได้ฝากถึงญาติโยมว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องสุขภาพหรือความปลอดภัย เนื่องจากขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น คอยดูแลรักษาความสงบตลอด 24 ชั่วโมง ท่านยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจและเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถคืนความถูกต้องให้แก่ทางวัดได้ในที่สุด

การที่ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องภายในวัดเท่านั้น แต่ยังถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับวัดทั่วประเทศ ที่ควรให้ความสำคัญกับการโอนที่ดินให้เป็นชื่อวัดโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อพิพาทกับทายาทของผู้บริจาคในภายหลัง ซึ่งถือเป็นแนวทางป้องกันที่ดีที่สุดในการดูแลรักษาศาสนสมบัติให้คงอยู่คู่กับพุทธศาสนาตลอดไป

ที่มา – เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด พร้อมยื่นเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์

อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ชี้ ที่วัด ห้ามบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม

อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ชี้ “ที่วัด” ห้ามบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม

ประเด็นเรื่องที่ดินธรณีสงฆ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญยิ่งต่อพุทธศาสนิกชน ล่าสุด อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดิน โดยระบุชัดเจนว่า อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ชี้ “ที่วัด” ห้ามบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม เพื่อเป็นการคุ้มครองเจตนารมณ์ของผู้ที่อุทิศที่ดินให้เป็นสมบัติของพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน

ตามกฎหมายคณะสงฆ์ การจัดทำหนังสือสัญญาอุทิศที่ดินนั้นเปรียบเสมือนพินัยกรรมที่แสดงเจตจำนงของเจ้าของที่ดินอย่างชัดเจน แม้เจ้าของจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่หากมีการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างถูกต้อง ทายาทก็ไม่สามารถเพิกถอนหรือเรียกที่ดินคืนได้ เพราะสัญญาดังกล่าวมีสถานะคุ้มครองสิทธิ์ของวัดไว้แล้ว

ทำไมหนังสือสัญญาถึงมีความสำคัญในเชิงกฎหมาย?

อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบที่รัดกุม ดังนี้:

  • เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอต้องตรวจสอบกรรมสิทธิ์ว่าถูกต้องหรือไม่
  • มีการลงนามโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเป็นพยานอย่างเป็นทางการ
  • ป้องกันปัญหาความขัดแย้งกับทายาทในอนาคตหลังจากที่เจ้าของที่ดินเสียชีวิตไปแล้ว
  • การสร้างวัดต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคที่ต้องการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสงฆ์ การอ้างว่าการยกที่ดินเป็นโมฆะเพราะสร้างวัดไม่เสร็จตามเงื่อนไขส่วนตัวนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะการดำเนินการในนามของวัดนั้นเกี่ยวข้องกับศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก หากมีการกลับคำหรือเพิกถอน จะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพย์สินของวัดที่ได้รับบริจาคไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีหลักการทางกฎหมายที่สำคัญคือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2561 มาตรา 35 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ที่วัด” ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี หมายความว่าแม้จะมีคำพิพากษาในคดีใด ๆ ที่ดินที่เป็นที่วัดย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่สามารถถูกยึดมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ได้ ซึ่งเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ทำให้วัดสามารถเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวพุทธได้ตลอดไป

โดยสรุปแล้ว การที่ อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ชี้ “ที่วัด” ห้ามบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม เป็นการเตือนสติให้พุทธศาสนิกชนตระหนักถึงความสำคัญของการทำเอกสารทางกฎหมายให้ถูกต้องและรัดกุม เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราในฐานะชาวพุทธควรหันมาให้ความสำคัญกับการร่วมกันปกป้องสมบัติของพระพุทธศาสนาผ่านการออกโฉนดที่ดินให้เป็นหลักฐานที่มั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

ที่มา – อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ชี้ “ที่วัด” ห้ามบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม

โฆษก ตร. คุมคดี “ชัยชนะ” พร้อมกำชับเร่งตามตัว ดาบตำรวจ มีพฤติกรรมคล้ายใช้สารเสพติด

โฆษก ตร. คุมคดี “ชัยชนะ” พร้อมกำชับเร่งตามตัว ดาบตำรวจ มีพฤติกรรมคล้ายใช้สารเสพติด

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีการรายงานข่าวว่า โฆษก ตร. คุมคดี “ชัยชนะ” พร้อมกำชับเร่งตามตัว ดาบตำรวจ มีพฤติกรรมคล้ายใช้สารเสพติด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจโดยตรง โดยเหตุการณ์แรกเกี่ยวข้องกับคดีที่นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับฯ สภ.ทุ่งใหญ่ และอีกเหตุการณ์หนึ่งคือพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด ภ.จว.พัทลุง ที่ปรากฏภาพระหว่างการประชุมออนไลน์

ความคืบหน้ากรณี โฆษก ตร. คุมคดี “ชัยชนะ” พร้อมกำชับเร่งตามตัว ดาบตำรวจ มีพฤติกรรมคล้ายใช้สารเสพติด

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อติดตามคดีที่นายชัยชนะได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกาย แม้เจ้าตัวจะให้การปฏิเสธและยืนยันว่าเป็นการหยอกล้อกัน แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตามกระบวนการยุติธรรม

นอกจากประเด็นการเมืองแล้ว สิ่งที่ทำให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือกรณี โฆษก ตร. คุมคดี “ชัยชนะ” พร้อมกำชับเร่งตามตัว ดาบตำรวจ มีพฤติกรรมคล้ายใช้สารเสพติด ที่โผล่มาในจอมอนิเตอร์ระหว่างการประชุมทางไกล ซึ่งทางโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง ให้รีบติดตามตัวมาสอบสวนและตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดโดยด่วน

รายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มีดังนี้:

  • คดีนายชัยชนะ: อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและรอส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา
  • คดีดาบตำรวจ: อยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดีทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด
  • การดูแลขวัญกำลังใจ: ผู้บังคับบัญชาเน้นย้ำเรื่องการดูแลสภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

สรุปข้อมูลสำคัญ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเร่งปรับปรุงภาพลักษณ์และความโปร่งใส ทั้งในคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญและการควบคุมความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของเจ้าหน้าที่ในยุคปัจจุบัน เราในฐานะประชาชนควรติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ครับ

ที่มา – โฆษก ตร. คุมคดี “ชัยชนะ” พร้อมกำชับเร่งตามตัว ดาบตำรวจ มีพฤติกรรมคล้ายใช้สารเสพติด

คุมตัว 7 คน เยาวชน รุมทำร้าย “ชาวญี่ปุ่น” อ้างไปขอเงินแต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงต้องลงมือ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถคุมตัว 7 คน เยาวชน รุมทำร้าย “ชาวญี่ปุ่น” อ้างไปขอเงินแต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงต้องลงมือ จนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณป่ารกร้างใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์มักกะสัน สร้างความหวาดกลัวให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

คุมตัว 7 คน เยาวชน รุมทำร้าย “ชาวญี่ปุ่น” อ้างไปขอเงินแต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงต้องลงมือ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งถูกกลุ่มวัยรุ่นจำนวน 7 คน รุมทำร้ายร่างกายเพื่อหวังชิงทรัพย์ โดยผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใบหู หัวเข่า และลำคอ ก่อนที่จะวิ่งหนีตายออกมาขอความช่วยเหลือจากพลเมืองดี จนนำไปสู่การขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน และ สน.ดินแดง ในเวลาต่อมา

เบื้องหลังการก่อเหตุอุกอาจของกลุ่มเยาวชน

จากการสอบสวนพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 13-17 ปี ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถคุมตัว 7 คน เยาวชน รุมทำร้าย “ชาวญี่ปุ่น” อ้างไปขอเงินแต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงต้องลงมือ ได้ที่แฟลตย่านดินแดง โดยผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพว่าก่อนหน้านี้เคยตระเวนขอเงินคนอื่นในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธ จึงบันดาลโทสะและเข้าทำร้ายร่างกายเพื่อชิงทรัพย์จำนวน 1,400 บาท มาแบ่งกันใช้จ่ายจนหมดสิ้น

รายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มเยาวชน:

  • ใช้วิธีรุมล้อมผู้เสียหายเพื่อกดดันขอเงิน
  • มีการพกมีดติดตัวแม้จะอ้างว่าใช้เพียงหมัดต่อย
  • เลือกจุดที่เป็นป่ารกร้างเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน
  • แบ่งเงินที่ได้มาคนละ 200 บาท

เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งที่เยาวชนอายุน้อยขนาดนี้กลับมีพฤติกรรมก้าวร้าวและก่อเหตุรุนแรงต่อชาวต่างชาติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน นี่เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมและครอบครัวต้องหันกลับมาใส่ใจดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศและชีวิตผู้อื่นเช่นนี้อีก

ที่มา – คุมตัว 7 คน เยาวชน รุมทำร้าย “ชาวญี่ปุ่น” อ้างไปขอเงินแต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงต้องลงมือ

เจอตัวแล้ว หนุ่มป่วยจิตเวช บุกป่วนโรงเรียนประถม ตรวจฉี่ม่วง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาผู้ปกครองและคุณครูต่างหวาดผวาไปตามๆ กัน เมื่อมีข่าวว่า เจอตัวแล้ว หนุ่มป่วยจิตเวช บุกป่วนโรงเรียนประถม ตร.จับตรวจปัสสาวะพบเป็นสีม่วง หลังจากที่เขาได้เข้าไปก่อความวุ่นวายภายในโรงเรียนประชารัฐบำรุง ย่านบางบัวทอง สร้างความแตกตื่นให้กับเด็กนักเรียนและบุคลากรในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เจอตัวแล้ว หนุ่มป่วยจิตเวช บุกป่วนโรงเรียนประถม ตร.จับตรวจปัสสาวะพบเป็นสีม่วง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายยุทธ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘บังรีม’ อายุ 34 ปี ได้บุกเข้าไปในโรงเรียนและแสดงอาการคุ้มคลั่ง สร้างความไม่ปลอดภัยให้กับเด็กเล็กๆ ในโรงเรียน ซึ่งหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง ได้เร่งติดตามจนสามารถควบคุมตัวได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ขณะที่ผู้ก่อเหตุยังคงให้การปฏิเสธในหลายประเด็น โดยอ้างว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรผิดและมีสิทธิ์ที่จะขับรถผ่านทาง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่นำตัวไปตรวจร่างกายกลับพบความจริงที่น่าตกใจ

รายละเอียดการจับกุมและการสอบสวน

จากการสอบสวนเพิ่มเติมหลังเหตุการณ์ เจอตัวแล้ว หนุ่มป่วยจิตเวช บุกป่วนโรงเรียนประถม ตร.จับตรวจปัสสาวะพบเป็นสีม่วง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด ผลปรากฏว่าเป็นสีม่วงอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ก่อเหตุได้ยอมรับสารภาพว่าตนเองเสพยาบ้าเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ เขายังได้กล่าวอ้างถึงเรื่องแปลกๆ เช่น การขับรถโดยปิดไฟหน้าเพื่อรณรงค์ลดโลกร้อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอาการทางจิตเวชร่วมกับการใช้สารเสพติดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่เป็นประเด็นให้สังคมต้องหันมาให้ความสำคัญมีดังนี้:

  • ความปลอดภัยในสถานศึกษา: โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก
  • การเฝ้าระวังผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน: การจัดการปัญหาผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ต้องดำเนินคดีตามขั้นตอนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

จากกรณีข่าว เจอตัวแล้ว หนุ่มป่วยจิตเวช บุกป่วนโรงเรียนประถม ตร.จับตรวจปัสสาวะพบเป็นสีม่วง ในครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมแล้วปล่อยไป แต่รวมไปถึงการบำบัดรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวชและเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพื่อคืนความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่สังคมและลูกหลานของเราที่ต้องเรียนหนังสือทุกวัน

ที่มา – เจอตัวแล้ว “หนุ่มป่วยจิตเวช” บุกป่วนโรงเรียนประถม ตร.จับตรวจปัสสาวะพบเป็นสีม่วง

ทายาทขอออกใบแทนที่ดิน หากโฉนดจริงไม่หายเข้าข่ายแจ้งเท็จ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินในจังหวัดขอนแก่น เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นได้ออกมาให้ความกระจ่างเกี่ยวกับประเด็นที่มีทายาทผู้จัดการมรดกยื่นคำขอออกใบแทนโดยอ้างว่าโฉนดสูญหาย ทั้งที่ความจริงแล้วโฉนดฉบับจริงยังอยู่กับทางวัด ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้หากตรวจสอบพบว่าเป็นการจงใจให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ผู้แจ้งอาจต้องรับโทษตามกฎหมายฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน

ทายาทขอออกใบแทนที่ดิน หากโฉนดจริงไม่หายเข้าข่ายแจ้งเท็จ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กลุ่มทายาทได้นำพยานและใบแจ้งความมายื่นต่อสำนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทน โดยยืนยันว่าโฉนดหาย แต่กลับปรากฏข้อมูลตามสื่อว่าโฉนดตัวจริงนั้นอยู่ในความครอบครองของเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ได้ออกมาเตือนว่าการกระทำแบบนี้คือ ทายาทขอออกใบแทนที่ดิน หากโฉนดจริงไม่หายเข้าข่ายแจ้งเท็จ อย่างชัดเจน เพราะเป็นการให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานโดยมีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งทางสำนักงานที่ดินมีหน้าที่ต้องดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนการคัดค้านและบทลงโทษทางกฎหมาย

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในขณะนี้ ทางเจ้าพนักงานที่ดินได้ให้คำแนะนำว่าทางวัดที่เป็นผู้มีสิทธิ์ตามคำพิพากษาควรดำเนินการดังนี้:

  • นำโฉนดฉบับจริงมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อทำการคัดค้านการออกใบแทน
  • เมื่อเจ้าพนักงานตรวจสอบแล้วว่าโฉนดไม่ได้สูญหาย จะดำเนินการยกเลิกคำขอออกใบแทนทันที
  • เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องสอบสวนจะรวบรวมหลักฐานเพื่อไปแจ้งความดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน

ในกรณีที่ ทายาทขอออกใบแทนที่ดิน หากโฉนดจริงไม่หายเข้าข่ายแจ้งเท็จ นั้น ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้ทั้งในส่วนของเจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานตำรวจที่ไปแจ้งความเท็จ และวัดที่เป็นผู้เสียหายโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพื่อพิสูจน์เจตนาของผู้แจ้งว่ารู้เห็นเป็นใจหรือไม่

นอกจากนี้ ในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ให้วัดนั้น ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกฎหมายที่ดิน โดยเฉพาะมาตรา 84 ประมวลกฎหมายที่ดิน เกี่ยวกับการขออนุญาตใช้ที่ดินของวัด ซึ่งทางสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นพร้อมรับคำขอและตรวจสอบตามขั้นตอนของกรมที่ดิน โดยเน้นย้ำว่ากฎหมายมีระเบียบชัดเจนสำหรับที่ดินที่ได้มาก่อนหรือหลังปี พ.ศ. 2497

ท้ายที่สุดแล้ว ความซื่อสัตย์ในการทำธุรกรรมทางกฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การพยายามใช้วิธีทางอ้อมเพื่อครอบครองที่ดินโดยมิชอบนอกจากจะไม่เป็นผลสำเร็จแล้ว ยังนำพาคดีความมาสู่ตนเองโดยใช่เหตุ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนดำเนินการทางกฎหมายครับ

ที่มา – จทน.ที่ดินขอนแก่น แจงปมทายาทขอออกใบแทน หากโฉนดจริงไม่ได้หาย จะเข้าข่ายการแจ้งเท็จ

ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ

ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ เพื่อเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของสินค้าผิดกฎหมายที่กำลังทำลายสุขภาพของเด็กและเยาวชนไทย โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

จากการลงพื้นที่ตรวจค้นรวม 5 จุดในย่านคลองถม เจ้าหน้าที่สามารถยึดบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยา และอุปกรณ์เสริมได้มากกว่า 20,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งสินค้าเหล่านี้ถูกเตรียมกระจายไปยังตลาดหน้าร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ปฏิบัติการ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ ในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะภาครัฐจะเดินหน้าไล่ล่าผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง

อันตรายและโทษหนักจากการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษรุนแรงตามกฎหมาย โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท ซึ่งในคดีการ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับชัดเจนว่ากฎหมายห้ามเปรียบเทียบปรับเพื่อระงับคดีเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับมาทำซ้ำ

ในมุมมองด้านสาธารณสุข บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าปลอดภัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ข้อมูลจาก สคบ. ยืนยันว่าสารพิษในบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของเยาวชนอย่างรุนแรง ดังนี้:

  • นิโคตินในระดับสูง: บุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่งอาจมีนิโคตินเทียบเท่าบุหรี่มวนถึง 20 มวน
  • ละอองขนาดเล็ก: อนุภาคเล็กกว่า PM 2.5 ทำให้สารเคมีซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย
  • สารก่อมะเร็งและโลหะหนัก: การสูดดมส่งผลต่อการพัฒนาการของสมองเด็กและวัยรุ่นในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมบุตรหลาน หากพบเห็นการลักลอบจำหน่าย สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือสายด่วนตำรวจ 1599 เพื่อช่วยกันปกป้องสังคมจากภัยเงียบนี้

การปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า ภาครัฐเอาจริงกับการกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดไปจากประเทศไทย เพื่ออนาคตที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกหลานเราในระยะยาว

ที่มา – “ศุภมาส” เอาจริง สคบ. ผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึด 2 หมื่นชิ้น ฟันโทษหนัก

Scroll to top