ข่าวไทยรัฐ

บช.ตชด. ชี้แจงปม ตชด.ภาค 1 ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม

บช.ตชด. ชี้แจงปม ตชด.ภาค 1 ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากมีการนำเสนอข่าวกรณีที่กำลังพลตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่แนวหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับผลกระทบจากการไม่ได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายวันละ 240 บาท เป็นระยะเวลานานถึง 5 เดือนเต็ม ส่งผลให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์บช.ตชด. ชี้แจงปม ตชด.ภาค 1 ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม โดยยืนยันว่าทางผู้บังคับบัญชาไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

รายละเอียดการจัดการงบประมาณและคำชี้แจงจาก บช.ตชด.

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าการบช.ตชด. ชี้แจงปม ตชด.ภาค 1 ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม นั้นมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณ ดังนี้:

  • งบประมาณห้วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการดำเนินการเบิกจ่ายให้กำลังพลเรียบร้อยแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง
  • สำหรับงบประมาณในห้วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 ทาง บช.ตชด. ได้โอนจัดสรรไปยังหน่วยต้นสังกัดเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่หน่วยต้นสังกัดจะเร่งเบิกจ่ายให้ถึงมือเจ้าหน้าที่
  • ส่วนงบประมาณในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงปัจจุบัน ทางหน่วยงานได้ทำเรื่องขอรับการสนับสนุนงบกลางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติ

ทางด้าน พล.ต.ท. รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องเบี้ยเลี้ยงด้วยความโปร่งใสและยึดถือสิทธิประโยชน์ของกำลังพลเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการสั่งการให้หน่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือกังวลใจกับเหตุการณ์ บช.ตชด. ชี้แจงปม ตชด.ภาค 1 ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

เราเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาในระบบราชการอาจต้องใช้เวลาตามขั้นตอนงบประมาณ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสื่อสารภายในองค์กรที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับทราบความคืบหน้าอย่างโปร่งใส และเชื่อมั่นว่าสวัสดิการที่ควรได้รับนั้นจะไม่สูญหายไปไหนอย่างแน่นอน

ที่มา – บช.ตชด. ชี้แจงปม “ตชด.ภาค 1” ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงนาน 5 เดือนเต็ม ยันไม่ได้นิ่งนอนใจ

คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ

เชื่อว่าหลายคนเวลาเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วลงเครื่องบินที่สนามบินภูมิภาค มักจะเจอปัญหาเรื่องการหารถเข้าเมืองที่บางครั้งก็ไม่สะดวกเท่าที่ควร หรือกังวลเรื่องราคาที่ตรวจสอบไม่ได้ ล่าสุดมีข่าวดีครับ เมื่อกระทรวงคมนาคมขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการหารือกับ Grab เพื่อยกระดับบริการขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่มากขึ้น

คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าหลังจากได้หารือร่วมกับตัวแทนบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีเป้าหมายหลักคือการเชื่อมโยงการเดินทางจากสนามบินไปยังจุดหมายปลายทางให้มีความไร้รอยต่อ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบผู้ให้บริการได้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งถือเป็นการก้าวไปสู่ยุคการเดินทางแบบดิจิทัลที่แท้จริง

ทำไมถึงต้องจัดระเบียบผ่านความร่วมมือนี้?

ปัจจุบันกรมท่าอากาศยานได้จัดพื้นที่ให้รถสาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ รถสองแถว หรือรถโดยสารประจำทาง ในสนามบิน 21 แห่งทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่การนำ Grab เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารมากขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ความโปร่งใส: ผู้โดยสารทราบราคาและข้อมูลคนขับผ่านแอปพลิเคชันได้ทันที
  • ความปลอดภัย: มีระบบคัดกรองคนขับและตรวจสอบเส้นทางตลอดการเดินทาง
  • ความสะดวกสบาย: ลดปัญหาการรอคอยและการสื่อสารที่ผิดพลาด

สำหรับการดำเนินงานในเฟสแรก กระทรวงคมนาคมได้เตรียมให้ คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ ก่อนเป็น 3 แห่งแรก เพื่อทดสอบระบบให้พร้อมสำหรับการขยายผลไปสู่สนามบินอื่นๆ ทั่วไทยในอนาคต

ทางรัฐมนตรีได้กำชับอย่างเข้มงวดว่า ทุกฝ่ายต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัด คนขับต้องมีการจดทะเบียนถูกต้อง เพื่อให้มาตรฐานการบริการออกมาดีที่สุดสำหรับผู้ใช้บริการทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติครับ

ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมากครับ หากการทำโปรเจกต์ คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ สำเร็จตามเป้า เชื่อว่าการเดินทางท่องเที่ยวในไทยจะสะดวกและน่าประทับใจขึ้นอีกหลายเท่าตัว ใครที่เดินทางไป 3 จังหวัดนี้บ่อยๆ เตรียมตัวรอสัมผัสประสบการณ์ใหม่กันได้เลย แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับความร่วมมือนี้? มาแชร์กันได้นะครับ!

ที่มา – คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ

เตือนภัย ชามไก่ลำปาง ของปลอมระบาด เสี่ยงคุกหนัก!

ระวังให้ดี! สกัดสินค้าเลียนแบบ ชามไก่ลำปาง ของแท้ต้องมีตรา GI

ใครที่ชอบเข้าครัวหรือสะสมเครื่องเซรามิกคงรู้จักชื่อเสียงของ ชามไก่ลำปาง กันเป็นอย่างดี แต่ล่าสุดกรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังเดินหน้าเข้มงวดเพื่อสกัดสินค้าเลียนแบบที่แอบอ้างชื่อชามไก่ลำปางวางขายเกลื่อนตลาด ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายเต็มๆ ครับ ใครที่เผลอซื้อหรือตั้งใจขายของปลอมอาจโดนโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ย้ำชัดว่าการแอบอ้างชื่อ ชามไก่ลำปาง ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไปใช้กับสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในแหล่งกำเนิดจริง หรือไม่ได้มาตรฐานตามที่ขึ้นทะเบียน GI ไว้ เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีโทษปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท และหากมีการใช้ตราสัญลักษณ์ GI โดยไม่ได้รับอนุญาต ยังพ่วงความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า โทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 400,000 บาทเลยทีเดียวครับ

ทำไมต้องซื้อ ชามไก่ลำปาง แท้ที่มีตรา GI เท่านั้น?

การเลือกซื้อสินค้าที่มีตรา GI เป็นการการันตีว่าคุณได้รับของที่มีคุณภาพระดับภูมิปัญญาดั้งเดิม โดย ชามไก่ลำปาง ของแท้มีกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน ดังนี้ครับ:

  • วัตถุดิบคุณภาพ: ใช้ดินขาวจากอำเภอแจ้ห่มผสมดินดำและทรายแก้ว ทำให้เนื้อเซรามิกมีความแข็งแกร่งเป็นเอกลักษณ์
  • งานฝีมือประณีต: ลวดลายไก่ ดอกโบตั๋น และต้นกล้วย ถูกวาดด้วยมือทุกชิ้นก่อนผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิสูงถึง 1,250 องศาเซลเซียส
  • มาตรฐานความปลอดภัย: สีสันติดทน ใช้งานได้ยาวนาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภคแน่นอน

สำหรับเพื่อนๆ ที่กังวลว่าจะแยกของจริงของปลอมไม่ออก ผมแนะนำว่าให้สังเกตตราสัญลักษณ์ GI บนผลิตภัณฑ์ให้ดี หากไม่มีการแสดงที่มาที่ไปชัดเจน หรือราคาถูกจนน่าตกใจ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยครับ หากใครพบเบาะแสการแอบอ้าง สามารถแจ้งสายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368 ได้ทันที เพื่อช่วยกันรักษาภูมิปัญญาไทยไม่ให้ถูกสินค้าไร้คุณภาพมาแอบอ้างเอาเปรียบครับ การสนับสนุนผู้ผลิตตัวจริง นอกจากจะได้ของดีไปใช้แล้ว ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนอีกด้วยครับ

ที่มา – สกัดสินค้าเลียนแบบ “ชามไก่ลำปาง” กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตือนแอบอ้างชื่อ เสี่ยงคุกหนัก

“สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีคลิปหลุดพฤติกรรมสุดฉาวของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งที่ก่อเหตุ “สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาประสิทธิภาพ ผ่านระบบออนไลน์ สร้างความเสื่อมเสียให้กับภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจเป็นอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการอบรมข้าราชการตำรวจระดับ ผบ.หมู่ ถึงรองผู้กำกับของตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนมาก

“สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้อย่างรุนแรง เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นถึงเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย แต่กลับมาทำผิดกฎหมายเสียเองในขณะที่กำลังรับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจนายนี้ยังแสดงพฤติกรรม “สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาประสิทธิภาพ ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานและวิทยากรผ่านกล้องวิดีโอคอนเฟอเรนซ์อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

รายละเอียดเหตุการณ์ตำรวจเสพยาขณะอบรม

จากการตรวจสอบพบว่าดาบตำรวจนายนี้สังกัด สภ.ทะเลน้อย จ.พัทลุง โดยในระหว่างที่วิทยากรกำลังบรรยายอยู่นั้น เจ้าหน้าที่นายนี้ได้นั่งเสพยาเสพติดผ่านกล้องจนเพื่อนตำรวจที่เข้าอบรมด้วยกันทนพฤติกรรมไม่ไหว จึงได้บันทึกคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเพื่อร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาและสื่อมวลชน ทั้งนี้มีรายงานว่าดาบตำรวจรายนี้มีประวัติไม่ดีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาวุธปืนหรือรถราชการที่เคยถูกนำไปจำนำ แต่กลับยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อมาได้

  • สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทันที
  • ตรวจสอบความโปร่งใสในสถานีตำรวจต้นสังกัด
  • เร่งดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.เชาวลิต เลี้ยงสุพงศ์ ผบก.ภ.จว.พัทลุง ได้ออกคำสั่งให้เร่งสืบสวนข้อเท็จจริงโดยด่วน หากพบว่ามีความผิดจริงจะต้องได้รับโทษทางวินัยขั้นสูงสุดโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและเป็นการกู้คืนความศรัทธาให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหา “สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ปัญหาบุคคล แต่เป็นเรื่องของระบบการคัดกรองและการลงโทษที่ต้องเข้มงวดกว่าเดิม สังคมไทยยังคงเฝ้ารอผลการลงโทษที่เด็ดขาด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นผู้ที่ทำลายกฎหมายเสียเอง

ที่มา – “สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาประสิทธิภาพ

โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ประกาศปรับเรียนออนไลน์ 18-31 ส.ค.

สวัสดีครับผู้ปกครองและน้องๆ นักเรียนทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่ต้องอัปเดตสำหรับชาวโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี หลังจากที่มีประกาศล่าสุดเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันครับ

โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ประกาศปรับเรียนออนไลน์ 18-31 ส.ค.

สำหรับผู้ปกครองที่กำลังมองหาข้อมูลเรื่องกำหนดการใหม่ของ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทางโรงเรียนได้มีการประกาศเรื่อง “กำหนดการเปิดเรียนและแนวปฏิบัติในการเรียนการสอน” ออกมาอย่างเป็นทางการ เพื่อให้นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการปรับตัวในช่วงเวลานี้ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ครับ:

สรุปประกาศสำคัญจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

  • วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569: ให้นักเรียนทุกระดับชั้นหยุดเรียนเพิ่มเติม เพื่อเตรียมความพร้อมของระบบการเรียนการสอน
  • ตั้งแต่วันที่ 18-31 สิงหาคม 2569: ปรับการเรียนการสอนจากรูปแบบ On-site เป็น Online 100% (จันทร์-ศุกร์)
  • วันอังคารที่ 1 กันยายน 2569: นักเรียนกลับมาเรียน On-site ตามปกติ
  • เลื่อนสอบปลายภาคเรียน: จากเดิมวันที่ 14-18 กันยายน เป็นวันที่ 21-25 กันยายน 2569

ทางโรงเรียนขอความร่วมมือจากผู้ปกครองในการช่วยดูแล กำกับ และติดตามการเรียนรู้ของบุตรหลานที่บ้าน เพื่อให้มั่นใจว่าน้องๆ จะได้รับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยมากที่สุดครับ ในส่วนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก็ยังคงปฏิบัติงานผ่านระบบ My Office อย่างเคร่งครัดตามกำหนดเวลา และหากมีความจำเป็นต้องเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียน ก็สามารถมาปฏิบัติงานได้ทันทีตามคำสั่งครับ

การปรับตัวเข้าสู่รูปแบบออนไลน์อาจจะดูเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับน้องๆ บางคน แต่อย่าลืมรักษาสุขภาพและบริหารเวลาเรียนให้ดีนะครับ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามความเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซต์หลักของทางโรงเรียนที่ www.tsn.ac.th ได้เลยครับ หวังว่าช่วงเวลา 18-31 สิงหาคมนี้จะเป็นช่วงเวลาที่น้องๆ ได้ทบทวนบทเรียนและเตรียมตัวก่อนกลับมาเจอเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอีกครั้งครับ

ที่มา – “โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี” ประกาศให้หยุดเพิ่ม ปรับเรียนออนไลน์ 18-31 ส.ค.

อัปเดตล่าสุด ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงในโรงเรียน ยังรักษาตัว 13 ราย

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ล่าสุดทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเคลื่อนไหวและให้ข้อมูลเกี่ยวกับ อัปเดตล่าสุด ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงในโรงเรียน ยังรักษาตัว 13 ราย เพื่อให้ประชาชนและญาติของผู้ได้รับผลกระทบได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน

สถานการณ์ อัปเดตล่าสุด ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงในโรงเรียน ยังรักษาตัว 13 ราย

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ได้มีการรายงานสรุปตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บที่ยังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยสถานะของ อัปเดตล่าสุด ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงในโรงเรียน ยังรักษาตัว 13 ราย นั้น ถือเป็นข่าวดีในแง่ที่ว่าไม่มีผู้ป่วยคนใดที่อยู่ในภาวะวิกฤตแล้ว ซึ่งถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับครอบครัวผู้ประสบเหตุทุกคน

รายละเอียดการกระจายตัวของผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ

ปัจจุบันผู้บาดเจ็บทั้ง 13 รายนี้ กำลังกระจายตัวรักษาอยู่ในโรงพยาบาลชั้นนำถึง 8 แห่ง เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุดจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้:

  • โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า: 3 ราย (อาการปานกลาง 2 ราย, เล็กน้อย 1 ราย)
  • โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า: 3 ราย (อาการปานกลาง)
  • โรงพยาบาลศิริราช: 2 ราย (อาการปานกลาง)
  • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์: 1 ราย (อาการปานกลาง)
  • โรงพยาบาลเกษมราษฎร์อินเตอร์: 1 ราย (อาการปานกลาง)
  • โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์: 1 ราย (อาการเล็กน้อย)
  • โรงพยาบาลบางกรวย: 1 ราย (อาการเล็กน้อย)
  • โรงพยาบาลธรรมศาสตร์: 1 ราย (อาการปานกลาง)

การที่ไม่มีผู้ป่วยอาการวิกฤตถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับกระบวนการรักษา แต่สิ่งสำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเยียวยาจิตใจของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญของสังคมไทยในการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาและการเข้าถึงอาวุธของเยาวชน

เราขอเป็นกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกท่านฟื้นตัวโดยเร็ว และขอส่งความปรารถนาดีไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการความปลอดภัยในโรงเรียนจะถูกยกระดับขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต

ที่มา – อัปเดตล่าสุด ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงในโรงเรียน ยังรักษาตัว 13 ราย ไม่มีป่วยวิกฤตแล้ว

ไชยชนกชี้เด็กก่อเหตุกราดยิงเข้าเว็บไซต์ปกติ ดูสารคดี

ไชยชนกชี้เด็กก่อเหตุกราดยิงเข้าเว็บไซต์ปกติ ดูสารคดี ไม่ใช่คอนเทนต์รุนแรง

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญนักเรียนก่อเหตุยิงภายในโรงเรียน ล่าสุดนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกรณี ไชยชนกชี้เด็กก่อเหตุกราดยิงเข้าเว็บไซต์ปกติ ดูสารคดี โดยยืนยันว่าจากการตรวจสอบประวัติการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตของเด็กคนดังกล่าว ไม่พบว่ามีการเข้าถึง Dark Web หรือเนื้อหาที่มีความรุนแรงตามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตไว้ในตอนแรก

ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบพฤติกรรมบนโลกออนไลน์

นายไชยชนกได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบพบนั้นเป็นการเข้าถึงเว็บไซต์ทั่วไป รวมถึงการรับชมสารคดีให้ความรู้ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง YouTube ซึ่งถือเป็นคอนเทนต์ปกติที่ใครก็สามารถเข้าถึงได้ เหตุการณ์ ไชยชนกชี้เด็กก่อเหตุกราดยิงเข้าเว็บไซต์ปกติ ดูสารคดี จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนการมองปัญหาความรุนแรงว่า ไม่ได้เกิดจากสื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่ซับซ้อนกว่านั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง

จากการตรวจสอบพบว่าสิ่งที่น่ากังวลกว่าเว็บไซต์สารคดี คือการที่เด็กคนนี้มีการสร้างร้านขายปืนจำลองในแพลตฟอร์มเกม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่างอาจซ่อนอยู่ในกิจกรรมที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล่นๆ ในโลกออนไลน์ โดยทางกระทรวงดิจิทัลฯ กำลังเร่งประสานงานกับสมาคมเกมและบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อหามาตรการป้องกันเชิงรุก

  • ร่วมมือกับบริษัทแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Apple และ Meta เพื่อปรับปรุงนโยบายปกป้องเด็ก
  • ทำงานร่วมกับสมาคมเกมเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมบัญชีผู้ใช้ที่สุ่มเสี่ยง
  • สร้างระบบแจ้งเตือนเมื่อพบการกระทำที่ผิดปกติหรือมีความสนใจเรื่องอาวุธอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเข้าถึงคอนเทนต์ในยุคปัจจุบันนั้นยากที่จะปิดกั้นได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้งานบัญชีของผู้ปกครอง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการเฝ้าระวังและการปรับเปลี่ยนโหมดนโยบายคุ้มครองเด็กให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ไชยชนกชี้เด็กก่อเหตุกราดยิงเข้าเว็บไซต์ปกติ ดูสารคดี จึงไม่ใช่เรื่องของการแบนเนื้อหา แต่เป็นเรื่องของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดูแลเยาวชนของเราให้ปลอดภัย

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สังคมต้องหันมาใส่ใจพฤติกรรมบุตรหลานอย่างใกล้ชิด การสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว คือปราการด่านแรกที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เด็กก้าวเข้าสู่เส้นทางความรุนแรง ไม่ว่าเขาจะเข้าเว็บไซต์อะไรก็ตาม

ที่มา – “ไชยชนก” ชี้เด็กก่อเหตุกราดยิงเข้าเว็บไซต์ปกติ ดูสารคดี ไม่ใช่คอนเทนต์รุนแรง

อนุทินเตือนห้ามพกปืน สั่งคุมเข้มอาวุธปืนทั้งระบบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกด้วยการกำชับเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองอย่างเข้มงวด โดยในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย อนุทินเตือนห้ามพกปืน อย่างเด็ดขาดสำหรับรัฐมนตรี สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคน ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ามาตรฐานจริยธรรมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง หากใครฝ่าฝืนอาจถึงขั้นหมดอนาคตทางการเมืองได้ทันที

อนุทินเตือนห้ามพกปืน พร้อมสั่งคุมเข้มอาวุธปืนทั้งระบบ

นอกเหนือจากการกำชับภายในพรรคแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้ยกระดับมาตรการในระดับประเทศ โดยสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการจัดการเรื่องอาวุธปืนทั้งระบบ เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้ปืนเถื่อนหรือปืนผิดกฎหมายหลุดรอดไปถึงมือผู้ที่ไม่ควรครอบครอง โดยมีรายละเอียดมาตรการที่น่าสนใจดังนี้:

มาตรการเร่งด่วนที่ต้องจับตา

  • ระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่และระงับการออกใบอนุญาต ป.3 จนกว่าจะมีมติ ครม. เปลี่ยนแปลง
  • ให้ตรวจสอบใบอนุญาตซื้ออาวุธปืนทั่วประเทศและรายงานผลภายใน 30 วัน
  • ตรวจสอบร้านค้าปืนและสนามยิงปืนอย่างเข้มงวด หากพบทำผิดกฎหมายให้ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด

ในมุมมองของรัฐบาล อนุทินเตือนห้ามพกปืน ไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัยส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนถึงการยกระดับคุณภาพของนักการเมืองไทยให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม นอกจากนี้ยังมีการผลักดันมาตรการระยะยาว อาทิ การแก้ไข พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อนำระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบ Real-time มาใช้ ซึ่งจะช่วยให้การติดตามและควบคุมอาวุธปืนทำได้แม่นยำยิ่งขึ้น การเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืน และการกำหนดให้ใบ ป.4 ต้องต่ออายุทุกๆ 3 ปี เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับปืนได้อย่างยั่งยืน

สุดท้ายนี้ การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการอาวุธปืนอย่างจริงจังถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แม้จะดูเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่หากดำเนินการได้สำเร็จตามเป้าหมายภายใน 60 วันตามที่ตั้งไว้ เราน่าจะได้เห็นสังคมที่มีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่ครอบครองอาวุธปืนอยู่อย่าลืมตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของตนเองให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจตามมาในอนาคตครับ

ที่มา – “อนุทิน” เตือนกลางที่ประชุมภูมิใจไทย ห้ามพกปืน สั่งใน ครม. คุมเข้มทั้งระบบ-เร่งแก้กฎหมาย

“สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่

ช่วงนี้หลายคนกำลังจับตามองการลงพื้นที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ “สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ ให้กับพี่น้องชาวใต้ ล่าสุด นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาตอกย้ำถึงความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่คือการเปิดประตูสู่การพัฒนาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของหาดใหญ่และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ ให้พื้นที่

การลงพื้นที่ของ ครม. ในครั้งนี้ นายสรรเพชญมองว่าเป็นจังหวะสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาในหลายกระทรวงถูกนำมาวางบนโต๊ะเดียวกัน เพื่อบูรณาการการแก้ปัญหาให้เห็นภาพรวม มากกว่าการทำงานแบบแยกส่วน นอกจากนี้ยังเป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคต เพื่อให้หาดใหญ่กลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอีกครั้ง

ความคืบหน้าของงบฟื้นฟูน้ำท่วม

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายคนกังวลคือเรื่องการฟื้นฟูพื้นที่หลังเหตุอุทกภัย นายสรรเพชญย้ำชัดว่า “สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ โดยในส่วนของการฟื้นฟูนั้น รัฐบาลไม่ได้รอการประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ได้อนุมัติงบกลางกว่า 843 ล้านบาทให้กรมชลประทานดำเนินการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารระบบชลประทานรวม 67 โครงการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุมัติงบไปจนถึงการโอนงบประมาณ ทำให้การทำงานเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม

  • ซ่อมแซมระบบชลประทาน 67 โครงการ
  • ครอบคลุม 5 จังหวัด: สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
  • เน้นการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
  • วางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองที่กว้างกว่าเรื่องการซ่อมแซม นายสรรเพชญกล่าวว่าเราต้องมองไปถึงอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า ว่าจะทำอย่างไรให้เมืองเติบโตอย่างมั่นคง ทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน การประชุม ครม.สัญจรจึงถือเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจระดับนโยบายให้เกิดขึ้นจริง

ท้ายที่สุด การทำงานของภาครัฐควรได้รับการพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้รับ มากกว่าการตีความในมิติทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากการลงพื้นที่ครั้งนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานให้ดีขึ้นได้ นั่นคือชัยชนะที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนชาวใต้ครับ

ที่มา – “สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ ย้ำงบฟื้นฟูน้ำท่วมเดินหน้าแล้ว

Scroll to top