ข่าวไฟไหม้ล่าสุด

“หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร เจ้าตัวเฉลยเอง บอกไม่ใช่ข้าราชการ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตต่างสงสัยและตั้งคำถามกันยกใหญ่ว่าตกลงแล้ว “หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร กันแน่? หลังจากที่ชายปริศนาในชุดเครื่องแบบเต็มยศได้ปรากฏตัวเดินตามนายกฯ ในเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ทั้งยังให้สัมภาษณ์สื่ออย่างมั่นใจจนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลเกี่ยวกับข้อมูลที่มีการแชร์ออกไป

“หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร ความจริงที่หลายคนอยากรู้

ล่าสุด เรื่องราวของ “หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร เริ่มกระจ่างชัดขึ้น เมื่อมีการเปิดเผยว่าชายคนดังกล่าวคือ ร.ท.ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ก. เขตพญาไท โดยในระหว่างการพูดคุยกับ “กัน จอมพลัง” เขาได้เปิดใจถึงบทบาทหน้าที่ที่ทำอยู่ โดยย้ำว่าตนเองประกอบอาชีพหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านจิตอาสา กู้ภัย นักการเมือง ไปจนถึงงานในวงการบันเทิง

เบื้องลึกบทบาทของ “หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร และทำไมถึงมีชุดเต็มยศ?

จากการเปิดเผยล่าสุด เจ้าตัวยืนยันว่า “หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร นั้น จริงๆ แล้วเขาคือจิตอาสา อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เขตพญาไท โดยเขาได้ชี้แจงว่าแม้ตนเองจะไม่ใช่ข้าราชการประจำ แต่มีความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มร้อย พร้อมจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเสมอ ซึ่งการแต่งกายในชุดเต็มยศนั้นเป็นความภาคภูมิใจในฐานะจิตอาสาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักในหลายด้าน

  • ได้รับเข็มเกียรติยศจากหลักสูตรต่างๆ
  • มีประสบการณ์ด้านการแสดงละครและงานอีเว้นท์
  • เป็นจิตอาสาและกู้ภัยที่ผ่านการฝึกอบรม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญของการเสพข่าวสารในยุคปัจจุบัน เราควรตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายแหล่งข้อมูลก่อนที่จะด่วนสรุปหรือตัดสินใครเพียงเพราะเห็นจากภาพลักษณ์ภายนอก การทำงานเพื่อสังคมเป็นเรื่องที่ดี แต่ความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สังคมให้ความใส่ใจไม่แพ้กัน หากใครมีข้อสงสัยหรือต้องการให้เขาช่วยประสานงานในฐานะจิตอาสา เขาก็พร้อมเปิดรับฟังและให้ข้อมูลเพิ่มเติมตามหลักฐานที่มี

ที่มา – “หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร เจ้าตัวเฉลยเอง บอกไม่ใช่ข้าราชการ แต่มีใจเต็มร้อย

อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ

อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ

เหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น กับกรณีเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ชื่อดังย่านลาดพร้าว ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้แก่สังคมไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุดมีรายงานข่าวเศร้าเกี่ยวกับ อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ หลังจากที่ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้เสียชีวิตลงขณะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายละเอียดความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นับจากเหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 12 ก.ค. 69 บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความโกลาหล นักเที่ยวต่างพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ จนนำมาสู่เหตุสลดที่มีการรายงานเกี่ยวกับ อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ โดยผู้เสียชีวิตรายล่าสุดคือ น.ส.สุดารัตน์ โภคทรัพย์ วัย 34 ปี ที่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวหลังถูกไฟคลอกรุนแรง

นอกเหนือจากตัวเลขผู้เสียชีวิตแล้ว สถานการณ์ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสีย โดยมีการสรุปสถานการณ์การรับศพดังนี้:

  • ยอดรวมผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พุ่งสู่ 31 ราย
  • วันที่ 13 ก.ค. 69 ญาติรับศพไปแล้วจำนวน 7 ราย
  • วันที่ 14 ก.ค. 69 ญาติรับศพไปแล้วจำนวน 18 ราย
  • คงเหลืออีก 6 ร่างที่รอครอบครัวมาติดต่อรับกลับไปบำเพ็ญกุศล

อย่างไรก็ตาม ทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เข้ามาช่วยเหลือในการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ทียื่นความจำนง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในยามทุกข์โศกของครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ ครั้งนี้

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงในเรื่องความปลอดภัยของสถานบันเทิง เราต้องหันกลับมาตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันอัคคีภัย ทางออกฉุกเฉิน และมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้ความสูญเสียเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก ขอยกมือไหว้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกคนครับ

ที่มา – อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ

“สุรเดช” ชี้ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องมีคนติดคุก

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญกรณีเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงชื่อดังย่านลาดพร้าว เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้สร้างความโศกเศร้าให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนถึงเหตุการณ์นี้ว่า “สุรเดช” ชี้ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องมีคนติดคุก เพื่อให้เป็นบทเรียนแก่ผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐที่ปล่อยปละละเลยความปลอดภัยของประชาชน

“สุรเดช” ชี้ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องมีคนติดคุก

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องสูญเสียจากการขาดมาตรฐานความปลอดภัยในสถานบันเทิง ก่อนหน้านี้เราเคยมีบทเรียนราคาแพงจากเหตุการณ์ซานติก้าผับและเมาท์เท่นบี แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการล้อมคอกหรือป้องกันอย่างจริงจัง จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยขึ้นอีกครั้งที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

สาเหตุเดิมๆ ที่ซ้ำเติมความสูญเสีย

ความบกพร่องที่พบในเหตุการณ์ครั้งนี้มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างน่าตกใจ ได้แก่:

  • ระบบหนีไฟที่ใช้งานไม่ได้จริง
  • การปิดอาคารทึบ ขาดช่องระบายอากาศ
  • การขาดระบบสปริงเกอร์ดับเพลิงที่เป็นมาตรฐาน
  • ใช้วัสดุติดไฟง่ายในการตกแต่งร้าน

“สุรเดช” ชี้ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องมีคนติดคุก เพราะนี่ไม่ใช่แค่ความประมาท แต่คือความเห็นแก่ตัวของผู้ประกอบการที่มองข้ามความปลอดภัยของชีวิตคน แลกกับผลประโยชน์ส่วนตน ท่ามกลางคำถามที่สังคมสงสัยว่า ทำไมร้านเหล่านี้ถึงได้รับอนุญาตให้เปิดบริการได้ ทั้งที่ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอตามกฎหมาย

ต้องเอาผิดให้ถึงที่สุดทั้งคนออกใบอนุญาตและผู้ประกอบการ

นายสุรเดชย้ำว่า เรื่องนี้ต้องไม่จบแค่การเยียวยา แต่ต้องมีการเอาผิดทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ทั้งเจ้าของกิจการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์หรือละเลยการตรวจสอบตามมาตรา 157 ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาพเหตุการณ์ซ้ำๆ ในอนาคต

ในมุมมองของผม โศกนาฏกรรมครั้งนี้ควรเป็นครั้งสุดท้ายที่เรายอมรับความเพิกเฉยได้ เราต้องการมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องบังคับใช้เท่าเทียมกันทั่วประเทศ เพื่อให้สถานบันเทิงเป็นที่สำหรับความบันเทิงอย่างปลอดภัย ไม่ใช่กับดักมรณะที่พรากชีวิตของผู้คนไปอย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น

ที่มา – “สุรเดช” ชี้ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องมีคนติดคุก บทเรียนมีไม่เคยล้อมคอก

ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น

ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ล่าสุดความคืบหน้าของทางร้านมีความชัดเจนออกมาแล้ว โดย ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น บาท ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการแสดงความรับผิดชอบจากทางร้านที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายนิธิรุจน์ เจติยาธีรนันท์ ทนายความประจำร้านได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.พหลโยธิน เพื่อนำเอกสารสำคัญของร้านมามอบให้เป็นหลักฐาน โดยทนายความได้ย้ำชัดเจนว่าทางร้านไม่ได้นิ่งนอนใจและมีความตั้งใจจริงในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด ทั้งในส่วนของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ครอบครัวของเจ้าของร้านและผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันระดมทุนเพื่อเป็นเงินสำรองในการช่วยเหลือเบื้องต้น แม้ในขณะนี้ตัวเจ้าของร้านเองจะยังคงรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ด้วยอาการวิกฤตก็ตาม

ขั้นตอนการรับเงินเยียวยาและมาตรการช่วยเหลือ

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทางร้านได้เตรียมเงินสำรองไว้เพียงพอสำหรับผู้เสียชีวิต 30 ราย โดยผู้เสียหายสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สน.พหลโยธิน โดยทนายความได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น ไว้ดังนี้:

  • เตรียมเงินสำรองไว้สำหรับค่าฌาปนกิจและช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 10,000 บาท
  • อยู่ระหว่างการประสานงานเรื่องรายละเอียดการชดเชยสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บ
  • มีการยื่นเอกสารให้กับบริษัทประกันภัยเพื่อให้ดำเนินการครอบคลุมค่าสินไหมทดแทนให้มากที่สุด
  • ตรวจสอบสิทธิผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของพนักงานร้านเพื่อให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ ยังมีการระบุว่าหากบริษัทประกันภัยประเมินความเสียหายเรียบร้อยแล้ว ทางร้านจะเร่งนำเงินมาชดใช้เยียวยาทันทีโดยไม่ต้องรอให้ยืดเยื้อ ทนายความยังได้กล่าวด้วยความเศร้าใจว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต่างเสียใจกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก และยืนยันว่าจะไม่มีการหลบหนีไปไหน พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทางร้านจะออกมารับผิดชอบและขอโทษต่อสังคมอย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ สำหรับมาตรการความปลอดภัยและระบบการบริหารจัดการร้านอาหาร อย่างไรก็ตาม การยินดีรับผิดชอบของ ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น นับเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของครอบครัวผู้สูญเสียได้ระดับหนึ่ง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากระบวนการทางกฎหมายและการเยียวยาในระยะยาวจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น

ผกก.นิมิตรใหม่ คุมเข้มผับบาร์-ร้านอาหารในพื้นที่ ถังดับเพลิงต้องพร้อม ประตูหนีไฟต้องชัด

หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านโรงเบียร์ย่านลาดพร้าวที่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ ทำให้หลายหน่วยงานต้องเร่งกลับมาตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยกันอย่างเข้มงวด ล่าสุดทางสถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม่ได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในพื้นที่รับผิดชอบ โดยมีการเรียกประชุมผู้ประกอบการร้านอาหารและสถานบันเทิงกว่า 20 แห่ง เพื่อเน้นย้ำว่า ผกก.นิมิตรใหม่ คุมเข้มผับบาร์-ร้านอาหารในพื้นที่ ถังดับเพลิงต้องพร้อม ประตูหนีไฟต้องชัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพี่น้องประชาชนที่มาใช้บริการ

ผกก.นิมิตรใหม่ คุมเข้มผับบาร์-ร้านอาหารในพื้นที่ ถังดับเพลิงต้องพร้อม ประตูหนีไฟต้องชัด

พ.ต.อ.ชัยธัช เชียงทา รรท.ผกก.สน.นิมิตรใหม่ ได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญภายใต้การกำกับดูแลของ บช.น. และ บก.น.3 ว่า ความปลอดภัยของลูกค้าต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการทุกรายจำเป็นต้องมีแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน มีการซักซ้อมความเข้าใจกับพนักงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การจัดการเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด

รายละเอียดการกำชับจาก ผกก.นิมิตรใหม่ คุมเข้มผับบาร์-ร้านอาหารในพื้นที่ ถังดับเพลิงต้องพร้อม ประตูหนีไฟต้องชัด

ในการประชุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ทุกสถานประกอบการต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ได้แก่:

  • ระบบไฟฟ้า: สายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่เสื่อมสภาพ ป้องกันเหตุไฟฟ้าลัดวงจร
  • ถังดับเพลิง: ต้องมีการติดตั้งอย่างชัดเจนในจุดที่หยิบใช้ง่าย และที่สำคัญคือต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้จริง
  • ประตูหนีไฟ: ต้องไม่มีสิ่งของกีดขวางเด็ดขาด และต้องสามารถเปิดใช้งานได้สะดวกเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
  • การสื่อสาร: ต้องมีระบบแจ้งเตือนและช่องทางประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าอพยพออกจากร้านได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบร้านใดที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ หรือมีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ในฐานะนักท่องเที่ยวยามค่ำคืน เราเองก็ควรสังเกตทางหนีไฟทุกครั้งที่ไปใช้บริการร้านใหม่ๆ เพื่อป้องกันตัวเองไว้ก่อนเสมอครับ เพราะความประมาทเพียงครู่เดียวอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

ที่มา – ผกก.นิมิตรใหม่ คุมเข้มผับบาร์-ร้านอาหารในพื้นที่ ถังดับเพลิงต้องพร้อม ประตูหนีไฟต้องชัด

ใครอ่ะ หนุ่มสวมชุดเต็มยศ เดินตามนายกฯ ตรวจไฟไหม้โรงเบียร์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลทันที หลังจากมีภาพชายปริศนาสวมชุดเครื่องแบบเต็มยศเดินตามนายกฯ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว หลายคนตั้งคำถามว่า ใครอ่ะ หนุ่มสวมชุดเต็มยศ เดินตามนายกฯ ตรวจไฟไหม้โรงเบียร์ ให้สัมภาษณ์สื่อเป็นฉาก เขาเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงสามารถเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่กำลังทำงานอย่างเคร่งเครียดได้

ใครอ่ะ หนุ่มสวมชุดเต็มยศ เดินตามนายกฯ ตรวจไฟไหม้โรงเบียร์ ให้สัมภาษณ์สื่อเป็นฉาก

เหตุการณ์เศร้าสลดจากไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 69 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ท่ามกลางความโศกเศร้า กลับมีประเด็นที่ชาวเน็ตให้ความสนใจเป็นพิเศษ เมื่อมีชายแต่งกายคล้ายทหารปรากฏตัวในจุดเกิดเหตุ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างคล่องแคล่ว และเดินประกบนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้หลายคนสงสัยในตัวตนของเขา

เปิดตัวตนชายปริศนา: เผยความจริงที่หลายคนต้องอึ้ง

จากข้อมูลของเพจ “ซ้อเปา – เรื่องนี้ต้องใส่ใจ” ได้มีการเฉลยว่าชายคนดังกล่าวนั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐแต่อย่างใด แต่เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ก. และเป็นจิตอาสาที่เพิ่งกลับจากงานแข่งขันบีบีกัน (BB Gun) ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือความเชี่ยวชาญด้านการดับเพลิงเลย แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือ การที่เขาตกเป็นต้นตอของข่าวลือที่ว่าร้านไม่ยอมให้ลูกค้าออกเพราะต้องจ่ายเงินก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จที่สร้างความเข้าใจผิดให้สังคมเป็นวงกว้าง

  • ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้เชี่ยวชาญดับเพลิง
  • เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ก. กลุ่ม “กรุงเทพบินได้”
  • เป็นต้นตอข่าวลือสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง
  • พฤติกรรมนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในจุดเกิดเหตุ

หลายคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใครอ่ะ หนุ่มสวมชุดเต็มยศ เดินตามนายกฯ ตรวจไฟไหม้โรงเบียร์ ให้สัมภาษณ์สื่อเป็นฉาก คนแบบนี้ได้อย่างไร เหตุใดเจ้าหน้าที่ปล่อยให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาเดินป้วนเปี้ยน แถมยังให้ข้อมูลผิดๆ จนผู้คนเข้าใจผิดในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้คนในสังคมต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนแชร์ต่อ

จากเรื่องนี้ ทำให้เราเห็นว่าในสถานการณ์วิกฤต มักจะมีผู้ฉวยโอกาสหรือบุคคลที่ต้องการพื้นที่สื่อปรากฏตัวขึ้นเสมอ การตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและการควบคุมพื้นที่ของเจ้าหน้าที่จึงเป็นเรื่องที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด หากคุณเจอใครที่อ้างตัวว่ารู้จริงในที่เกิดเหตุ อย่าเพิ่งปักใจเชื่อจนกว่าข้อมูลนั้นจะมาจากหน่วยงานหลักอย่างเป็นทางการครับ

ที่มา – ใครอ่ะ หนุ่มสวมชุดเต็มยศ เดินตามนายกฯ ตรวจไฟไหม้โรงเบียร์ ให้สัมภาษณ์สื่อเป็นฉาก

แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ”

แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ”

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลกันไปแล้วนะครับ สำหรับเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ซึ่งมีเรื่องราวของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจจาก สน.พหลโยธิน เข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ดันเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ” ได้อย่างไร ทำไมไม่รีบเข้าช่วยทันที

เบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์สุดระทึก

จริง ๆ แล้ว หากเราหันไปมองในมุมของการทำงานของเจ้าหน้าที่ เราจะพบว่าภารกิจนั้นเสี่ยงอันตรายมากครับ สิบตำรวจเอกทั้ง 2 นาย คือ ส.ต.อ.มังกร และ ส.ต.อ.วาริชัย ได้เข้าไปเผชิญกับกลุ่มควันพิษจำนวนมหาศาลจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรักษาอาการทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นผลจากการที่ทั้งคู่พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างไม่คิดชีวิต การที่สังคมตั้งคำถามว่าทำไมต้องถ่ายรูปก่อนนั้น ผบช.น. ได้ออกมาอธิบายอย่างชัดเจนถึงประเด็น แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ” ว่านี่คือระเบียบปฏิบัติที่ตำรวจสายตรวจทุกคนต้องทำเมื่อถึงที่เกิดเหตุ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการปฏิบัติงานนั่นเองครับ

  • การถ่ายรูปเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบงานสายตรวจ
  • การเข้าช่วยเหลือชีวิตคือภารกิจสำคัญอันดับหนึ่ง
  • ภาพเหตุการณ์เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบครับว่า การที่ตำรวจต้องถ่ายภาพนั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาเพิกเฉยต่อการช่วยเหลือ หากดูจากคลิปวิดีโอวงจรปิดจะเห็นได้ชัดว่า หลังจากทำการบันทึกตามขั้นตอนแล้ว ทั้งสองนายรีบพุ่งเข้าไปทำ CPR ปั๊มหัวใจผู้บาดเจ็บทันที จนตัวเองต้องสูดควันเข้าไปจนร่างกายได้รับผลกระทบอย่างหนัก ดังนั้น กรณีที่มีการ แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ” แบบนี้ จึงถือเป็นการออกมาปกป้องและชี้แจงเพื่อให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละครับ

ในมุมมองของผม ผมคิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นเรื่องปกติในยุคโซเชียล แต่เราควรดูข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใคร โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานภายใต้ความกดดันและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้ครับ การให้กำลังใจคนที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ

ที่มา – แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ”

จ่อเรียกพี่เจ้าของโรงเบียร์ให้ปากคำ แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ วอนอย่าเพิ่งย้าย รพ.

จ่อเรียกพี่เจ้าของโรงเบียร์ให้ปากคำ แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ วอนอย่าเพิ่งย้าย รพ.

จากเหตุการณ์ไฟไหม้สุดสลดที่ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ที่ผ่านมา ล่าสุดมีความคืบหน้าทางคดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน โดย พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่า ขณะนี้ได้มีการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 17 ปาก และเตรียมจะเรียกตัวพี่สาวของเจ้าของร้านเข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติม เนื่องจากตัวเจ้าของร้านเองยังคงได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ทำให้กระบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริงต้องดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ในขณะที่ฝั่งผู้ได้รับบาดเจ็บ นางสาวประภารักษ์ แฟนสาวของนายภานุวัฒน์ ซาวด์เอ็นจิเนียร์ประจำร้าน ได้เดินทางมาที่ สน.พหลโยธิน เพื่อติดตามทรัพย์สินและเรียกร้องความเป็นธรรม โดยระบุว่าแฟนของเธอทำงานที่นี่มานานกว่า 3 ปีแต่กลับไม่มีสวัสดิการประกันสังคม อีกทั้งตั้งแต่เกิดเหตุยังไม่มีการติดต่อเยียวยาใดๆ จากทางร้านเลย ซึ่งประเด็นจ่อเรียกพี่เจ้าของโรงเบียร์ให้ปากคำ แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ วอนอย่าเพิ่งย้าย รพ. จึงกลายเป็นจุดสนใจสำคัญ เพราะทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิตของผู้ป่วยที่อาการวิกฤต

สถานการณ์วิกฤตของซาวด์เอ็นจิเนียร์

ทางด้านอาการของนายภานุวัฒน์ พบว่ามีแผลไฟคลอกรุนแรงถึง 60% ของร่างกาย มีภาวะไตวายและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยทางญาติกำลังกังวลเรื่องสิทธิ์การรักษา UCEP ที่กำลังจะครบ 72 ชั่วโมง ซึ่งหากต้องเคลื่อนย้ายกลับไปรักษาตามสิทธิ์บัตรทองที่จังหวัดลพบุรี อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตได้ ทั้งนี้ หากมีการดำเนินการจ่อเรียกพี่เจ้าของโรงเบียร์ให้ปากคำ แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ วอนอย่าเพิ่งย้าย รพ. ทางญาติหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาช่วยเหลือเพื่อหาทางออกในการรักษาตัวต่อในกรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุด

ข้อมูลเบื้องต้นจากสำนักงานประกันสังคมระบุว่า หากต้องการย้ายโรงพยาบาลหรือรักษาต่อในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถประสานงานได้ผ่านสายด่วน สปสช. 1330 แต่สำคัญที่สุดคือต้องได้รับการเซ็นรับรองจากทางนายจ้าง ซึ่งในกรณีที่เจ้าของร้านบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ หน่วยงานรัฐอาจต้องเข้ามาเป็นตัวกลางช่วยประสานเพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

  • คดีความยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนพยาน
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บต้องการการเยียวยาเร่งด่วน
  • การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอาการวิกฤตมีความเสี่ยงสูง
  • สังคมจับตามองเจ้าของร้านในการแสดงความรับผิดชอบ

สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรมและการเยียวยาชีวิตที่กำลังต่อสู้กับความตาย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายไปในทางที่ดีและผู้เสียหายจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมครับ

ที่มา – จ่อเรียกพี่เจ้าของโรงเบียร์ให้ปากคำ แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ วอนอย่าเพิ่งย้าย รพ.

พนักงาน-ลูกจ้าง โรงเบียร์ลาดพร้าว ไม่มีสิทธิประกันสังคม สปส. เร่งช่วยเหลือ

พนักงาน-ลูกจ้าง โรงเบียร์ลาดพร้าว ไม่มีสิทธิประกันสังคม สปส. เร่งช่วยเหลือ

เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ณ โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวนั้น นอกจากความสูญเสียและอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาคือเรื่องสวัสดิการของแรงงาน โดยล่าสุดพบว่า พนักงาน-ลูกจ้าง โรงเบียร์ลาดพร้าว ไม่มีสิทธิประกันสังคม สปส. เร่งช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้

จากการลงพื้นที่ประชุมด่วนของสำนักงานประกันสังคมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน เมื่อเร็วๆ นี้ พบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่ที่ทำงานในร้านดังกล่าวไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเข้าสู่ระบบประกันสังคมอย่างถูกต้อง แม้แต่กรณีพนักงานชาวลาวที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ก็ไม่มีสิทธิประกันสังคมรองรับ ทำให้การดำเนินการช่วยเหลือด้านเงินเยียวยาและการส่งร่างกลับภูมิลำเนาต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

มาตรการเยียวยาจาก สปส. เมื่อ พนักงาน-ลูกจ้าง โรงเบียร์ลาดพร้าว ไม่มีสิทธิประกันสังคม สปส. เร่งช่วยเหลือ

ทางสำนักงานประกันสังคมได้ออกมายืนยันว่า แม้ลูกจ้างจะไม่ได้อยู่ในระบบ แต่ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล กระทรวงแรงงานจะดำเนินการตรวจสอบย้อนหลัง หากพบว่ามีการจ้างงานอย่างไม่เป็นธรรมหรือผิดกฎหมาย นายจ้างจะต้องรับผิดชอบในการนำลูกจ้างเข้าสู่ระบบย้อนหลังเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนตามกฎหมายแรงงานกำหนด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สิทธิรักษาพยาบาลอื่นๆ เช่น สิทธิ สปสช. เพื่อให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทอดทิ้ง

บทเรียนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในการจ้างงานในภาคบริการ สิ่งที่นายจ้างพึงตระหนักมีดังนี้:

  • การขึ้นทะเบียนประกันสังคมเป็นหน้าที่ที่นายจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
  • สวัสดิการของลูกจ้างคือเกราะคุ้มครองที่สำคัญที่สุดในยามเกิดวิกฤต
  • การจ้างงานอย่างถูกต้องช่วยลดภาระทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ท้ายที่สุด การที่ พนักงาน-ลูกจ้าง โรงเบียร์ลาดพร้าว ไม่มีสิทธิประกันสังคม สปส. เร่งช่วยเหลือ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความช่วยเหลือตามมนุษยธรรม แต่ยังถือเป็นคำเตือนใจผู้ประกอบการทุกระดับว่า อย่ามองข้ามสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง เพราะในวันที่เกิดเหตุร้ายขึ้นมาจริงๆ สวัสดิการเหล่านี้คือสิ่งที่ช่วยชีวิตและเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียได้ดีที่สุด หวังว่าเหตุการณ์นี้จะช่วยกระตุกเตือนสังคมไทยให้หันมาให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานให้มากขึ้นครับ

ที่มา – พนักงาน-ลูกจ้าง โรงเบียร์ลาดพร้าว ไม่มีสิทธิประกันสังคม สปส. เร่งช่วยเหลือ

Scroll to top