ข้าราชการ

นายกฯ ปธ.พิธีรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 2568

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนในแวดวงการเมืองให้ความสนใจ นั่นคือ นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายและชั้นต่ำกว่าสายสะพาย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

พิธีในวันนี้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ มีผู้เข้าร่วมกว่า 59 ราย ซึ่งรวมถึงคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทุกคนเข้ารับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รายชื่อผู้ได้รับประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และหน่วยงานได้จัดพิธีตามระเบียบ

นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

รายชื่อผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง

สำหรับชั้นสายสะพาย มีบุคคลสำคัญหลายท่าน เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ได้รับมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.)

ส่วนชั้นต่ำกว่าสายสะพาย เช่น นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.)

ภาพพิธี นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

ข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงที่ได้รับมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) มีหลายท่าน เช่น นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

  • นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร – ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ม.ป.ช.)
  • นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ – ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (ม.ป.ช.)
  • นายอนันต์ แก้วกำเนิด – ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (ม.ป.ช.)
  • นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ – ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (ม.ป.ช.)
  • นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ – ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ม.ป.ช.)
ผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในพิธีที่นายกฯ เป็นประธาน

ความหมายและความสำคัญของเครื่องราชอิสริยาภรณ์

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่ผู้มีคุณงามความดีต่อแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน การพัฒนาประเทศ หรือการเสียสละเพื่อชาติ การได้รับรางวัลนี้ไม่ใช่แค่เกียรติส่วนตัว แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับมุ่งมั่นมากขึ้น ในปี 2568 มีผู้ได้รับพระราชทานรวม 20,141 ราย ซึ่งสะท้อนพระราชปณิธานในการเชิดชูผู้ทำความดี

พิธีนี้ยังแสดงถึงความสามัคคีในรัฐบาลและหน่วยงานราชการ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง และภัยธรรมชาติ การมอบรางวัลนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าผลงานดีเด่นจะได้รับการตอบแทนอย่างคุ้มค่า

บรรยากาศพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 2568

ในมุมมองของผม การจัด นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 เป็นโอกาสอันดีที่จะกระตุ้นให้ทุกคนในภาครัฐทำงานหนักขึ้น สร้างผลงานที่ยั่งยืนเพื่อประชาชน ลองคิดดูสิ ถ้าทุกคนได้รับแรงจูงใจแบบนี้ ประเทศไทยเราจะก้าวหน้าขนาดไหน! คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเรา

ที่มา – นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 แก่ ครม. ผู้ว่าฯ ส่วนราชการ

รัฐบาลปรับค่าตอบแทนพนักงานจ้างท้องถิ่น ย้อนหลัง 1 พ.ค. 67

รัฐบาลปรับค่าตอบแทนพนักงานจ้างท้องถิ่น ย้อนหลัง 1 พ.ค. 67 เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย! ถ้าคุณเป็นหนึ่งในพนักงานจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล หรือ อบต. ข่าวนี้จะส่งผลดีต่อคุณโดยตรง รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มรายได้ให้บุคลากรท้องถิ่นให้สอดคล้องกับนโยบายปรับเงินเดือนข้าราชการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขวัญกำลังใจในการทำงาน

รัฐบาลปรับค่าตอบแทนพนักงานจ้างท้องถิ่น ย้อนหลัง 1 พ.ค. 67

ตามที่คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2567 โดยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวนี้ รัฐบาลปรับบัญชีอัตราค่าตอบแทนสำหรับพนักงานจ้างทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานจ้างทั่วไป พนักงานจ้างตามภารกิจ หรือพนักงานจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษ โดยมีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 และจะปรับเพิ่มอีกครั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568

การปรับครั้งนี้ครอบคลุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการประชาชนในท้องถิ่น อัตราที่ปรับขึ้นจะพิจารณาตามคุณวุฒิ ทักษะ และลักษณะงาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าตอบแทนพนักงานจ้างท้องถิ่น

สำหรับพนักงานที่ทำงานอยู่ก่อนวันที่ประกาศมีผล จะได้รับ "เงินชดเชย" เพื่อให้ค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่าผู้ที่จ้างใหม่ตามอัตราใหม่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะออกคำสั่งปรับให้ทันที ทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์เต็มที่

  • พนักงานจ้างทั่วไป: งานธุรการ งานบริการสาธารณะ
  • พนักงานจ้างตามภารกิจ: งานสาธารณสุข งานช่าง งานพัฒนาชุมชน
  • พนักงานจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษ: ผู้ที่มีทักษะเฉพาะทาง เช่น วิศวกร แพทย์ นักพัฒนาเมือง

การปรับค่าตอบแทนพนักงานจ้างท้องถิ่นครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพิ่มตัวเลขเงินเดือน แต่ยังช่วยเสริมขวัญกำลังใจให้บุคลากรที่เป็น "ด่านหน้า" ในการบริการประชาชน เช่น การดูแลสุขภาพ การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน หรือการพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืน

ประโยชน์และผลกระทบต่อระบบราชการท้องถิ่น

นโยบายนี้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ที่มุ่งดูแลรายได้เจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นธรรม รัฐบาลปรับค่าตอบแทนพนักงานจ้างท้องถิ่น ย้อนหลัง 1 พ.ค. 67 จะช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าทำงานในท้องถิ่น ลดปัญหาการขาดแคลนกำลังคน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการสาธารณะ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับเงินครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพราะพนักงานท้องถิ่นมีรายได้เพิ่ม จะหมุนเวียนใช้จ่ายในชุมชน สร้างความเจริญให้ท้องถิ่นยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม องค์กรท้องถิ่นต้องเร่งดำเนินการออกคำสั่งและเบิกจ่ายให้รวดเร็ว เพื่อให้พนักงานได้รับเงินย้อนหลังโดยไม่ล่าช้า หากคุณกำลังรอคอยข่าวนี้ ลองติดต่อหน่วยงานของคุณเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

สรุปแล้ว รัฐบาลปรับค่าตอบแทนพนักงานจ้างท้องถิ่น ย้อนหลัง 1 พ.ค. 67 ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงการใส่ใจบุคลากรทุกระดับ มันไม่เพียงเพิ่มรายได้ แต่ยังยกระดับคุณภาพการทำงานและบริการสาธารณะให้ดีขึ้นในที่สุด

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตค่าตอบแทนและนโยบายรัฐบาลอื่นๆ เพื่อไม่พลาดสิทธิประโยชน์ของคุณ!

ที่มา – รัฐบาลปรับค่าตอบแทนพนักงานจ้างท้องถิ่น โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 พ.ค. 67

โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว.

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยกระแสข่าวสารร้อนแรง โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการยกคำร้องในคดีฮั้วสว. จำนวน 229 คน โดยนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าราชการจะยึดหลักกฎหมายในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยกคำร้องคดีฮั้วสว. ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐบาลอาจทำให้คดีต่างๆ หายไป นายโสภณย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า "เป็นแหล่งข่าวหรือไม่" และระบุว่าเท่าที่ติดตามจากสื่อ เป็นข่าวจากแหล่งคณะอนุกรรมการฯ จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ในทันที

กระแสข่าวยกคำร้อง 229 คน คดีฮั้ว สว.

คดีฮั้วสว. เป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สังคมจับตา โดยเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้วประสานงานกันผิดกฎหมาย การยกคำร้องทั้ง 229 รายคดีนี้ สร้างความฮือฮาและคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นสู่อำนาจ นายโสภณย้ำว่า โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. เพราะข้าราชการไม่มี "หลังพิง" หากทำผิดจะเดือดร้อนเอง เหมือนกรณีบทเรียนจากอดีตนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา

มุมมองของโสภณต่อกระแสวิจารณ์

นายโสภณชี้แจงว่า ไม่ต้องกังวลว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลแล้วคดีจะรอด เพราะมีบทเรียนชัดเจน ข้าราชการจะระมัดระวังในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในยุคที่การตรวจสอบเข้มข้น ทุกหน่วยงานต้องตอบคำถามได้ทั้งต่อสังคมและหน่วยตรวจสอบ เขายังเปรียบเทียบกับบุรีรัมย์ที่ถูกตั้งคำถามว่าจะ "กินรวบ" วุฒิสภาไหม โดยยืนยันว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ใช่การวางแผน

  • ข้าราชการต้องยึดกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น
  • มีบทเรียนจากอดีตนายกฯ ที่ชัดเจน
  • การตรวจสอบจะเข้มข้นยิ่งขึ้นเมื่อเป็นรัฐบาล
  • วุฒิสภาดำเนินงานตามปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค
  • ในวิกฤตโลก ต้องการความรัก ไม่ใช่เกลียดชัง

นายโสภณยังกล่าวถึงการตรวจสอบที่เกิดขึ้นไปมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน หากหน่วยงานตัดสินตามกฎหมาย ก็ต้องเชื่อมั่น หากผิดก็รับผิดชอบได้ เรื่องถูกใจหรือไม่ถูกใจไม่สำคัญ ตราบใดที่ถูกต้องตามกฎหมาย

บทเรียนและความโปร่งใสในระบบยุติธรรมไทย

ประเด็น โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. สะท้อนถึงความท้าทายของระบบการเมืองไทยที่มักถูกตั้งคำถามถึงอิทธิพลของพรรครัฐบาลต่อคดีความ แต่คำยืนยันจากนายโสภณช่วยคลายกังวลส่วนหนึ่ง โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการต้องโปร่งใสและยึดหลักนิติธรรม นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้สังคมมองในมุมบวก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่ต้องการความสามัคคีมากกว่าความแตกแยก

การตัดสินใจของหน่วยงานต่างๆ จะถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบการตัดสินของตนเอง สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าระบบกฎหมายไทยยังคงเข้มแข็ง แม้จะมีกระแสข่าวรบกวน

สุดท้ายแล้ว ในมุมมองของผู้เขียน การยึดมั่นในกฎหมายคือรากฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตอื่นๆ ได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “โสภณ” เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมายทำงาน หลังกระแสข่าวยกคำร้อง 229 คน คดีฮั้ว สว.

อนุทินมอบนโยบายงบฯ ปี 70 เจอภัย 4 ด้าน

“นายกฯ อนุทิน” มอบนโยบายจัดทำงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ย้ำเร่งเยียวยาน้ำท่วม บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน ลั่นต้องไม่มีขาที่แปด หากมีปะทะต้องชนะเท่านั้น

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 0.2%

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะทำให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงการประกาศวาระสำคัญของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยยึดแนวทางจากแผนการคลังระยะปานกลาง คือช่วงปี 2570 – 2573 และในปีนี้ถึงแม้จะยังเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล แต่รัฐบาลตั้งใจที่จะลดการขาดดุลของงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณในอนาคต และรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม โดยอยู่บนหลักการรักษาวินัยการเงิน การคลัง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2570 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำ ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทำให้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับตัวป้องกันภัยพิบัติ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องปรับตัวให้ทันสมัยโดยนำระบบดิจิทัล และเทคโนโลยี มาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ มีการติดตามประเมินผลเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณโปร่งใสตรวจสอบได้ ดังนั้น งบประมาณปี 2570 ต้องตอบโจทย์ได้ครบสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสังคม และการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศ 5 ด้าน ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะดำเนินมาตรการให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเป็นระบบ โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับการวางแผนเศรษฐกิจในระยะยาว ตามนโยบาย Quick Big Win ซึ่งนโยบายนี้มีนัยว่าเป็นการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว โดยช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการเติบโตในไตรมาสที่ 4 ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท

ขณะที่ การลงทุนเพื่ออนาคตมีการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสร้างความยั่งยืน ยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อลดข้อจำกัดด้านการส่งออก และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร รวมถึงการออกมาตรการด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ

2. ด้านการต่างประเทศ รัฐบาลกำลังเร่งเจรจาเพื่อแก้ไขผลกระทบจากสงครามการค้า รวมทั้งผลักดันให้ประเทศไทย ได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ให้แล้วเสร็จภายในปี 2573 หากประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิก เราจะเป็นประเทศที่สร้างความเชื่อมั่น สร้างความเชื่อถือ และสามารถดึงดูดความมั่นใจแก่ประเทศผู้ค้าต่างๆ ทั่วโลก เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศของเราได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงด้านความมั่นคงซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นแนวทางสันติวิธี ในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ให้เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก นำประเทศไทยกลับเข้ามาสู่จอเรดาร์อีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจ และสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก

3. ด้านสังคม รัฐบาลจะจัดการอย่างเร่งด่วนกับปัญหาสแกมเมอร์หรือการหลอกลวงทางเทคโนโลยี การพนัน อาชญากรรมข้ามชาติ และยาเสพติด รวมถึงการแก้ไขปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง และพวกพ้อง โดยยึดหลักนิติธรรม และความโปร่งใส เพื่อยุติการคอร์รัปชัน ขอย้ำว่า รัฐบาลนี้แสดงทีท่าอย่างชัดเจนว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของสแกมเมอร์ ยาเสพติด และเจ้าของบ่อนการพนัน เจ้าของธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ตนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินทุกนโยบาย ที่จะทำให้สังคมเหล่านี้พ้นไปจากประเทศไทยซึ่งผลงานก็เห็นอยู่

4. ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยอุทกภัยเป็นประจำ หรือพื้นที่มีความเสี่ยงสูงด้านหมอกควัน พร้อมเร่งเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบภัยให้กลับสู่สภาพวิถีชีวิตปกติให้เร็วที่สุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ในหลายจังหวัดหลายครั้ง เพื่อตรวจสถานการณ์ และหาวิธีช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ ได้เห็นว่าสถานการณ์ปีนี้รุนแรง เช่น น้ำท่วมอย่างหนัก จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเยียวยาโดยเร็ว ครอบคลุม, ทั่วถึง และลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้เงินช่วยเหลือ และนโยบาย เข้าถึงประชาชนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ หากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน มีการจัดประชุม อีเว้นท์ หรืออบรมสัมมนา ช่วงปลายปี ขอให้พิจารณาจัดในจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น อ.หาดใหญ่ ซึ่งทุกภาคส่วนได้เตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว และนักกีฬาซีเกมส์ไว้แล้ว แต่ต้องชะลอไปเพราะสภาพพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยให้จัดการแข่งขัน ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก จากการต้องยกเลิกการเดินทางของนักกีฬา นักท่องเที่ยว และกองเชียร์ จึงขอฝากหัวหน้าส่วนราชการทุกท่าน ตนไม่ได้ตัดงบประมาณสำหรับการประชุมหรือสัมมนาภายในประเทศ แต่ขอให้เลือกจังหวัดที่กำลังประสบภัย เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบดีขึ้นจากการมีเงินหมุนเวียนในพื้นที่

ขณะที่ ด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 หากไม่เริ่มวันนี้อีกไม่กี่สิบปีก็อาจสายเกินไป ดังนั้น เราจำเป็นต้องเป็นผู้ริเริ่มให้ได้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 100% ภายใน 25 ปี

5. ด้านการบริหารงานภาครัฐ รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย มุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลให้บริการอย่างสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส เปิดเผยข้อมูล แก้ไข รวมถึงยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจาก 5 ด้าน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการวางรากฐานประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ทั้งด้านการศึกษา ระบบสุขภาพ การส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบคมนาคม และโลจิสติกส์ ด้านพลังงานทดแทน นวัตกรรมประหยัดพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีคุณภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาที่รัฐบาลของตนได้บริหารประเทศ ตนอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับได้นามสกุลเจอภัย ทั้งภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ ตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงปัจจุบัน มีภัยเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก จึงต้องเร่งดำเนินมาตรการ Quick Big Win ซึ่งประชาชนมีความพึงพอใจ มีความเชื่อมั่น รัฐบาลก็พยายามทำต่อเพื่อให้ประชาชนมีขวัญกำลังใจ

ส่วนภัยความมั่นคง เรามีปัญหาพิพาทกับกัมพูชา ตนขอเอ่ยชื่อเลย ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตนได้เห็นความทุ่มเทเสียสละอดทนเป็นอย่างยิ่งของคนไทย ตลอดจนความอดทน ความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาปกป้องอธิปไตย รักษาบ้านเมือง ของทางกองทัพ ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง ตนเข้ามาในช่วงที่พีคพอดี

“จะไม่มีขาที่แปด ถ้ามีขาที่แปด เราต้องแสดงให้คนคิดว่าประเทศไทยของเราเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้ ผมเชื่อว่าพี่น้อง และกองทัพ คงทราบดีว่าเราคงต้องให้เขาได้ยินว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร ผมยังเชื่อมั่น แม้เรามีบทกลอนสอนว่า “ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” ผมได้พบกับพี่น้อง เพื่อนข้าราชการฝ่ายความมั่นคงมาตลอด เชื่อว่าไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรักษาเอกราชของชาติ รักษาเกียรติภูมิเกียรติยศ และไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากชนะลูกเดียวหากต้องมีการต่อสู้กัน นี่คือนโยบายที่จะบอกว่า รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนกองทัพในการรักษาอธิปไตยอย่างเต็มที่”

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับภัยธรรมชาติ พายุ น้ำท่วม จากสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง เราจะต้องทำให้งบประมาณสอดรับกับสถานการณ์ของประเทศ และสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป โดยมีเป้าหมายเพื่อประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งในปี 2570 ตน และสำนักงบประมาณช่วยกันพิจารณาจัดทำงบประมาณ เพื่อพัฒนาและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และจะต้องหากลยุทธ์ทุกรูปแบบ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณนี้ช่วยให้ประชาชนพ้นจากภัย 4 ข้อข้างต้น โดยขอให้สำนักงบประมาณ พิจารณาปัจจัยของภัยทั้ง 4 และจัดหางบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เนื่องจากสถานการณ์ภาคการคลังของประเทศไทย ได้ส่งสัญญาณเตือนหลายด้าน สัดส่วนรายได้ของรัฐบาลต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนรายจ่ายรัฐบาลต่อจีดีพีมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ รัฐบาลจึงเน้นฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ กำหนดเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณไม่เกินร้อยละ 3 ของปี 2572 และควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะให้ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี ขอให้ข้าราชการทุกฝ่าย ช่วยกันบริหารการจ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเจอวิกฤตการณ์ด้านการเงินการคลังในอนาคต

ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายของปี 2570 กำหนดวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท ขอให้ทุกหน่วยงานได้พิจารณาจัดทำคำขอให้มีประสิทธิภาพ และไม่ควรเพิ่มเกินร้อยละ 20 ของปีที่แล้ว ส่วนที่เพิ่มขึ้นควรจะเป็นรายจ่ายการลงทุน ไม่ใช่รายจ่ายที่ใช้แล้วหายไป ต้องไม่เป็นการเพิ่มรายจ่ายประจำที่เป็นภาระงบประมาณในระยะยาว ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ รัฐบาลขอความร่วมมือทุกท่าน ร่วมกันปรับเปลี่ยนการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด การใช้งบประมาณต้องมีความโปร่งใสและต้องมีความคุ้มค่า ขอเน้นย้ำว่าเนื่องจากรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นมาก ขอให้ใช้รายจ่ายประจำเฉพาะส่วนที่จำเป็น จะได้มีเม็ดเงินเพื่อการลงทุนเข้ามามากขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะยึดหลักการทำงานที่จะดำรงไว้ซึ่งการพิทักษ์รักษาชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและยึดมั่นในหลักนิติธรรม ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมบนหลักธรรมาภิบาล

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70 บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70

การที่นายกฯ อนุทิน ได้มอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน แม้จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ก็ตาม การให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่ออนาคตและการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและสร้างความเจริญรุ่งเรืองได้ในระยะยาว การจัดทำงบประมาณปี 70 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนทุกคน มาร่วมกันสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – นายกฯ มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70 บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน

ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

ในวงการราชการไทย ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมาก เมื่อ ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเมืองและการบริหารงานราชการ ซึ่งผู้กองแคท หรือ ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ได้กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองจากบทบาทของเธอในสังกัดกระทรวงมหาดไทย

ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่เมืองทองธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยยอมรับอย่างชัดเจนว่าราชินีหญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือที่รู้จักกันในนามผู้กองแคท ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักเลขานุการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการเรียบร้อยแล้ว การยอมรับนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

ผู้กองแคทเป็นใคร? เธอเป็นข้าราชการหญิงที่เคยมีบทบาทสำคัญในการทำงานด้านการปกครองและเลขานุการกรม ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลและการจัดการปัญหาสังคมต่างๆ การลาออกของเธอจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กระทรวงมหาดไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์การเมืองที่รุนแรง

รายละเอียดการยื่นลาออกและสถานะปัจจุบัน

เมื่อสื่อสอบถามถึงความคืบหน้าว่าอธิบดีกรมการปกครองได้ลงนามอนุมัติการลาออกหรือยัง ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบเพียงว่า “ยังไม่ทราบ” เพราะยังไม่ได้พูดคุยกันโดยตรง สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากระบวนการภายในยังคงดำเนินต่อไป และอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะก่อนที่จะมีประกาศอย่างเป็นทางการ

การลาออกครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในอดีตของผู้กองแคท ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองหรือประเด็นส่วนตัวที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งทำให้เกิดแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานหลักในการบริหารปกครองท้องถิ่น จึงต้องจัดการเรื่องนี้อย่างรอบคอบเพื่อรักษาภาพลักษณ์

  • สาเหตุที่เป็นไปได้: แรงกดดันทางการเมือง
  • ผลกระทบ: อาจส่งผลต่อการทำงานของกรมการปกครอง
  • กระบวนการ: รอการอนุมัติจากอธิบดี

จากประสบการณ์ในอดีต การลาออกจากราชการของข้าราชการระดับกลางมักเกิดขึ้นเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งภายในหรือภายนอก เช่นเดียวกับกรณีของผู้กองแคท ที่อาจกำลังหาทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าการลาออกนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการทำงานของสำนักเลขานุการหรือไม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การยอมรับจากปลัดมหาดไทยครั้งนี้เป็นสัญญาณว่ากระทรวงกำลังพยายามจัดการปัญหาอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามไปสู่ประเด็นใหญ่กว่า เช่น การทุจริตหรือการแทรกแซงทางการเมือง ประชาชนต่างรอคอยข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กรณี ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมการทำงานในราชการไทย ที่มักเน้นการรักษาความสมดุลระหว่างหน้าที่และชีวิตส่วนตัว หากคุณเป็นข้าราชการหรือสนใจข่าวการเมือง แนะนำให้ติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจมีบทเรียนสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ในการตัดสินใจอาชีพราชการ

สุดท้ายนี้ การลาออกครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบวก หากนำไปสู่การปรับปรุงระบบราชการให้โปร่งใสยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

กรมการปกครองไม่อนุมัติผู้กองแคทช่วยประธานสภา

กรมการปกครอง ไม่อนุมัติ “ผู้กองแคท” ช่วยงานประธานรัฐสภา ชี้ปลัดอำเภอใหม่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่

ในแวดวงการเมืองและราชการไทย เรามักได้ยินข่าวสารเกี่ยวกับการย้ายย้ายโยกย้ายของข้าราชการที่สร้างความฮือฮา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง “ผู้กองแคท” หรือ ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักประชาสัมพันธ์ที่เก่งกาจ ล่าสุด กรมการปกครองได้มีคำสั่งปฏิเสธการยืมตัวเธอไปช่วยงานประธานรัฐสภา สร้างความสนใจให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก เรื่องนี้สะท้อนถึงนโยบายที่ชัดเจนของกรมในการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะปลัดอำเภอหน้าใหม่ที่ต้องลงพื้นที่จริงเพื่อสั่งสมประสบการณ์

ย้อนกลับไปดูรายละเอียด กรมการปกครองได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยนายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดี ถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจ้งปฏิเสธคำขอจากสำนักงานเลขาธิการสภาที่ต้องการยืมตัวผู้กองแคทมาช่วยงานในส่วนของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่เหตุผลหลักคือ กรมเพิ่งมีคำสั่งย้ายเธอไปดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ) ที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568

กรมการปกครอง ไม่อนุมัติ “ผู้กองแคท” ช่วยงานประธานรัฐสภา ชี้ปลัดอำเภอใหม่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่

นโยบายของกรมการปกครองนั้นชัดเจนมาก โดยเน้นย้ำว่าข้าราชการที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดอำเภอต้องอยู่ปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เพื่อให้ได้ประสบการณ์ตรงกับการบริหารจัดการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตำแหน่งนี้ การยืมตัวไปช่วยงานที่อื่น แม้จะเป็นกรณีพิเศษอย่างที่สภาผู้แทนราษฎรร้องขอ ก็ไม่อาจขัดกับหลักการนี้ได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมในการรักษามาตรฐานการทำงานของข้าราชการปกครอง

ประวัติและบทบาทของผู้กองแคท

ผู้กองแคท หรือ ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก เป็นข้าราชการที่มีความสามารถโดดเด่นในด้านประชาสัมพันธ์ เธอเคยปฏิบัติหน้าที่ในส่วนประชาสัมพันธ์ของกรมการปกครอง และได้รับความนิยมจากสื่อสังคมออนไลน์ด้วยสไตล์การสื่อสารที่เป็นกันเองและมีเสน่ห์ ชื่อเสียงของเธอทำให้หลายหน่วยงานสนใจ โดยเฉพาะสภาที่เห็นว่าความสามารถด้านนี้จะช่วยเสริมงานของประธานรัฐสภาในการสื่อสารกับประชาชน อย่างไรก็ตาม การก้าวสู่ตำแหน่งปลัดอำเภอเป็นก้าวสำคัญที่ต้องพิสูจน์ตัวเองในระดับท้องถิ่น

การตัดสินใจของกรมการปกครองครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการรักษาความสมดุลระหว่างการพัฒนาบุคลากรกับความต้องการของหน่วยงานอื่นๆ ในระบบราชการไทยที่ซับซ้อนนี้ ผู้กองแคทจะต้องปรับตัวกับบทบาทใหม่ที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมและปัญหาสังคม เช่น การจัดการชายแดนและการพัฒนาชุมชน

นัยยะต่อระบบราชการและการเมือง

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีนโยบายที่ชัดเจนในการย้ายย้ายและพัฒนาข้าราชการ หากปลัดอำเภอหน้าใหม่ถูกดึงตัวไปช่วยงานที่อื่นตั้งแต่เริ่มต้น อาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการปกครองท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างผู้กองแคทต้องยึดมั่นในหน้าที่ราชการก่อนเสมอ แม้จะมีโอกาสในเวทีใหญ่

  • นโยบายกรมการปกครอง: เน้นประสบการณ์พื้นที่จริงสำหรับปลัดอำเภอใหม่
  • บทบาทของผู้กองแคท: จากนักประชาสัมพันธ์สู่เจ้าพนักงานปกครอง
  • ผลกระทบ: สร้างความสมดุลในระบบราชการ
  • อนาคต: ผู้กองแคทจะนำประสบการณ์จากศรีสะเกษมาพัฒนาตัวเองอย่างไร

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะช่วยรักษาคุณภาพของการบริหารปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานรากของประเทศ หากคุณสนใจเรื่องราชการและการเมืองไทย อย่าลืมติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา และแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้

ที่มา – กรมการปกครอง ไม่อนุมัติ “ผู้กองแคท” ช่วยงานประธานรัฐสภา ชี้ปลัดอำเภอใหม่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่

ตรีนุช เข้ากระทรวงแรงงาน ลุยสางปมประกันสังคม

ตรีนุช เข้ากระทรวงแรงงาน ลุยสางปมประกันสังคม

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริหารและข้าราชการทุกคน การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้มาพร้อมกับภารกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับประกันสังคมที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ตรีนุช ย้ำชัดว่าต้องเลือกปลัดกระทรวงคนใหม่จากบุคลากรภายใน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงาน

“ตรีนุช” เข้ากระทรวงแรงงานลุยสางปมประกันสังคม ย้ำปลัดฯ คนใหม่ต้องคนใน

การเข้ารับตำแหน่งของตรีนุช เทียนทอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบแรงงานไทยในยุคใหม่ ด้วยวาระการทำงานที่จำกัดเพียง 4 เดือน เธอต้องเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความไม่สงบตามชายแดนใต้ และปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ต้องเร่งนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อทดแทนแรงงานไทยที่หดหายไป ตรีนุช เปิดใจว่าต้องการให้ข้าราชการทุกคนกล้าเสนอแนะปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้การแก้ไขมีประสิทธิภาพสูงสุด

หนึ่งในประเด็นหลักที่ตรีนุช ให้ความสำคัญคือการแต่งตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ เธอเน้นย้ำว่าควรเลือกบุคคลจากภายในกระทรวงที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของข้าราชการและความต่อเนื่องในการทำงาน แม้ว่าการตัดสินใจสุดท้ายจะต้องผ่านกลไกและขั้นตอนที่อยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวง แต่ตรีนุช ก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องให้ความสำคัญกับ ‘คนในบ้าน’ เพื่อความมั่นคงขององค์กร

การตรวจสอบปัญหาประกันสังคม: ความโปร่งใสเป็นหลัก

นอกจากนี้ ตรีนุช ยังพูดถึงกรณีการสอบสวนการซื้อตึก Skyy9 ของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก เธอระบุว่าจะเร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยยึดหลักความโปร่งใสและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การสางปมประกันสังคมนี้ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบประกันสังคม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปกระทรวงแรงงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปัญหาประกันสังคมในปัจจุบันมีหลายมิติ เช่น การทุจริตที่อาจเกิดขึ้น การจัดการกองทุนที่ไม่โปร่งใส และการให้บริการที่ล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคน ตรีนุช วางแผนที่จะนำทีมผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบ โดยอาจรวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบมากขึ้น เพื่อให้ระบบประกันสังคมไทยแข็งแกร่งและยั่งยืน

วิสัยทัศน์ของตรีนุช ต่อการพัฒนาแรงงานไทย

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรีนุช มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 เธอตั้งใจจะผลักดันโครงการฝึกอบรมอาชีพฟรีให้กับแรงงาน เพื่อลดปัญหาการว่างงานและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ยังเน้นการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการเอารัดเอาเปรียบแรงงานต่างด้าว โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

  • การนำเข้าแรงงาน: เร่งรัดกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรม
  • การคุ้มครองสิทธิ: เสริมสร้างกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานหญิงและเด็ก
  • การพัฒนาดิจิทัล: สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการสมัครงานและรับสิทธิประกันสังคม

การทำงานของตรีนุช ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย ผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าผ่านทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด หากคุณเป็นแรงงานหรือผู้ประกอบการ ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีขึ้น

สุดท้าย การเลือกปลัดกระทรวงจากคนใน จะช่วยสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งและมุ่งมั่น สู่การพัฒนาแรงงานไทยที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “ตรีนุช” เข้ากระทรวงแรงงานลุยสางปมประกันสังคม ย้ำปลัดฯ คนใหม่ต้องคนใน

ก.ตร. ถกโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ เช็กรายชื่อที่นี่

ก.ตร.ถกเครียด 7 ชม. ทำโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ หลัง “ภูมิธรรม” ติดภารกิจสำคัญเร่งด่วน มอบ ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุม ก.ตร.

วันที่ 31 ส.ค. 66 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 15.00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี มอบ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาวาระแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ รองผบ.ตร. จนถึง ผบก.ทั่วประเทศ ซึ่งนายภูมิธรรม เลื่อนการประชุมจากวันที่ 28 ส.ค. มาเป็นวันที่ 31 ส.ค. ซึ่งเป็นตามข้อกฎหมายของกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565

โดยวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ส่งหนังสือด่วนที่สุด ถึงเลขานุการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ใจความว่า ข้าพเจ้าติดภารกิจสำคัญเร่งด่วน จึงไม่สามารถเข้าร่วมประชุมดังกล่าวได้ ขอให้ที่ประชุมยึดถือปฏิบัติตามข้อบังคับ ก.ตร. ว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ตร. และของคณะอนุกรรมการ ก.ตร. พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัด จึงเรียนมาเพื่อทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รายงานว่า ตำแหน่งที่ว่าง รอง ผบ.ตร. 2 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. 7 ตำแหน่ง ผบช. 16 ตำแหน่ง รองผบช. 40 ตำแหน่ง และผบก. 71 ตำแหน่งระดับ รองผบ.ตร.ว่าง 2 ตำแหน่ง พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. นรต.รุ่น 50 อาวุโส ลำดับที่ 1 ขึ้นเป็น รองผบ.ตร. และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองจตช. นรต.รุ่น 43 อาวุโส ลำดับที่ 3 ขึ้นมาเป็น จตร.

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 7 ตำแหน่ง

พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบช.ภ.8 นรต.รุ่น 42

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. นรต.รุ่น 50

พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 นรต.รุ่น 40

พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผบช.สง.ก.ตร. นรต.รุ่น 43

พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผบช.ส. นรต.รุ่น 42

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.ภ.2 นรต.รุ่น 41

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. นรต.รุ่น 46

ระดับผบช. ว่าง 17 ตำแหน่ง

พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย รองผบช.ก. นรต.รุ่น 47 ขยับขึ้นเป็น ผบช.ก.

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 อยู่ที่เดิม พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์

รองผบช.สตม. นรต.รุ่น 41 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 41 ร่วมรุ่น ผบ.ตร. โยกมาเป็น ผบช.สอท.

พล.ต.ท.ศักดิ์ศิลา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.3 เป็น ผบช.ภ.1

พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐ์พงษ์ ผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 42 ขยับเป็น ผบช.ภ.2

พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ จตร.(สบ.8) นรต.รุ่น 42 เป็น ผบช.3

พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. นรต.รุ่น 48 เป็น ผบช.ภ.4

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 นรต.รุ่น 42 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.กิตติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 42 ลูกชาย

พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ อดีตผบ.ตร.อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.สกบ.นรต.รุ่น 40 โยกมาเป็น ผบช.ภ.7

พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 41 ร่วมรุ่น ผบ.ตร. โยกมาเป็น ผบช.ภ.8

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 นรต.รุ่น 39 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ต.ศักดิ์รพี เพรียวพานิชย์ รองผบช.นรต. นรต.รุ่น 43 เป็น ผบช.รร.นรต.

พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ ชอบเพื่อน รองผบช.สกบ. นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.สงป.

พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น รองผบช.ก. นรต.รุ่น 42 เป็น ผบช.สทส.

พล.ต.ท.นิติธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. นรต.รุ่น 47 โยกเป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.ยสวินท์ หรรษมนตร์ รองผบช.ส. นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.ส.

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.สกพ. เป็น ผบช.ปส.

พล.ต.ต.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบช.ก. นรต.รุ่น 52 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. นรต.รุ่น 46 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษา รองผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร. เป็น ผบช.ประจำนสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.ชัยต์พจน์ สุวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2 นรต.รุ่น 43 เป็น ผบช.สกพ.

พล.ต.ต.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร รอง ผบช.สง.กตร.เป็น ผบช.ก.ตร. พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ พตร. อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.อาทิชา เปาร์อินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. นรต.รุ่น 44 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา รองผบช.ภ.8 นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.สยศ.

พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณย รองผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 เป็น ผบช.ตชด.

ระดับ รองผบช.และผบก. หน่วยหลัก

พล.ต.ต. อธิป พงษ์ศิวาภัย ผบก.ปอท. นรต.รุ่น 50 เป็น รองผบช.ก.

พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา รองผบช.ตชด.นรต.รุ่น 48 เป็น รองผบช.ก.

พล.ต.ต.พุทธิเดช บุญกระพือ รองผบช.สกพ. นรต.รุ่น 48 เป็น รองผบช.ก.

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ปคบ. นรต.รุ่น 50 โยกมาเป็น ผบก.ป.

พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล. นรต.รุ่น 50 เป็น ผบก.ทล.

พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป.นรต.รุ่น 45 โยกออกเป็น ผบก.ปคม.

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป.นรต.รุ่น 45 ขึ้นเป็น ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.ชนันพัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ประจำ บช.ก. นรต.รุ่น 50 เป็น ผบก.ปอท.

รายงานว่า การประชุม ก.ตร. ต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 15.00 น. ถึง 22.00 น. มีการพิจารณาไล่เลียงทุกตำแหน่งโดยมีการนำชื่อนายตำรวจที่ร้องเรียนเข้าพิจารณา พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณย รองผบช.ตชด. และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. เข้าพิจารณาโดยที่ประชุมมีมติให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ และพล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ขยับขึ้น ผบช.

ก.ตร. ถกโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ เช็กรายชื่อที่นี่

รายละเอียดการประชุม ก.ตร. เกี่ยวกับโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ

การประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาโผแต่งตั้งนายพลตำรวจในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารงานบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และการยึดมั่นในข้อบังคับเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การแต่งตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ สามารถติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการได้จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การเปลี่ยนแปลงในโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การทำความเข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ จะช่วยให้การประสานงานและความร่วมมือเป็นไปอย่างราบรื่น

ที่มา – ก.ตร.ถกเครียด 7 ชม. ทำโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ ดูรายชื่อที่นี่

เปิดโผ! นายพลตำรวจ “รองผบ.ตร.-ผบก.” ปี 68

การประชุมกลั่นกรอง “โผนายพลตำรวจ” ระดับ “รองผบ.ตร.-ผบก.” ทั่วประเทศเสร็จสิ้นลงแล้ว โดยมีชื่อของ “สำราญ-อิทธิพล” ขึ้นเป็น รองผบ.ตร. อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ “ณัฐศักดิ์” ยังได้ขยับขึ้นนั่งหน่วยหลัก ผบช.ก. อีกด้วย

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับตำรวจ หรือที่เรียกกันว่า “บอร์ดกลั่นกรอง” เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับ รองผบ.ตร. ถึง ผบก. โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมที่สำคัญ ได้แก่ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผบ.ตร., พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผบ.ตร., พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผบ.ตร., พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช., และ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.สกพ. ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการร่วมในการประชุมครั้งนี้

ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ ผบช. ทุกหน่วยงานทำการชี้แจงบัญชีรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมที่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นมา สำหรับปีนี้ มีตำแหน่งว่างที่ต้องพิจารณาหลายตำแหน่ง ได้แก่ รอง ผบ.ตร. จำนวน 2 ตำแหน่ง, ผู้ช่วย ผบ.ตร. จำนวน 7 ตำแหน่ง, ผบช. จำนวน 16 ตำแหน่ง, รอง ผบช. จำนวน 40 ตำแหน่ง, และ ผบก. จำนวน 71 ตำแหน่ง

ในส่วนของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. แทนตำแหน่งที่ว่างลง 2 ตำแหน่ง เนื่องจาก พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. จะครบวาระเกษียณราชการนั้น มีการเสนอชื่อ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. (นรต.รุ่น 50) ซึ่งมีอาวุโสเป็นลำดับที่ 1 ขึ้นดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. นอกจากนี้ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง จตช. (นรต.รุ่น 43) ซึ่งมีอาวุโสเป็นลำดับที่ 3 ได้รับการเสนอชื่อให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง จตร. ในขณะที่ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งมีอาวุโสเป็นลำดับที่ 2 ถูกแพทยสภาชี้ว่ามีความบกพร่องทางจริยธรรมในกรณีที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร ที่พักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ

ในระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. มีตำแหน่งเกษียณ 2 ตำแหน่งคือ พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี และ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ทำให้มีตำแหน่งว่าง 7 ตำแหน่ง ซึ่งพิจารณาแต่งตั้งตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบช.ภ.8 (นรต.รุ่น 42), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. (นรต.รุ่น 50), พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 (นรต.รุ่น 40), พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผบช.สง.ก.ตร. (นรต.รุ่น 43), พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผบช.ส. (นรต.รุ่น 42), พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.ภ.2 (นรต.รุ่น 41) และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. (นรต.รุ่น 46) ขยับขึ้นแทนที่ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ พตร. ซึ่งถูกแพทยสภาชี้ว่าบกพร่องทางจริยธรรมในการรักษานายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 รพ.ตร.

ในส่วนของระดับ ผบช. ที่มีตำแหน่งว่าง 17 ตำแหน่ง พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย รอง ผบช.ก. (นรต.รุ่น 47) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานศูนย์ “บิ๊กดาต้า” ของ บช.ก. ได้รับการวางตัวให้สานต่อการขับเคลื่อนงานของ บช.ก. ต่อจาก พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ที่ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบช.ก. (นรต.รุ่น 52) ซึ่งเป็นตัวแรง ได้ขยับขึ้นเป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.ศักดิ์รพี เพรียวพานิชย์ รอง ผบช. (นรต.) นรต.รุ่น 43 อดีตมือปราบภาค 2 เป็น ผบช.รร.นรต. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 (นรต.รุ่น 41) เพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร. โยกมาคุมหน่วยหลัก ผบช.สอท. พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ ชอบเพื่อน รอง ผบช.สกบ. (นรต.รุ่น 45) ขยับเป็น ผบช.สกบ. คุมงานงบประมาณ ตร.

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. (นรต.รุ่น 46) สร้างผลงานทั้งคดีอาชญากรรมและควบคุมชุมนุมประท้วง อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. (นรต.รุ่น 48) คุมภาพรวมงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลและ ตร. โยกเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม. (นรต.รุ่น 41) อยู่ที่เดิมคุมงานความมั่นคงและการท่องเที่ยวไทยตามนโยบายรัฐบาล พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 (นรต.รุ่น 42) อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ศักดิ์ศิลา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. (นรต.รุ่น 41) เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ขออยู่ที่เดิม พล.ต.ท.กิตติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 (นรต.รุ่น 42) ลูกชาย พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ อดีต ผบ.ตร. อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐ์พงษ์ ผบช.ภ.4 (นรต.รุ่น 42) ขยับเป็น ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 (นรต.รุ่น 39) อยู่ที่เดิม.

สรุปผลการแต่งตั้ง “โผนายพลตำรวจ” ระดับ “รองผบ.ตร.-ผบก.”

จากผลการประชุมบอร์ดกลั่นกรอง “โผนายพลตำรวจ” ระดับ “รองผบ.ตร.-ผบก.” ในปี 2568 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงโครงสร้างภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และรองรับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น

จับตาประเด็นสำคัญใน “โผนายพลตำรวจ” ปี 68

การแต่งตั้ง “โผนายพลตำรวจ” ครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับผู้ที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อการสืบสวนและป้องกันอาชญากรรม นอกจากนี้ การพิจารณาด้านจริยธรรมและความโปร่งใสก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ

  • การขึ้นสู่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ของ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ถือเป็นการให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความสามารถและประสบการณ์
  • การวางตัว พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ให้สานต่องานด้าน Big Data ที่ บช.ก. แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการทำงานตำรวจ
  • การพิจารณาเรื่องจริยธรรมของข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องกับกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใสขององค์กร

โดยรวมแล้ว การแต่งตั้ง “โผนายพลตำรวจ” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปรับปรุงและพัฒนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลต่อการทำงานของตำรวจในทุกระดับ และมีผลต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งต่างๆ ใน “โผนายพลตำรวจ” ระดับ “รองผบ.ตร.-ผบก.” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลวัตภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หวังว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – เปิดโผนายพลตำรวจ ระดับ “รองผบ.ตร.-ผบก.” 2568 “สำราญ-อิทธิพล” ขึ้น รองผบ.ตร.

Scroll to top