คดี 112

“อดีตนายกฯ สมชาย” ขอรอฟังศาล ยัน “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน

“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ยืนยัน “ทักษิณ” จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคดีชั้น 14 ศาลพิจารณาอย่างไรเราก็เคารพ ย้ำคำเดิมคดี “แพทองธาร” ทำเพื่อบ้านเมือง-อธิปไตยประชาชน ไม่เกี่ยวเรื่องการเสียดินแดน

วันที่ 22 ส.ค. 2568 ที่ศาลอาญา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมรับฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1860/2567 ที่ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีเมื่อปี 2558 กรณีนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ว่า ต้องรอฟังศาลว่าวินิจฉัยอย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าท่านมีความจงรักภักดี “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน ส่วนศาลจะวินิจฉัยอย่างไรต้องรอฟังซึ่งเราเคารพในกระบวนการของศาล

เมื่อถามย้ำว่าคำตัดสินคดีนี้จะเป็นไปในเชิงบวกใช่หรือไม่ นายสมชาย ระบุว่า จากที่ตนใกล้ชิดนายทักษิณพอสมควร เห็นว่าท่านเป็นคนที่จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันอย่างยิ่ง ส่วนศาลจะตัดสินอย่างไรต้องรอฟัง เราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้

ส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ นายสมชาย ระบุว่า เรื่องดังกล่าวนี้ท่านก็ทำตามขั้นตอน เมื่อผ่านกระบวนการของศาล ก็เข้าสู่กระบวนการรับโทษ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่าจะดำเนินการอย่างไร และหากศาลจะพิจารณาอย่างไรเราก็เคารพ เพราะถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรม แต่ส่วนตัวไม่สามารถออกความเห็นได้

เมื่อถามว่ามีความเป็นห่วงในคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ ที่จะมีการนัดคำพิพากษาในวันที่ 29 สิงหาคม นายสมชาย ระบุว่า อย่างที่ตนเคยบอก นางสาวแพทองธาร ทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชน การรักษาอธิปไตยของคนไทยทุกคนรวมถึงตัวท่านด้วย ในฐานะผู้นำประเทศต้องรักษาเต็มที่อยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเสียดินแดน เพราะทหารดูแลอยู่ แต่เมื่อเกิดเรื่องมาแล้วก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายตราไว้ พร้อมย้ำว่าหากศาลว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตาม

“อดีตนายกฯ สมชาย” ขอรอฟังศาล ยัน “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน

จากกรณีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่นายสมชายเน้นย้ำถึงความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันของนายทักษิณ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ

ความเชื่อมั่นของนายสมชายต่อ “ทักษิณ” ที่เทิดทูนสถาบัน

นายสมชายได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่านายทักษิณเป็นผู้ที่จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงสถาบันเบื้องสูง แต่จากความใกล้ชิดที่นายสมชายมีต่อนายทักษิณ ทำให้เชื่อมั่นว่านายทักษิณมีความเคารพและเทิดทูนสถาบันอย่างแท้จริง

การพิจารณาคดีและความเคารพในกระบวนการยุติธรรม

นายสมชายได้กล่าวถึงการพิจารณาคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณและนางสาวแพทองธาร โดยย้ำว่าทุกอย่างควรเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และเคารพในการตัดสินของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร การแสดงความเห็นของนายสมชายสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

ประเด็นสำคัญที่นายสมชายได้เน้นย้ำคือ การกระทำของนางสาวแพทองธารมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การรักษาอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศต้องให้ความสำคัญ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียดินแดน การชี้แจงดังกล่าวเป็นการตอบโต้ข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินคดีของนางสาวแพทองธาร

สิ่งที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้กล่าวถึง “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน นั้น ถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในคดีความต่างๆ ควรเป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏต่อศาล เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

และสุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลการพิจารณาคดีจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญคือการเคารพในกระบวนการยุติธรรมและยอมรับในผลการตัดสินของศาล เพราะเป็นหลักการพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย

ที่มา – “อดีตนายกฯ สมชาย” ขอรอฟังศาล ยัน “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบันอย่างยิ่ง

“ทนายวิญญัติ” มั่นใจ คดี “ทักษิณ” สู้ถูกทาง!

“ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ ย้ำเป็นพสกนิกรความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ส.ค. 2568 “ศาลอาญา” นัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.1860/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 กรณีเมื่อปี 2558 นายทักษิณได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงสถาบันกษัตริย์ นายทักษิณจำเลยให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัว

ก่อนอ่านคำพิพากษา ทางตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศาลได้นำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้วบริเวณทางขึ้นด้านหน้าอาคารศาลอาญา โดยจะมีการกำหนดพื้นที่ทางเข้า-ออก และมีตำรวจศาล ตำรวจสน.พหลโยธิน มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันศาลอาญาได้กำหนดจุดไว้เฉพาะสำหรับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวและถ่ายภาพ โดยสื่อที่เป็นช่างภาพต้องเขียนใบขออนุญาตและติดบัตรสื่อชั่วคราวของศาลอาญาและไม่อนุญาตให้ไปจุดอื่นที่ศาลกำหนดไว้ รวมทั้งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังในห้องพิจารณาคดี

ทางด้าน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนฟังคำพิพากษาว่า นายทักษิณจะเข้ารับฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง เรื่องความมั่นใจด้านผลคดีนั้นขออนุญาตยังไม่ตอบ ขอให้รอคำวินิจฉัยของศาลก่อน หลังจากที่ตนรับทำคดีนี้และเห็นพยานหลักฐานตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนมีความชัดเจน และในการสืบพยานโจทก์สามนัดยิ่งชัดเจนว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะการต่อสู้คดีอาญาต้องดูพยานหลักฐานของโจทก์ และผู้กล่าวหาเป็นหลัก รวมถึงดูเจตนาของจำเลยด้วย และพยานหลักฐานที่ได้นำขึ้นพิสูจน์ต่อศาลตั้งแต่ต้นนายทักษิณยืนยันว่าไม่ได้เจตนา

ทั้งนี้ ท่านทักษิณพูดเสมอมาว่า ท่านเป็นอดีตนายกฯ เป็นผู้ที่มีความสำนึกต่อความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพสกนิกรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ความจงรักภักดีของท่านมีอย่างชัดเจน และประจักษ์ชัด เหตุดังกล่าวนี้ท่านก็บอกแล้วว่า ไม่ได้มาจากคำพูดของท่านอย่างถูกต้อง และท่านเชื่อว่าเป็นการตัดต่อเราก็พยายามพิสูจน์ แต่เมื่อจำเลยปฏิเสธโจทก์ก็ต้องพิสูจน์ว่าไม่ใช่การตัดต่ออย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะทำได้หรือไม่ได้

สำหรับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เทียบกับกรณีของนายทักษิณที่ถูกนำคลิปมา เมื่อเสนอข่าวสารไปแล้วผิดถูกตอนแรกยังไม่มีใครพิสูจน์ความจริง ดังนั้นการขยายให้เกิดความเข้าใจผิดหรือการบิดเบือนเป็นเรื่องที่สังคมควรจะระมัดระวัง ไม่ได้พูดถึงเพียงสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ทุกคนควรที่จะระมัดระวังเพราะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก และพวกท่านอาจจะถูกดำเนินคดีด้วย

ทางด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาให้กำลังใจ นายทักษิณกล่าวว่า ต้องรอฟังศาลว่าวินิจฉัยอย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าท่านมีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบัน ส่วนศาลจะวินิจฉัยอย่างไรต้องรอฟังซึ่งเราเคารพในกระบวนการของศาล.

“ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กำลังได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ “ทนายวิญญัติ” ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าการต่อสู้คดี “ทักษิณ” มาถูกทางแล้ว การออกมาให้ความเห็นในครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการพิจารณาคดีสำคัญที่ศาลอาญา ซึ่งนายทักษิณได้ถูกฟ้องร้องในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการดูหมิ่นสถาบัน

ทนายวิญญัติมั่นใจ คดีทักษิณสู้ถูกทาง

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความคนสำคัญที่ดูแลคดีนี้ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาพยานหลักฐานและการสืบพยานที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ทีมทนายความมั่นใจในการต่อสู้คดีนี้มากยิ่งขึ้น เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า นายทักษิณเองก็ได้ยืนยันถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด พร้อมทั้งยืนยันว่าคลิปวิดีโอที่เป็นประเด็นนั้น อาจมีการตัดต่อหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

ขณะที่บรรยากาศบริเวณศาลอาญาในวันนัดฟังคำพิพากษา เต็มไปด้วยความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย มีการจัดสรรพื้นที่สำหรับสื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานของศาลเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

การออกมาให้ความเห็นของ “ทนายวิญญัติ” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับลูกความของตนเอง การต่อสู้ในคดีนี้จึงเป็นที่จับตามองของสังคม ว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร

ผลการตัดสินคดีนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อตัวนายทักษิณเอง แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับสังคมไทย ในเรื่องของการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การตรวจสอบข้อเท็จจริงและความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสารจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

คดี “ทักษิณ” ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของกระบวนการยุติธรรมไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของความถูกต้องและความเป็นธรรมในการดำเนินชีวิต

ที่มา – “ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ

ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ศาลอาญากำหนดนัดอ่านคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เวลา 10.00 น. โดยศาลมีคำสั่งห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟังการพิจารณา และจำกัดการทำข่าวของสื่อมวลชนให้อยู่ในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อความเรียบร้อยและความปลอดภัย

ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร

สำหรับคดีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากศาลมีคำพิพากษาว่า “มีความผิด” นายทักษิณอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีต่อหนึ่งข้อหา ขณะเดียวกันยังเป็นหนึ่งในหลายคดีสำคัญที่ตระกูลชินวัตรกำลังเผชิญอยู่ และอาจส่งแรงสะเทือนต่อสมการการเมืองไทยในห้วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ การที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนและความสำคัญของคดีนี้

ทำไมศาลอาญาจึงคุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร?

การที่ศาลอาญาตัดสินใจคุมเข้มเป็นพิเศษในการพิจารณาคดีนี้ มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลัง:

  • ความปลอดภัยและความเรียบร้อย: คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนในวงกว้าง การจำกัดจำนวนผู้เข้าฟังและการทำข่าว ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความวุ่นวายหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันภายในบริเวณศาล
  • ความละเอียดอ่อนทางการเมือง: คดีนี้เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี และมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมือง การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลและภาพข่าว ช่วยป้องกันการบิดเบือนข้อมูลหรือการสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน
  • การรักษาความยุติธรรม: การคุมเข้มช่วยให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส โดยปราศจากอิทธิพลภายนอกที่อาจส่งผลต่อการตัดสินของศาล

คดีมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนในสังคมไทย การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

นอกจากนี้ การที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร ยังอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของศาลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่คำนึงถึงสถานะหรือตำแหน่งของผู้กระทำผิด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำพิพากษาคดีนี้มีหลายด้าน ทั้งในแง่การเมือง สังคม และกฎหมาย ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินของศาล และใช้กระบวนการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาหรือข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร ยังแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และการปกป้องสถาบันหลักของชาติ การหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความสามัคคี

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลคุมเข้มขนาดนี้ก็อาจทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการพิจารณาคดี หากเป็นไปได้การเปิดเผยข้อมูลบางส่วนที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัย อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ศาลอาญา” คุมเข้ม คดี 112 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ห้ามคนนอก-จำกัดสื่อ

ทักษิณถึงศาลอาญา คดี 112 โบกมือทักทายสื่อ

วันนี้ (22 สิงหาคม 2568) ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ การปรากฏตัวของนายทักษิณในครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด

ทักษิณถึงศาลอาญา คดี 112

เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. บรรยากาศบริเวณศาลอาญาค่อนข้างคึกคัก ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักต่างปักหลักรอทำข่าวการเดินทางมาของนายทักษิณ ซึ่งศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ 1860/2567 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยกล่าวหาว่านายทักษิณได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อโทรทัศน์ในประเทศเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง ศาลได้กำหนดเวลาอ่านคำพิพากษาในเวลา 10.00 น.

ทันทีที่นายทักษิณเดินทางมาถึงศาลอาญา เขาได้ลงจากรถตู้และโบกมือทักทายผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าวอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่จะพบกับบุตรสาว คือ เอม พินทองทา ชินวัตร ที่เดินทางมาให้กำลังใจบิดาถึงศาล การปรากฏตัวของนายทักษิณในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายที่ละเอียดอ่อนและความสนใจของสังคมในวงกว้าง การพิจารณาคดีและการตัดสินของศาลจึงเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

รายละเอียดคดี ทักษิณถึงศาลอาญา

สำหรับรายละเอียดของคดี ทักษิณถึงศาลอาญา นั้น สืบเนื่องมาจากการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณเมื่อปี 2558 ซึ่งถูกตีความว่ามีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทางอัยการจึงได้ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

กระบวนการพิจารณาคดีได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสืบพยานหลักฐานและให้โอกาสทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล จนกระทั่งศาลได้กำหนดวันอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคม 2568

การที่นายทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากคดีนี้แล้ว นายทักษิณยังมีคดีความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอดีต ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

การพิจารณาคดีนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อตัวนายทักษิณเอง แต่ยังมีความสำคัญต่อหลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ การตัดสินของศาลจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนอย่างต่อเนื่อง การกลับมาของนายทักษิณและการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาศาลอาญาเพื่อฟังคำพิพากษาทักษิณถึงศาลอาญาในคดี 112 แสดงให้เห็นถึงการเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม แม้ผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร ก็ย่อมส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของเขาและประเทศไทยอย่างแน่นอน

ไม่ว่าผลการพิจารณาคดีจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพการตัดสินใจของศาลและยึดมั่นในหลักการของกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน การเดินทางมาศาลอาญาของ ทักษิณถึงศาลอาญา ในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – “ทักษิณ” ถึงศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ฟังคำพิพากษา คดี 112 โบกมือทักทายสื่อมวลชน

ชมสด! ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112

วันนี้! ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112 และ พ.ร.บ. คอมฯ จากปมการให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ ซึ่งพาดพิงและดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก และผลการตัดสินจะมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ชมสด! ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112

ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญาได้นัด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1860/2567 ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อปี 2558 ที่นายทักษิณได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อโทรทัศน์ในประเทศเกาหลีใต้ โดยมีเนื้อหาพาดพิงและอาจเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง นายทักษิณได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และได้รับการประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี

ติดตามการรายงานสดคดี “ทักษิณ” คดี ม.112 ได้ที่ไหน?

สำหรับท่านที่ต้องการติดตามข่าวสารและรายละเอียดของคดีนี้อย่างใกล้ชิด สามารถรับชมการรายงานสดจากศาลอาญาได้ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้:

ทีมข่าวไทยรัฐจะทำการรายงานสดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกท่านได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุดเกี่ยวกับ “ทักษิณ” คดี ม.112 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวได้เลย

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญทางการเมืองที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ผลการตัดสินของศาลอาญาจะมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคต การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

กระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม การตัดสินคดี “ทักษิณ” คดี ม.112 นี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความศักดิ์สิทธิ์และความยุติธรรมของกฎหมายไทย และจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต

การพิจารณาคดีเช่นนี้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน การนำเสนอข่าวสารจึงต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน ที่สำคัญคือการเคารพกระบวนการยุติธรรมและรอฟังผลการตัดสินของศาล

หลังจากฟังคำพิพากษา “ทักษิณ” คดี ม.112 แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเคารพการตัดสินใจของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม

ที่มา – ชมสด ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112 – พ.ร.บ. คอมฯ ปมให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้

ลุ้น! เด็กต่ำกว่า 18 ปี อาจได้รับนิรโทษกรรม

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขมาตรา 112 โดยมีประเด็นสำคัญคือการพิจารณาว่าจะสามารถเพิ่มข้อยกเว้นให้แก่เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อให้พวกเขาได้รับนิรโทษกรรมได้หรือไม่ เนื่องจาก กมธ. เล็งเห็นว่ามีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่ถูกดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธาน กมธ. ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อพิจารณาแก้ไขมาตรา 3 เกี่ยวกับการไม่นิรโทษกรรมแก่ความผิดตามมาตรา 112 ที่ประชุมได้ใช้เวลาในการถกเถียงกันเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะแก้ไขอย่างไร และจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 28 สิงหาคม เพื่อลงมติในประเด็นนี้

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ โฆษก กมธ. กล่าวว่า ที่ประชุมมีแนวคิดที่จะแก้ไขมาตรา 3 โดยมองหาแนวทางอื่น ๆ เพื่อบรรเทาความขัดแย้ง แม้จะไม่สามารถนิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา 112 ได้โดยตรง เป้าหมายหลักของกฎหมายฉบับนี้คือการสร้างเสริมสังคมสันติสุข และเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเน้นย้ำถึงความระมัดระวังในการแก้ไข เพื่อไม่ให้ขัดต่อหลักการ และเพื่อป้องกันการตีตกกฎหมายหรือการฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ลุ้นเด็กต่ำกว่า 18 ปีได้รับนิรโทษกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงแนวทางการแก้ไขอื่น ๆ เช่น การลดโทษ การบรรเทาโทษ หรือการปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่ง กมธ. จะต้องหารือกันต่อไปในรายละเอียด

น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติ 12 ต่อ 11 เสียง ให้ปรับแก้ข้อความในมาตรา 3 โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการพิจารณาว่าจะปรับแก้ในรูปแบบใด ซึ่งข้อเสนอหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การต่อท้ายมาตรา 3 ว่ามิให้บังคับใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

ความเป็นไปได้ที่เด็กต่ำกว่า 18 ปีจะได้รับนิรโทษกรรม

น.ส.พนิดาย้ำว่า มาตรา 3 ยังไม่สิ้นสุด และจะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง แต่สิ่งที่ที่ประชุมเห็นพ้องกันคือ เด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีจำนวนมาก ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อประเทศ เพียงแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจเท่านั้น ดังนั้น ข้อยกเว้นในมาตรา 3 อาจเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับนิรโทษกรรม

การพิจารณาประเด็นการนิรโทษกรรมให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีนี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของเยาวชนจำนวนมาก และอาจส่งผลต่อความปรองดองในสังคม การตัดสินใจของ กมธ. ในสัปดาห์หน้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ กมธ. เปิดใจรับฟังและพิจารณาข้อเสนอต่างๆ อย่างรอบด้าน ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ามีความพยายามที่จะหาทางออกที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการพิจารณาในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร

ที่มา – ลุ้นเด็กต่ำกว่า 18 ปีได้รับนิรโทษกรรม กมธ. นัดชี้ขาดสัปดาห์หน้า

สุทินมองคดีแพทองธาร-ทักษิณ: ความสุจริตเป็นเกราะ

“สุทิน” มองคดี “แพทองธาร-ทักษิณ” ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง

นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายสุทินกล่าวถึงคดีมาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลอาญาจะตัดสินในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ว่า “ไม่มีปัญหา เพราะความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง” เขามั่นใจว่าความบริสุทธิ์และความตั้งใจดีของนายทักษิณ จะเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องเขาได้ในที่สุด

ในส่วนของคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายสุทินก็แสดงความเห็นในทำนองเดียวกันว่า “เช่นเดียวกัน ความสุจริต ตรงไปตรงมา น่าจะเป็นสิ่งที่ศาล (ศาลรัฐธรรมนูญ) หยิบมาพิจารณา” เขายังเสริมว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการเตรียมแผนรับมือเป็นพิเศษ แต่ สส.ในพรรคมีการพูดคุยกันบ้าง โดย สส.รุ่นเก่าที่ผ่านประสบการณ์มามากจะไม่ค่อยกังวล ในขณะที่ สส.หน้าใหม่อาจมีความกังวลอยู่บ้าง

ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง: สุทินมองเกมการเมือง

นายสุทินยังได้กล่าวถึงภาพรวมทางการเมือง โดยระบุว่าเป็นสไตล์การเมืองไทยที่ยากจะคาดเดาว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่เขามั่นใจว่ารัฐบาลจะมีโอกาสทำงานให้กับประเทศอีกไม่น้อย และจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามถึงคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทย นายสุทินยอมรับว่าคะแนนนิยมอาจมีขึ้นมีลงบ้างในช่วงนี้ แต่เขาก็เชื่อมั่นว่า “คะแนนนิยมพรรคจะขึ้นไปอีกครั้ง”

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในความบริสุทธิ์และความตั้งใจดีของทั้ง ดร.ทักษิณ และนายกฯ แพทองธาร แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของศาลในคดีต่างๆ จะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและอนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในความยุติธรรมและความสุจริต ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการจากผู้บริหารประเทศ

ท้ายที่สุดแล้ว เส้นทางทางการเมืองของทั้งนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลและความเชื่อมั่นของประชาชน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความสุจริตและความโปร่งใส จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

คดี “แพทองธาร-ทักษิณ” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง ซึ่งการที่ “สุทิน” มองว่าความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง สะท้อนความเชื่อมั่นภายในพรรคเพื่อไทย แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรค

ที่มา – “สุทิน” มองคดี “แพทองธาร-ทักษิณ” ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบตอบศาล! อิงค์ยกเลิก

เกิดอะไรขึ้นที่พรรคเพื่อไทย? วันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีเรื่องราวให้จับตามองมากมาย เริ่มต้นที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” ยกเลิกการเข้าร่วมประชุมพรรคแบบกะทันหัน ทำเอา ส.ส. และมวลชนที่เตรียมมาอวยพรวันเกิดล่วงหน้าต้องผิดหวังไปตามๆ กัน แต่ที่น่าสนใจคือการปรากฏตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมายังพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน

เดิมที ส.ส.พรรคเพื่อไทยเตรียมจัดงานเล็กๆ เพื่ออวยพรวันเกิดล่วงหน้าให้กับ น.ส.แพทองธาร ในวันที่ 21 สิงหาคม แต่เมื่อเจ้าตัวยกเลิกการเข้าร่วม มวลชนที่ทราบข่าวและเดินทางมาพร้อมดอกไม้และของขวัญก็ต้องผิดหวังไปด้วยเช่นกัน

ไฮไลท์อยู่ที่การเดินทางมาถึงของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเข้ามายังพรรคเพื่อไทย และเดินทางกลับในเวลา 16.10 น. โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชนมากนัก เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงภารกิจในการมาพรรคเพื่อไทยในวันนี้ นายทักษิณตอบเพียงสั้นๆ ว่า “มาเจอแขก เจอเพื่อน เจอฝูง” เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลอาญาจะพิพากษาคดี 112 ในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ นายทักษิณกล่าวสั้นๆ ว่า “เรื่องศาลใครเขาพูดกัน” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในแวดวงการเมือง

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบตอบศาล! อิงค์ยกเลิก

ในส่วนของความเคลื่อนไหวอื่นๆ ภายในพรรค นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมพรรค โดยให้สัมภาษณ์ว่าการเดินทางมาในครั้งนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีวาระพิเศษใดๆ เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่ชื่อของตนเองถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษมตอบว่าพรรคเพื่อไทยยังไงก็ต่อได้อยู่แล้ว

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยในวันนี้เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ การยกเลิกการเข้าร่วมประชุมของ น.ส.แพทองธาร การปรากฏตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร และท่าทีของนายชัยเกษม นิติสิริ ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ทำไมการมาของ “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย ถึงเป็นที่สนใจ?

การเดินทางมายังพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณในครั้งนี้ แม้จะไม่มีการเปิดเผยถึงวาระที่ชัดเจน แต่ก็เป็นที่จับตาของสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์การเมือง ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้:

  • สถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง: ในช่วงเวลาที่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว การปรากฏตัวของนายทักษิณ ย่อมถูกตีความว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนและกำหนดทิศทางของพรรคเพื่อแก้ไขกับวิกฤตการเมือง
  • คดีความที่ยังคงอยู่: คำถามเกี่ยวกับการพิจารณาคดีมาตรา 112 ที่นายทักษิณถูกดำเนินคดี เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ การที่นายทักษิณไม่ตอบคำถามดังกล่าว ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและข้อถกเถียง
  • สัญญาณทางการเมือง: การปรากฏตัวของนายทักษิณ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความมั่นใจและการกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง แม้จะไม่ได้แสดงออกอย่างเปิดเผย

ไม่ว่าการมาของ “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทยกับเกี่ยวข้องกับอะไร การเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ยังคงเป็นที่สนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย และอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคต

โดยรวมแล้วสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความซับซ้อนของการเมืองไทย การตัดสินใจและการกระทำของบุคคลสำคัญอย่าง น.ส.แพทองธาร และนายทักษิณ ชินวัตร จะมีผลกระทบอย่างมากต่อพรรคเพื่อไทยและอนาคตของประเทศ

ดังนั้นการจับตาดูความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจถึงทิศทางของการเมืองไทยและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบบอกเรื่องไปศาล-“อิ๊งค์” ยกเลิกเข้าประชุม มวลชนอดเบิร์ธเดย์

Scroll to top