คดีชั้น 14

ด่วน! ศาลฎีกาสั่งจำคุก ทักษิณ 1 ปี คดีชั้น 14

เปิดคำสั่งฉบับเต็ม! ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งบังคับโทษจำคุก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ เป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากการเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

วันที่ 9 ก.ย. 68 ศาลฎีกาฯ ได้มีคำสั่งสำคัญ บังคับโทษจำคุก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใน คดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ เป็นเวลา 1 ปีเต็ม คำสั่งนี้มีผลสืบเนื่องมาจากการพิจารณาว่า การเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจนั้นไม่เป็นไปตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นจึงไม่สามารถนับรวมระยะเวลาดังกล่าวเป็นการบังคับโทษตามกฎหมายได้ ล่าสุดมีการนำตัวนายทักษิณฯ ไปยังเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำสั่งศาลแล้ว

ศาลฎีกาสั่งจำคุก ทักษิณ 1 ปี คดีชั้น 14

คดีความของนายทักษิณ ชินวัตร มีความซับซ้อนและยาวนาน แต่ คดีชั้น 14 นี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง คำสั่งศาลล่าสุดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองโดยรวม

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณฯ มีมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเดินทางกลับประเทศไทย และการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงความเหมาะสมและความถูกต้องตามกฎหมาย

รายละเอียดคำสั่งศาลฎีกาฯ ใน คดีชั้น 14

คำสั่งฉบับเต็มของศาลฎีกาฯ ระบุเหตุผลและรายละเอียดของการพิจารณาคดีอย่างชัดเจน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน และการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส การที่ศาลตัดสินว่าการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจไม่ชอบด้วยกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงการยึดมั่นในหลักการดังกล่าว

การตัดสินใจของศาลฎีกาฯ ในครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับนักวิเคราะห์กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา ทั้งในแง่ของการเมืองภายในประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย และการเคารพในกระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่สงบสุขและเจริญก้าวหน้า

นอกจากนี้ ศาลฎีกาสั่งจำคุก ทักษิณ 1 ปี คดีชั้น 14 ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้มีอำนาจทุกคน ให้พึงระลึกอยู่เสมอว่า การกระทำใดๆ ก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม

การดำเนินคดีของนายทักษิณฯ ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชน และเชื่อว่าจะมีพัฒนาการและความคืบหน้าต่อไปในอนาคต ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และทุกกระทำการของบุคคลสาธารณะย่อมต้องถูกตรวจสอบและประเมินตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ที่มา – คำสั่งฉบับเต็ม ศาลฎีกาฯ บังคับโทษ “ทักษิณ” จำคุก 1 ปี คดีชั้น 14

ด่วน! ศาลสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” แพทองธารให้กำลังใจ

ศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางความเครียดของเจ้าตัว โดยมีคุณแพทองธารให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบังคับโทษ “ทักษิณ” ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551, อม.10/2552 และ อม.5/2551

กระบวนการไต่สวนพยานของศาลฎีกาฯ ดำเนินไปถึง 7 นัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเกี่ยวกับการบังคับโทษ “ทักษิณ” ว่าเป็นไปตามคำพิพากษาเดิมหรือไม่ ก่อนที่จะมีการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. โดยมีการออกหมายเรียกให้นายทักษิณ ชินวัตร มารับฟังคำสั่งด้วยตนเอง

ศาลฎีกาสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ”

ในวันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำสั่งให้นายทักษิณได้รับการบังคับโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี สืบเนื่องจากการที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจนั้น ไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย และไม่สามารถนับรวมเป็นการบังคับโทษตามกฎหมายได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำสั่งให้มีการบังคับโทษจำคุกต่อนายทักษิณเป็นเวลา 1 ปี

ภายหลังจากการรับฟังคำพิพากษา คุณแพทองธารได้แสดงความรักและความห่วงใย โดยการเข้ากอดและจับมือให้กำลังใจกับนายทักษิณ ในขณะที่นายทักษิณเองยังคงมีท่าทีสงบและปรึกษาหารือกับนายวิญญัติ ทนายความประจำตัวอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่าภายหลังจากได้รับฟังคำวินิจฉัย นายทักษิณได้ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าและได้รับการควบคุมตัวจากผู้บัญชาการเรือนจำเพื่อนำตัวเข้าสู่เรือนจำทันที รายงานข่าวระบุว่านายทักษิณมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

ผลกระทบและความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังคำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ”

คำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” ในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวและความสนใจอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมไทย หลายฝ่ายต่างจับตาดูสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การตีความทางกฎหมายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์อย่างละเอียด

  • การเคลื่อนไหวของกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต่อต้าน: คาดว่าจะมีการแสดงออกและความเคลื่อนไหวจากทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง: คำสั่งศาลอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในรัฐบาล
  • การตีความทางกฎหมาย: นักวิชาการและนักกฎหมายจะทำการวิเคราะห์ผลของคำสั่งศาลอย่างละเอียด

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริงและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คำสั่งบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในอนาคต

ที่มา – วินาที ศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” เจ้าตัวเครียด “แพทองธาร” กอดให้กำลังใจ

“มวลชนเสื้อแดง” หนุน “ทักษิณ” ขอพรคุ้มครอง

“มวลชนเสื้อแดง” ให้กำลังใจ “ทักษิณ” เข้าฟังคำสั่งบังคับโทษปมรักษาตัวชั้น 14 พร้อมขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง กำชัยชนะกลับบ้าน

วันที่ 9 ก.ย. 2568 มีรายงานว่า มวลชนเสื้อแดงที่เดินทางมาจากจังหวัดศรีสะเกษ ชูรูปนายทักษิณ ชินวัตร ที่ระบุข้อความ “ขอส่งกำลังใจ นายกในดวงใจ” เปิดใจว่า ขณะที่นายทักษิณลงจากรถตนเองก็มองเห็นท่านและเห็นท่านโบกมือให้ด้วย ตนเองก็อยากจะขอเป็นกำลังใจให้ เพราะมองว่าอดีตนายกฯ เป็นคนเดียวที่ทุ่มเทให้บ้านเมือง สร้างคุณงามความดีให้คนจนคนรากหญ้าได้พึ่งพามาตลอด 20 ปี

แม้กระทั่งไปอยู่ต่างประเทศ 17 ปีก็ยังห่วงใยคนไทย กลับมาท่านก็ทุ่มเททั้งชีวิต ทั้งครอบครัว ไม่เคยทำอะไรไม่ดี วันนี้ป้าคิดว่าท่านไม่ได้รับความเป็นธรรม และป้าขอบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์แห่งนี้ ไม่ว่าพระแก้วมรกต สิ่งศักดิ์สิทธิ์พ่อหลักเมือง พ่อทรงเมือง พระสยามเทวาธิราช ขอให้ท่านกำชัยชนะกลับบ้านและเป็นนายกในดวงใจตลอดปีตลอดไป

ทั้งนี้ เชื่อว่าตอนนี้มวลชนเสื้อแดงยังเหนียวแน่น และที่มีการโจมตีเพราะพรรคส้ม ไปยกมือโหวตให้พรรคสีส้มเงิน พรรคภูมิใจไทย ไปเป็นรัฐบาล แต่พรรคส้มกลับมาเป็นฝ่ายค้าน ป้าก็ไม่รู้ว่าพรรคส้มคิดยังไง ป้าว่ามันผิดทำนองครองธรรม ป้าไม่ใช่นักกฎหมาย แต่แค่ยกมือให้เขาก็มองว่าผิดแล้ว.

“มวลชนเสื้อแดง” ให้กำลังใจ “ทักษิณ” ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง กำชัยชนะกลับบ้าน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตาของประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มวลชนเสื้อแดง” ที่ยังคงแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความเชื่อมั่นในตัวนายทักษิณอย่างเหนียวแน่น การเดินทางมาให้กำลังใจในวันที่สำคัญเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังศรัทธาที่ยังคงอยู่ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

ทำไม “มวลชนเสื้อแดง” ถึงยังคงสนับสนุน “ทักษิณ”

เหตุผลที่ “มวลชนเสื้อแดง” ยังคงให้การสนับสนุนนายทักษิณนั้นมีหลายประการด้วยกัน ประการแรกคือความเชื่อมั่นในผลงานที่นายทักษิณได้สร้างไว้ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นโยบายต่างๆ ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือคนจนและผู้มีรายได้น้อย ทำให้เกิดความผูกพันและความรู้สึกดีๆ ที่ยังคงอยู่

ประการที่สองคือความรู้สึกว่านายทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ฝังรากลึกในกลุ่มผู้สนับสนุน และเป็นแรงผลักดันให้พวกเขายังคงออกมาเคลื่อนไหวและให้กำลังใจนายทักษิณอย่างต่อเนื่อง

ประการสุดท้ายคือความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของนายทักษิณ ที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ซึ่งเป็นความหวังที่ “มวลชนเสื้อแดง” ยังคงยึดมั่น

การออกมาให้กำลังใจของ “มวลชนเสื้อแดง” ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงพลังศรัทธาและความจงรักภักดีที่มีต่อนายทักษิณอย่างชัดเจน และเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการเมืองไทยยังคงมีความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – “มวลชนเสื้อแดง” ให้กำลังใจ “ทักษิณ” ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง กำชัยชนะกลับบ้าน

“ทักษิณ” ถึงศาลฎีกาฟังคดี ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที

อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ได้เดินทางออกจากบ้านจันทร์ส่องหล้าในเวลา 9 โมง 9 นาที เพื่อมายังศาลฎีกา เพื่อรับฟังคำสั่งในคดีที่เรียกกันว่า “ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดีชั้น 14 แล้ว ซึ่งเป็นที่จับตาของสื่อมวลชนและประชาชนอย่างใกล้ชิด

ภายหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 เกี่ยวกับการบังคับโทษจำคุกของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551, อม.10/2552 และ อม.5/2551 ศาลฎีกาฯ ได้ทำการไต่สวนพยานมาแล้วถึง 7 นัด เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบังคับโทษคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ก่อนที่จะมีการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. พร้อมทั้งออกหมายเรียกนายทักษิณ ชินวัตร ให้มาฟังคำสั่งด้วยตนเอง

ล่าสุดในวันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศจากบริเวณบ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยในวันนี้ นายทักษิณมีกำหนดการเข้ารับฟังคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใน “คดีชั้น 14” ในเวลา 10.00 น.

ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ เวลา 06.00 น. บรรยากาศโดยรอบบ้านจันทร์ส่องหล้าเป็นไปอย่างเงียบสงบ มีเพียงผู้สื่อข่าวที่มาเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอยู่บริเวณด้านหน้าบ้าน ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.บางพลัด ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ได้เข้ามาประจำการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรและดูแลความสงบเรียบร้อย

ต่อมาในเวลา 08.44 น. มีขบวนรถตู้เบนซ์จำนวน 4 คัน ขับเข้ามาภายในบ้าน จากการรายงานทราบว่าเป็นรถของ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ ที่เดินทางมาพบคุณพ่อก่อนที่จะเดินทางออกไปพร้อมกัน

จนกระทั่งเวลา 09.09 น. ขบวนรถของนายทักษิณ ชินวัตร ได้เคลื่อนออกจากบ้าน โดยรถคันแรกเป็นรถเมอร์เซเดสเบนซ์ มายบัค สีดำ-เงิน หมายเลขทะเบียน พร 195 กรุงเทพมหานคร (ซึ่งเป็นรถประจำตัวของนายทักษิณ) ตามด้วยขบวนรถของบุตรสาวรวมทั้งหมด 5 คัน มุ่งหน้าไปยังศาลฎีกา

ถึงแม้ว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการที่นายทักษิณเลือกออกเดินทางในเวลา 09.09 น. ของวันที่ 9 เดือน 9 นั้น เป็นเพราะถือฤกษ์ดีหรือไม่ แต่การเดินทางของ “ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดีชั้น 14 แล้ว ก็ได้รับความสนใจและเป็นที่จับตาของสื่อมวลชนและผู้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.25 น. ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า รถยนต์ของนายทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางมาถึงศาลฎีกาแล้ว โดยนายทักษิณได้ยกมือไหว้ทักทายสื่อมวลชน ก่อนที่จะเดินเข้าไปในศาลพร้อมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ รวมถึงลูกเขยทั้ง 2 คน

“ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดีชั้น 14 แล้ว

จับตาเส้นทาง “ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดี

สถานการณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นที่สนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง การเดินทางมาศาลฎีกาในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในกระบวนการยุติธรรมที่หลายฝ่ายเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

“ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดีชั้น 14 แล้ว การเดินทางในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความตั้งใจที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ การที่บุตรสาวและลูกเขยเดินทางมาให้กำลังใจก็เป็นภาพที่สะท้อนถึงความผูกพันในครอบครัวและแรงสนับสนุนที่เข้มแข็ง

ถึงแม้ว่าผลของคำสั่งศาลฎีกาจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเคารพในการตัดสินของศาลและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การรักษาความสงบเรียบร้อยและหลีกเลี่ยงการสร้างความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักและให้ความร่วมมือ

ที่มา – “ทักษิณ” ออกบ้านจันทร์ส่องหล้า 9 โมง 9 นาที มาถึงศาลฎีกาฟังคดีชั้น 14 แล้ว

เปิด 3 แนวทาง คำสั่งศาลฎีกาฯ พิจารณา “ทักษิณ”

ประเมิน 3 แนวทาง คำสั่งศาลฎีกาฯ พิจารณา “ทักษิณ” คดีบังคับโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ นอน รพ.ตำรวจ ชั้น 14 รอด-ไม่รอด

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 9 ก.ย. ศาลนัดอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 เรื่องการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551, คดีหมายเลขแดงที่ อม.10 /2552, คดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 โดยศาลฎีกาฯ ได้ทำการไต่สวนพยานมาเป็นเวลา 7 นัด เพื่อหาข้อเท็จจริงในการบังคับโทษคดีถึงที่สุดกับนายทักษิณว่า เป็นไปตามผลคำพิพากษาของศาลฎีกาหรือไม่ ก่อนศาลนัดฟังคำสั่งในวันนี้ เวลา 10.00 น. และให้ออกหมายเรียกนายทักษิณ ชินวัตร มาฟังคำสั่งด้วย

สำหรับแนวทางคำสั่งของศาลฎีกาฯ ประเมินทิศทางไว้ว่า อาจจะออกมา 3 แนวทาง คือ

เปิด 3 แนวทาง คำสั่งศาลฎีกาฯ พิจารณา “ทักษิณ”

1. ศาลฎีกามีคำสั่งว่า มีการบังคับโทษถูกต้อง เจ้าหน้าที่กระทำถูกต้อง ผลคือ รอดทั้งหมด

2. ศาลฎีกามีคำสั่งว่า เจ้าหน้าที่กระทำไม่ถูกต้อง แต่มีการบังคับโทษถูกต้อง จะต้องส่งเรื่องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ต่อ ป.ป.ช. ว่าใครเข้าข่ายกระทำความผิดบ้าง ผลคือ ทักษิณ รอดคนเดียว

3. ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ไม่เคยมีการบังคับโทษ หรือบังคับโทษไม่ถูกต้อง ส่ง “ทักษิณ” ดำเนินการบังคับโทษให้ครบ และส่งเรื่องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ต่อ ป.ป.ช. ใครเข้าข่ายกระทำความผิดบ้าง ผลคือ ไม่รอดทั้งหมด

วิเคราะห์ 3 แนวทางคำสั่งศาลฎีกาฯ พิจารณาคดี “ทักษิณ”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นที่จับตามองของสังคมไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังคงมีผู้สนับสนุนและผู้ที่เห็นต่างจำนวนมาก การพิจารณาของศาลฎีกาฯ ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

แนวทางที่ 1: ศาลฎีกามีคำสั่งว่ามีการบังคับโทษถูกต้อง

หากศาลฎีกามีคำสั่งในแนวทางนี้ จะถือว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว และนายทักษิณจะได้รับการปล่อยตัวตามกระบวนการยุติธรรมที่กำหนดไว้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ ความขัดแย้งทางการเมืองอาจจะลดลง เนื่องจากฝ่ายที่สนับสนุนนายทักษิณจะมองว่ากระบวนการยุติธรรมได้ให้ความเป็นธรรมแล้ว

แนวทางที่ 2: ศาลฎีกามีคำสั่งว่าเจ้าหน้าที่กระทำไม่ถูกต้อง แต่มีการบังคับโทษถูกต้อง

ในกรณีนี้ จะมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษที่ไม่ถูกต้อง แต่ในส่วนของนายทักษิณเองจะถือว่าได้รับการบังคับโทษอย่างถูกต้องแล้ว แนวทางนี้อาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนนายทักษิณและฝ่ายที่เห็นต่าง เนื่องจากฝ่ายหนึ่งอาจมองว่าเจ้าหน้าที่ควรได้รับโทษ ในขณะที่อีกฝ่ายอาจมองว่านายทักษิณควรได้รับการพิจารณาใหม่

แนวทางที่ 3: ศาลฎีกามีคำสั่งว่าไม่เคยมีการบังคับโทษ หรือบังคับโทษไม่ถูกต้อง

หากศาลฎีกามีคำสั่งในแนวทางนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อนายทักษิณ เนื่องจากจะต้องกลับเข้าสู่กระบวนการบังคับโทษใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังจะมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วย แนวทางนี้อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น เนื่องจากฝ่ายที่สนับสนุนนายทักษิณอาจมองว่ากระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรม

ไม่ว่าผลการพิจารณาของศาลฎีกาฯ จะออกมาในแนวทางใด สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกฝ่ายควรเคารพในการตัดสินของศาล และใช้กระบวนการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้สังคมไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างสงบสุข

การพิจารณาของศาลฎีกาฯ ในคดีนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของนายทักษิณและเสถียรภาพของประเทศ

ดังนั้น คำสั่งศาลฎีกาฯ พิจารณา “ทักษิณ” ในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมไทยในอนาคต

ที่มา – เปิด 3 แนวทาง คำสั่งศาลฎีกาฯ พิจารณา “ทักษิณ” คดีชั้น 14

ชมสด! ฟังคำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” คดี รพ.ตำรวจ

เตรียมตัวรับชมสด! ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งบังคับโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่เกี่ยวข้องกับชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

วันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. จะมีการนัดฟังคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 ว่าด้วยการบังคับโทษของนายทักษิณ ชินวัตร โดยศาลได้มีคำสั่งให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และตัวนายทักษิณ จำเลย เดินทางมาฟังคำสั่งศาลในวันดังกล่าวด้วย

ชมสด ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” คดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

คดีนี้มีความซับซ้อนและมีรายละเอียดมากมายที่ประชาชนต้องการทราบ การรับชมการถ่ายทอดสด (ชมสด) จะช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการทางกฎหมายและคำสั่งศาลได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากการรับชมข่าวสารจากสำนักข่าวต่างๆ แล้ว การรับชมสดจะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์และสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด

สำหรับช่องทางการรับชมสด (ชมสด) สามารถติดตามได้ผ่านทาง:

ช่องทางเหล่านี้จะมีการรายงานสดจากศาลอาญา ทำให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวในคดีสำคัญนี้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้คุณสามารถวิเคราะห์และเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำสั่งศาล

ทำไมต้องติดตาม ชมสด ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” คดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ?

การติดตามการพิจารณาคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี และมีผลกระทบต่อการเมืองและสังคมไทยในวงกว้าง การรับชมสดจะช่วยให้คุณ:

  • เข้าใจกระบวนการทางกฎหมาย: ได้เห็นขั้นตอนการพิจารณาคดีของศาล
  • รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง: ป้องกันการรับข้อมูลที่บิดเบือนจากแหล่งข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • วิเคราะห์สถานการณ์: สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และทำความเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ การรับชมสด (ชมสด) ยังเปิดโอกาสให้คุณได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น และร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตย

อย่าลืมติดตามชมสด ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” คดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ในวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวและร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

การรับชมสด (ชมสด) จะทำให้คุณได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์ และสามารถเข้าใจถึงบริบทของคดีได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมและติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้คุณสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมในการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ

ที่มา – ชมสด ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” คดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

จับตา! ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งคดีทักษิณ

วันที่ 9 กันยายนนี้ จับตา! ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งคดีบังคับโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” ในประเด็นการเข้าพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก

การเดินทางออกนอกประเทศของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ยังคงเป็นที่จับตา โดยได้นั่งเครื่องบินส่วนตัว Bombardier Global 7500 ออกจากสนามบินดอนเมือง โดยแจ้งว่าจะไปรักษาตัวที่ประเทศสิงคโปร์ แต่สุดท้ายเครื่องบินกลับไปลงจอดที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ระหว่างการบิน มีผู้ติดตามเที่ยวบินของนายทักษิณ ผ่าน Flightradar24 สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก กว่า 20,000 คน

ต่อมาในวันที่ 5 กันยายน 2568 นายทักษิณ ได้ชี้แจงผ่านทวิตเตอร์ (X) ว่า ตนเองตั้งใจเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อไปตรวจสุขภาพ แต่ ตม.ที่ไทยถ่วงเวลาไว้เกือบ 2 ชั่วโมง ทำให้เครื่องบินไปลงที่สนามบินสิงคโปร์ไม่ทัน จึงเปลี่ยนแผนไปลงดูไบเพื่อพบหมอและเพื่อนเก่า พร้อมกับย้ำว่าจะกลับไทยไม่เกินวันที่ 8 กันยายน เพื่อเดินทางไปศาลด้วยตัวเองในวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งคดี

กระทั่งวันนี้ (8 กันยายน 2568) มีรายงานว่า เครื่องบินส่วนตัวของนายทักษิณ ได้ออกจากท่าอากาศยานนานาชาติอัลมักตูม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในเวลา 20.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ ก่อนจะเดินทางต่อมายังประเทศไทย โดยเดินทางถึงสนามบินดอนเมืองเมื่อเวลา 14.54 น. จากนั้น นายทักษิณ ได้ขึ้นรถยนต์หรู Mercedes-Maybach เพื่อเดินทางไปยังบ้านจันทร์ส่องหล้า

แม้ว่า นายทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางกลับมาประเทศไทยแล้ว สถานการณ์ยังคงน่าจับตามอง เพราะในวันพรุ่งนี้ (9 กันยายน 2568) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดฟังคำสั่งคดีบังคับโทษนายทักษิณ ชินวัตร ประเด็นเรื่องการเข้ารับการรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งคดีบังคับโทษ “ทักษิณ”

คำถามสำคัญคือ นายทักษิณจะเดินทางไปศาลด้วยตัวเองหรือไม่? ประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย และคาดว่าจะมีการรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องในวันพรุ่งนี้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับคดีของทักษิณ

สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด และประชาชนจำนวนมากกำลังรอฟังคำสั่งศาลฎีกาฯ ในคดีของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างใจจดใจจ่อ

คดีนี้มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับประเด็นทางกฎหมายหลายด้าน การที่ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งคดีบังคับโทษ “ทักษิณ” จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

การตัดสินใจของศาลฎีกาฯ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต และส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศไทย

สิ่งที่ต้องจับตาในวันพรุ่งนี้:

  • ท่าทีของนายทักษิณ ชินวัตร
  • คำสั่งของศาลฎีกาฯ
  • ปฏิกิริยาของประชาชนและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ผลของคำตัดสินอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ไม่ว่าผลการพิจารณาคดีจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการเคารพการตัดสินของศาล และรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม และนำไปสู่สังคมที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง

อนาคตทางการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร จะเป็นอย่างไรต่อไป? ต้องรอติดตามผลการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ ในวันพรุ่งนี้

คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและประชาชนทุกคน ในเรื่องของการเคารพกฎหมาย และการปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม

ไม่ว่าท่านจะมีความคิดเห็นอย่างไร อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างมีสติ และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ

จับตา ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งคดีบังคับโทษ “ทักษิณ” อย่างใกล้ชิดในวันพรุ่งนี้!

ที่มา – จับตา ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งคดีบังคับโทษ “ทักษิณ” ชั้น 14 วันที่ 9 ก.ย. นี้

พลภูมิ มั่นใจ ทักษิณ กลับไทยแน่ ไปศาล!

“พลภูมิ” มั่นใจ “ทักษิณ” กลับไทยแน่นอน และจะไปขึ้นศาลเพื่อฟังคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง ยืนหยัดเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรม ชี้ นี่คือความกล้าหาญ เป็นอีกจุดเริ่มต้นใหม่ของการเมืองไทย

เมื่อเวลา 08.27 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร โพสต์ภาพถ่ายกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงการเดินทางกลับประเทศไทย ภายหลังเดินทางไปยังดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และเมื่อช่วงเช้าของวันนี้เครื่องบินเดินออกจากดูไบ มายังประเทศสิงคโปร์ และมีรายงานว่าจะกลับถึงประเทศไทยในวันนี้เวลาประมาณ 17.00 น.

นายพลภูมิ ระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมมั่นใจ… กลับมาแน่นอน ใครต่อใครมักพูดว่า ถ้าออกนอกประเทศไปแล้วจะไม่มีวันกลับมา โดยเฉพาะชื่อ ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่สำหรับผม… ผมมั่นใจว่าท่านจะกลับมา เพื่อยืนหยัดเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรมไทยด้วยตนเอง พร้อมรับฟังการพิจารณาคดีศาลฎีกา (ชั้นที่ 14) อย่างตรงไปตรงมา และในวันพรุ่งนี้ 9 กันยายน ท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ จะต้องมารับฟังคำพิจารณาของศาลด้วยตัวเองอย่างแน่นอน นี่คือความกล้าหาญ นี่คือความรับผิดชอบ และอาจเป็นอีกจุดเริ่มต้นใหม่ของการเมืองไทย”

พลภูมิ มั่นใจ ทักษิณ กลับไทยแน่ ไปขึ้นศาลฟังคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง

การเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความฮือฮาและความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานาน การตัดสินใจกลับมาเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความกล้าหาญและความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ได้แสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า นายทักษิณจะกลับไทยแน่ ไปขึ้นศาลฟังคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง และพร้อมที่จะรับฟังการพิจารณาคดีอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ความหมายของการ กลับไทยแน่ ไปขึ้นศาลฟังคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง

การกลับไทยแน่ ไปขึ้นศาลฟังคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง ของนายทักษิณ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การกลับมาเพื่อต่อสู้คดีความเท่านั้น แต่ยังมีความหมายทางการเมืองที่สำคัญอีกด้วย หลายฝ่ายมองว่าการกลับมาครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต และอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกลับมาของนายทักษิณ ได้รับความสนใจจากประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สนับสนุนหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วย ต่างก็จับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และคาดหวังว่าจะได้เห็นความยุติธรรมและความโปร่งใสในกระบวนการพิจารณาคดี

นอกจากนี้ การกลับมาของนายทักษิณ ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้และพัฒนาจากประสบการณ์ในอดีต เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต การเผชิญหน้ากับความจริงและการยอมรับความผิดพลาด จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความปรองดองและความสามัคคีในชาติ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรักษากระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน การตัดสินใจของศาลจะต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและสังคม

ดังนั้น การกลับไทยแน่ ไปขึ้นศาลฟังคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง ของนายทักษิณ จึงเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญและมีความหมายต่อการเมืองไทยอย่างมาก ทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือและเคารพในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

การที่นายพลภูมิออกมาแสดงความมั่นใจเช่นนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อนายทักษิณ ชินวัตร การกลับมาของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “พลภูมิ” มั่นใจ “ทักษิณ” กลับไทยแน่ ไปขึ้นศาลฟังคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง

“โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14

“รังสิมันต์ โรม” มองว่าการที่ “ทักษิณ” คิดจะหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เรื่องดี พร้อมทั้งเรียกร้องให้เป็นไปตามกระบวนการในประเด็นเรื่องชั้น 14 และเตือนว่าอย่าคิดว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยง

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็นในส่วนของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเป็นเรื่องภายในที่พรรคจะต้องจัดการกันเอง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าหากนายทักษิณต้องการเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่แรก ก็ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเครื่องบินจนเต็มถัง ส่วนเรื่องที่ว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยหรือไม่นั้น คงต้องรอติดตามสถานการณ์ต่อไป

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการที่นายทักษิณจะหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานอีกครั้งนั้นไม่น่าจะเป็นผลดี ในเมื่อนายทักษิณได้เดินทางกลับมาแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงกันในเรื่องความถูกต้องของกระบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ประเด็นนี้ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพราะหากมีความพยายามที่จะให้ความช่วยเหลือนายทักษิณ จนสุดท้ายแล้วไม่ได้ถูกจำคุกในเรือนจำ แต่กลับพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ราวกับว่าไม่ได้เป็นการรับโทษใดๆ เลย ดังนั้นจึงควรมีวิถีทางของกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

เมื่อถูกถามว่าหากนายทักษิณไม่เดินทางกลับมาประเทศไทย ข้าราชการที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่าหลายคนคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน ในฐานะของพรรคฝ่ายค้าน พวกเราพยายามที่จะท้วงติงถึงประเด็นนี้มาโดยตลอด และไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลายคนจึงคิดราวกับว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยงต่อไป สิ่งใดที่ผิดก็ต้องเป็นไปตามผิด

“โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14

นายรังสิมันต์ มองว่านายทักษิณควรจะเดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อเข้ารับฟังคดีที่เกี่ยวข้อง ในเมื่อท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อาจจะเข้ามารับตำแหน่งภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และนางสาวแพทองธารไม่ได้ดำเนินการใดๆ หรือแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีเรื่องชั้น 14 ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในเมื่อจะต้องมีข้าราชการที่ต้องรับผลทางกฎหมายบางประการ อยากให้บรรดาผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้กระทำผิด ไม่ใช่หลีกหนีไป

ทำไม “ทักษิณ” ควรกลับมาฟังคดีชั้น 14?

ประเด็นสำคัญที่นายรังสิมันต์ โรมเน้นย้ำคือความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมโดยการพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลานาน สร้างความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม การที่นายทักษิณกลับมาฟังคดีและเข้าสู่กระบวนการอย่างถูกต้อง จะเป็นการแสดงความเคารพต่อกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การที่ข้าราชการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากมีการใช้อำนาจในทางมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ควรจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย การที่ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะทำให้สังคมมีความยุติธรรมและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม
  • ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ
  • การสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย

การที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาเรียกร้องให้ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14 นั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสังคมต่อการเลือกปฏิบัติและการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง การที่ทุกคนเคารพกฎหมายและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและโปร่งใสอย่างยั่งยืน และนี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

การกลับมาครั้งนี้ของ “ทักษิณ” จึงเป็นบททดสอบสำคัญ ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถดำเนินการไปได้อย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรมหรือไม่ และสังคมไทยจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและความแตกแยกไปสู่ความสมานฉันท์และความปรองดองได้หรือไม่ ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่การตัดสินใจและก้าวเดินต่อไปของ “ทักษิณ” ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14 อย่าคิดว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยง

Scroll to top