คดีอาชญากรรม

จับ “ป๋อง-ธง” หนีข้ามจังหวัด สารภาพลงมือปลิดชีพ 2 พี่น้องรัสเซีย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคดีสะเทือนขวัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา สำหรับเหตุการณ์การหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซีย ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการ จับ “ป๋อง-ธง” หนีข้ามจังหวัด สารภาพลงมือปลิดชีพ 2 พี่น้องรัสเซีย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากหลบหนีไปไกลถึงจังหวัดสระแก้ว

จับ “ป๋อง-ธง” หนีข้ามจังหวัด สารภาพลงมือปลิดชีพ 2 พี่น้องรัสเซีย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อตำรวจภูธรภาค 2 นำโดย พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ได้สนธิกำลังกว่า 50 นาย เพื่อไล่ล่าผู้ต้องหาคือนายฑณา หรือ “ป๋อง” อายุ 43 ปี และนายธงชัย หรือ “ธง” อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีปล้นทรัพย์และเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยการ จับ “ป๋อง-ธง” หนีข้ามจังหวัด สารภาพลงมือปลิดชีพ 2 พี่น้องรัสเซีย ในครั้งนี้ถือเป็นการปิดคดีที่สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมได้ในระดับหนึ่ง

รายละเอียดเบื้องหลังการจับกุม

จากการเข้าจับกุมที่บริเวณป่าริมถนนสายจันทบุรี-สระแก้ว เจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้พร้อมของกลางเป็นอาวุธปืนและระเบิด โดยผู้ต้องหาทั้งสองคนได้สารภาพว่า:

  • ไม่ได้รู้จักกับเหยื่อมาก่อน
  • ต้องการเพียงทรัพย์สินคือรถจักรยานยนต์ของเหยื่อ
  • เมื่อเหยื่อขัดขืนจึงพลั้งมือปลิดชีพและนำร่างไปฝังดิน

ความหฤโหดของคดีนี้อยู่ที่ความเลือดเย็นของผู้ก่อเหตุที่มองเพียงทรัพย์สินเป็นสำคัญ ทั้งที่เหยื่อเป็นเพียงนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทย การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนทั่วไป

บทเรียนจากคดีนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงสภาวะสังคมในปัจจุบันที่มีผู้กระทำผิดกล้าก่อเหตุอุกอาจมากขึ้น การทำงานอย่างรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถจับกุมคนร้ายได้โดยใช้เวลาไม่นานถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว หรือการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงในชุมชน เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะได้รับความเป็นธรรมสูงสุดให้กับเหยื่อในคดีนี้

ที่มา – จับ “ป๋อง-ธง” หนีข้ามจังหวัด สารภาพลงมือปลิดชีพ 2 พี่น้องรัสเซีย

“กสิกรไทย” แจ้งเตือนภัยลูกค้า เผยทริกมิจฉาชีพ หลอกให้โอนเงินหมดบัญชี

ในยุคที่มิจฉาชีพปรับตัวไวขึ้นทุกวัน การเงินของเราก็มีความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย ล่าสุดทาง “กสิกรไทย” แจ้งเตือนภัยลูกค้า เผยทริกมิจฉาชีพ หลอกให้โอนเงินหมดบัญชี หลังจากพบสถิติความเสียหายจากการถูกหลอกลวงสูงถึง 25,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนไม่ควรชะล่าใจครับ

“กสิกรไทย” แจ้งเตือนภัยลูกค้า เผยทริกมิจฉาชีพ หลอกให้โอนเงินหมดบัญชี

หลายคนอาจเคยได้รับสายปริศนาหรือข้อความแปลกๆ ที่ทำให้เราตื่นตระหนก วันนี้เราจะมาสรุปกลโกงที่มิจฉาชีพมักใช้ เพื่อให้คุณรู้ทันและป้องกันเงินในบัญชีของคุณให้ปลอดภัยที่สุดครับ โดยจุดเริ่มต้นของกลโกงนี้มักจะมาในรูปแบบเดิมๆ คือการสร้างความกลัวให้เหยื่อตายใจ

วิธีสังเกตกลโกงเมื่อ “กสิกรไทย” แจ้งเตือนภัยลูกค้า เผยทริกมิจฉาชีพ หลอกให้โอนเงินหมดบัญชี

มิจฉาชีพมักจะมีขั้นตอนการทำงานที่แนบเนียนเพื่อให้เราหลงเชื่อ ดังนี้ครับ:

  • อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ: โทรมาหาหรือทักแชตโดยระบุว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ฟอกเงิน หรือคดียาเสพติด
  • ข่มขู่ทำให้กลัว: พยายามกดดันให้ตกใจ เพื่อให้เราขาดสติและยอมทำตามคำสั่งโดยง่าย
  • บังคับถือสายตลอดเวลา: เพื่อไม่ให้เราได้มีโอกาสปรึกษาคนใกล้ชิดหรือตรวจสอบข้อมูลก่อน
  • ให้โอนเงินไปตรวจสอบ: นี่คือจุดพีคที่สุด โดยจะให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา ซึ่งธนาคารไม่มีนโยบายการทำแบบนี้แน่นอน

หากคุณเจอสถานการณ์แบบนี้ ให้ท่องไว้เลยว่า “ไม่เชื่อ ไม่กลัว ไม่โอน” เพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือหน่วยงานรัฐจริงๆ จะไม่ใช้วิธีการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลเพื่อเรียกให้คุณโอนเงินเด็ดขาดครับ หากมีความสงสัยให้ติดต่อช่องทางที่เป็นทางการของธนาคารหรือหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงเท่านั้น

การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือการมีสติอยู่เสมอ อย่ารีบกดลิงก์ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว และอย่าหลงเชื่อคำสั่งจากคนแปลกหน้า ทางที่ดีควรหมั่นอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับมิจฉาชีพอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้รู้เท่าทันกลโกงใหม่ๆ ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อเสียเองครับ

ที่มา – “กสิกรไทย” แจ้งเตือนภัยลูกค้า เผยทริกมิจฉาชีพ หลอกให้โอนเงินหมดบัญชี

ตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ คดีปล้นตู้เซฟ 2 ล้าน

เหตุการณ์สุดอุกอาจที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในพื้นที่ชลบุรี เมื่อตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ ผู้ต้องสงสัยคดีอุกอาจ ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้านบาท สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวบ้านและนักท่องเที่ยวในย่านพัทยาและบางละมุง วันนี้เราจะมาสรุปความคืบหน้าทั้งหมดให้ฟังแบบละเอียดยิบ เพื่อให้ทุกคนติดตามได้ง่าย

ตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ ผู้ต้องสงสัยคดีอุกอาจ ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน

จากกรณีคนร้าย 3 คนสวมชุดดำ คลุมหน้าไอ้โม่ง บุกเดี่ยวเข้าบ้านของนายเวสลีย์ ไซริล รัสเซลล์ ชายชาวอังกฤษวัย 32 ปี อาชีพเชฟ ที่บ้านพักในตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อคืนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 คนร้ายใช้อาวุธมีดจี้คอทั้งตัวผู้เสียหายและภรรยาชาวไทย ก่อนจะบุกขึ้นชั้น 2 หยิบตู้เซฟในตู้เสื้อผ้า อุ้มตู้หนักอึ้งขึ้นรถกระบะฟอร์ด 4 ประตู สีดำ ขับหลบหนีไป ภายในตู้มีเงินสดกว่า 2 ล้านบาท ที่ผู้เสียหายเพิ่งเบิกมาเพื่อซื้อบ้าน

ภาพเหตุการณ์ปล้นตู้เซฟ

เส้นทางหลบหนีสุดซับซ้อนของกลุ่มคนร้าย

ตำรวจใช้กล้องวงจรปิดติดตามเส้นทางคนร้ายอย่างใกล้ชิด พบว่าคนร้ายใช้รถถึง 3 คันสลับกันเพื่อหลอกล่อเจ้าหน้าที่ เหมือนฉากในหนัง Fast & Furious เลยทีเดียว โดยรถคันแรกคือกระบะฟอร์ดสีดำที่บุกปล้น จากนั้นโยนโทรศัพท์ผู้เสียหายทิ้งใกล้ซอยหนองกระบอก แล้วมุ่งหน้าไปวัดบุญย์กัญจนาราม จอมเทียน

  • รถกระบะฟอร์ด 4 ประตู สีดำ: ใช้บุกบ้านและอุ้มตู้เซฟหนี
  • รถ SUV สีขาว: เปลี่ยนรถที่อพาร์ตเมนต์ซอยบุญย์กัญจนาราม 5 ห่างจากที่เกิดเหตุ 8-9 กม. คาดว่าเปิดตู้เซฟแบ่งเงินที่นี่ เวลา 22.57 น.
  • รถกระบะฟอร์ดอีกคัน: มารับช่วง 23.33 น. ขับไปทางถนนสุขุมวิท มุ่งชลบุรี
ภาพกล้องวงจรปิดรถคนร้าย

ปมสาเหตุ ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายรู้ข้อมูลจากร้านกัญชาในพัทยา และน่าจะเป็นชาวอังกฤษด้วยกัน ทำให้วางแผนมาแบบเป๊ะ ๆ พวกเขายังได้กุญแจตู้เซฟมาด้วย ทำให้เปิดได้ง่าย

การจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 ราย

ความคืบหน้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจ สภ.หนองปรือ, สืบสวนภ.2, สืบสวนชลบุรี, ตม.ชลบุรี และตำรวจท่องเที่ยว ร่วมสนธิกำลังจับผู้ต้องสงสัยได้ 4 คน ชาวอังกฤษทั้งหมด 3 ผิวสี 1 ผิวขาว

  • รายแรก: นายคริสโตเฟอร์ อายุ 38 ปี (ผิวสี) จับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ขณะจะบินไปมาเลเซีย
  • ราย 2-3: อยู่ในการควบคุมของ ตม.
  • ราย 4: จับที่โรงแรมอำเภอประโคนชัย บุรีรัมย์

ทั้งหมดถูกนำมาสอบสวนที่ สภ.หนองปรือ แยกกัน พวกเขายังให้การปฏิเสธ อ้างไม่รู้จักกัน แต่หลักฐานกล้อง CCTV ชี้ชัดว่าพวกเขาเปิดตู้เซฟที่อพาร์ตเมนต์ชั้น 6 ซอยวัดบุญย์กัญจนาราม ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับจากศาลพัทยา และรอ พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 แถลง

ภาพผู้ต้องสงสัย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของตำรวจไทยในการสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยา ที่มักมีชาวต่างชาติก่อเหตุ ประชาชนควรระมัดระวังการเก็บเงินสดจำนวนมาก และติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มเติม หากมีเบาะแสเพิ่มเติม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.หนองปรือ เพื่อช่วยปราบปรามอาชญากร

ติดตามข่าวอาชญากรรมและความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์เพื่อเตือนภัย!

ที่มา – ตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ ผู้ต้องสงสัยคดีอุกอาจ ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองสหรัฐฯ อีกครั้ง เมื่ออดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางการสืบสวนคดีฉาวโฉ่ของเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากฮิลลารีและบิล คลินตัน สามีของเธอ ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดี ตอบตกลงเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยปฏิเสธคำเรียกร้อง โดยมองว่าเป็นการเมืองจ้องเล่นงาน แต่ล่าสุดสภาเตรียมลงมติเอาผิดข้อหาหมิ่นอำนาจรัฐสภา ทำให้ทั้งคู่ยอมตาม แม้สมาชิกเดโมแครตบางส่วนจะสนับสนุน

ฮิลลารีให้สัมภาษณ์ BBC ที่เบอร์ลิน เมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าเรื่องนี้เป็น “กลอุบาย” ของรีพับลิกันเพื่อเบี่ยงเบนจากความสัมพันธ์ทรัมป์-เอปสตีน เธอยืนยัน “เราไม่มีอะไรปิดบัง” และเรียกร้องเปิดเอกสารทั้งหมด เพราะ “แสงแดดคือยาฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด” นอกจากนี้ เธอยอมรับเคยพบกิสเลน แม็กซ์เวลล์ คนสนิทเอปสตีนในงานแต่งงานลูกสาว แต่ปฏิเสธพบเอปสตีนโดยตรง

บิล คลินตัน และความสัมพันธ์กับเอปสตีน

ส่วนบิล คลินตัน ยอมรับรู้จักเอปสตีน แต่ตัดขาดมานานกว่า 20 ปี และเสียใจที่เคยเกี่ยวข้อง เขาจะให้การวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. ซึ่งเป็นครั้งแรกของอดีตประธานาธิบดีนับจากเจอรัลด์ ฟอร์ดในปี 2526 เอกสารจากกระทรวงยุติธรรมที่เปิดเผย มีชื่อและภาพบิล คลินตีนับล้านหน้า ทำให้เกิดคำถามหนัก

  • ชื่อบิล คลินตันปรากฏในเอกสารคดีเอปสตีนหลายครั้ง
  • ภาพถ่ายร่วมกันในงานต่างๆ
  • การเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีน
  • ทั้งคู่ยืนยันไม่มีส่วนรู้เห็นอาชญากรรม

การให้การของฮิลลารีจะเริ่ม 11.00 น. ที่แชปปากวา รัฐนิวยอร์ก ใกล้บ้านพวกเขา แม้ปกติจะปิด แต่คลินตันต่อสู้ให้เป็นสาธารณะเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลบิดเบือน

ปมเอปสตีนและผลกระทบการเมืองสหรัฐฯ

เจฟฟรีย์ เอปสตีน เสียชีวิตในปี 2562 ขณะถูกคุมขัง คดีของเขาดึงดูดบุคคลดังมากมาย รวมถึงนักการเมืองชั้นนำ ปมนี้จุดชนวนการเมืองระหว่างเดโมแครต-รีพับลิกัน โดยทั้งสองฝ่ายโยนความผิดใส่กัน ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน จึงอาจเป็นจุดพลิกผัน หากมีหลักฐานใหม่โผล่

นอกจากนี้ ยังมีกิสเลน แม็กซ์เวลล์ ที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีในคดีสมรู้ร่วมคิดล่วงละเมิดเด็ก เอกสารศาลเผยชื่อคนดังอีกมาก สร้างแรงกดดันให้คลินตันต้องเคลียร์ตัวเองให้สิ้นซาก

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนระบบอำนาจสหรัฐฯ ที่นักการเมืองใกล้ชิดมหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพล การเปิดเผยอาจเปลี่ยนมุมมองสาธารณะต่อตระกูลคลินตัน ซึ่งเคยเป็นตัวเก็งทำเนียบขาว

ในมุมมองผู้เขียน การให้การครั้งนี้คือโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากคลินตันผ่านไปได้ จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ แต่หากมีช่องโหว่ อาจกลายเป็นอาวุธทางการเมืองให้คู่แข่ง Opinion: แสงสว่างต้องส่องทุกมุม ไม่เว้นแม้แต่ยักษ์ใหญ่

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

รวบ 2 หนุ่มไทย **ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.**

ตำรวจไซเบอร์แถลงผลปฏิบัติการ “OPERATION KHAO SAN” รวบ 2 หนุ่มไทยเครือข่ายจีนเทา รับจ้างขับรถซ่อนเครื่องส่ง SMS ปลอม ส่งข้อความหลอกประชาชนกดลิงก์ “คะแนนใกล้หมดอายุ รีบแลกของขวัญเลย” เลือกเป้าหมายตระเวนไปย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านทั่วกรุงเทพฯ เช่น แยกท่าพระ โรงพยาบาลศิริราช ถนนข้าวสาร ถนนเยาวราช ซอยนานา ทองหล่อ ห้วยขวาง ดินแดง ปิ่นเกล้า ปากคลองตลาด เป็นต้น

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.3 พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 นายวิสิษฐศักดิ์ เจริญไชย ผู้จัดการงานองค์กรสัมพันธ์ AIS ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ “OPERATION KHAO SAN” รวบ 2 เครือข่ายจีนเทา รับจ้างขับรถซ่อนเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ตระเวนส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. แนบลิงก์ดูดเงินกลางกรุง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ส.ค.68 ตำรวจไซเบอร์ได้ทำการจับกุมนายนิรันดร์ อินสนธิ์ อายุ 20 ปี ชาวกรุงเทพฯ และนายกิตติวรา ซาภักดี อายุ 22 ปี ชาวกรุงเทพฯ เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากชาวจีนที่ขับรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ตระเวนส่งสัญญาณ SMS ปลอมแนบลิงก์ดูดเงิน เพื่อหลอกประชาชนที่หลงเชื่อให้สูญเสียทรัพย์สิน ภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่านบางพลัด กรุงเทพฯ โดยตำรวจทำการสืบสวนขยายผลต่อเนื่องยังพบว่ามีกลุ่มขบวนการผู้ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวอีกในพื้นที่กรุงเทพฯ

ต่อมา พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3, พ.ต.ท.อโนทัย ดียิ่ง รอง ผกก.2 บก.สอท.3 พ.ต.ท.ณัฐพล เสียมไหม, พ.ต.ท.วินัย ชมพุฒ พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ พระศรี, พ.ต.ธวัช ทุเครือ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ, พ.ต.ต.ชัยเมศร์ เนติวิมลศิลป์ สว.กก.2 บก.3, และ พ.ต.ท.ยศวรรธก์ วงษ์จันทร์ สว.กลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ บก.ตอท. จึงนำกำลังตำรวจไซเบอร์ ร่วมกับทีมวิศวกรจาก AIS กระจายกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยกระจายกำลังค้นหาคนร้ายที่ก่อเหตุรอบพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะถนนเส้นหลักและย่านชุมชนขนาดใหญ่ที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น

ด้าน พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 กล่าวว่า กระทั่งช่วงเวลา 23.00 น. ของวันที่ 14 ส.ค.68 ตำรวจพบรถเก๋ง ยี่ห้อ SUZUKI รุ่น ERTIGA GX สีขาว หมายเลขทะเบียน 3ขค 9604 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรถต้องสงสัยขับอยู่ภายในซอยสุขุมวิท 3 จึงสะกดรอยติดตาม ปรากฏว่ามีข้อความ SMS แนบลิงก์ดูดเงินเข้าสู่เว็บไซต์ปลอมส่งเข้าโทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์คันดังกล่าวได้ขับผ่านย่านชุมชนแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่น อาทิ ถนนสุขุมวิท เพลินจิต ราชประสงค์ ปทุมวัน พญาไท ราชเทวี ยมราช ถนนหลานหลวง เทเวศร์ และสามเสน โดยมุ่งหน้าเข้าพื้นที่ สน.ชนะสงคราม

จึงแจ้งไปยัง พ.ต.ต.อ.นิพนธ์ นิธิการุณย์เลิศ ผกก.สน.ชนะสงคราม ขอกำลังสกัดจับเพื่อทำการตรวจสอบ โดยสามารถสกัดจับไว้ได้บริเวณลานจอดรถกองสลากเก่า ถนนราชดำเนิน จากการตรวจค้นพบชายนั่งอยู่ภายในรถ 2 ราย ทราบชื่อคือนายนพรัตน์ เวชกามา อายุ 25 ปี ชาวกรุงเทพฯ เป็นคนขับ และนายมังกร ฟูกู อายุ 23 ปี ชาว จ.สระแก้ว นั่งอยู่เบาะหน้าคู่กับคนขับ ตรวจสอบภายในรถบนเบาะหลังและห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย พบกล่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังทำงานอยู่และมีการเชื่อมต่อกับเครื่องจ่ายไฟเคลื่อนที่ (Power Station)

ก่อนประสานไปยังเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทีมวิศวกรรมจาก AIS ให้มาร่วมตรวจสอบพบว่าเป็นเครื่องจำลองสถานีฐาน (False base station) เป็นอุปกรณ์เครื่องวิทยุโทรคมนาคมที่ดัดแปลงการส่งสัญญาณในคลื่นความถี่ต่างๆ เข้าอุปกรณ์มือถือที่อยู่ได้ภายในรัศมี 3-5 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องกำลังทำงานอยู่และมีการเชื่อมต่อกับเครื่องจ่ายไฟเคลื่อนที่ (Power Station) พร้อมอุปกรณ์กระจายสัญญาณที่ติดตั้งอยู่บนหลังคารถ โดยดัดแปลงเสาส่งสัญญาณเป็นรูปครีบฉลามเหมือนอุปกรณ์ตกแต่งรถทั่วไป เพื่ออำพรางไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย

เบื้องต้นสอบสวน นายนพรัตน์ให้การว่าเมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ได้รับการติดต่อจากชายชาวกัมพูชารายหนึ่ง ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านเหล้าย่านถนนข้าวสาร แนะนำให้มาทำงานเป็นคนขับรถพาบอสชาวจีนและแฟนสาวเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ จึงรับทำงานขับรถ กระทั่งช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บอสชาวจีนคนดังกล่าวได้ติดต่อมาหาตนอีก โดยส่งพัสดุมาให้จากประเทศจีน อ้างว่าเป็นแบตเตอรี่สำรอง เมื่อพัสดุมาถึง พบว่าภายในกล่องมีแบตเตอรี่ เครื่องส่งสัญญาณ False Base Station, เราเตอร์ไวไฟ, เสาอากาศ จำนวน 1 ชุด พร้อมกับโอนเงินมาให้อีก 2,000 บาท เป็นค่าฝากเครื่อง และได้สอนวิธีติดตั้งและใช้งานผ่านแอปพลิเคชันส่ง SMS รวมทั้งสอนการติดตั้งอุปกรณ์ภายในรถยนต์ เพื่อให้ขับรถตระเวนส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. อาทิ “พอยท์ 10,880 ใกล้หมดแล้ว! แลกของรางวัลที่ https://lihi.cc/Bv09H” หรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันธนาคารต่างๆ เฉลี่ยวันละ 5,000-10,000 ข้อความ

โดยตนได้ตัดสินใจร่วมทำงานในช่วงแรกได้ใช้รถเก๋งของแฟนสาวได้ค่าจ้างวันละ 3,300 บาท ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการเช่ารถเพื่อนำไปก่อเหตุ โดยบอสชาวจีนเป็นผู้จ่ายค่าเช่ารถ พร้อมให้ค่าตอบแทนวันละ 1,350 บาท โดยทำงานวันละ 2 ช่วงเวลา คือ 09.00-12.00 น. และ 18.00-01.00 น. นานกว่า 5 เดือน โดยขับรถตระเวนไปย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านทั่วกรุงเทพฯ เช่น แยกท่าพระ โรงพยาบาลศิริราช ถนนข้าวสาร ถนนเยาวราช ซอยนานา ทองหล่อ ห้วยขวาง ดินแดง ปิ่นเกล้า ปากคลองตลาด เป็นต้น

โดยตำรวจได้ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 11 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมาตรา 67(3) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม, ร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 343, ร่วมกันกระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 มาตรา 14(1), ร่วมกันดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข่าววิทยุคมนาคมที่มีได้มุ่งหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน ตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม, ร่วมกันกระทำความผิดฐาน อั้งยี่ ตาม ป.อาญา มาตรา 209”

โดยตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบอสชาวจีนรายดังกล่าว อีกทั้งหาความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ก่อเหตุที่เคยจับได้ก่อนหน้านี้ ว่าเป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่ เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานในการติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

จับ 2 หนุ่มไทย ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.

ตำรวจเจอเองกับตัว! ขณะสะกดรอย **ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.**

การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้นในการหลอกลวงประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะคลิกลิงก์ใดๆ ที่ได้รับทาง SMS

ที่มา – จับ 2 หนุ่มไทย ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. ตำรวจเจอเองกับตัว ขณะสะกดรอย ข้อความเข้าถี่ยิบ

Scroll to top