ความมั่นคงประเทศ

รมว.กลาโหม UK ลาออก เซ่นปมขัดแย้ง “สตาร์เมอร์” เรื่องงบกองทัพ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองต่างประเทศ เมื่อล่าสุด จอห์น ฮีลีย์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร โดยสาเหตุสำคัญมาจากการรมว.กลาโหม UK ลาออก เซ่นปมขัดแย้ง “สตาร์เมอร์” เรื่องงบกองทัพ ที่เขามองว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณได้ไม่เพียงพอต่อความมั่นคงของชาติ

รมว.กลาโหม UK ลาออก เซ่นปมขัดแย้ง “สตาร์เมอร์” เรื่องงบกองทัพ

การประกาศลาออกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักให้กับรัฐบาลของเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ โดยฮีลีย์ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อแผนการลงทุนด้านการป้องกันประเทศ (Dip) ซึ่งเขาชี้ว่ามีตัวเลขที่ต่ำกว่าเกณฑ์ความจำเป็นเมื่อเทียบกับภัยคุกคามในปัจจุบัน

สรุปประเด็นความขัดแย้งและเหตุผลเบื้องหลัง

ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดกรณีรมว.กลาโหม UK ลาออก เซ่นปมขัดแย้ง “สตาร์เมอร์” เรื่องงบกองทัพ ในครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การจัดสรรงบประมาณ: ฮีลีย์มองว่าการเพิ่มงบเพียง 0.08% ของ GDP ไปสู่ระดับ 2.68% ภายในปี 2573 นั้นน้อยเกินไป โดยเขาเสนอว่าต้องแตะระดับ 3% เพื่อให้กองทัพพร้อมรับมือกับวิกฤตความมั่นคง
  • ภัยคุกคามจากรัสเซีย: หน่วยข่าวกรองประเมินว่ารัสเซียอาจโจมตีชาติสมาชิกนาโตได้ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่รัฐบาลสตาร์เมอร์ตั้งเป้าขยายงบประมาณ
  • ความเหลื่อมล้ำของงบประมาณ: งบช่วยเหลือส่วนใหญ่ถูกวางไว้ในช่วงปลายแผน ทั้งที่ความต้องการใช้งานจริงอยู่ในช่วงสองปีแรกนี้เอง

ในจดหมายลาออก ฮีลีย์ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า เขารู้สึกผิดหวังที่กระทรวงการคลังไม่มีความเต็มใจในการให้ทรัพยากรที่จำเป็น ทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสละตำแหน่งเพื่อไม่ให้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสี่ยงที่จะเกิดแก่บุคลากรในกองทัพ และนี่ยังเป็นการสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลสตาร์เมอร์ในช่วงที่ต้องมีการประชุม G7 และการเลือกตั้งซ่อมในเร็วๆ นี้อีกด้วย

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของผู้บริหารประเทศในการรักษาสมดุลระหว่างวินัยทางการคลังกับงบประมาณด้านความมั่นคง ซึ่งในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และอาจกลายเป็นบทเรียนราคาแพงทางการเมืองได้

ที่มา – รมว.กลาโหม UK ลาออก เซ่นปมขัดแย้ง “สตาร์เมอร์” เรื่องงบกองทัพ

รมว.กต.เผยเตรียมลดฟรีวีซ่าจีน 60 เป็น 30 วัน

รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยจำนวนมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์จับกุมชายชาวจีนที่พัทยา พบคลังอาวุธสงครามจำนวนมหาศาล สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานความมั่นคงของชาติ

รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างเยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี จับกุมชายชาวจีนวัย 32 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืนและกระสุนจำนวนมากที่ซุกซ่อนในบ้านพักย่านพัทยา

รมว.กต.ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อวัตถุประสงค์ของผู้ต้องหายังไม่ชัดเจน และอาจเข้าข่ายการเป็นสายลับหรือกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการอยู่เกินวีซ่าของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่ใช้สิทธิ์ฟรีวีซ่า 60 วัน กำลังกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ต้องแก้ไข

เหตุผลสำคัญเบื้องหลังการปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีน

ปัจจุบัน ประเทศไทยเปิดฟรีวีซ่าให้ชาวจีนจำนวน 60 วัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจ ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโต โดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด-19 ที่นักท่องเที่ยวจีนกลับมาอย่างคึกคัก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเผยว่า มีชาวจีนอยู่เกินวีซ่ากว่า 1 แสนคนต่อปี สร้างปัญหาทั้งด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง

รมว.กต.ยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นสังคมเปิดที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุน แต่ต้องมีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้น คณะกรรมการวีซ่าของกระทรวงการต่างประเทศจึงเตรียมหารือเพื่อปรับลดระยะเวลาฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วันเหลือ 30 วัน รวมถึงตรวจสอบวีซ่าทุกประเภทให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น วีซ่าท่องเที่ยว ธุรกิจ และการศึกษา

  • เพิ่มการตรวจสอบประวัติผู้เดินทางก่อนอนุมัติวีซ่า
  • ใช้เทคโนโลยี AI ในการสแกนข้อมูล biometric
  • ประสานงานกับหน่วยงานจีนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากร
  • กำหนดโทษเด็ดขาดสำหรับผู้อยู่เกินวีซ่า

นอกจากนี้ ยังมีกรณีตัวอย่างอื่นๆ เช่น ชาวจีนที่ใช้ฟรีวีซ่าเปิดคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง หรือก่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งกระทบภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติ การปรับลดฟรีวีซ่าจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ โดยไม่กระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวมากนัก เนื่องจาก 30 วันยังเพียงพอสำหรับการพักผ่อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า มาตรการนี้เป็นก้าวสำคัญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะในยุคที่ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น สายลับทางไซเบอร์และอาวุธสมัยใหม่ กำลังเพิ่มขึ้น กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กัน

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ถือเป็นนโยบายที่สมดุลระหว่างการเปิดประเทศและความปลอดภัย หากดำเนินการได้จริง จะช่วยยกระดับระบบตรวจคนเข้าเมืองของไทยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน

นครบาลเปิดโครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคง

“รองจ๋อ” นำทีมตำรวจนครบาล ร่วมกับ ตร.ปส. เปิดโครงการอบรม “ตำรวจครูแดร์” ทำหน้าที่ครูแม่ไก่ เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติ ลดความขัดแย้งในสังคม

วันที่ 15 มกราคม 2569 พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ รอง ผบช.ปส. เป็นประธานพิธีเปิดอบรมโครงการครูตำรวจ D.A.R.E. รุ่นที่ 264 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลระหว่างวันที่ 13-23 ม.ค. 69 มีผู้อบรมเข้าร่วมทั้งหมด 48 นาย โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.(น.1-3) รับผิดชอบงานยาเสพติด พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.สุริยา ชูเกียรติศิริ ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.น.2 พ.ต.อ.สุทธิพร สุกก่ำ ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.น.3 พ.ต.อ.อนุวัฒน์ โพธิ์กลัด ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.น.4 พ.ต.อ.เดชา พรมสุวรรณ์ รอง ผบก.น.5 พ.ต.อ.วิศิษฐ์ หมื่นสุวรรณ์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.น.8 พ.ต.อ.ทชภณ นิ่มมะโน ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.น.9 พ.ต.อ.ฤาธี ปานดำ รอง ผบก.สส.บช.น. และ พ.ต.ท.ณัฐจักร์ กสิกรเมธากุล สว.ฝอ.5 บก.อก.บช.น./ปฏิบัติฯ ศอ.ปส.บช.น. เข้าร่วมในพิธี ที่โรงแรมแคนทารี เฮาส์ รามคำแหง เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพสังคมมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม วิถีการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติดที่เป็นภัยร้ายระดับนานาชาติ ส่งผลต่อสังคมและทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อสถาบันหลักของประเทศ อาจขยายไปสู่ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ปรับทัศนคติ พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ให้กับนักเรียน เยาวชน และประชาชน

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวอีกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เป็นแม่งานในการขับเคลื่อน โดยใช้กลไกของตำรวจชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ (ครูแดร์) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเป็นสื่อกลางจัดให้มีการอบรมให้กับตำรวจครูแดร์ขึ้น โดยโครงการดังกล่าวจะอบรมแล้วเสร็จภายใน 10 วัน จากนั้นผู้ที่ผ่านการอบรมจะเป็นครูแม่ไก่ นำความรู้ไปต่อยอดถ่ายทอดให้ข้าราชการตำรวจด้วยกันเอง และประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ตามโรงเรียน สถานศึกษาต่างๆ ที่ครูแดร์เข้าไปอบรมให้ความรู้อยู่แล้ว จะมีการเพิ่มเนื้อหาการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ เพื่อลดความขัดแย้งในสังคม ทำให้คนในชาติมีความรัก ความสามัคคี เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติ และแก้ไขปัญหายาเสพติดจนเกิดความยั่งยืนต่อไป

นครบาล ร่วมกับ ตร.ปส. เปิดโครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศ

โครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศ เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กับเยาวชนและประชาชน โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติด และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ เพื่อลดความขัดแย้งในสังคม

วัตถุประสงค์ของโครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศ

  • สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กับเยาวชนและประชาชน
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติด
  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์
  • ลดความขัดแย้งในสังคม
  • เสริมสร้างความรัก ความสามัคคีในชาติ

การดำเนินงานโครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน การที่ตำรวจเข้ามามีบทบาทในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน จะช่วยให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและสามารถเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – นครบาล ร่วมกับ ตร.ปส. เปิดโครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศ

Scroll to top