ความเสียหาย

ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ

ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ

สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช เริ่มกลับมาอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้แล้ว หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างกว่า 500 ไร่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่จำนวนกว่า 800 คน ทั้งนี้ ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ โดยบูรณาการกำลังจากทั้งกองทัพภาคที่ 4 ปภ. และจิตอาสาเพื่อระดมฉีดน้ำและสร้างแนวกันไฟไม่ให้ขยายวงกว้างออกไปอีก

รายละเอียดการปฏิบัติงานและการเฝ้าระวัง

จากการลงพื้นที่สำรวจมุมสูงพบว่าจุดความร้อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังคงต้องเฝ้าระวังไฟใต้ดิน (Smoldering fire) ซึ่งมักคุกรุ่นอยู่ใต้ชั้นดินพรุที่แห้งแล้ง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ปะทุขึ้นมาใหม่ ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มควันและเปลวไฟจะไม่กลับมาคุกคามความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอีก

  • เร่งฉีดน้ำหล่อเลี้ยงแนวดำเพื่อป้องกันไฟป่าพรุควนเคร็งปะทุซ้ำ
  • จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังเพื่อติดตามจุดความร้อน (Hotspot) อย่างใกล้ชิด
  • สั่งปิดโรงเรียน 2 แห่งในพื้นที่เป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ

ในด้านผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นายปราโมทย์ คงจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.เคร็ง ระบุว่าสถานการณ์ในชุมชนเริ่มผ่อนคลายลง แต่ยังต้องปิดโรงเรียนชะอวดเคร่งธรรมวิทยา และโรงเรียนบ้านควนชิง อีก 1 วัน เพื่อประเมินคุณภาพอากาศและควันไฟที่ยังคงหลงเหลืออยู่ การที่ ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ ได้สำเร็จในเบื้องต้น นับเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังคงต้องขอให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ระมัดระวังและคอยสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงพื้นที่ผิดปกติที่มีการบุกรุกขุดร่องสวนปาล์มกลางพื้นที่ป่าพรุ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งตรวจสอบต่อไป เพราะการกระทำดังกล่าวอาจเป็นชนวนเหตุหนึ่งของความเสียหายในครั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้ป่าไม้และวิถีชีวิตชาวบ้านกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ ปิด 2 โรงเรียนอีกวัน

ดับแล้ว 26 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ตึกถล่ม 20 หลัง

ดับแล้ว 26 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ตึกถล่ม 20 หลัง

เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อเกิดเหตุดับแล้ว 26 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ตึกถล่ม 20 หลัง ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในภาคตะวันตกของประเทศโคลอมเบีย สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงและมีรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลแค่เพียงอาคารบ้านเรือน แต่ยังพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย รวมถึงเด็กเล็กที่ต้องตกเป็นเหยื่อจากเหตุการณ์กำแพงถล่มทับ นอกจากความสูญเสียด้านชีวิตแล้ว โครงสร้างพื้นฐานในหลายเมืองก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุดับแล้ว 26 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ตึกถล่ม 20 หลัง ในครั้งนี้

สถานการณ์ความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น

จากการรายงานของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและนายกเทศมนตรีเมืองต่างๆ พบว่าความเสียหายกระจายตัวไปในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในเมืองเปเรราที่มีรายงานผู้เสียชีวิตสูงที่สุด และเมืองกาลิที่มีตึกถล่มกว่า 20 แห่ง ทำให้หน่วยกู้ภัยต้องเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ที่ยังติดค้างอยู่ภายในอาคารอย่างเร่งด่วน

  • ยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 26 ราย
  • สนามบินกว่า 7 แห่งต้องระงับการให้บริการชั่วคราว
  • เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีก 2 ครั้งขนาด 2.8 และ 4.8

สำนักงานธรณีวิทยาของโคลอมเบียระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี ทำให้ประชาชนต่างตื่นตระหนกและต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัย นายกเทศมนตรีเมืองกาลิได้ออกคำเตือนให้ประชาชนที่มีบ้านเรือนแตกร้าวรีบย้ายออกทันที เพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อนจากอาคารที่อาจพังทลายลงมาอีก

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาซ้ำเติมจากการที่ภูเขาไฟปูราเซเริ่มมีเถ้าถ่านตกลงมาในพื้นที่ ทำให้การสัญจรทางอากาศในเมืองโปปายันต้องยุติลงอย่างกะทันหัน สถานการณ์ในภาพรวมยังคงน่าเป็นห่วงและต้องรอการประเมินจากรัฐบาลอีกครั้งเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่

ในฐานะเพื่อนมนุษย์ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุการณ์ ดับแล้ว 26 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ตึกถล่ม 20 หลัง ครั้งนี้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่เตือนใจให้เราไม่ประมาทและควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างอาคารและการรับมือเหตุฉุกเฉินให้มากขึ้น เพื่อลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุดในอนาคต

ที่มา – ดับแล้ว 26 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ตึกถล่ม 20 หลัง

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย

สถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย โดยสำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ได้รายงานการตรวจพบแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ

สถานการณ์แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย

เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.4 ครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้เมืองซานโฮเซเดลปัลมาร์ จังหวัดโชโก ที่ความลึก 107 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่รู้สึกได้ชัดเจน โดยเฉพาะในเมืองคิบโดและเมืองเปเรรา ซึ่งได้รับรายงานความเสียหายทางโครงสร้างอย่างหนัก อาคารบางแห่งถึงกับพังทลายลงมาบางส่วน สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเมืองเป็นอย่างมาก

ผลกระทบและมาตรการรับมือเมื่อแผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย

สำหรับสถานการณ์ในกรุงโบโกตา เมืองหลวงของประเทศ แม้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ทางการได้สั่งอพยพประชาชนออกจากอาคารสูงเพื่อความปลอดภัยทันที นายกเทศมนตรีกรุงโบโกตาระบุว่าเบื้องต้นพบเพียงรอยแตกร้าวในอาคารบางแห่งเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่ประสบภัยกำลังเร่งมือช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและประเมินความเสียหายเพิ่มเติม

จากการประเมินเบื้องต้น สรุปเหตุการณ์ที่น่าสนใจได้ดังนี้:

  • จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึก 107 กิโลเมตร ใกล้จังหวัดโชโก
  • มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายในเมืองคิบโดและเปเรรา
  • อาคารบ้านเรือนและโครงสร้างได้รับความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ใกล้เคียงศูนย์กลางแผ่นดินไหว
  • ระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่มีการเตือนภัยสึนามิในครั้งนี้
  • แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ไกลไปถึงพื้นที่ชายแดนประเทศเวเนซุเอลา

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติ แม้ว่าเราจะไม่สามารถคาดการณ์เวลาที่แน่นอนของการเกิดแผ่นดินไหวได้ แต่การมีระบบเตือนภัยและการเตรียมความพร้อมของอาคารบ้านเรือนตามหลักวิศวกรรมที่ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด ขอส่งกำลังใจให้ประชาชนชาวโคลอมเบียทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีครับ

ที่มา – แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย

ทลายโรงงานเถื่อน ลักลอบผลิตกาแฟ-น้ำยาปรับผ้านุ่ม ยี่ห้อดัง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นสินค้าแบรนด์ดังวางจำหน่ายในราคาถูกผิดปกติ จนเผลอหยิบติดมือกลับบ้านมาบ้าง แต่วันนี้เราต้องมาเตือนภัยกันหน่อยครับ เพราะล่าสุดมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการ ทลายโรงงานเถื่อน ลักลอบผลิตกาแฟ-น้ำยาปรับผ้านุ่ม ยี่ห้อดัง ที่ทำกันเป็นขบวนการใหญ่ ทำเอาผู้บริโภคอย่างเราต้องหันมาตรวจสอบสินค้าในครัวกันให้ดีเลยทีเดียว

ทลายโรงงานเถื่อน ลักลอบผลิตกาแฟ-น้ำยาปรับผ้านุ่ม ยี่ห้อดัง

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. บุกเข้าตรวจสอบโกดังและบ้านพักในเขตทุ่งครุและ จ.สระบุรี หลังจากได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการแอบอ้างเป็นพนักงานขาย นำสินค้าปลอมยี่ห้อ Nescafe, Ovaltine และ Downy ไปส่งขายให้กับร้านโชห่วยในราคาที่ถูกจนน่าสงสัย โดยการ ทลายโรงงานเถื่อน ลักลอบผลิตกาแฟ-น้ำยาปรับผ้านุ่ม ยี่ห้อดัง ในครั้งนี้ พบของกลางสินค้าปลอมรวมกว่า 2 แสนชิ้น พร้อมเครื่องจักรที่ใช้ผลิตและซองบรรจุภัณฑ์เตรียมพร้อมส่งออกสู่ตลาดมากมาย

เปิดเบื้องหลังความสกปรกและอันตรายต่อผู้บริโภค

หลายคนอาจคิดว่าแค่ซองกาแฟปลอมคงไม่เป็นอะไรมาก แต่ในความจริงแล้ว สินค้าปลอมกลุ่มนี้ไม่มีมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัยเลยครับ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เซาวนาศัย ผบช.ก. ได้ออกมาเตือนว่า:

  • วัตถุดิบไม่ได้มาตรฐาน: อาจมีการใช้สารเคมีเกรดต่ำ หรือสีที่ไม่ได้มาตรฐานอาหารมาผสม
  • เสี่ยงสารปนเปื้อน: โรงงานเหล่านี้ขาดสุขอนามัยที่ดี ทำให้สินค้ามีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารพิษสูงมาก
  • อันตรายต่อร่างกาย: การดื่มกาแฟหรือโกโก้ปลอมที่ปนเปื้อนสารเคมีอาจสะสมในตับและไต ส่วนน้ำยาปรับผ้านุ่มปลอมอาจทำให้ผิวหนังอักเสบหรือแพ้รุนแรง

ความเสียหายจากการ ทลายโรงงานเถื่อน ลักลอบผลิตกาแฟ-น้ำยาปรับผ้านุ่ม ยี่ห้อดัง ในเคสนี้มีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าขบวนการเหล่านี้มุ่งเน้นแต่ผลกำไรโดยไม่สนใจสุขภาพของผู้ซื้อเลย

วิธีป้องกันตัวเองจากการเป็นเหยื่อสินค้าปลอม

เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ทางเจ้าหน้าที่แนะนำว่าควรเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านสะดวกซื้อที่มีมาตรฐาน หรือตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้อง ไม่ควรเห็นแก่ของถูกที่วางขายตามตลาดนัดหรือร้านค้าที่ไม่มีที่มาที่ไป หากพบสินค้าแปลกปลอมหรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ทันที

สุดท้ายนี้ ฝากเตือนเพื่อนๆ ทุกคนครับว่า “ของถูกและดี” อาจไม่มีอยู่จริงเสมอไป โดยเฉพาะในสินค้าอุปโภคบริโภคที่สัมผัสกับร่างกายโดยตรง ก่อนซื้อทุกครั้งให้สังเกตบรรจุภัณฑ์ สีตัวอักษร และราคา หากพบความผิดปกติ อย่าเสี่ยงซื้อมาใช้หรือทานเด็ดขาด เพื่อสุขภาพของตัวคุณเองและครอบครัวครับ

ที่มา – ทลายโรงงานเถื่อน ลักลอบผลิตกาแฟ-น้ำยาปรับผ้านุ่ม ยี่ห้อดัง ยึดสินค้าปลอม 2 แสนชิ้น

ครบรอบ 1 ปี ปู่ น้องน้ำโขง ยันไม่ให้อภัย ตระกูลฮุน

เชื่อว่าหลายคนยังคงจำเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนได้ดี โดยเฉพาะประเด็น ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดจากผลกระทบของสงครามที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากใจครอบครัวผู้สูญเสียได้ง่ายๆ

ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน”

วันนี้ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงจรวด BM-21 เข้าใส่บ้านเรือนประชาชนไทย ในเขตพื้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เหตุการณ์ดังกล่าวคร่าชีวิต ด.ช.ธิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือ “น้องน้ำโขง” วัยเพียง 8 ขวบ ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ การออกมาตอกย้ำว่า ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน” ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเรียกร้องความเป็นธรรม แต่คือเสียงสะท้อนจากความสูญเสียที่รัฐบาลกัมพูชาต้องหันมามองบ้าง

เสียงเรียกร้องจากหัวอกผู้สูญเสียที่ยังไม่ได้รับเยียวยา

นอกจากความสูญเสียชีวิตหลานชายสุดที่รักแล้ว คุณปู่สุธีร์ บุญแต่ง ยังเปิดเผยเรื่องราวที่น่าเศร้าอีกชั้นว่า ลูกชายของตนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดในวันนั้น จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากภาครัฐอย่างเต็มที่ ซึ่งกลายเป็นแผลในใจที่ถูกซ้ำเติมด้วยความล่าช้าของระบบราชการ

  • ร่องรอยบ้านพังที่ปู่ตั้งใจเก็บไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำ
  • ความกังวลของคนในพื้นที่ที่ยังคงเกาะติดสถานการณ์ชายแดน
  • การทำบุญอุทิศส่วนกุศลเพื่อส่งน้องน้ำโขงสู่ภพภูมิที่ดี

คุณสุธีร์ยังเล่าให้ฟังขณะพาเดินสำรวจบ้านว่า เขายังไม่ซ่อมแซมหน้าต่างและประตูที่พังเสียหายจากเหตุการณ์จรวดตก เพราะต้องการให้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความโหดร้ายที่ได้รับ แม้ในวันนี้เราจะเห็นว่าการค้าขายบริเวณชายแดนเริ่มกลับมาบ้าง แต่ความรู้สึกของชาวบ้านยังคงตื่นตัวและพร้อมอพยพอยู่เสมอ หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอีก

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า “สงคราม” ไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีกับใคร มีเพียงความสูญเสียและรอยแผลใจที่ติดตัวผู้ที่ยังอยู่ไปตลอดชีวิต สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการส่งกำลังใจไปให้ครอบครัวบุญแต่ง และติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการเยียวยาจะไปถึงมือพวกเขาเมื่อไหร่ เพราะเงินทองแม้จะซื้อชีวิตกลับมาไม่ได้ แต่มันคือสิทธิอันชอบธรรมที่พวกเขาควรได้รับอย่างเร่งด่วน

ที่มา – ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน” ลูกชายสาหัส ยังไม่ได้รับเยียวยา

แผ่นดินไหวเขย่าเปรู คร่าแล้ว 6 ศพ อาคารพังเสียหายหลายแห่ง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวต่างประเทศในช่วงนี้กับเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอเมริกาใต้ เมื่อจู่ๆ เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเขย่าเปรู คร่าแล้ว 6 ศพ อาคารพังเสียหายหลายแห่ง สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลก โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในเขตเทือกเขาแอนดีส ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว

สรุปเหตุการณ์แผ่นดินไหวเขย่าเปรู คร่าแล้ว 6 ศพ อาคารพังเสียหายหลายแห่ง

เหตุการณ์ระทึกขวัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.24 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีการรายงานว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.5 บริเวณใกล้เมืองซิกายา ในจังหวัดฮวนคาโย ซึ่งแม้ขนาดแมกนิจูดอาจจะไม่สูงมากนัก แต่ด้วยความตื้นของศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ระดับ 10 กิโลเมตร ทำให้แรงสั่นสะเทือนทำลายล้างโครงสร้างบ้านเรือนอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และมีผู้ไร้บ้านกว่า 300 คนในชั่วข้ามคืน

ปัจจัยที่ทำให้แผ่นดินไหวเขย่าเปรู คร่าแล้ว 6 ศพ อาคารพังเสียหายหลายแห่ง

นอกจากตัวเลขความสูญเสียแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังได้วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้อาคารบ้านเรือนพังทลายเป็นวงกว้าง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • วัสดุก่อสร้าง: การใช้ “อิฐดิบ” หรือ “อิฐโคลนตากแห้ง” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ขาดความยืดหยุ่นและไม่ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว
  • ทำเลที่ตั้ง: เปรูตั้งอยู่บน “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกอยู่ตลอดเวลา
  • ความตื้นของแผ่นดินไหว: ระยะความลึกเพียง 10 กิโลเมตรส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่อพื้นผิวโลกอย่างรุนแรง

ภาพที่ปรากฏในข่าวแสดงให้เห็นถึงชาวบ้านที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นและไร้ที่อยู่อาศัยในเขตชอนโก บาโฮ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากและสร้างผลกระทบต่อชีวิตผู้คนได้มหาศาลจริงๆ ครับ

ในฐานะที่เราติดตามสถานการณ์โลก เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในเรื่องของการวางแผนรับมือภัยพิบัติและการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อลดอัตราความสูญเสียในอนาคต ขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่แอนดีสผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็วครับ

ที่มา – แผ่นดินไหวเขย่าเปรู คร่าแล้ว 6 ศพ อาคารพังเสียหายหลายแห่ง

ทลายเครือข่ายนอมินี พื้นที่ชลบุรี ถือครองที่ดินแทนต่างด้าว ความเสียหาย 235 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดชลบุรีกันมาบ้างแล้ว โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าทลายเครือข่ายนอมินี พื้นที่ชลบุรี ถือครองที่ดินแทนต่างด้าว ความเสียหาย 235 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการครั้งสำคัญเพื่อปกป้องสิทธิ์ในทรัพย์สินของคนไทย วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนนี้ให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายครับ

ทลายเครือข่ายนอมินี พื้นที่ชลบุรี ถือครองที่ดินแทนต่างด้าว ความเสียหาย 235 ล้าน

การเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้ นำทีมโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย เข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 41 จุด และ 33 บริษัท ซึ่งพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการใช้นอมินี หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง

เปิดกลโกงเครือข่ายนอมินีและผลกระทบที่เกิดขึ้น

จากการสืบสวนเชิงลึก พบว่าเครือข่ายนี้มีความซับซ้อนมาก โดยเฉพาะการนำผู้ทำบัญชีชาวไทยมาถือหุ้นแทนในหลายบริษัท สร้างมูลค่าความเสียหายรวมมหาศาล อีกทั้งยังพบการโฆษณาผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศเพื่อชักชวนชาวรัสเซียให้มาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบการถือครองผ่านบริษัทนอมินี ทำให้เกิดการกระทำที่ผิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และประมวลกฎหมายที่ดิน

  • เป้าหมายการตรวจค้นกว่า 41 จุดทั่วชลบุรี
  • บริษัทที่เข้าข่ายนอมินีจำนวน 33 แห่ง
  • มูลค่าความเสียหายที่ประเมินไว้เบื้องต้นสูงถึง 235 ล้านบาท

กระบวนการทลายเครือข่ายนอมินี พื้นที่ชลบุรี ถือครองที่ดินแทนต่างด้าว ความเสียหาย 235 ล้านในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการจับกุมผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายผลไปสู่การตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงอีกกว่า 14,000 รายทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและป้องกันการผูกขาดโดยใช้ช่องว่างทางกฎหมาย

สิ่งสำคัญที่คนไทยควรรู้คือ กลุ่มธุรกิจเหล่านี้มักอาศัยช่องว่างในการจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลเพื่อถือครองที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำให้เกิดการผลักดันราคาที่ดินให้สูงขึ้นจนคนไทยแทบไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของบ้านในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ หากใครพบเห็นเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับนอมินี สามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

สรุปแล้ว การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมที่ดินในครั้งนี้ คือก้าวสำคัญในการจัดระเบียบสังคมและดูแลรักษาผืนแผ่นดินไทยให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ทลายเครือข่ายนอมินี พื้นที่ชลบุรี ถือครองที่ดินแทนต่างด้าว ความเสียหาย 235 ล้าน

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

เชื่อว่าหลายคนคงได้รับทราบข่าวคราวที่น่าสะเทือนใจจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในต่างแดน โดยเฉพาะเหตุการณ์ สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย ซึ่งถือเป็นข่าวเศร้าครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในประเทศเวเนซุเอลาเป็นอย่างมากครับ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นวิกฤตที่ต้องการกำลังใจและการสนับสนุนจากสังคมโลก

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีความรุนแรงต่อเนื่องกันอย่างน่าหวั่นใจ ส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ทางการเวเนซุเอลาได้ออกมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดว่า ในขณะนี้ สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย อย่างเป็นทางการ ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงอยู่ในสภาวะวิกฤตและต้องเร่งให้ความช่วยเหลือโดยด่วน

รายละเอียดความเสียหายและการเร่งให้ความช่วยเหลือ

นอกจากตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่น่าตกใจแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเสียหายและสิ่งที่ทางการกำลังดำเนินการ ดังนี้ครับ:

  • อาคารบ้านเรือนเสียหายกว่า 856 หลัง โดยมีถึง 190 หลังที่พังถล่มลงมาโดยสิ้นเชิง
  • มีประชาชนเกือบ 20,000 คนที่ต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยและอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวกว่า 108 แห่งทั่วประเทศ
  • มีการระดมกำลังพลทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ อาสาสมัครในประเทศ และทีมกู้ภัยนานาชาติกว่า 60,000 คนลงพื้นที่ปฏิบัติงาน
  • อาหารเกือบ 10,000 ตัน และน้ำดื่มกว่า 18.5 ล้านลิตร ถูกส่งไปยังพื้นที่ประสบภัยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

จากเหตุการณ์ สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย นี้ แสดงให้เห็นว่าภัยพิบัติไม่เคยเลือกเวลาเกิด และผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงเกินกว่าลำพังประเทศเดียวจะรับมือได้ การร่วมมือกันทั้งในระดับท้องถิ่นและนานาชาติจึงมีความสำคัญสูงสุด ในสถานการณ์เช่นนี้ ความปลอดภัยของเพื่อนมนุษย์ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด พวกเราในฐานะเพื่อนร่วมโลกขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่โหดร้ายนี้ไปได้โดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

ศาลเลื่อนอ่านอุทธรณ์ คดีธนาธรฟ้องหมิ่นประมาท อ.อานนท์

ศาลเลื่อนอ่านอุทธรณ์ คดีธนาธรฟ้องหมิ่นประมาท อ.อานนท์

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงกฎหมายและการเมืองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของคดีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคด้านขั้นตอนการศาล ทำให้ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เหตุโจทก์ยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาล ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาต้องเลื่อนออกไปก่อน

สำหรับรายละเอียดของคดีนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากกรณีที่นายอานนท์ได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2564 โดยมีการใช้ถ้อยคำที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ นายธนาธร โดยเฉพาะการกล่าวหาเรื่องการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงในม็อบ และตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการหนีออกนอกประเทศหลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ อย่างไรก็ตาม นายธนาธรได้โต้แย้งว่าการเดินทางออกนอกประเทศในเวลานั้น เป็นไปเพื่อหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาเท่านั้น ไม่ใช่การหลบหนีคดีแต่อย่างใด

เบื้องหลังการเลื่อนอ่านคำพิพากษา

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การอ่านอุทธรณ์ในวันนี้ไม่สามารถดำเนินการได้นั้น เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการทางธุรการศาล โดยระบุว่าฝ่ายโจทก์ยังไม่ได้มีการชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาลตามที่ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดไว้ ทำให้ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” ตามกำหนดการเดิม ทั้งนี้ ศาลได้สั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนเพื่อส่งต่อให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาขั้นตอนต่อไป โดยจะมีการนัดหมายวันใหม่และแจ้งให้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้รับทราบอีกครั้ง

คดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ:

  • การใช้สื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นทางการเมือง
  • ขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ
  • ขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติทางกฎหมายในการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และการที่ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เพราะเหตุผลด้านค่าธรรมเนียมนั้น จะส่งผลต่อรูปคดีในระยะยาวหรือไม่ สำหรับผู้ที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง นี่ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราเห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าคู่กรณีจะเป็นใครก็ตาม หวังว่าในอนาคตคดีนี้จะได้ข้อยุติที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ที่มา – ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เหตุโจทก์ยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาล

Scroll to top