ความไว้วางใจ

ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าคิดเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าเรากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าในอดีตมาก การที่ ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ในครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องทหารหรือความมั่นคงชายแดนแบบเดิมๆ แต่ครอบคลุมไปถึงมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

รับมือภัยคุกคามในโลกที่เปลี่ยนแปลง

โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยภัยคุกคามที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่จ้องเล่นงานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ระบบพลังงานที่ยังคงติดกับดักการผูกขาด หรือการมาถึงของ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานไปอย่างสิ้นเชิง ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการนำโดรนมาใช้ในงานด้านความมั่นคง หรือการปรับระบบราชการให้กะทัดรัดและฉับไวขึ้นด้วยการนำ AI มาใช้แทนที่งานซ้ำซาก

  • เศรษฐกิจดิจิทัล: การสร้างทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
  • ความมั่นคงทางไซเบอร์: การปกป้องระบบไฟฟ้า ประปา และระบบสื่อสารหลัก
  • พลังงานสะอาดและเสรี: การปรับโครงสร้างให้ไฟฟ้ามีราคาถูกลงเพื่อดึงดูดการลงทุน
  • สังคมผู้สูงวัย: การวางแผนรองรับระบบบำนาญและที่อยู่อาศัยในอนาคต

หัวใจสำคัญคือความเชื่อมั่นและนิติธรรม

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่คุณทักษิณเน้นย้ำว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูประเทศคือเรื่องของ “Rule of Law” หรือหลักนิติธรรม หากประเทศไทยต้องการเดินหน้าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนให้ได้ การมีกฎหมายที่ล้นเกินและระบบราชการที่อุ้ยอ้ายถือเป็นอุปสรรคใหญ่ การจะก้าวไปข้างหน้าได้ เราต้องกล้าที่จะรื้อโครงสร้างเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับตัวในโลกยุคนี้ไม่ได้เป็นทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดที่ประเทศต้องทำ การที่ ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนต้องขยับตัวและหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันและยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างสง่างามในอนาคต

ที่มา – “ทักษิณ” แนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เตือนต้องสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้ อย่างจริงจัง โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งสร้างความไว้วางใจและสันติสุขยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่คือก้าวสำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื้อรังมานาน

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยความคืบหน้าของรัฐบาลในช่วง 1 เดือนแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และกระบวนการสันติภาพ รัฐบาลมุ่งเน้นการทำงานที่ประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน

การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ของนายกรัฐมนตรี

ตั้งแต่สัปดาห์แรก นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมมอบนโยบายหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ให้หน่วยงานทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง นโยบายนี้ช่วยให้การแก้ปัญหาตรงจุด ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ด้านการพัฒนา รัฐบาลสั่งการเร่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งรายได้ โอกาสเศรษฐกิจ การศึกษา และการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยลดความเปราะบางในชุมชน สร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐและประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานของความสงบสุขระยะยาว

5 เรื่องสำคัญจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้กำหนดทิศทางชัดเจนใน 5 เรื่องหลัก ดังนี้

  • การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้การเรียนการสอนเหมาะสมกับวัฒนธรรมและความต้องการท้องถิ่น สร้างโอกาสให้เยาวชนมีอนาคตที่ดี
  • การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร โดยฝึกอบรมและสนับสนุนให้อาสาสมัครเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐและชุมชน
  • การยกระดับความร่วมมือไทย–มาเลเซีย เพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและส่งเสริมสันติภาพชายแดน
  • การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุย เพื่อสานต่อกระบวนการสันติภาพ
  • การแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อประสานงานทุกฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกระบวนการสันติภาพ รัฐบาลแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่จากฝ่ายพลเรือน ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนาน เพื่อเจรจากับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ เปิดกว้างให้ทุกความเห็นมีส่วนร่วม

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้ ด้วยความตั้งใจจริงจังเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตปลอดภัย มีโอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การรับฟังเสียงประชาชนและทำงานร่วมกัน จะเป็นกุญแจสู่ความสงบสุขยั่งยืน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแผนขยายโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น สนับสนุน SME ท้องถิ่น สร้างตลาดใหม่ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนใต้เติบโตอย่างยั่งยืน ในด้านการศึกษา มีการปรับหลักสูตรให้รวมภาษาท้องถิ่นและวัฒนธรรม เพื่อลดช่องว่างระหว่างเยาวชนกับรัฐ

ความร่วมมือกับมาเลเซียก็เป็นจุดเด่น โดยมีการประชุมระดับสูงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและป้องกันเหตุรุนแรงข้ามพรมแดน ขณะที่การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร ช่วยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและพัฒนาตนเอง

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้ นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ปัญหาพื้นฐาน สร้างอนาคตที่สดใสให้พี่น้องชาวใต้

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ เรามองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี รัฐบาลควรเร่งดำเนินการต่อเนื่องและเปิดเผยความคืบหน้าให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับนโยบายเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลดีๆ กันนะครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้

คุณากร ซบกล้าธรรม! อดีต สส.ส้ม นนทบุรี เปิดตัวแล้ว

กล้าธรรมเปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ลงสมัครบ้านเกิด กทม. “ไผ่ ลิกค์-อนุดิษฐ์” ผงาดคุมเมืองหลวง ลั่นส่งครบทุกเขต หวังปักธง

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ที่พรรคกล้าธรรม (กธ.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค พร้อมด้วย นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค เปิดตัวนายคุณากร มั่นนทีรัย อดีต สส.นนทบุรี เขต 6 พรรคประชาชน (ปชน.) ลงสมัคร สส.กทม.เขต 8 ในนามพรรคกล้าธรรม พร้อมกับ ผู้สมัคร สส.กทม. ประกอบด้วย นายณรงค์ชัย เมืองครอง น.ส.ปวริศา คุณาวรนนท์ นายศุข ศักดิ์รงค์เดช นายณัฐดัย หลำแสงกุล นายเสฐียรพงษ์ สำแดงสุข นายเตชสิทธิ์ ดนตรีรักษ์ นายนรุตม์ชัย บุนนาค

นายไผ่ ลิกค์ กล่าวว่า ตนได้รับความไว้วางใจให้ดูแลการเลือกตั้งพื้นที่ กทม.ร่วมกับ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม โดยพรรคได้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทำงาน รวมถึงนายคุณากร ซึ่งถือเป็นคนรุ่นใหม่ มีประสบการณ์ทางการเมือง มีแนวทางการทำงานเดียวกันจริงๆ แล้วยังมีผู้สมัคร สส.กทม.อีกหลายคน ที่เป็นคนรุ่นใหม่ มาทำงานในภาค กทม. และเท่าที่ได้พูดคุย ตนรับประกันว่า ถ้าเปิดตัวมาว้าวแน่นอน เร็วๆ นี้จะเปิดตัว ซึ่งพรรคส่งทุกเขต

ด้านนายคุณากร กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายมาพรรคกล้าธรรมว่า พรรคกล้าธรรม ไม่ได้แค่คิด แต่ลงมือทำเลย ฉะนั้น สิ่งที่อยากทำให้ประชาชนตนก็อยากทำเลย อยากให้ประชาชนไว้วางใจว่าพรรคกล้าธรรม ช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงใจ และทำมาดี จึงเป็นแนวคิดที่ทำให้ตนตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรค กล้าธรรม ซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกันคือ คิดแล้วทำเลย

เปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ซบกล้าธรรม เผยอุดมการณ์เดียวกัน “คิดแล้วทำเลย”

การเปิดตัวนายคุณากร มั่นนทีรัย อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพที่สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่พรรคตั้งเป้าหมายที่จะส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขต

ทำไม “คุณากร” ถึงเลือกพรรคกล้าธรรม?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายคุณากรตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม คืออุดมการณ์ที่ตรงกันในเรื่องของการ “คิดแล้วทำเลย” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การที่พรรคกล้าธรรมมีทีมงานที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์ทางการเมือง ก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่สำคัญ ทำให้นายคุณากรเชื่อมั่นว่า พรรคกล้าธรรมจะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างเต็มที่

การย้ายเข้าสังกัดพรรคกล้าธรรมของ “คุณากร” ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของตัวเขาเอง แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรีอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคส้มเดิม ที่อาจหันมาให้ความสนใจกับพรรคกล้าธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งหน้ายังคงเป็นสนามแข่งขันที่เปิดกว้าง และทุกพรรคการเมืองจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อ завоевать ใจประชาชน การเข้ามาของคุณากรจะช่วยให้พรรคกล้าธรรมเข้าถึงประชาชนในพื้นที่นนทบุรีได้มากขึ้นหรือไม่ และการ “คิดแล้วทำเลย” จะเป็นนโยบายที่โดนใจคนกรุงเทพฯ หรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การเปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ที่ซบพรรคกล้าธรรม และประกาศอุดมการณ์ “คิดแล้วทำเลย” เป็นสัญญาณที่น่าสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงในวงการการเมืองไทย การตัดสินใจของเขาจะส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร และพรรคกล้าธรรมจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – เปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ซบกล้าธรรม เผยอุดมการณ์เดียวกัน “คิดแล้วทำเลย”

สภาฯ ห่วงใย สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

ประธานอนุกรรมาธิการสุขภาพจิต สภาฯ เรียกร้องกองทัพใส่ใจภาวะจิตใจของกำลังพลในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ ชี้กองทัพไม่ควรชี้แจงแค่ทหารส่วนน้อย เพราะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตกำลังพลในระยะยาว

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา น.ส.สิริภัส กองตระการ สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุงระบบบริการสุขภาพจิตของประชาชนในทุกช่วงวัย สภาผู้แทนราษฎร แสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บจากกรณีพลทหารก่อเหตุยิง 2 พลเรือนจนได้รับบาดเจ็บและยิงตัวเองเสียชีวิต โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มทหารชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน หรือพื้นที่มีความตึงเครียดสูง ทำให้เกิดภาวะเครียดสะสมในกำลังพล การสูญเสียชีวิต ทั้งของพลทหารและพลเรือนบาดเจ็บเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการดูแลสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ แม้ปัจจุบันจะมีทีมแพทย์และทีมสนับสนุน เช่น ทีม MCAT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment) ลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเสี่ยงทั้งทหารและประชาชน แต่เมื่อเทียบกับความต้องการและจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในพื้นที่จริงแล้ว ยังไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะรองรับความต้องการทั้งหมด

สภาฯ ห่วงใย สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

ย้ำผลกระทบทหารระยะยาว

“อีกปัจจัยสำคัญคือ ทหารที่อยู่ในภาวะเครียดสูงอาจไม่เลือกที่จะปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล แม้จะมีบุคลากรทางการแพทย์ประจำอยู่ในพื้นที่ เพราะขาดความไว้วางใจ หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยในการเปิดเผยความรู้สึกของตน ซึ่งการประเมินสุขภาพจิตไม่สามารถดูได้จากภายนอก แต่ต้องอาศัยการพูดคุย การติดตามจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานอย่างใกล้ชิด แม้ว่ากองทัพจะออกมาชี้แจงว่า มีทหารเพียง “ส่วนน้อย” แต่ตนเห็นว่าปัญหานี้ไม่ควรถูกลดทอนความสำคัญลง และไม่ควรแก้ไขเพียงชั่วคราวเฉพาะหน้าหลังเกิดเหตุเท่านั้น เพราะมีผลกระทบส่งผลระยะยาวต่อคุณภาพชีวิตของกำลังพล

ทั้งนี้อนุกรรมาธิการฯ จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับมาตรการด้านสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย

ทำไมต้องใส่ใจ สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน?

การที่กำลังพลต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความเครียดสูงในพื้นที่ชายแดน ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้มากกว่าคนทั่วไป ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประสิทธิภาพในการทำงาน และคุณภาพชีวิตส่วนตัว ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การดูแลสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน: สิ่งที่กองทัพควรทำ

  • เพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์และทีมสนับสนุน: จัดสรรบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่ เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลอย่างทั่วถึง
  • สร้างความไว้วางใจและความปลอดภัย: ส่งเสริมให้กำลังพลกล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกและเข้ารับการปรึกษา โดยสร้างบรรยากาศที่เข้าใจและไม่ตัดสิน
  • การฝึกอบรมและให้ความรู้: จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตแก่ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้สามารถสังเกตอาการและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นได้
  • การประเมินสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ: จัดให้มีการประเมินสุขภาพจิตเป็นประจำ เพื่อตรวจจับปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ และให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที

การดูแลสุขภาพจิตของกำลังพลไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างกองทัพที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ การใส่ใจสุขภาพจิตของกำลังพลทุกคนจะช่วยลดความเสี่ยงของเหตุการณ์tragic และสร้างขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

ที่มา – ประธานอนุกมธ.สุขภาพจิต สภาฯ เรียกร้องกองทัพอย่าปล่อยผ่านสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

Scroll to top