คะแนนนิยม

ดร.สติธร แนะ พรรคประชาชน ชูเรื่องปากท้อง

“สติธร ธนานิธิโชติ” มองหาเสียงเลือกตั้งเริ่มดุเดือด แต่ละพรรครู้จุดขายตัวเอง ยกเว้นพรรคประชาชน ห่วงหากไม่ปรับเกมเสี่ยงคะแนนนิยมตก แนะ ชูนโยบาย เศรษฐกิจ ปากท้อง นำแก้รัฐธรรมนูญเพราะยังเป็นเรื่องไกลตัว

วันที่ 10 ม.ค. 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยกับไทยรัฐ ถึงการวิเคราะห์ภาพรวมบรรยากาศการหาเสียง หลังจากที่เปิดรับสมัคร ส.ส. ได้หนึ่งสัปดาห์ว่า ทุกพรรคพยายามหาเทคนิคที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จมากที่สุดตามเป้าหมายของแต่ละพรรค โดยเฉพาะพรรคการเมืองหลัก ส้มแดงน้ำเงิน ที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ผลลัพธ์ที่ต้องการคือได้ สส. หลัก 100 ส่วนพรรค ระดับตัวแปรอย่างกล้าธรรม และประชาธิปัตย์ที่ขอแค่ 30-40 ที่นั่ง กับกลุ่มพรรคเล็กที่หวังแค่ สส. ปาร์ตี้ลิสต์หนึ่งที่ และยุทธศาสตร์ในการหาเสียงของแต่ละพรรคก็จะแตกต่างกันไป พรรคเล็กเน้นสร้างกระแสเบาๆ หรือใช้วิธีสุดโต่งไปเลยเพื่อดึงคะแนนเสียงของคนที่มีอารมณ์สุดขั้ว

ส่วนพรรคการเมืองขนาดใหญ่เน้นทุกพื้นที่แต่จะเหนื่อย พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยมีความคล้ายกันคือจะอยู่นิ่งๆ แต่ต่างกันที่วิธีการ พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบเพราะเป็นรัฐบาลไม่ต้องหาเสียงมาก แต่ใช้วิธีการทำงานในฐานะรัฐบาลปัจจุบัน ตามสภาพปัญหาที่เกิด ทำงานที่ประชาชนคาดหวังให้สำเร็จในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตัวเอง ยกตัวอย่างตอนวันขึ้นปีใหม่นายอนุทินเดินทางไปเยี่ยมทหารที่ชายแดนแต่ ไปในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แบบนี้ได้ความนิยมไปเต็มๆ โดยไม่ต้องเปิดปราศรัยใหญ่

เรียกได้ว่าพรรคภูมิใจไทยใช้โอกาสของการเป็นรัฐบาล ทำกำไรจากคะแนนนิยมของประชาชน แม้จะเคยมีแผลมาบ้าง สิ่งไหนที่ทำผิดพลาดก็แก้ไขปรับปรุง แบบนี้คือความได้เปรียบไม่ต้องพูดอะไรเยอะ

ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องยอมรับว่าปรับเปลี่ยนโฉมได้เร็วเอาคนที่สร้างบาดแผลในฐานะรัฐบาลทั้งสองชุดออกไป แล้วเปลี่ยนแคนดิเดตนายกที่เป็นคนหน้าใหม่ทางการเมืองเลย ทำให้ประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าคนๆ นี้สร้างบาดแผลอะไรไว้ในทางการเมือง แต่เป็นคนใหม่พรรคเพื่อไทยขอโอกาสกลับมาแก้ตัว แต่ยังมีคราบของคนตระกูลชินวัตรเลยอาจทำให้คนยังคิดว่า นายกฯ คนนี้อาจจะเหมือนคนในอดีต ใช้โอกาสและภาพของนักวิชาการ คนรุ่นใหม่มาเป็นความหวัง ทำให้เห็นอนาคตได้มากกว่า บวกกับพรรคเพื่อไทยอยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัว เลยกลายเป็นว่าเพื่อไทยไม่ได้ก้าวร้าวและไม่ได้สร้างบาดแผลให้ตัวเองเจ็บปวด

ในขณะที่พรรคประชาชน หากยังปล่อยให้บรรยากาศการหาเสียงเป็นแบบนี้พรรคประชาชนจะเหนื่อยเพราะการแบกพรรคการเมืองที่เป็นอันดับหนึ่งของการเลือกตั้ง 2. แบกเพราะท้าทายตัวเองไว้ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามของการเลือกตั้งเป้าหมายคือการอยากเข้าไปเป็นรัฐบาลถือเป็นการกดดันตัวเองมากเกินไป 3. บรรยากาศการเมืองไม่อำนวยให้กับพรรคประชาชนเพราะที่ผ่านมาประสบความสำเร็จตั้งแต่อนาคตใหม่และก้าวไกลบรรยากาศการเมืองตอนนั้นมันเอื้อ แต่ด้วยความเป็นพรรคการเมืองเสรีนิยมก้าวหน้าต้องการสร้างความหวังให้กับผู้คนอยากจะกุมหัวใจของคนที่อยากเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปเปลี่ยนมาเลือกพรรคของเขาเพื่อเปลี่ยนการเมืองไปสู่การเมืองแบบใหม่ ปี 66 อาจจะสำเร็จแต่รอบนี้บรรยากาศการเมืองและความคาดหวังของผู้คนมีปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาเข้ามา และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การเมืองโลกคนเลยรู้สึกว่าสภาวะแบบนี้หรือจะเปลี่ยนแปลงอะไรที่ยกเครื่องมากเกินไปปฏิรูปมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดความกังวลไม่กล้าฝากความหวัง ขอไปแบบนิ่งๆ แต่อยู่ได้มั่นคงดีกว่า ถ้าจะเปลี่ยนอะไรแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือแล้วเกิดมีความเสี่ยงและประเทศไทยไปไม่รอดประชาชนจะคิดแล้วว่าแล้วจะอยู่ยังไง หรือทำให้เกิดความคิดว่าพรรคการเมืองที่เป็นแนวเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปไม่ใช่จังหวะเวลาที่จะเลือก หรือทำให้ท่าทีของพรรคการเมืองที่อยู่แนวกลางๆ ได้รับการตอบรับอย่างเช่นประชาธิปัตย์ กลับมารอบนี้เลยกลายเป็นว่าอยู่รอดได้

อาจารย์สติธรยังวิเคราะห์ต่อว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือต้องการพรรคการเมืองที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะอยากได้ความแน่นอน ภาพของทหารวันนี้เลยถูกมองว่าเป็นฮีโร่ ทำหน้าที่ปกป้องชาติและอธิปไตย แต่ในขณะที่พรรคการเมืองหนึ่งที่ถูกมองว่าจะไปลดทอนอำนาจทหาร เลยถูกมองว่าเป็นพรรคที่ไม่เอาทหาร ซึ่งแตกต่างจากในอดีตเมื่อครั้งที่ทหารลุกขึ้นมารัฐประหารแบบนั้นประชาชนจะรู้สึกมากกว่า กลายเป็นว่าตอนนี้ประชาชนจะโหยหาสิ่งที่จับต้องได้และใกล้ตัวมากกว่า

“พรรคประชาชนจะต้องปรับทำให้ประชาชนมองเห็นภาพตอบสนองความต้องการเรื่องชีวิตความเป็นอยู่มากกว่าการจะเข้ามารื้อระบบโครงสร้าง จึงต้องปรับนำเสนอชุดนโยบายมากขึ้น เพราะความจริงแล้วแพ็คเกจของพรรคประชาชนมีชุดนโยบายที่พร้อมและค่อนข้างสอดรับกับความรู้สึกความต้องการของกลุ่มต่างๆ พอสมควร เพียงแต่ว่าจะเอามานำเสนอยังไงเพื่อไปจูงใจคนที่ได้รับผลกระทบชุดนโยบายเหล่านั้น”

การพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญมากกว่าเรื่องแก้ปัญหาปากท้องอาจจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว หากพรรคประชาชนแก้เกมทันเชื่อว่าคะแนนความนิยมจะไม่เสียไปมากกว่านี้ แต่หากยังดึงดันเดินหน้านำเสนอแต่เรื่องนี้เชื่อว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์พรรคประชาชนอาจจะได้คะแนนเสียงลดลง

อาจารย์สติธร ยังวิเคราะห์ถึงภาพของรัฐบาลหากเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลที่ได้มาครั้งนี้จะบริหารประเทศได้ครบเทอมหรือไม่ว่า ไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลขอให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่รัฐบาลผสม แย่งชิงเก้าอี้หรือยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งหากยังเป็นแบบนี้ส่วนตัวคิดว่าไม่ตอบสนองความต้องการได้ นี่จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามทุกครั้งในเวทีดีเบตว่าพรรคการเมืองนั้นหากได้เป็นรัฐบาลแล้วจะจับมือกับใคร ซึ่งตนเองมองว่าไม่ใช่คำถามที่เชย หรือคำถามที่น่าเบื่อแต่เป็นการบ่งชี้ว่าหากตอบอะไรมาบางอย่างจะสะท้อนว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือไม่ ทำงานได้จริงหรือเปล่า

ดร.สติธร แนะ พรรคประชาชน ชูเรื่องปากท้อง

จากบทวิเคราะห์ของ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาชนควรปรับกลยุทธ์ในการหาเสียง โดยเน้นที่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว นี่เป็นคำแนะนำที่น่าสนใจสำหรับพรรคประชาชนในการที่จะช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

ทำไมพรรคประชาชนควรชูเรื่องปากท้อง?

ดร.สติธรชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิตมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจจะมีความเสี่ยง การที่พรรคนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องจึงเป็นสิ่งที่เข้าถึงประชาชนได้ง่ายกว่าและมีโอกาสที่จะได้รับการตอบรับที่ดีกว่า

พรรคประชาชนจะต้องปรับตัวอย่างไร? การปรับตัวของพรรคประชาชนควรเริ่มจากการนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสื่อสารนโยบายเหล่านี้จะต้องเน้นให้เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรง เพื่อให้พวกเขามั่นใจว่าพรรคประชาชนสามารถที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ การลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนจะช่วยให้พรรคสามารถที่จะปรับปรุงนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป ดร.สติธร แนะ พรรคประชาชน ชูเรื่องปากท้อง เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการที่จะช่วยให้พรรคสามารถที่จะดึงคะแนนเสียงและประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ การปรับตัวและนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

ที่มา – “ดร.สติธร” แนะ พรรคประชาชนปรับเกมหาเสียง ชูเรื่องปากท้องแทนแก้รัฐธรรมนูญ

ชัยวุฒิชี้ “พิธา” ขอโทษไม่จริงใจ ปม “ทหารมีไว้ทำไม”

“ชัยวุฒิ” หัวหน้าพรรครักชาติ ชี้ “พิธา” ขอโทษไม่จริงใจ ปม “ทหารมีไว้ทำไม” มองพูดสร้างวาทกรรมดิสเครดิต หวังผลคะแนนนิยม

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 10 มกราคม 2569 ที่ถนนบรรทัดทอง กทม. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (รช.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับนายชุติ ปลื้มรุ่งเรือง ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 2 เบอร์ 10 ถึงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ออกมาพูดขอโทษต่อกรณีเคยกล่าวว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ว่า จากการที่ได้ฟังสิ่งที่นายพิธาพูดในคลิป ตนเองไม่ได้รู้สึกเลยว่านายพิธาขอโทษ หรือ เสียใจ อย่างแท้จริง

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ในวันที่เคยพูดว่า “ทหารมีไว้ทำไม” และการกล่าวโจมตีทหารว่าไปรบก็แพ้ หรือการดิสเครดิตทหารในทุกๆ เรื่องนั้น นายพิธาคิดเช่นนั้นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการหวังผลทางการเมืองเพื่อสร้างคะแนนนิยม หรืออาจจะมีการรับงานมาเพื่อโจมตีกองทัพ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าในวันนี้ นายพิธาไม่ได้คิดอย่างที่พูดออกมาในคลิปขอโทษ

“ถ้าคุณจะขอโทษ คุณต้องขอโทษด้วยความจริงใจ ขอโทษจริงๆ แล้วอย่าทำอย่างนี้อีก แต่การที่คุณมาแถไปแถมา แล้วไปพาดพิงถึงทหารคนโน้นคนนี้อีก ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมว่าคุณไม่ได้คิดอย่างที่คุณพูดหรอก”

ชัยวุฒิวิจารณ์ “พิธา” ปม “ทหารมีไว้ทำไม”

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ออกมากล่าวคำขอโทษเกี่ยวกับประเด็น “ทหารมีไว้ทำไม” นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า การขอโทษดังกล่าวขาดความจริงใจ เขาเชื่อว่าคำพูดและการกระทำของนายพิธาในอดีต มีจุดประสงค์เพื่อสร้างวาทกรรมดิสเครดิตและหวังผลทางการเมืองมากกว่าความรู้สึกผิดที่แท้จริง

นายชัยวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า หากนายพิธามีความจริงใจในการขอโทษ เขาควรแสดงออกด้วยความสำนึกผิดอย่างแท้จริง และไม่ควรมีการพาดพิงถึงบุคคลอื่นในกองทัพ การที่นายพิธายังคงกล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ แสดงให้เห็นว่าการขอโทษนั้นไม่ได้มาจากใจจริง

มุมมองของชัยวุฒิต่อประเด็น “ทหารมีไว้ทำไม”

นายชัยวุฒิยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของนายพิธาในอดีต เขาตั้งข้อสังเกตว่าคำพูดที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” และการโจมตีกองทัพ อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อดึงคะแนนนิยม หรืออาจมีวาระซ่อนเร้นอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม นายชัยวุฒิเชื่อว่าในปัจจุบัน นายพิธาไม่ได้มีความคิดเช่นเดียวกับที่เคยแสดงออกมา

การวิพากษ์วิจารณ์ของนายชัยวุฒิ เกิดขึ้นในขณะที่การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเลือกตั้งครั้งหน้ากำลังใกล้เข้ามา และทุกพรรคการเมืองต่างพยายามช่วงชิงความได้เปรียบ การออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่อ่อนไหวเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความนิยมของพรรคก้าวไกลและนายพิธาได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประชาชนจะมองการขอโทษของนายพิธาอย่างไร พวกเขาจะเชื่อว่าเป็นการขอโทษที่จริงใจ หรือเป็นเพียงการแสดงละครเพื่อหวังผลทางการเมือง การตัดสินใจของประชาชนจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของนายพิธาและพรรคก้าวไกลอย่างมีนัยสำคัญ หากต้องการให้สังคมให้อภัย นายพิธาอาจต้องแสดงความจริงใจให้มากกว่านี้ และมุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์ มากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้นายพิธาอาจต้องตอบคำถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในการวิพากษ์วิจารณ์กองทัพในอดีตอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประเด็น “ทหารมีไว้ทำไม” ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมไทย บางคนเชื่อว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในการปกป้องประเทศ ในขณะที่บางคนมองว่าควรมีการปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การพูดคุยและถกเถียงในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สังคมไทยสามารถกำหนดทิศทางของกองทัพได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – “ชัยวุฒิ” ชี้ “พิธา” ขอโทษไม่จริงใจ ปมพูด “ทหารมีไว้ทำไม” มองสร้างวาทกรรมหวังผลคะแนนนิยม

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้นจริงหรือ?

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น มั่นใจพรรคเพื่อไทยตีตื้นได้หลังลงพื้นที่ครบสัปดาห์ โว! กระแสตอบรับดี ฟาก “ยศชนัน” คะแนนนิยมดีขึ้นหลังเปิดตัว จ่อเปิดนโยบายหมัดเด็ด 2 ระลอก เผยพบพิรุธลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าบางพื้นที่มากผิดปกติ หวั่นซื้อเสียงเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 3 ม.ค. 2569 ที่ตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ชุมชนสวนหลวง 1 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการหาเสียงครบ 1 สัปดาห์จะต้องมีการปรับแผนหรือเพิ่มกลยุทธ์อะไรหรือไม่ว่า ช่วงนี้เรามีการวางแผนไปจนถึงจบการเลือกตั้ง ในเรื่องของการดีเบต ในส่วนของเวทีต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ เรามีการกำหนดผู้ปราศรัย ซึ่งตนและนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย จะได้ลงทุกพื้นที่พร้อมกับพบปะพี่น้องประชาชน วันนี้เราพร้อมทุกอย่าง ส่วนต้องปรับอะไรนั้นอาจจะมีหน้างานบ้าง แต่ส่วนใหญ่เราค่อนข้างพร้อม และมีกำหนดที่จะเปิดนโยบายสำคัญอีก 2 ช่วง ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

เมื่อถามถึงความนิยมของแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ที่ครั้งนี้หลายโพลมองว่าจะมาเป็นอันดับ 3 จะมีนโยบายอะไรที่จะดึงเสียงความนิยมของประชาชนกลับมาเหมือนเดิม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับผลโพลขณะนี้ ตนมองว่าเป็นเรื่องแปลกที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในการแข่งขัน พอดูจากผลโพลก็พบว่าพรรคเพื่อไทยเริ่มที่จะจ่อขึ้นมาแล้ว จากที่ไม่มีชื่อของนายยศชนัน แต่เมื่อเปิดชื่อออกมา 15 วัน ความนิยมจ่อขึ้นมาแล้ว และจากการทำงาน โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะนำเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเป็นตัวเต็ง แต่ก็มีการพลิกแซงในโค้งสุดท้าย ดังนั้นอย่าไปคิดว่าประชาชนเป็นของตาย หรือประชาชนมีความแน่นอน เพราะประชาชนมีโอกาสและมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ และเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล ฉะนั้นการทำงานอย่างหนักจึงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ประชาชนได้รู้ถึงความตั้งใจและแนวนโยบายของพรรคเรา

เมื่อถามว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยจะมีกลยุทธ์อย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หากมาเดินพบปะประชาชนเช่นพวกตน จะเห็นว่าเรามีโอกาสสูงมาก วันนี้การตอบรับแต่ละพื้นที่แต่ละชุมชนเป็นไปด้วยดี พี่น้องประชาชนให้การตอบรับ ฉะนั้นตนจึงไม่ได้เป็นห่วงในประเด็นนี้ และนโยบายของเรายังออกไม่หมด และจะมีนโยบายทีเด็ดทีขาดที่จะนำมาให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจ ซึ่งจะมีการออกนโยบายอีก 2 ระลอก แต่คงไม่ช้าถึงขณะที่ออกในสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยคาดว่าในต้นปีนี้จะออกมา 1 นโยบาย ขอให้ประชาชนรอติดตาม

เมื่อถามถึงผู้สมัครในพื้นที่อื่นๆ ได้มีการรายงานปัญหาอุปสรรคหรือข้อพิรุธเข้ามาหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวยอมรับว่า มีปัญหาพอสมควร และมีเรื่องที่น่ากังวลคือการทุจริตคอร์รัปชั่น การทำลายป้ายหาเสียง และอย่างที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ว่าอย่าไปโทษผู้สมัคร แต่ทุกพรรคต้องกำชับอย่างจริงจัง ว่าอย่าให้มีการทำร้ายหรือทำลายป้ายหาเสียง ซึ่งช่วงนี้เริ่มจะเห็นว่ามีการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากระแสความนิยมของพรรคกำลังกลับมาอย่างดี ซึ่งตนขอความกรุณาผู้สมัครแต่ละพรรคการเมือง ให้ช่วยกันเน้นย้ำเรื่องดังกล่าวนี้

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งมีการส่งข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ เช่น การเก็บบัตรประชาชนตามพื้นที่ต่างจังหวัด และอีกเรื่องคือมีตัวเลขในการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่เยอะผิดปกติในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่อันตราย พวกเราในฐานะฝ่ายการเมืองจะติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็ขอให้ดำเนินภารกิจตามหน้าที่ของท่านในการติดตามการทุจริตคอร์รัปชั่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเข้มข้นด้วย

เมื่อถามย้ำว่ามีตัวเลขหรือข้อมูลหรือไม่สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผิดปกติ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะมีการรวบรวมข้อมูลและนำเสนออีกครั้ง เพราะมีบางพื้นที่เท่านั้นที่มีตัวเลขโดดผิดปกติ ซึ่งไม่ใช่การย้ายที่อยู่ เพราะมีระยะเวลาตามกฎหมายกำหนดอยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีผู้ประสงค์ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า เยอะกว่าค่าเฉลี่ยปกติ เพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ก่อนวันเลือกตั้งเพื่อสะดวกในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น

“จุลพันธ์” มองอนาคต “ยศชนัน-เพื่อไทย” คะแนนดีขึ้น จริงหรือไม่?

จากข้อมูลที่นายจุลพันธ์ได้ให้สัมภาษณ์นั้น ทำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การที่คะแนนนิยมของนายยศชนันและพรรคเพื่อไทยเริ่มดีขึ้นเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถรักษาและเพิ่มคะแนนนิยมได้หรือไม่ นอกจากนี้ การพบพิรุธเกี่ยวกับการเลือกตั้งล่วงหน้าก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาให้ข้อมูลของ “จุลพันธ์” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข้อมูลและนโยบายของพรรคอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น แฉ ตจว. เริ่มเก็บบัตรประชาชน

เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์

“ประเสริฐ” รับ 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลงปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้น เชื่อ “ยศชนัน” ดึงเสียงคนยังไม่ตัดสินใจได้ หลังเปิดตัวไม่ถึงสัปดาห์คะแนนพุ่ง

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบัญชีรายชื่อ สส. ของพรรคเพื่อไทยที่ปรากฏตามสื่อ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคร่วมอยู่ด้วยว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคได้หารือกันในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคควรจะอยู่ในบัญชีรายชื่อ จึงได้ไปทาบทาม ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ได้ตอบรับ ซึ่งการจัดลำดับจะต้องพิจารณาอีกครั้ง และควรอยู่ลำดับต้น เพราะเป็นบุคคลสำคัญของพรรค แต่ชื่อที่ปรากฏต่อสาธารณะขณะนี้ เป็นรายชื่อที่เรียงตามตัวอักษร ก. – ฮ. เท่านั้น โดยในอีก 1 – 2 วันนี้ จะพิจารณาจัดลำดับอีกครั้ง ก่อนจะไปสมัครในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

สำหรับการเปิดตัวผู้สมัครทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้สมัครทั้ง 400 เขต เข้าสู่กระบวนการสรรหาของพรรคเรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ จะเปิดตัวทั้ง 400 เขต ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย และจากนั้นพรรคจะเร่งเดินหน้าหาเสียงทันที และมีกำหนดปราศรัยใหญ่ไว้แล้ว โดยเวทีแรกจะเป็นที่กรุงเทพมหานคร

ขณะที่ผลโพลกรุงเทพมหานคร ที่ขณะนี้เกือบ 50% ยังไม่ตัดสินใจ หลังเดินเครื่องหาเสียงแล้วจะสามารถดึงคะแนนเสียงในส่วนนี้มาได้มากน้อยแค่ไหน นายประเสริฐ กล่าวว่า เรามั่นใจ เนื่องจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่วัน แต่มีคะแนนนิยม มีผลโพลดีขึ้นตลอดเวลา จึงมั่นใจว่า จะสามารถแย่งคะแนนในส่วนนี้มาได้ เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ก็เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ คิดว่า จะโดนใจประชาชน

ส่วนได้ประเมิน หรือไม่ หลังคะแนนของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ นายประเสริฐ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันอยู่ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะนายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ จบศาสตราจารย์ คิดว่า เป็นจุดขายจุดหนึ่ง และการที่มาลงสมัครเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ที่เดิมมีฐานคะแนนอยู่แล้ว ก็เป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน และนายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ อยู่ในช่วงเวลาที่ที่ใช้พลังขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเต็มที่

นอกจากนโยบายแล้ว นายยศชนัน จะดึงคะแนนจากกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจได้หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะหลังลงพื้นที่ ก็ได้รับคะแนนตอบรับเป็นอย่างดี เชื่อกระแสนิยมจะดีขึ้น จึงขอให้ติดตามความเคลื่อนไหว และนโยบายของพรรคเพื่อไทย เพราะครั้งนี้มีนโยบายที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง และเชื่อว่า ประชาชนให้ความมั่นใจ

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกำหนดการในการลงรับสมัครเลือกตั้งว่า ได้แบ่งให้แกนนำพรรคไปในแต่ละพื้นที่ โดยในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ ที่เป็นการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต ในพื้นที่ กทม. จะนำโดยนายยศชนัน, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปที่จังหวัดเชียงใหม่, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปที่จังหวัดขอนแก่น, นายประเสริฐ จะไปที่จังหวัดนครราชสีมา, นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค จะไปที่จังหวัดนนทบุรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค จะไปที่จังหวัดสุโขทัย ส่วนวันที่ 28 ธันวาคมนี้ จะไปสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพร้อมกัน

ยัน “จาตุรนต์” ยังอยู่พรรค 

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยว่า นายจาตุรนต์ได้ทำหน้าที่นี้มาสักพักหนึ่งแล้ว โดยได้วางยุทธศาสตร์ร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรคมา และขณะนี้เข้าสู่การเลือกตั้ง จึงได้แจ้งมายังตนเอง และหัวหน้าพรรคว่า มีความประสงค์อยากทำเรื่องประชามติ และรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคก็เห็นด้วย และจะให้การสนับสนุนนายจาตุรนต์ในการขับเคลื่อนเรื่องการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ยืนยัน นายจาตุรนต์ ไม่ได้ออกจากพรรคเพื่อไทย เพียงแต่ภารกิจหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และขณะนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ยังเป็นชุดเดิม โดยมีรองประธานทำหน้าที่รักษาการ ขณะที่ประธานคนใหม่กำลังพูดคุยกันอยู่

เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์

พรรคเพื่อไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยล่าสุดเลขาธิการพรรคได้ออกมาเปิดเผยถึงรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่จะลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงคะแนนเสียงจากประชาชน

ทำไม 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์จึงสำคัญ?

การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชนว่า พรรคพร้อมที่จะนำเสนอผู้ที่มีความสามารถและความเหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศ การตัดสินใจนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้สนับสนุนอีกด้วย

นอกจากนี้ การมีชื่อของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความจริงใจของพรรคในการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การที่ เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมและมีความมั่นใจในการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยที่ เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคมากน้อยเพียงใด

พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่า เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ จะสามารถดึงคะแนนเสียงจากประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร

ที่มา – เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ เชื่อ “ยศชนัน” ดึงเสียงคนยังไม่ตัดสินใจ

นิด้าโพล: เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง

นิด้าโพลเผยผลสำรวจล่าสุด ชี้ คนไทยจำนวนมาก ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง พรรคประชาชน (ปชน.) ของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ คะแนนนิยมลดลง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คะแนนพุ่งสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 4/2568” โดยทำการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ จำนวน 2,500 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 4-12 ธันวาคม 2568 เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจนี้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0

ผลการสำรวจพบว่า เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 คือ ร้อยละ 40.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 17.20 ระบุว่าเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 12.32 ระบุว่าเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 10.76 ระบุว่าเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) และอันดับอื่นๆ เป็นผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ

ในส่วนของพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุน พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.36 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 25.28 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 11.04 ระบุว่าเป็นพรรคเพื่อไทย และอันดับอื่นๆ เป็นพรรคอื่นๆ ที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่า

เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจทั้ง 4 ไตรมาส พบว่า คะแนนนิยมของพรรคประชาชนและตัวบุคคลลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังคงเป็นอันดับต้นๆ ก็ตาม ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซงกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 หลังจากที่มีการทำ MOA ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค พบว่าคะแนนนิยมทั้งในส่วนของตัวบุคคลและพรรคมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ทำไมคนถึงยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง?

ปัจจัยที่อาจส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความไม่พอใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ หรืออาจเป็นเพราะยังไม่มีพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง อาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นจากพรรคการเมืองอื่นๆ ในขณะที่การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การเลือกตั้งครั้งหน้ายังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน ดังนั้น พรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ พรรคการเมืองต่างๆ จะมีกลยุทธ์อย่างไรในการช่วงชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง และปัจจัยใดที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลการเลือกตั้งครั้งหน้ายังคงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก สิ่งที่สำคัญคือประชาชนควรศึกษาข้อมูลและนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

ที่มา – เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซงที่ 1-ปชป. คะแนนพุ่ง

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน **ซื้อโหวต**

โฆษกรวมไทยสร้างชาติท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอ**ซื้อโหวต** ย้ำไม่เชื่อคนของรัฐบาล

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการ**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

นายอัครเดชยังกล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาวิปรัฐบาลได้กำชับให้ สส. ทุกคนเข้าร่วมการประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การลงมติในญัตติต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้อง**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้าน

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด และ สส. ที่กล่าวอ้างเรื่องนี้ ควรนำหลักฐานมาแสดงให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร และยังอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน” นายอัครเดชกล่าว

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส. เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน ซื้อโหวต

นายอัครเดชยังกล่าวอีกว่า หาก สส. ท่านนั้นมีหลักฐานจริง ก็ควรนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ไม่ควรนำมาเปิดเผยผ่านสื่อ เพราะอาจจะทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความล่าช้า และอาจจะทำให้ผู้ที่กระทำความผิดหลบหนีไปได้

ทั้งนี้ นายอัครเดชได้แสดงความมั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ด้วยความโปร่งใส และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ความโปร่งใสในการเมือง และการตรวจสอบเรื่อง ซื้อโหวต

เรื่องของการซื้อเสียงหรือการใช้เงินแลกคะแนนเสียงนั้น เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานาน การที่พรรครวมไทยสร้างชาติออกมาท้าให้เปิดหลักฐานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และต้องการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่แค่การออกมาเรียกร้องให้เปิดหลักฐาน แต่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และต้องมีการสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้งสุจริต

การเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เท่านั้น ที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง และการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

การออกมาท้าทายให้เปิดเผยหลักฐานการ**ซื้อโหวต**ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ที่มา – โฆษกรวมไทยสร้างชาติ ท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอซื้อโหวต ไม่เชื่อเป็นคนของรัฐบาล

Scroll to top