ค่าครองชีพ

ไทยคว้าที่ 1 เอเชีย และติดอันดับ 9 ของโลก ประเทศน่าอยู่หลังเกษียณ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยฝันถึงช่วงชีวิตหลังเกษียณที่ได้พักผ่อนอย่างมีความสุขในบรรยากาศดีๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก ซึ่งล่าสุดก็เป็นข่าวดีมากเมื่อมีการจัดอันดับให้ประเทศไทยคว้าที่ 1 เอเชีย และติดอันดับ 9 ของโลก ประเทศน่าอยู่หลังเกษียณ ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเมืองไทยของเรานี่แหละคือสวรรค์ของผู้สูงวัยจากทั่วทุกมุมโลกอย่างแท้จริง

ไทยคว้าที่ 1 เอเชีย และติดอันดับ 9 ของโลก ประเทศน่าอยู่หลังเกษียณ

International Living สื่อระดับโลกได้เผยแพร่ดัชนี Global Retirement Index 2026 ที่ประเมินประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยไทยสามารถทำคะแนนรวมไปได้ถึง 80.0 คะแนน ซึ่งปัจจัยความสำเร็จของการที่ ไทยคว้าที่ 1 เอเชีย และติดอันดับ 9 ของโลก ประเทศน่าอยู่หลังเกษียณ ในครั้งนี้ มาจากความโดดเด่นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่สบายกระเป๋า ระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อมระดับสากล และสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกเป็นอย่างดี

เปิดเหตุผลที่ทำให้ไทยครองใจผู้เกษียณอายุทั่วโลก

ทำไมใครๆ ก็อยากมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่ไทย? คำตอบอยู่ที่การบริหารจัดการและมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ครอบคลุมถึง 7 ด้านสำคัญ นี่คือเหตุผลหลักที่ชาวต่างชาติเลือกปักหมุดที่ประเทศไทย:

  • ค่าครองชีพสุดคุ้มค่า: ประเทศไทยได้คะแนนด้านนี้สูงถึง 96 คะแนน ทำให้การใช้ชีวิตแบบคุณภาพดีสามารถจัดการได้ในงบประมาณที่สมเหตุสมผล
  • ระบบสาธารณสุขมาตรฐานสากล: การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพถือเป็นหัวใจสำคัญของผู้สูงอายุ ซึ่งเราทำคะแนนในส่วนนี้ได้ถึง 79 คะแนน
  • ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน: รัฐบาลไทยมีการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลและการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพความเป็นอยู่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่
  • วีซ่าและสิทธิประโยชน์: มีมาตรการรองรับสำหรับผู้เกษียณอายุ ทำให้การย้ายถิ่นฐานมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด

ด้วยจุดแข็งเหล่านี้ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงมุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Medical and Wellness Hub ของโลกอย่างเต็มตัว ไม่ใช่แค่เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยเองให้ดียิ่งขึ้นด้วย การยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีและมีความสุขทุกช่วงวัย

สำหรับใครที่กำลังวางแผนชีวิตหลังเกษียณ ไม่ต้องมองหาที่ไหนไกล เพราะประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความสุขที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับทุกคน การันตีด้วยอันดับโลกที่เชื่อถือได้แบบนี้ มั่นใจได้เลยว่าคุณจะได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ยอดเยี่ยมแน่นอน

ที่มา – ไทยคว้าที่ 1 เอเชีย และติดอันดับ 9 ของโลก ประเทศน่าอยู่หลังเกษียณ ดันสู่จุดหมายของผู้เกษียณทั่วโลก

ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางรถไฟ 117 สถานี รับส่วนลดสุดคุ้ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ สำหรับสายเที่ยวและคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ มาฝากกันครับ เพราะรัฐบาลเพิ่งประกาศเปิดตัวโครงการดีๆ อย่าง ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี ซึ่งบอกเลยว่างานนี้ไม่ได้มีดีแค่การประหยัดเงินในกระเป๋าเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในบ้านเราให้คึกคักขึ้นอีกด้วยครับ

ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี เริ่มใช้สิทธิ 1 ก.ค. – 30 ก.ย. 69

โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี ออกแบบมาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะใครที่วางแผนจะออกเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับบ้านต่างจังหวัดในช่วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นโอกาสทองเลยครับ โดยโครงการจะเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ยาวไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 รวมระยะเวลา 3 เดือนเต็มๆ ที่เราจะได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และราคาเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์

เงื่อนไขการใช้สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี

เพื่อให้การเดินทางของคุณราบรื่นและได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ เรามาดูรายละเอียดที่ควรรู้กันก่อนครับ:

  • สามารถซื้อตั๋วโดยสารได้ทุกขบวนและทุกชั้นที่นั่ง
  • ยกเว้นตั๋วหมู่คณะ, ตั๋วรายเดือน และตั๋วนำเที่ยว
  • ต้องชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น
  • ใช้สิทธิได้ ณ สถานีรถไฟที่เข้าร่วมโครงการ 117 สถานีทั่วประเทศ
  • ซื้อตั๋วได้เฉพาะในวันเดินทางเท่านั้น
  • สามารถใช้สิทธิ์ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายใต้วงเงินที่กำหนด
  • ใช้ร่วมกับส่วนลดอื่นของการรถไฟฯ ได้ตามเงื่อนไข

ข้อควรระวังสำคัญคือ ตั๋วที่ซื้อผ่านโครงการนี้จะไม่สามารถขอคืนเงินได้ในทุกกรณีหากคุณเปลี่ยนใจไม่เดินทาง ดังนั้นวางแผนวันเวลาให้ดีก่อนกดจองนะครับ

การหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะทางรางอย่างรถไฟไทย นอกจากจะช่วยลดค่าเดินทางแล้ว ยังเป็นวิธีที่ช่วยลดปริมาณมลพิษและประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศการเดินทางแบบชิลๆ ชมวิวสองข้างทาง บอกเลยว่าโครงการนี้ตอบโจทย์มากครับ ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ หรือนั่งรถไฟกลับบ้านไปหาครอบครัว ก็สามารถใช้สิทธิคุ้มๆ นี้ได้เลยครับ

สำหรับใครที่รอคอยการเดินทางราคาประหยัด อย่าลืมเตรียมพร้อมแอปฯ เป๋าตังให้พร้อม แล้วไปพบกันที่สถานีรถไฟทั่วประเทศนะครับ ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยเติมเต็มความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับนักเดินทางชาวไทยได้อย่างแน่นอน แล้วเจอกันบนขบวนรถไฟครับ!

ที่มา – รัฐบาลชวนใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี เริ่มใช้สิทธิ 1 ก.ค. – 30 ก.ย. 69

“อนุชา” ลั่นพร้อมเป็นผู้ว่าฯ กทม. ชูจุดขายทำมากกว่าพูด

“อนุชา” ลั่นพร้อมเป็นผู้ว่าฯ กทม. ชูจุดขายทำมากกว่าพูด

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศความพร้อมอย่างเต็มตัวบนเวทีปราศรัยใหญ่ พร้อมชูนโยบายที่เน้นการลงมือทำจริงมากกว่าการวาดฝันสวยหรู โดยมีเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนกว่าเดิม

ในงาน “เมือง ฟ้า อมร ทอล์ก แอนด์ เฟส” “อนุชา” ลั่นพร้อมเป็นผู้ว่าฯ กทม. ชูจุดขายทำมากกว่าพูด-กวาดล้างทุจริต อย่างชัดเจน เขาเน้นย้ำว่าตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ลงพื้นที่ เขาได้สัมผัสปัญหาจริงทั้งเรื่องรถติด น้ำท่วม ปัญหาขยะ ไปจนถึงปัญหาปากท้องของคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งเขาเชื่อว่าประสบการณ์ทั้งจากภาคเอกชนและงานบริหารที่ผ่านมา จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ไม่ยาก

กวาดล้างทุจริตและยกระดับการขนส่งมวลชน

เมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนจะได้รับหากเลือกเขา นายอนุชา ย้ำว่าภารกิจแรกคือการกวาดล้างทุจริตที่กัดกินเมืองมานาน เขาให้คำมั่นสัญญาว่าภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ความโปร่งใสต้องมาก่อน นอกจากนี้ยังมีนโยบายด้านขนส่งที่น่าสนใจ ซึ่งรวมไปถึง:

  • การดึง ขสมก. มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. เพื่อแก้ปัญหารถเมล์และเรือให้เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การผลักดันระบบตั๋วร่วมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพี่น้องประชาชนในระยะยาว
  • การจัดระเบียบแผงค้าและแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

อย่างไรก็ตาม นายอนุชายอมรับตรงๆ ว่าตนเองอาจไม่ใช่คนที่พูดจาเก่งกาจ แต่เขามั่นใจในผลงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเขาได้กล่าวว่า “ถึงผมจะพูดไม่เก่ง แต่ผมเน้นทำมากกว่าพูด” ซึ่งถือเป็นจุดขายที่แตกต่างและเข้าถึงใจคนกรุงที่เบื่อหน่ายกับคำสัญญาที่ทำไม่ได้จริง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่คนกรุงเทพฯ จะได้ตัดสินใจเลือกคนที่ตั้งใจทำงานอย่างแท้จริง มาร่วมกันเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครที่เดินทางสะดวก สะอาด และมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นี่ไม่ใช่แค่การเลือกตัวบุคคล แต่เป็นการเลือกทิศทางเดินของเมืองที่เราทุกคนต้องพึ่งพาอาศัยกันไปอีกนาน คุณพร้อมหรือยังที่จะให้โอกาสคนทำจริง?

ที่มา – “อนุชา” ลั่นพร้อมเป็นผู้ว่าฯ กทม. ชูจุดขายทำมากกว่าพูด-กวาดล้างทุจริต

เดินหน้าคุมราคาสินค้า-บริการ 66 รายการ เพิ่ม 5 รายการใหม่

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเจอปัญหาข้าวของราคาแพงกันอยู่บ่อยๆ ใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเพื่อดูแลพวกเราทุกคน ด้วยการประกาศมาตรการเดินหน้าคุมราคาสินค้า-บริการ 66 รายการ เพิ่มสินค้าใหม่ 5 รายการ ดูแลค่าครองชีพประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาเอาเปรียบหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเกินความจำเป็นครับ

เดินหน้าคุมราคาสินค้า-บริการ 66 รายการ เพิ่มสินค้าใหม่ 5 รายการ ดูแลค่าครองชีพประชาชน

เหตุผลหลักที่รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการเรื่องนี้ เพราะต้องการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้เห็นชอบให้มีรายการสินค้าควบคุมรวม 66 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 61 รายการ และบริการอีก 5 รายการ ซึ่งครอบคลุมชีวิตประจำวันของเราแทบทั้งสิ้นครับ

รายละเอียดสินค้าใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา

นอกจากรายการเดิมที่มีอยู่แล้ว รัฐบาลได้ตัดสินใจเพิ่มรายการสินค้าใหม่ 5 รายการเพื่อให้การดูแลครอบคลุมยิ่งขึ้น ดังนี้ครับ:

  • กากถั่วเหลือง
  • ปลากะพงขาว
  • มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์
  • ซีอิ๊ว
  • น้ำปลา

สังเกตได้ว่าการแยกซีอิ๊วและน้ำปลาออกมาจากกลุ่มซอสปรุงรส จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบราคาได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้นครับ การเดินหน้าคุมราคาสินค้า-บริการ 66 รายการ เพิ่มสินค้าใหม่ 5 รายการ ดูแลค่าครองชีพประชาชน ในครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อกดดันผู้ค้าฝ่ายเดียว แต่เน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และคนซื้ออย่างพวกเราครับ

รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เป็นเครื่องมือหลักในการติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการขายเกินราคาหรือกักตุนสินค้าจนของขาดแคลน สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากในช่วงที่เศษฐกิจมีความผันผวนแบบนี้ครับ

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผม มาตรการ เดินหน้าคุมราคาสินค้า-บริการ 66 รายการ เพิ่มสินค้าใหม่ 5 รายการ ดูแลค่าครองชีพประชาชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ แต่อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือของผู้บริโภคอย่างเราในการแจ้งเบาะแสหากพบการขายสินค้าที่เอาเปรียบ ก็เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้มาตรการนี้ได้ผลจริงในระยะยาวครับ ใครคิดเห็นอย่างไรหรือพบเจอร้านที่ขายของแพงเกินจริง อย่าลืมช่วยกันเป็นหูเป็นตาเพื่อสังคมที่ดีขึ้นของเรานะครับ

ที่มา – เดินหน้าคุมราคาสินค้า-บริการ 66 รายการ เพิ่มสินค้าใหม่ 5 รายการ ดูแลค่าครองชีพประชาชน

ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท ใช้ให้หมด 1 พันบาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีอัปเดตสำคัญที่ต้องรีบมาแจ้งเตือนกันด่วนๆ เลยครับ สำหรับใครที่มีสิทธิในโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท และกังวลว่าจะใช้สิทธิไม่ทัน วันนี้เรามีคำตอบที่ชัดเจนมาฝากกันครับ

เกาะติดสถานการณ์ ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท ก่อนตัดสิทธิ

โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนได้อย่างดีเยี่ยม โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 60% และเราจ่ายเอง 40% ผ่านแอปฯ เป๋าตัง แต่สิ่งสำคัญที่หลายคนมักมองข้ามคือเรื่องของเงื่อนไขการใช้จ่ายครับ ขอย้ำเลยว่าวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือนนั้น หากเราไม่รีบใช้ให้หมดภายในสิ้นเดือน สิทธิที่เหลือจะหายไปทันทีและไม่ทบยอดไปเดือนถัดไปนะครับ

เงื่อนไขควรรู้เกี่ยวกับ ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท

สำหรับคำถามที่ว่าสรุปแล้ว ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท นั้น ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเราในแต่ละคนครับ โดยมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นดังนี้:

  • รัฐสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% สูงสุด 200 บาทต่อวัน
  • วงเงินสูงสุดต่อเดือนอยู่ที่ 1,000 บาทต่อคน
  • โครงการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569
  • วงเงินจะถูกรีเซ็ตใหม่ทุกวันที่ 1 ของเดือน ดังนั้นต้องเร่งใช้ให้ครบ 1,000 บาทก่อนสิ้นเดือนครับ

ข้อควรระวังคือ สิทธิในโครงการนี้ไม่สามารถนำไปซื้อสินค้าต้องห้าม เช่น สลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ หรือบัตรกำนัลต่างๆ ได้ รวมถึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดคืนได้ด้วยนะครับ ทุกการใช้จ่ายต้องเป็นการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจริงๆ เท่านั้น

หากเพื่อนๆ ยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองเหลือเงินกี่บาท สามารถเปิดแอปฯ เป๋าตังขึ้นมาเช็คสถานะได้เลยครับ แอปฯ ใช้ง่ายมาก ช่วยให้เราวางแผนการใช้จ่ายในแต่ละวันได้ดีขึ้น ส่วนใครที่เน้นสั่งอาหารเดลิเวอรี ก็สามารถใช้สิทธิได้ในช่วงเวลาที่โครงการกำหนด แต่ต้องเลือกร้านที่เข้าร่วมรายการเท่านั้นครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลมอบให้เป็นเรื่องของภาษีที่พวกเราจ่ายไป การใช้สิทธิให้ครบถ้วนถือเป็นการรักษาสิทธิของตัวเองอย่างหนึ่งครับ อย่าปล่อยให้สิทธิวงเงิน 1,000 บาทต้องเสียเปล่า เพราะทุกบาททุกสตางค์ล้วนช่วยแบ่งเบาค่ากินอยู่ของเราได้มากในช่วงที่เศรษฐกิจท้าทายเช่นนี้ รีบไปตรวจสอบแอปฯ เป๋าตังแล้วออกไปใช้สิทธิกันเลยครับ!

ที่มา – ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท ย้ำต้องใช้ให้หมด 1 พัน สิทธิไม่ทบเดือนถัดไป

เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. ขับเคลื่อน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กันมาบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดทางคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเน้นย้ำถึงเรื่องสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวันของเรานั่นก็คือ เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศครับ

เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก

เหตุผลที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานเป็นอันดับต้นๆ ก็เพราะว่าประเทศไทยยังมีจุดอ่อนเรื่อง Energy Intensity หรือความเข้มข้นของการใช้พลังงาน ซึ่งเราอยู่ในอันดับที่ 67 ของโลกครับ สาเหตุหลักมาจากการที่เรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงมาก จนคิดเป็นมูลค่าเกือบ 10% ของจีดีพี หากเราบริหารจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ ความเสี่ยงของประเทศก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

กลยุทธ์การทำงานผ่านคณะกรรมการ กรอ.

สำหรับการขับเคลื่อนครั้งนี้ จะใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เข้ามาเป็นหัวหอกสำคัญ โดยเน้นย้ำว่า เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก ในการปรับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม การทำงานของ กรอ. ในชุดนี้จะเน้นความร่วมมือเหมือนสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม คือให้ภาคเอกชนนำภาครัฐสนับสนุน โดยมีเป้าหมายหลักคือ:

  • การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจให้คล่องตัว
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด
  • การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่
  • การลดขั้นตอนผ่านโครงการต้นแบบอย่าง Thailand Fast Pass

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องอันดับความสามารถในการแข่งขันของ IMD ที่ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 ถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ แม้ว่าเราจะยังมีเรื่องที่ต้องปรับปรุง เช่น ด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อม แต่การที่ภาครัฐเริ่มหันมาปรับกระบวนทัศน์จากการ “ใช้งบประมาณ” มาเป็นการ “ปลดล็อกกฎระเบียบ” ก็ถือเป็นแนวทางที่น่าจับตามองอย่างมากเลยทีเดียว

ในมุมมองของผม การที่คุณเอกนิติระบุว่า เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก นั้นไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้งเรื่องค่าครองชีพและราคาสินค้าที่พุ่งสูงจากต้นทุนพลังงาน หากเราสามารถลดการนำเข้าและหันไปใช้พลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก

รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

ยุคนี้การทำธุรกิจร้านค้ารายย่อยก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัวแล้วนะครับ ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเชิญชวนให้พ่อค้าแม่ค้าลองใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นฟีเจอร์อัจฉริยะในแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ที่พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนการบริหารจัดการร้านค้าแบบเดิมๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้วุ่นวายครับ

ทำไมร้านค้าไทยต้องใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

จากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้งานฟีเจอร์นี้ไปแล้วกว่า 400,000 ครั้ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากครับว่าร้านค้าไทยเริ่มเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ๆ กันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มที่นำมาปรับใช้ในการวางกลยุทธ์ธุรกิจ

ประโยชน์ของการใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

  • การจัดการต้นทุน: ช่วยให้ร้านค้าวางแผนซื้อวัตถุดิบและคำนวณกำไรได้แม่นยำขึ้น
  • วิเคราะห์การตลาด: ไม่ต้องคาดเดาเอง เพราะ AI ช่วยวิเคราะห์เทรนด์การตั้งราคาและการจัดโปรโมชัน
  • เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน: เชื่อมต่อกับระบบอารีย์สกอร์เพื่อให้คุณเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่าเดิม

สิ่งที่น่าประทับใจมากคือพัฒนาการของผู้ใช้งานครับ จากที่เคยตั้งคำถามแบบพื้นๆ ปัจจุบันร้านค้าเริ่มพิมพ์สั่งการและขอคำแนะนำเชิงลึกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘ตั้งราคาขายอย่างไรให้คุ้มทุน’ หรือ ‘จัดโปรโมชันแบบไหนถึงจะดึงลูกค้าได้ดีขึ้น’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่การเป็นเถ้าแก่ยุค 5.0 อย่างเต็มภาคภูมิ

อนาคตของ ‘นกกระซิบ’ จะมีความสามารถมากขึ้น ทั้งการเปรียบเทียบยอดขายในพื้นที่คู่แข่ง หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม หากคุณเป็นร้านค้าที่ใช้แอปถุงเงินอยู่แล้ว การไม่ใช้เครื่องมือนี้ถือว่าน่าเสียดายมากครับ เพราะนี่คือโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตและยั่งยืนได้ในสนามการค้าที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในปัจจุบัน

หากวันนี้คุณยังมีคำถามเกี่ยวกับการบริหารร้านค้า ลองเปิดแอปถุงเงินแล้วไปทำความรู้จักกับน้อง ‘นกกระซิบ’ ดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างคุณตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ร้านค้าของคุณมียอดขายปังๆ และจัดการหลังบ้านได้อย่างมืออาชีพครับ

ที่มา – รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย ใช้ข้อมูลพัฒนาค้าขาย

วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง

หากคุณกำลังมองหาวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายผ่านโครงการรัฐ วันนี้เราจะมาเจาะลึก วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิดครับ โครงการนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนจากสภาวะวิกฤตพลังงาน โดยมอบสิทธิประโยชน์ให้กับทั้งกลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไป เพื่อช่วยรักษากำลังซื้อและกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง

การใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เพียงคุณทำตามขั้นตอนที่เราสรุปมาให้ การเข้าถึงสิทธิก็ทำได้ทันที โดยโครงการเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 ในช่วงเวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวันครับ

รายละเอียดการใช้งาน วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง

สำหรับการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ Grab Food, LINE MAN, Robinhood และ ShopeeFood คุณสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนเหล่านี้:

  • เลือกแบนเนอร์ “ฟู้ดเดลิเวอรี” จากหน้าแรกของแอปฯ เป๋าตัง
  • เลือกแพลตฟอร์มที่คุณต้องการใช้บริการ
  • เลือกรายการอาหารจากร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ
  • เข้าสู่แอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรีเพื่อดำเนินการสั่งซื้อ
  • ตรวจสอบรายการและชำระเงินผ่าน G Wallet ให้เรียบร้อย

ในส่วนของการชำระเงิน เมื่อได้รับการแจ้งเตือน (Notification) ให้คุณกดตรวจสอบรายการและกดชำระเงิน จากนั้นใส่รหัส PIN 6 หลักเพื่อยืนยัน เพียงเท่านี้การสั่งอาหารของคุณก็เสร็จสมบูรณ์ ระบบจะทำการบันทึกสลิปไว้ให้โดยอัตโนมัติครับ

เงื่อนไขสำคัญที่คุณต้องรู้:

  • รัฐสนับสนุนเฉพาะค่าอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมค่าจัดส่ง
  • ต้องเป็นการซื้อขายจริง ไม่มีการรับเงินทอนเป็นเงินสด
  • ผู้ซื้อและผู้ขายต้องไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกันหรืออยู่ในสถานที่เดียวกัน
  • โครงการตั้งเป้าช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน ทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้คึกคักอีกครั้ง

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายวันของคุณ แต่ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารในชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ถือเป็นนโยบายที่วิน-วินกันทั้งสองฝ่ายจริงๆ ใครที่มีสิทธิ อย่าลืมเช็กแอปเป๋าตังแล้วลองใช้งานกันดูนะครับ หากติดขัดตรงไหน ลองปฏิบัติตาม วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง ที่เราแนะนำไว้ข้างต้น รับรองว่าจะช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นแน่นอน

ที่มา – วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” ผ่านแอปเป๋าตัง ขั้นตอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

15 มิ.ย. นี้ เริ่มใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีมาฝากสำหรับสายกินและผู้ที่รอคอยการใช้สิทธิ์สนับสนุนจากภาครัฐครับ เตรียมตัวให้พร้อมได้เลย เพราะโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 กำลังขยายช่องทางให้เราเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ

15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการออกไปใช้จ่ายที่หน้าร้านโดยตรง แต่ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป รัฐบาลได้ประกาศข่าวดีว่าเราสามารถเริ่มใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีชั้นนำทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood ได้แล้ว ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกสบายและไม่อยากเดินทางฝ่ารถติดไปร้านอาหารเองครับ

วิธีใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ให้คุ้มค่า

สำหรับขั้นตอนง่ายๆ คือเพียงแค่สั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันที่เข้าร่วมโครงการ โดยร้านอาหารกว่า 88,198 แห่งทั่วประเทศได้ทำการเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ เรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมรับออเดอร์จากพวกเราครับ คุณสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ในทุกๆ วัน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เลยทีเดียว

หากเราดูตัวเลขสถิติที่ผ่านมา ต้องบอกว่าโครงการนี้ได้รับความนิยมสุดๆ เพราะมีผู้ใช้งานไปแล้วกว่า 26 ล้านคน และมียอดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากจำนวนมหาศาล การที่รัฐบาลเพิ่มช่องทางเดลิเวอรีเข้ามาครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ครับ

  • ใช้งานง่าย สะดวกผ่านมือถือ
  • รองรับ 4 แพลตฟอร์มหลักที่คนไทยนิยม
  • ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละมื้อ
  • กระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยใกล้บ้านคุณ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้เพื่อนๆ วางแผนการกินในแต่ละวันได้อย่างคุ้มค่านะครับ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และใช้จ่ายภายในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนของเราให้แข็งแกร่งกันต่อไปครับ ใครที่ยังไม่ได้ลองใช้สิทธิ์ผ่านเดลิเวอรี บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาดเพราะนอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ยังช่วยให้ร้านอาหารเล็กๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ!

ที่มา – 15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

Scroll to top