ค่าไฟฟ้า

“สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ หนุนรัฐรื้อโครงสร้างค่าไฟ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการพูดถึงเรื่องโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศ ล่าสุด “สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ หนุนรัฐรื้อโครงสร้างค่าไฟ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนในระยะยาว โดยมองว่าการตรวจสอบต้นทุนที่ซ่อนอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างจริงจัง

“สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ หนุนรัฐรื้อโครงสร้างค่าไฟ อย่างเป็นระบบ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับประเด็นค่าไฟฟ้าส่องสว่างบนทางหลวง ซึ่งมีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีต โดยท่านยืนยันว่าหน่วยงานท้องถิ่น เทศบาล และ กทม. ล้วนได้รับหลักเกณฑ์การดูแลในลักษณะเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อบริการสาธารณะที่เท่าเทียมกัน

เปิดมุมมองเมื่อ “สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ หนุนรัฐรื้อโครงสร้างค่าไฟ

นอกจากนี้ นายสิริพงศ์ยังได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นธรรมที่สุด โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • แนวทางปฏิบัติตั้งแต่ปี 2530 ที่อาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐและหน่วยงานพลังงานในการเอื้อประโยชน์ต่อประชาชน
  • การพิจารณาตรวจสอบต้นทุนซ่อนเร้นในบิลค่าไฟ เพื่อหาทางลดรายจ่ายในระยะยาว
  • ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเฉพาะทาง เช่น ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center)
  • เป้าหมายสูงสุดคือการไม่ให้กระทบต่อภารกิจหลักและการบริการสาธารณะของภาครัฐ

รัฐบาลชุดนี้ถือเป็นชุดแรกในรอบหลายสิบปีที่กล้าหยิบยกเรื่องโครงสร้างค่าไฟมาพิจารณาอย่างจริงจัง นายสิริพงศ์ย้ำชัดว่า กระทรวงคมนาคมพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ หากมาตรการดังกล่าวสามารถช่วยลดภาระให้พี่น้องประชาชนได้จริงโดยไม่ทำให้งานบริการพื้นฐานต้องสะดุดลง

ในอนาคต หากภาครัฐสามารถปรับโครงสร้างค่าไฟได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าแนวทางการบริหารจัดการพลังงานครั้งนี้จะส่งผลบวกต่อกระเป๋าเงินของคนไทยได้มากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณที่เห็นชัดคือความตั้งใจจริงในการรื้อระบบที่ใช้มานานหลายทศวรรษเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวมครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ หนุนรัฐรื้อโครงสร้างค่าไฟ หวังลดภาระประชาชน

จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมบิลค่าไฟแต่ละเดือนถึงดูสูงผิดปกติกันบ้างใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่พูดถึงกันในวงกว้าง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทางรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งแก้ไขปัญหาเรื่อง จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมให้กับประชาชนโดยตรง

จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT

ปัญหาเรื่องค่าไฟส่องสว่างริมทางและไฟสาธารณะที่แฝงมากับบิลค่าไฟบ้านของประชาชนนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งนายพิพัฒน์ยอมรับว่าเป็นความจริงที่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกผลักภาระมาให้ผู้บริโภคโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะค่าไฟจากทางหลวงชนบทที่ปีหนึ่งสูงถึง 10,000 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

แนวทางการแก้ไขปัญหา ค่าไฟแฝง อย่างยั่งยืน

นายกฯ ได้กำชับให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคมหาทางออกที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระส่วนนี้อีกต่อไป โดยแนวทางที่กำลังพิจารณามีดังนี้ครับ:

  • การเปลี่ยนมาใช้หลอด LED: กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการเปลี่ยนโคมไฟบนถนนให้เป็นระบบ LED เพื่อช่วยประหยัดพลังงานลงได้ถึง 40-50% ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดต้นทุนค่าไฟภาพรวม
  • การหาแหล่งงบประมาณใหม่: รัฐบาลกำลังหารือกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังเพื่อหาผู้ชำระแทนที่เหมาะสม ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ประชาชนผ่านค่า FT
  • ความรับผิดชอบในระดับนโยบาย: รัฐบาลมุ่งเน้นการจัดการระบบให้มีความโปร่งใส ไม่ให้ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางมาแฝงอยู่ในบิลครัวเรือนอีกต่อไป

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาให้ความสำคัญและพยายาม จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT ถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะนี่คือการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ใช้ไฟทั่วประเทศ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว จะช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด และหวังว่าการบริหารจัดการงบประมาณครั้งนี้จะมีความโปร่งใสและเห็นผลในเร็ววันนี้ครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” เผย นายกฯ สั่งเร่งจัดการปม “ค่าไฟแฝง” ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกอยู่ในค่า FT

เอกนัฏ จ่อชง ครม. รีดรายได้จากผลกำไร กฟผ. อุ้มค่าไฟ

เชื่อว่าสถานการณ์ค่าครองชีพในปัจจุบันคงเป็นสิ่งที่หลายคนกังวล โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้า ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า “เอกนัฏ” จ่อชง ครม. รีดรายได้จากผลกำไร กฟผ. อุ้มค่าไฟผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนกลุ่มฐานรากอย่างเร่งด่วน โดยยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้จะไม่กระทบต่อแผนการลงทุนของ กฟผ. อย่างแน่นอน

แนวทางช่วยเหลือประชาชนเมื่อ “เอกนัฏ” จ่อชง ครม. รีดรายได้จากผลกำไร กฟผ. อุ้มค่าไฟผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก

การดำเนินนโยบายในครั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเน้นย้ำว่าจะไม่ใช้งบประมาณกลาง แต่จะบริหารจัดการผ่านกำไรของ กฟผ. เป็นส่วนสำรองจ่ายชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนได้รับประโยชน์ทันที โดยสิ่งที่รัฐบาลกำลังวางแผนทำมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การจัดกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่: มีการเตรียมผลักดันกลุ่ม Data Center เข้าสู่ประเภทที่ 9 เพื่อให้แบกรับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น ลดภาระครัวเรือนทั่วไป
  • การทบทวนสัญญา Adder: ยกเลิกการต่ออายุอัตโนมัติของเอกชน เปลี่ยนเป็นระบบ Feed-in Tariff (FIT) ที่สะท้อนต้นทุนจริง เพื่อลดค่าไฟฟ้าในภาพรวม
  • ปรับปรุงระบบไฟสาธารณะ: เปลี่ยนเป็นหลอด LED พร้อมจัดการปัญหาค่าพลังงานไฟฟ้าสำรอง (AP) ที่คำนวณไว้เกินความจำเป็น

ทำไมผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปถึงควรรู้เรื่อง “เอกนัฏ” จ่อชง ครม. รีดรายได้จากผลกำไร กฟผ. อุ้มค่าไฟผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก

นอกจากเรื่องการชดเชยค่าไฟแล้ว กระทรวงพลังงานยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน โดยจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 500 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมจัดแพ็กเกจเงินกู้และลดดอกเบี้ยให้ผู้ที่ต้องการติดตั้ง ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการจัดระเบียบโครงสร้างพลังงานไทยให้เป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น

ในมุมมองของผู้บริโภค นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามเข้ามาแก้ไขต้นทุนผลิตไฟฟ้าในเชิงโครงสร้าง มากกว่าการใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือการผลักภาระภาษีให้ประชาชน หากนโยบายเหล่านี้สำเร็จ เชื่อว่าเราจะเห็นค่าไฟฟ้าที่สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้นในอนาคตครับ

ที่มา – “เอกนัฏ” จ่อชง ครม. รีดรายได้จากผลกำไร กฟผ. อุ้มค่าไฟผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก

ประชาชนเสียงแตก บอร์ดกกพ.เลื่อนเคาะ ค่าไฟฐานใหม่

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์เรื่องพลังงานกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประโยคที่ว่า ประชาชนเสียงแตก บอร์ดกกพ.เลื่อนเคาะ ค่าไฟฐานใหม่ ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่กระทบกระเป๋าเงินของพวกเราทุกคนโดยตรง หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถึง 4 กรณีเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างค่าไฟบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำเอาหลายคนลุ้นหนักว่าบิลค่าไฟในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้จะเป็นอย่างไร

ประชาชนเสียงแตก บอร์ดกกพ.เลื่อนเคาะ ค่าไฟฐานใหม่

เหตุผลหลักที่ทำให้การตัดสินใจล่าช้าออกไป เป็นเพราะเมื่อสำรวจเสียงตอบรับจากประชาชนกว่า 600 ราย พบว่าความเห็นแตกออกเป็นหลายทิศทาง โดย 60% ของการแสดงความคิดเห็นมีความหลากหลายในประเด็นต่างๆ ส่วนอีก 40% ยังไม่ได้เลือกสูตรใดเป็นพิเศษ ทำให้ทางบอร์ด กกพ. ต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ใช้ไฟน้อยและผู้ใช้ไฟมาก ภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนดไว้

รายละเอียดการปรับโครงสร้างค่าไฟฐานใหม่

การปรับโครงสร้างครั้งนี้มุ่งเน้นที่ค่าไฟฐานเป็นหลัก ซึ่งจะนำไปใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 4 ปี โดยยังไม่รวมค่าบริการรายเดือน ค่าเอฟที และภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การคงหลักการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรกไว้ที่ราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระผู้มีรายได้น้อย
  • มีการนำเสนอ 4 กรณีศึกษาที่แตกต่างกันในการปรับอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าตามช่วงการใช้ไฟ
  • กรณีที่ 1 และ 2 จะกระทบผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้เกิน 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป
  • กรณีที่ 3 และ 4 มุ่งเน้นไปที่การปรับอัตราสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ประชาชนคงต้องรอติดตามประกาศผลอย่างเป็นทางการจากการประชุมบอร์ด กกพ. ในวันที่ 17 มิ.ย. นี้ ว่าสุดท้ายแล้วสูตรไหนจะถูกนำมาใช้ และจะเริ่มบังคับใช้ทันรอบบิลเดือนกรกฎาคมนี้หรือไม่ หรือสถานการณ์ที่ว่า ประชาชนเสียงแตก บอร์ดกกพ.เลื่อนเคาะ ค่าไฟฐานใหม่ จะทำให้ทุกอย่างต้องเลื่อนออกไปอีก คงต้องลุ้นกันต่อ

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟให้มีความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้มากเกินไป หวังว่าทุกฝ่ายจะหาข้อสรุปที่ลงตัวที่สุดได้ในเร็ววันครับ

ที่มา – ประชาชนเสียงแตก บอร์ดกกพ.เลื่อนเคาะ “ค่าไฟฐานใหม่” ลุ้นสูตรลงตัวใช้ทันบิล ก.ค.นี้

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาตั้งคำถามถึงกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะการทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่ก่อนหน้านี้ประกาศกร้าวว่าจะปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ทั้งราคาไฟฟ้าและราคาน้ำมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าสิ่งที่ทำนั้น “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน

ถอยกลางซอยหรือสะดุดขาตัวเอง?

นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมทีกระทรวงพลังงานเคยสัญญาว่าจะยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่ในที่สุดกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังเลือกใช้วิธีนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาแบกรับภาระแทน ซึ่งสุดท้ายแล้วประชาชนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ในระยะยาว คำถามสำคัญคือเหตุใดถึงเลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่เคยพูดไว้ในสภาฯ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามองว่ามีความโปร่งใสจริงหรือไม่

  • การตรวจสอบส่วนต่างของค่าการกลั่นที่ไม่มีความชัดเจน
  • นโยบายค่าไฟฟ้าที่มองว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวย ซึ่งในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงครอบครัวขยายหรือร้านค้าเล็กๆ
  • การปล่อยให้กองทุนน้ำมันติดลบสะสมและเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชน

นอกจากนี้ ในส่วนของค่าไฟฟ้า รัฐบาลกลับผลักภาระไปให้ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ด้วยตรรกะที่มองว่าเป็นคนมีฐานะ ซึ่งในความเป็นจริงนโยบายนี้สร้างความเดือดร้อนให้คนชั้นกลางและร้านค้าขนาดเล็กอย่างมาก โดยสรุปได้ว่าภาพความขึงขังที่แสดงออกต่อสภานั้น สวนทางกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างสิ้นเชิง

ท้ายที่สุด การบริหารงานด้านพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของการทำนโยบายเพื่อภาพลักษณ์ แต่คือความรับผิดชอบต่อปากท้องของคนทั้งประเทศ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นการสะท้อนความล้มเหลวในการจัดทำนโยบายที่ยั่งยืน และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องแบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้นเองโดยไม่จำเป็น

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

รัฐบาลเผย! นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นแบบนี้ หลายบ้านหลายครอบครัวคงกำลังปวดหัวกับใบเสร็จค่าไฟที่แพงขึ้นเรื่อยๆ วันนี้มีข่าวดีจากรัฐบาลที่ นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment) ให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักเลยครับ

นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ

ตามที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาราคาไฟฟ้าในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะต้นทุนจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญคือค่าพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงาน (EP) ที่ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงาน

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้สั่งการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ทันที โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นรองประธาน สมาชิกมีหลายหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม เพื่อให้การศึกษารอบด้านและโปร่งใส

สมาชิกคณะกรรมการชุดนี้มีใครบ้าง

  • กระทรวงพลังงาน
  • กระทรวงมหาดไทย
  • อัยการสูงสุด
  • เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
  • เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
  • ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  • ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (MEA)
  • ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
  • ผู้แทนภาคประชาชน

คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่หลักคือศึกษาความไม่สอดคล้องของสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนทั้งในส่วนค่าพร้อมจ่ายและค่าพลังงาน รวมถึงเสนอนโยบายแก้ไขที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่เพิ่มภาระให้ประชาชนมากเกินไป

ค่าพร้อมจ่าย (AP) คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหา

ค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment คือเงินที่รัฐจ่ายให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน แม้โรงไฟฟ้าจะยังไม่ผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง แต่พร้อมผลิตได้ทุกเมื่อ เพื่อให้มั่นใจในความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติ มันกลายเป็นต้นทุนสูงที่ส่งผลให้ค่าไฟของเรแพงขึ้น โดยเฉพาะช่วงน้ำมันและก๊าซแพงจากวิกฤตโลก ค่า EP ก็พุ่งตาม ทำให้ประชาชนและธุรกิจเดือดร้อน

รัฐบาลเข้าใจดีว่า ค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลักของครัวเรือนและโรงงาน การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่แค่ตัดราคาเฉพาะหน้า แต่ต้องดูรอบด้าน เช่น ความมั่นคงพลังงาน การลงทุนระยะยาว และแรงจูงใจของเอกชนในการพัฒนาระบบไฟฟ้าไทยต่อไป

น.ส.รัชดา เน้นย้ำว่า “ใช้วิกฤตพลังงานเป็นโอกาสทบทวนโครงสร้างค่าไฟให้เป็นธรรม” ประชาชนต้องได้รับการดูแล ขณะที่ผู้ประกอบการที่ทำตามกฎต้องอยู่ได้และมีแรงจูงใจลงทุน

ในมุมมองของผม การที่ดึงผู้แทนประชาชนและหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคร่วมด้วย แสดงถึงความโปร่งใสและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางจริงๆ หวังว่าผลศึกษาจะนำไปสู่การปรับโครงสร้างค่าไฟที่ถูกลง ลดภาระประชาชน โดยไม่กระทบความมั่นคงพลังงาน

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาค่าไฟแพง หรือมีไอเดียแก้ไข ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น!

ที่มา – รัฐบาลเผย นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ แก้ปัญหาค่าพร้อมจ่าย ยึดประโยชน์ประชาชน

“พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ “พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน โดยนายพชร นริพทะพันธุ์ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ชี้ให้เห็นโอกาสสำคัญของไทยในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานภายใต้พระราชกำหนดกู้เงิน พ.ร.ก.กู้เงิน 2569 เพื่อแก้ปัญหาค่าไฟแพงและการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

“พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายพชร นริพทะพันธุ์ กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยว่า ราคาพลังงานของเราสูงกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศ ไม่ใช่เพราะขาดทรัพยากร แต่เพราะโครงสร้างเก่าที่ไม่เหมาะกับโลกปัจจุบัน ค่าไฟพุ่ง ราคาน้ำมันผันผวน และก๊าซอ่าวไทยลดลงทุกปี เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องปฏิรูปจริงจังแล้ว

ไทยมีศักยภาพสูงกว่าหลายประเทศ เช่น เวียดนามที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่โซลาร์ในอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว แม้เพิ่งเริ่ม แต่ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างที่ไม่เปิดให้แข่งขัน นายพชรยกตัวอย่าง Lego ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ในเวียดนาม โรงงานคาร์บอนกลางด้วยโซลาร์ 100% แสดงว่าพลังงานสะอาดราคาถูกเป็นกุญแจดึงดูดนักลงทุน

“พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน: บทเรียนจากเวียดนาม

เวียดนามผลิตโซลาร์มากสุดอาเซียนปี 2566 แต่เจอปัญหาหนัก EVN รัฐวิสาหกิจไฟฟ้า ขาดทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เพราะ Feed-in Tariff สูงตายตัว ซื้อไฟแพงแต่ขายถูก หนี้สะสมจนรัฐต้องอุ้ม สุดท้ายประชาชนแบกรับอยู่ดี

เวียดนามแก้ด้วยระบบประมูลแข่งขัน เหมือนอินเดีย ราคาโซลาร์ลด 68% ใน 10 ปี จาก 9.72 เซนต์เหลือ 3.04 เซนต์ ยังขยาย DPPA ให้เอกชนซื้อขายไฟตรง และลงทุนโครงข่ายกับแบตเตอรี่ ขณะไทยยังถกเถียงเรื่องโซลาร์รูฟท็อปกับ DPPA

ไทยมีโอกาสดึงลงทุนเหมือนเวียดนาม ถ้ามีนโยบายชัด ไม่ใช่แค่สัญญาในเวทีโลก ต้องออกแบบราคาจริงตั้งแต่แรก หลีกเลี่ยง Take-or-Pay ที่ผูกมัดรัฐจ่ายแพงให้โรงเก่า

ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมพลังงานประสิทธิภาพและทดแทนฟอสซิล นายพชรแนะ 3 สิ่งที่รัฐต้องทำทันที

3 สิ่งที่รัฐต้องทำทันทีตามคำชี้ของ “พชร”

  • ประการแรก: เปิดตลาดกว้าง ปลดล็อก DPPA และโซลาร์รูฟท็อปจริงจัง ลงทุนจะไหลมาเองโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ
  • ประการที่สอง: เปลี่ยนระบบจัดซื้อ ใช้ประมูลแข่งขันแทน PPA ตายตัว ให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริงของพลังงานหมุนเวียน
  • ประการที่สาม: แยกโครงข่ายส่งออกจากผู้ผลิตใหญ่ เพื่อให้เกิดการแข่งขันแท้จริง เหมือนประเทศที่สำเร็จทั้งโลก

ข้ออ้างเรื่องเทคนิคหรือความมั่นคงเป็นแค่ง้อเลื่อนเวลา แต่เวียดนามพิสูจน์แล้วว่าทำได้เร็วถ้ามีเจตจำนง ไทยยังมีเวลา แต่หน้าต่างกำลังแคบ ประเทศที่เปิดตลาดพลังงานสะอาดราคาถูกจะชนะ ดึงนักลงทุนคุณภาพ ขณะที่ยึดติดเก่าจะได้แต่ค่าไฟแพงและเสียโอกาส

สุดท้าย “พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ รัฐบาลต้องทำให้สำเร็จตามเป้าใน พ.ร.ก. เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่ยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับโอกาสนี้? รัฐควรทำ 3 สิ่งทันทีหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามบทความพลังงานเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – “พชร” ชี้ โอกาสไทยเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน แนะ 3 สิ่งรัฐต้องทำทันที

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าการผลักดันให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดนั้น เป็นการเอาเปรียบประชาชนชัดเจน

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 นพ.วรงค์ ได้ชี้แจงว่าทั้งไฟฟ้าและน้ำประปาเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลมีหน้าที่จัดหาให้ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม โดยไม่ควรแบ่งแยกผู้ใช้ แต่มาตรการใหม่ของรัฐบาลกลับกำหนดค่าไฟแบบขั้นบันได คือ ใช้ต่ำกว่า 200 หน่วยต่อเดือน คิดไม่เกิน 3 บาท/หน่วย, 200-400 หน่วย คิด 3.95 บาท/หน่วย และเกิน 400 หน่วย คิดสูงถึง 5 บาท/หน่วยขึ้นไป ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่ใช้ไฟมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายสนับสนุนติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่รัฐรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ในราคาเพียง 2.20 บาท/หน่วย ขณะที่ขายคืนให้ประชาชนในราคา 5 บาท/หน่วย หรือแพงกว่าครึ่งหนึ่ง นี่คือการผลักภาระให้ประชาชนลงทุนสร้าง ‘โรงไฟฟ้าบนหลังคา’ เอง รัฐได้ประโยชน์ไฟถูก แต่ประชาชนต้องควักจ่ายค่าติดตั้งเอง

ทำไม “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบเรื่องโซลาร์เซลล์

หมอวรงค์ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังแสวงหาผลกำไรจากสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงเพราะระบบขั้นบันได และยังต้องลงทุนโซลาร์เซลล์ที่ไม่คุ้มทุนเพราะราคารับซื้อต่ำ หากรัฐจริงใจควรใช้ระบบ Net Metering ที่ผลิตไฟใช้เอง เกินขายให้รัฐ ไม่พอใช้ดึงจากรัฐ ในอัตราที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องคำนวณต่างราคา

ค่าไฟแพงกับนโยบายโซลาร์เซลล์: ประชาชนเสียเปรียบอย่างไร

โครงสร้างค่าไฟขั้นบันไดทำให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อครอบครัวใหญ่หรือผู้ประกอบการรายย่อย นโยบายโซลาร์เซลล์ดูดีในแวบแรกเพราะช่วยลดค่าไฟ แต่เมื่อเจาะลึก:

  • ราคารับซื้อไฟจากโซลาร์ 2.20 บาท/หน่วย ต่ำกว่าที่รัฐขาย 5 บาท/หน่วย เกินครึ่ง
  • ประชาชนต้องลงทุนติดตั้งเอง แม้กู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่ดอกเบี้ยและค่าบำรุงยังเป็นภาระ
  • ไม่ใช่ Net Metering จริงจัง ทำให้ไม่เป็นธรรม
  • รัฐได้ไฟถูกมาขายแพง แสวงกำไรจากประชาชน

ไฟฟ้าและน้ำประปาคือสิทธิพื้นฐาน รัฐควรลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเอง ไม่ใช่ผลักให้ประชาชน

Net Metering: ทางออกที่เป็นธรรมกว่า

Net Metering คือระบบที่วัดไฟสุทธิ ผลิตได้มากใช้ เกินขาย ไม่พอซื้อเพิ่ม โดยราคาเท่ากันทั้งสองทาง ประเทศอย่างออสเตรเลีย สหรัฐฯ ใช้ระบบนี้สำเร็จ ช่วยส่งเสริมพลังงานสะอาดโดยไม่เอาเปรียบผู้ผลิต หากไทยใช้แบบนี้ ค่าไฟแพงปัญหาจะลดลง

การวิจารณ์ของหมอวรงค์สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลมองข้าม ประชาชนไม่ควรเป็นเหยื่อนโยบายที่ดูดีแต่ซ่อนเงื่อนงำ สุดท้ายแล้ว รัฐต้องรับผิดชอบสาธารณูปโภคให้แท้จริง

คุณเห็นด้วยกับมุมมอง “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์ หรือไม่? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท บ้านอยู่อาศัย

สวัสดีครับชาวบ้านทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ มาบอกกันเลย รัฐบาลเคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท สำหรับบ้านอยู่อาศัยแล้วนะครับ ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟให้ครอบครัวไทยกว่า 20 ล้านหลัง ซึ่งคิดเป็น 90% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศเลยทีเดียว โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะได้จ่ายถูกลงแบบชัดเจน มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นี้เอง เป็นส่วนหนึ่งของ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อรับมือราคาพลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความต้องการสูง

สถานการณ์ตอนนี้ ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูง ส่งผลกระทบต้นทุนผลิตไฟฟ้าในไทย รัฐบาลจึงออกมาตรการเร่งด่วนหลายด้าน ไม่ใช่แค่ตรึงค่าไฟ แต่ยังส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและพลังงานทางเลือกด้วย เช่น โซลาร์รูฟท็อปที่กำลังมาแรง ช่วยให้ผลิตไฟใช้เอง ลดค่าไฟระยะยาวได้จริง

เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท

มาตรการหลักที่ทุกคนรอคอยคือ เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยจะปรับอัตราค่าไฟแบบก้าวหน้าให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ครับ กลุ่มเป้าหมายคือบ้านพักอาศัยกว่า 20 ล้านหลัง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ไฟไม่เกินระดับนี้ จ่ายค่าไฟจะถูกลงทันที ใครใช้เกิน 200 หน่วยก็ไม่ต้องกังวล รัฐบาลบอกว่าจะมีมาตรการต่อเนื่อง แนะนำให้ติดตามประกาศเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงาน เช่น:

  • ส่งเสริมการผลิตไฟจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชนและหน่วยงานรัฐแบบ ESCO Model
  • ปรับระบบรับซื้อไฟฟ้าใหม่ จาก Adder เป็น Feed-in Tariff (FiT) ที่เหมาะสมกว่า
  • ลดการใช้พลังงานภาครัฐลง 20% และเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหาร

รัฐส่งเสริมโซลาร์รูฟ ลดค่าไฟยั่งยืน

หนึ่งในไฮไลต์คือการผลักดันโซลาร์รูฟหรือแผงโซลาร์เซลล์ติดหลังคาบ้านครับ รัฐมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนถูกกว่าค่าไฟเสียอีก และรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้คืนด้วย ประชาชนผลิตไฟใช้เอง ลดการพึ่งพากฟผ. แถมยังเป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดคาร์บอน ลดโลกร้อน พรุ่งนี้ (29 เมษายน 2569) คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติจะประชุมเดินหน้าต่อ

มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพยังรวมถึง:

  • เปลี่ยนไฟสาธารณะเป็น LED และไฟถนนโซลาร์เซลล์ พร้อมระบบบริหารจัดการพลังงาน
  • ผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า ติดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะและสลับแบต
  • พลังงานชีวภาพจากของเสียเกษตร ทำเชื้อเพลิงชีวมวลและก๊าซชีวภาพ

ประโยชน์ที่ได้มหาศาลครับ ไม่ใช่แค่ลดค่าไฟชั่วคราว แต่สร้างระบบพลังงานยั่งยืน ลดนำเข้าพลังงาน ช่วยเศรษฐกิจชาติ ประหยัดทรัพยากรระยะยาว บ้านไหนสนใจโซลาร์รูฟ ลองคำนวณดู ติดตั้งครั้งเดียว ใช้ฟรี 20-25 ปี คืนทุนไว 3-5 ปี แถมค่าไฟลดลง 50-70% เลยนะ

สำหรับบ้านที่ใช้ไฟเยอะ แนะนำตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า ลดการปล่อยทิ้ง เปลี่ยนเครื่องใช้ประหยัดพลังงาน 5 ดาว เช่น ตู้เย็น แอร์ LED และพิจารณาโซลาร์รูฟตั้งแต่เนิ่นๆ รัฐบาลเข้าใจปัญหา จะมีมาตรการช่วยเพิ่มแน่นอน

สรุปแล้ว มาตรการนี้คือโอกาสทองสำหรับทุกบ้าน ลดค่าไฟวันนี้ สร้างอนาคต xanh พรุ่งนี้ คุณลองเริ่มจากติดตามข่าวและวางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟดูไหม? ประหยัดจริง ลองเลย!

ที่มา – เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท สำหรับบ้านอยู่อาศัย รัฐส่งเสริมโซลาร์รูฟ

Scroll to top