งบประมาณ 2569

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ โดยได้เดินทางไปดูการดำเนินงานโครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรและกำลังคนของกรมเจ้าท่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบัน “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้ไหลผ่านคลองอู่ตะเภาได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ลดจุดตื้นเขินที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เศรษฐกิจและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนชาวสงขลาได้

แผนงานระยะยาวเพื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ นายสรรเพชญยังได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาในระยะยาว โดยมีการวางแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อสานต่อโครงการสำคัญอีก 3 โครงการ ดังนี้:

  • โครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา: เน้นการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มสูงขึ้น
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.1: พัฒนาร่องชายฝั่งทะเลเพื่อเสริมระบบระบายน้ำให้ครอบคลุมทุกจุดเสี่ยง
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.3: ขยายขีดความสามารถการไหลเวียนของน้ำ เพื่อสนับสนุนทั้งภาคการเกษตรและการสัญจรทางน้ำ

ด้วยงบประมาณกว่า 28 ล้านบาทต่อโครงการ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นหากไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อน สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าการที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากช่วยระบายน้ำแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินเรือของชาวประมงพื้นบ้านอีกด้วย

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังว่าการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ของกรมเจ้าท่า จะช่วยให้โครงการเหล่านี้สำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ การเตรียมพร้อมก่อนที่ปัญหาจะมาถึง คือหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐที่ยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นของนายสรรเพชญในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสงขลาได้อย่างแท้จริง การที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียน ถอยรถยนต์ใหม่

ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียน ถอยรถยนต์ใหม่

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองช่วงนี้ เมื่อ นายณรงเดช อุฬารกุล อดีต สส. พรรคประชาชน และกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 ได้ออกมาแฉผ่านโซเชียลมีเดียว่า ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว งบประมาณก้อนนี้ควรถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางน้ำมากกว่าการนำไปจัดซื้อทรัพย์สินฟุ่มเฟือย

เบื้องลึกการใช้เงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน

ประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามคือ การที่กรมชลประทานเลือกใช้เงินจากกองทุนหมุนเวียนฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการบริหารจัดการน้ำ การซ่อมแซมพนังคันกั้นน้ำ และเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง แต่กลับถูกนำมาใช้ซื้อรถยนต์ใหม่แทน ถือเป็นการใช้ทรัพยากรที่ตรงจุดประสงค์หรือไม่ นายณรงเดช ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ในจังหวะที่ข้าราชการหลายหน่วยงานแทบไม่มีรถประจำตำแหน่งใช้ แต่กรมกลับดำเนินการจัดซื้ออย่างเงียบเชียบโดยไม่ผ่านงบพ.ร.บ.หลัก

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมของการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐ ดังนี้:

  • ความคุ้มค่าของภาษีประชาชน: การนำเงินจากกองทุนที่ควรเน้นการช่วยเหลือเกษตรกรมาใช้จัดซื้อทรัพย์สินส่วนบุคคลหรือยานพาหนะหน่วยงานเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่
  • ความโปร่งใส: หน่วยงานรัฐควรชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการจัดซื้อท่ามกลางเสียงเรียกร้องเรื่องงบประมาณช่วยเหลือภัยพิบัติ
  • การลำดับความสำคัญ (Prioritization): ในเมื่อบอกว่าไม่มีงบช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม แต่ทำไมถึงมีงบประมาณสำหรับการซื้อรถใหม่

สรุปแล้ว ประเด็นที่ ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของรถยนต์ แต่เป็นเรื่องของ “ธรรมาภิบาล” ภายในหน่วยงานภาครัฐ ถึงเวลาหรือยังที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงให้ชัดเจนต่อสังคมว่า การใช้งบประมาณในลักษณะนี้เป็นไปตามกฎหมายและสมเหตุสมผลจริงหรือไม่ เพราะเงินกองทุนหมุนเวียนคือเงินจากค่าธรรมเนียมที่เก็บจากประชาชนและเกษตรกร การบริหารจัดการจึงต้องเป็นไปเพื่อตอบโจทย์ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรก

ที่เราควรจับตาดูต่อจากนี้คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการตรวจสอบการใช้งบประมาณของกรมชลประทานอย่างไร เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก และเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกบาททุกสตางค์ของภาษีประชาชนต้องได้รับการดูแลอย่างคุ้มค่าที่สุด

ที่มา – “ณรงเดช” ปูด “กรมชลฯ” ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 ดึงงบค้างท่อ

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนหนักหน่วงจากสงครามตะวันออกกลางและวิกฤติพลังงาน นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งวางแผนงบประมาณปี 2570 ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยดึงงบค้างท่อจำนวนมหาศาลมาใช้เป็นกระสุนสำรอง

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมสำคัญระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผู้เข้าร่วมชั้นนำอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 รวมถึงประมาณการรายรับ-รายจ่ายและฐานะการคลังล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องปรับวิธีทำงานให้ประหยัดทรัพยากร ปรับลดงบที่ไม่จำเป็น เช่น ศึกษาดูงานต่างประเทศ ก่อสร้างอาคารใหม่ที่ไม่เร่งด่วน และโครงการพัฒนาจังหวัดที่เลื่อนได้

เอกนิติ เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นี่คือขั้นตอนที่ 2 ในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 เป็นฐานในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น โยกงบก่อสร้างไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารราชการ เพื่อลดค่าไฟระยะยาวและสร้างสำรองทางการเงิน

ปัจจุบันหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP เพดาน 70% ยังเหลือช่องว่าง 4% หรือราว 800,000 ล้านบาท แต่ก่อนกู้เพิ่ม รัฐบาลจะบริหารงบที่มีอยู่ให้คุ้มค่าก่อน โดยแผนหลัก 2 ส่วน:

  • งบปี 2569: ดึงงบค้างท่อที่ยังไม่ทำสัญญาภายใน 30 เมษายน ได้ 70,000-100,000 ล้านบาท บวกงบกลางเหลือ 25,000 ล้านบาท รวม 95,000-125,000 ล้านบาท
  • ร่างงบ 2570: ทบทวนปรับโครงสร้างใหม่ให้มีวินัย

จะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ คล้ายสมัยโควิด-19 นำเข้าสภาช่วงกลางมิถุนายน เพื่อใช้ได้ทันปีงบ 2570

การ นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาวินัยการคลัง สร้างความเข้มแข็งรับมือวิกฤติ ประชาชนจะได้ประโยชน์จากงบที่ใช้อย่างคุ้มค่า ลดภาษีหรือเพิ่มสวัสดิการในอนาคตได้มากขึ้น

ในมุมมองผู้เขียน การวางแผนนี้ฉลาดมาก เพราะไม่พึ่งกู้อย่างเดียว แต่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการลงทุนพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน ท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน หากทำสำเร็จ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 “เอกนิติ” เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 บังคับใช้ 1 ต.ค. นี้

“ในหลวง” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 แล้ว กรอบวงเงิน 3.7 ล้านล้านบาท ให้ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ต.ค. 68

วันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา

โดยพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้ตั้งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,780,600,000,000 บาท จำแนกเป็นรายจ่ายตามที่ระบุต่อไปในพระราชบัญญัตินี้

(อ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ฉบับเต็ม)

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ.

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้รับการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน

รายละเอียดสำคัญของ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,780,600,000,000 บาท (สามล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นหกร้อยล้านบาท) การจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ ครอบคลุมหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข คมนาคม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 นั้น มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ งบประมาณยังถูกจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาการว่างงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและบริการของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน

พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ การติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไปนั้น ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

การประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

จับตาดูการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจาก พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เราทุกคนสามารถปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แล้ว พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วงเงิน 3.7 ล้านล้าน ใช้บังคับ 1 ต.ค. 68

สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69: พิชัยขอบคุณ

“วุฒิสภา” ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 มติ 151 ต่อ 1 เสียง “หมอวี” ฉะตั้งงบฯ สธ. ต้อนรับ “รมว.-รมช.” ลงพื้นที่ครั้งละ 1 ล้าน กระตุกสำนึกใช้ภาษีประชาชน ไม่ให้ผ่าน ด้าน “พิชัย” ขอบคุณ จะใช้งบฯ โปร่งใสตรวจสอบได้

วันที่ 2 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก่อนที่ สว. จะลงมติในช่วงเย็นวันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาได้เสนอแนะการจัดสรรงบประมาณที่มองว่า ควรเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69: พิชัยขอบคุณ

โดยนพ.วีระพันธ์ สุวรรณามัย สว. อภิปรายงบประมาณด้านสาธารณสุข ว่า การจัดงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขส่วนใหญ่เป็นงบรายจ่ายประจำ เงินเดือน ขณะที่งบสาธารณสุขของไทยคิดเป็น 2% ของจีดีพีเท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วต้องมี 5% ของจีดีพี ดังนั้นของไทยจำเป็นต้องเพิ่มเกือบ 100% ขณะที่กองทุนหลักประกันสุขภาพที่ได้งบเพิ่มขึ้น 15% แต่อัตราเงินเฟ้อพบว่า เพิ่มขึ้น 15% เท่ากับไม่ได้เพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า งบฯ รักษาของผู้ป่วยใน เพียง 3% ขณะที่ 70% เป็นงบฯ นวัตกรรม บริการที่จำเป็นน้อย การให้งบประมาณดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจที่โรงพยาบาลของรัฐให้บริการประชาชนติดลบ และบุคลากรยิ่งลาออก ซ้ำยังพบว่า มีงบฯ ต้อนรับรัฐมนตรี กรณีเมื่อรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วย ไปโรงพยาบาลใดก็ตามต้องมีเงินเอาไว้ต้อนรับ เงินบำรุงโรงพยาบาล ประมาณ 1 ล้านบาทต่อครั้ง บางครั้งไปโรงพยาบาลระดับอำเภอ ไม่สามารถต้อนรับได้ด้วยงบดังกล่าว จึงต้องไปประสานงานขอจากโรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อออกเงิน รพ. ละ 5 แสนบาท เพื่อให้ได้เงิน 1 ล้านบาท ใช้ต้อนรับ รมว. และ รมช. สาธารณสุข

“ผมไม่อยากให้ สิ่งที่พูดเป็นจริง แต่หากเป็นจริง ขอให้แก้ไข เพราะเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง หากรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วย อยากลงไปดูงานหรือจัดอีเวนต์ต่างๆ ควรลงไปโดยสำนึกในภาษีของประชาชน และจากการอภิปรายของ สว. พบความเห็นข้อเสนอแนะที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นในงบสาธารณสุขที่ดูละเอียดแล้ว งบนี้ไม่สามารถดูแลคนไทยให้มีความสุขขึ้น งบนี้ไม่สามารถให้บุคลากรสาธารณสุขมีความสุขได้ ดังนั้นความคิดของผม งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ส่วนตัวผมไม่สามารถให้ผ่านไปได้” นพ.วีระพันธ์ กล่าว

กระทั่งช่วงบ่าย ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สองเป็นประธานการประชุม หลังจากที่ สว. ได้อภิปรายต่อเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้วเสร็จ ได้ลงมติว่า จะเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือไม่ โดยมติของที่ประชุม เห็นชอบด้วยมติ 151 เสียง ต่อไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง

“พิชัย” ขอบคุณ สว. หลัง สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69

ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง ฐานะผู้แทนรัฐบาล กล่าวขอบคุณ สว. ที่พิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 เครื่องมือสำคัญขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่างๆ ขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจยั่งยืน สำหรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอและความห่วงใยที่เสนอแนะรัฐบาลรับไว้ด้วยความขอบคุณ ประกอบกับจะนำการพิจารณาไปปรับปรุงหน่วยรับงบประมาณเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด ขอให้ความมั่นใจว่านโยบายและงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาใช้ตามแผนงานและวัตถุประสงค์ รัฐบาลใช้งบประมาณโปร่งใส ตรวจสอบได้ บรรลุผลสัมฤทธิ์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากนั้นประธานในที่ประชุมได้สั่งปิดประชุมในเวลา 13.53 น. อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ประชุมวุฒิสภาได้ผ่านการเห็นชอบแล้วนั้น สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ส่งให้รัฐบาลเพื่อทูลเกล้าฯ ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

โดยสรุปแล้ว การที่ สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง การพิจารณาอย่างรอบคอบของสว. และการรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่ สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 นั้น ก็เป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ที่มา – สว. โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 “พิชัย” ขอบคุณ จะใช้งบฯ โปร่งใสตรวจสอบได้

สว.พิสิษฐ์ ยัน! ไม่มีการคว่ำงบรายจ่ายปี 69

สว.พิสิษฐ์ ยัน! ไม่มีการคว่ำงบรายจ่ายปี 69

ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับความตั้งใจของวุฒิสภา (สว.) ที่จะคว่ำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยระบุว่าเป็นเพียง “มโน” ของผู้ที่ปล่อยข่าวเท่านั้น

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้แถลงข่าวยืนยันว่า วุฒิสภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในวันที่ 1-2 กันยายนที่จะถึงนี้ โดยจะเน้นการพิจารณาใน 4 ประเด็นหลักที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศ

4 ภัยคุกคามหลักที่ สว. จะพิจารณาในการพิจารณางบรายจ่ายปี 69

  • ภัยเศรษฐกิจ: ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงรายได้ของประชาชนที่ลดลง
  • ภัยความมั่นคง: ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
  • ภัยธรรมชาติ: ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง
  • ภัยสังคม: ปัญหายาเสพติด พนันออนไลน์ และบุหรี่ไฟฟ้า

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สว. จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ อย่างเร่งด่วนภายใน 20 วันตามที่กำหนด และยืนยันว่าการกล่าวหาว่าวุฒิสภาจะคว่ำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ของ สว. แต่ละคน และไม่มีการบังคับขู่เข็ญใดๆ ทั้งสิ้น

“คนที่กล่าวหา สว. เรื่องคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ภาษาชาวบ้านคือ มโนสำคัญกว่าข้อเท็จจริง” นายพิสิษฐ์กล่าว “ขอยืนยันว่า สว. ไม่เคยมีการหารือเรื่องการคว่ำงบรายจ่ายปี 69 แต่อย่างใด”

การแถลงข่าวของนายพิสิษฐ์ มีขึ้นเพื่อตอบโต้กระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดและความกังวลให้กับประชาชนเกี่ยวกับอนาคตของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ประเด็นที่ สว. จะให้ความสำคัญในการพิจารณางบประมาณ คือการที่งบประมาณดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาทั้ง 4 ด้านที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หาก สว. พิจารณาแล้วเห็นว่างบประมาณที่เสนอมานั้นไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ก็อาจมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการบริหารประเทศ เนื่องจากเป็นแผนการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในรอบปีงบประมาณถัดไป การที่วุฒิสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงเป็นการสร้างความมั่นใจได้ว่า งบประมาณจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น การออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ของ สว.พิสิษฐ์ จึงเป็นการสร้างความกระจ่างและความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้การพิจารณางบประมาณในปี 2569 เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพต่อไป

ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2569 ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวและเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของคุณ

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัดให้หยุดมโนวุฒิสภาจ้องคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ยันไม่เคยหารือกัน

สอบ 5 สส.พรรคประชาชน ปมด้อยค่าศาสนา

สอบ 5 สส.พรรคประชาชน ขัด รธน.-พ.ร.บ.สงฆ์ อภิปรายด้อยค่าโจมตีพระพุทธศาสนา

ชมรมสันติประชาธรรมยื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ ขอให้สอบ 5 สส.พรรคประชาชน กรณีอภิปรายงบประมาณ 2569 โดยใช้ถ้อยคำด้อยค่าโจมตีพระพุทธศาสนา ซึ่งอาจผิดจริยธรรมร้ายแรง ขัดต่อรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.สงฆ์

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม และพระมหาวัฒนา ปญฺญาทีโป วัดมหาสวัสดิ์นาคพุฒาราม จ.นครปฐม พร้อมคณะ เพื่อขอให้ตรวจสอบและดำเนินการต่อ ส.ส. 5 คน ของพรรคประชาชน ผู้กระทำการอันเป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรงขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วยพระมหาวัฒนา ปญฺญาทีโป วัดมหาสวัสดิ์นาคพุฒาราม จ.นครปฐม และประชาชนผู้มีความห่วงใยต่อการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาและความมั่นคงของพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือ เคารพ และศรัทธา ขอยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

กรณี ส.ส. 5 คน ของพรรคประชาชน ได้อภิปรายในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยใช้ถ้อยคำและแสดงพฤติกรรมอันเป็นการด้อยค่าและโจมตีพระพุทธศาสนา ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณของรัฐ แต่เป็นการลบหลู่ศาสนา และยังแสดงถ้อยคำอันไม่สมควรต่อพระพุทธศาสนาซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายและแสดงความไม่ให้เกียรติต่อโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในแผนการใช้งบประมาณ โดยมีการถ่ายทอดสดและเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะซึ่งเป็นการสร้างความกระทบกระเทือนต่อจิตใจและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก อันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงทางวัฒนธรรมของชาติ

ข้อกฎหมายและเหตุผลประกอบการยื่นสอบ 5 สส.พรรคประชาชน อาทิ การขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 31 ที่รับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการปฏิบัติศาสนกิจ, มาตรา 67 ที่บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา, มาตรา 50 ที่บุคคลมีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกทั้งยังผิดมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้ต้องประพฤติปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เคารพสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งต้องเคารพ และไม่ลบหลู่ศาสนาที่ประชาชนยึดถือ และข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ข้อ 6 สมาชิกและกรรมาธิการต้องจงรักภักดีและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประกอบข้อ 7 สมาชิกและกรรมาธิการต้องรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 54

ขั้นตอนการดำเนินการหลังจากยื่นสอบ 5 สส.พรรคประชาชน

หลังจากยื่นเรื่องแล้ว ทางชมรมฯ ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรโปรดดำเนินการนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน และเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาลงโทษตามสมควร หากพบมูลความผิดให้ส่งเรื่องต่อยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาว่าเป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรง และดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ พร้อมให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ พนักงานสอบสวน เพื่อพิจารณาดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 และดำเนินคดีตามมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้ประกาศผลการตรวจสอบต่อสาธารณชน เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องและรักษาศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันการเมืองและสถาบันพระพุทธศาสนา

พระมหาวัฒนา ปญฺญาทีโป กล่าวเพิ่มเติมว่า การอภิปรายของ ส.ส. ทั้ง 5 คนนั้น แสดงให้เห็นว่าไม่มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ หลายส่วนซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาและประชาชนชาวพุทธ เราต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาสถานการณ์หลายอย่างส่งผลกระทบต่อชาวพุทธ ทั้งเรื่องพระราชาคณะ และพระภิกษุบางรูปที่ประพฤติเสื่อมเสียพระธรรมวินัย แต่ก็เป็นส่วนน้อย ในส่วนของการไปกราบไหว้สังเวชนียสถานนั้นก็เป็นศาสนสถานที่สำคัญ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หากระลึกถึงพระพุทธเจ้าก็ให้ไปยังสังเวชนียสถาน คือสถานที่ที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร และปรินิพพาน ดังนั้น การไปยังสถานที่นั้นจะทำให้จิตของตนเองเลื่อมใสได้ก็จะเป็นบุญที่เราสามารถกระทำได้ง่ายที่สุด

นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า หลักธรรมคำสอนและกรณีที่ถูกพาดพิงถึงนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกศาสนาเกิดจากความเลื่อมใสของคนในสังคมนั้น ศาสนาใครก็คือศาสนาของคนนั้น ไม่ควรที่จะไปละเมิด หรือกล่าวถึงในทางที่ไม่ดี ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวกราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อดำเนินการต่อไป

การดำเนินการสอบ 5 สส.พรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และธำรงไว้ซึ่งความเคารพในศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิและความเชื่อของผู้อื่น

ประเด็นการอภิปรายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับศาสนาเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันด้วยเหตุผลและข้อมูลที่ถูกต้อง การแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์จะนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – ยื่นสอบ 5 สส.พรรคประชาชน ขัด รธน.-พ.ร.บ.สงฆ์ อภิปรายด้อยค่าโจมตีพระพุทธศาสนา

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน **ซื้อโหวต**

โฆษกรวมไทยสร้างชาติท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอ**ซื้อโหวต** ย้ำไม่เชื่อคนของรัฐบาล

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการ**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

นายอัครเดชยังกล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาวิปรัฐบาลได้กำชับให้ สส. ทุกคนเข้าร่วมการประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การลงมติในญัตติต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้อง**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้าน

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด และ สส. ที่กล่าวอ้างเรื่องนี้ ควรนำหลักฐานมาแสดงให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร และยังอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน” นายอัครเดชกล่าว

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส. เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน ซื้อโหวต

นายอัครเดชยังกล่าวอีกว่า หาก สส. ท่านนั้นมีหลักฐานจริง ก็ควรนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ไม่ควรนำมาเปิดเผยผ่านสื่อ เพราะอาจจะทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความล่าช้า และอาจจะทำให้ผู้ที่กระทำความผิดหลบหนีไปได้

ทั้งนี้ นายอัครเดชได้แสดงความมั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ด้วยความโปร่งใส และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ความโปร่งใสในการเมือง และการตรวจสอบเรื่อง ซื้อโหวต

เรื่องของการซื้อเสียงหรือการใช้เงินแลกคะแนนเสียงนั้น เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานาน การที่พรรครวมไทยสร้างชาติออกมาท้าให้เปิดหลักฐานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และต้องการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่แค่การออกมาเรียกร้องให้เปิดหลักฐาน แต่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และต้องมีการสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้งสุจริต

การเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เท่านั้น ที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง และการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

การออกมาท้าทายให้เปิดเผยหลักฐานการ**ซื้อโหวต**ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ที่มา – โฆษกรวมไทยสร้างชาติ ท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอซื้อโหวต ไม่เชื่อเป็นคนของรัฐบาล

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 รัฐบาลลุยต่อ

รองโฆษกเพื่อไทย ขอบคุณสภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เตรียมเข้าสู่วุฒิสภา ยัน รัฐบาลลุยนโยบายสำคัญทันที หวังกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ย้ำ รัฐบาลยึดชีวิตประชาชนและอธิปไตยต้องมาก่อน

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จาก สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่ร่วมกันผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพราะนี่คือการมองเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายนี้คือหัวใจในการขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน และขอขอบคุณพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ตลอดทั้ง 3 วันที่มีการอภิปรายในสภาฯ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่างบประมาณไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งประเทศ

“ดิฉันยืนยันว่างบประมาณปี 2569 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร ไม่ใช่ตัวเลขที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่คือพลังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางรากฐานอนาคตของประเทศภายใต้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนจริงๆ”

ทั้งนี้ หลังจากงบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาของวุฒิสภา ตนเชื่อมั่นว่า วุฒิสภาจะเร่งรัดพิจารณา เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปขับเคลื่อนนโยบายโดยเร็วที่สุด โดยโครงการและนโยบายสำคัญๆ ที่จะใช้งบประมาณปี 2569 ในการขับเคลื่อน ได้แก่

  • นโยบาย 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้การเดินทางสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ง่าย ลดค่าใช้จ่ายประชาชน ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋า
  • โครงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 ราว 2.8 ล้านล้านบาท โดยดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 36 ล้านคน เพื่อสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ผ่านการโปรโมท การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการจัดอีเวนต์ตลอดทั้งปี
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคมสูงวัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ และสร้างระบบการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
  • งบจัดการภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ท้องถิ่นมีความพร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเรื้อรัง ที่เป็นปัญหามายาวนาน และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เริ่มมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าว ปีการผลิต 2568/69 จ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 10 ไร่ ครอบคลุมทั้งนาปีและนาปรัง เริ่มจ่ายงวดแรกตั้งแต่กันยายนนี้ โดยเงินทั้งหมดจะโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ลดความล่าช้าและต้นทุนธุรกรรม
  • การพยุงราคาลำไย รัฐบาลร่วมกับสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ ตั้งจุดรับซื้อลำไยเกรด AA กิโลกรัมละ 13 บาท จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม พร้อมเสนอ ครม. ออกมาตรการช่วยเหลือเสริม จ่ายไร่ละ 1,400 บาท เพื่อทดแทนรายได้

ทั้ง 2 มาตรการนี้มีเป้าหมายเดียวคือ ให้รายได้ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็ว และพรรคเพื่อไทยได้กำชับ สส.ของพรรคให้ติดตามสถานการณ์ จุดรับซื้อ และปริมาณการรับซื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลสะท้อนกลับสู่รัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

“ดิฉันขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต สำหรับพรรคเพื่อไทย งบประมาณทุกบาทคือความหวัง และต้องถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของประชาชน”

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ขณะเดียวกัน น.ส.ขัตติยา ยังกล่าวถึงหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนคลี่คลาย รัฐบาลได้ดำเนินการควบคู่ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทูต และการเยียวยาประชาชน โดยยึดหลักสูงสุดว่า ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด และทุกการดำเนินการจะยึดตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

ในการประชุม RBC ภาคตะวันออก ฝั่งจันทบุรี-ตราด เมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ยืนยันกรอบปฏิบัติ 13 ข้อ ตามที่ตกลงกันในเวที GBC เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยประเทศไทยย้ำชัดว่าเราจะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในกรอบทวิภาคี ภายใต้กติกาสากล พร้อมผลักดันวาระเพิ่มเติม 2 เรื่องสำคัญ คือ

1. การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยให้ชุมชนชายแดน

2. การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาน้อยกว่าที่คาดหวัง

“พรรคเพื่อไทยหวังว่ากัมพูชาจะพิสูจน์ความจริงใจในการหารือรอบถัดไป ด้วยการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม และการเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ให้เห็นผลชัดเจน”

สำหรับกรณีที่ทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลภายหลังข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลได้ดำเนินการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำบันทึกหลักฐาน ส่งไปยังคณะกลไกภายใต้อนุสัญญาออตตาวาแล้วหลายฉบับ พร้อมทั้งนัดหมายพาคณะทูตประเทศภาคีลงพื้นที่

ส่วนด้านการเยียวยา รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งคลินิกเคลื่อนที่และทีม MCATT ฟื้นฟูจิตใจประชาชน และเปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือค่าน้ำ-ค่าไฟสำหรับครัวเรือนและศูนย์พักพิงในพื้นที่ ที่ได้รับการงดเว้นช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อในส่วนความเสียหาย กระทรวงมหาดไทย โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคารใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อออกแบบมาตรฐานซ่อมเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ตรวจพบความเสียหายกว่า 300 หลังใน 4 จังหวัดหลัก คือ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยมีการทยอยส่งมอบบ้านพักชั่วคราว (Prefab) ให้ครอบครัวที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังแล้ว 11 หลัง และจะทยอยส่งมอบเพิ่มเติมตามผลการสำรวจและความพร้อมของพื้นที่.

การที่สภาฯ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หวังว่าการพิจารณาในวุฒิสภาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เพื่อให้งบประมาณถูกนำไปใช้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

การที่ สส. ทุกท่านร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปข้างหน้า งบประมาณนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้สัญญาไว้กับประชาชน

ที่มา – ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จ่อเข้าสู่วุฒิสภา รัฐบาลพร้อมลุยนโยบายสำคัญทันที

Scroll to top