งบประมาณปี 2570

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทยและพิรุธงบรายจ่าย

เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมภาษีของพวกเราถึงดูเหมือนไม่ได้ถูกนำไปพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่เท่าที่ควร? ล่าสุด คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ถึงประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย ซึ่งถือเป็นการเปิดมุมมองที่คนไทยทุกคนควรรู้เพื่อร่วมกันตรวจสอบงบประมาณของแผ่นดินครับ

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

จากการเปิดกิจกรรม “Hack งบ 70” คุณณัฐพงษ์ได้ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างงบประมาณไทยเปรียบเสมือนวงจรที่ยากจะเปลี่ยนแปลง โดยพบว่ารายจ่ายลงทุนนั้นถูกจำกัดไว้เพียง 1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมด หรือประมาณ 21% เท่าเดิมมาตลอดหลายปี ทำให้เราขาดเม็ดเงินที่จะนำไปพัฒนาอนาคตของประเทศอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริต และการจัดทำนโยบายที่มุ่งเน้นเพียงคะแนนนิยมระยะสั้นมากกว่าวิสัยทัศน์ระยะยาวอีกด้วย

เปิดปมวิกฤต: ทำไม ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

นอกจากปัญหาภาพรวมแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการกระจายงบประมาณรายหัว โดยในขณะที่กรุงเทพฯ ได้รับงบสูงถึง 22,493 บาทต่อคน แต่พื้นที่ภาคอีสานกลับได้รับเพียง 5,517 บาทต่อคนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการงบประมาณปัจจุบันยังห่างไกลจากความเท่าเทียม ทั้งที่ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเรานั้นสูงพอๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายได้รัฐกลับต่ำกว่ามาก

บทเรียนสำคัญจากกิจกรรมนี้คือ:

  • งบประมาณไทยยึดติดกับฐานเดิมจากอดีต ไม่มีการทำ Zero-Based Budgeting อย่างแท้จริง
  • โครงการส่วนใหญ่กว่า 95% เป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่เพื่ออนาคต
  • มีความเสี่ยงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ ที่ต้องอาศัยตาเหยี่ยวของประชาชนในการตรวจสอบ

คุณณัฐพงษ์ย้ำชัดว่า พรรคประชาชนไม่ได้เพียงแค่ติง แต่ได้เตรียมเสนอการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ในฐานะประชาชนคนไทย เราอย่ามองว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องไกลตัวครับ ทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากหยาดเหงื่อของเราควรถูกใช้ไปเพื่ออนาคตของลูกหลานอย่างคุ้มค่าที่สุด มาช่วยกันจับตาดูความผิดปกติรายโครงการและส่งเสียงเรียกร้องความโปร่งใสไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

ปลัดคลัง แจงใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร

ปลัดคลัง แจงใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงเศรษฐกิจ เมื่อนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับทิศทางการบริหารงบประมาณปี 2570 โดยยืนยันว่ากระทรวงการคลังกำลังเดินหน้าปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ด้วยการนำเครื่องมือทางการเงินอย่าง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Fund) มาใช้ระดมทุนแทนการพึ่งพางบกลางเพียงอย่างเดียว ซึ่งนี่คือประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องจับตา

สาเหตุหลักที่ทำให้ ปลัดคลัง แจงใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร นั้น มาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ตึงตัวขึ้นทุกปี การหันไปใช้กองทุนรวมจะช่วยลดภาระทางการเงินของรัฐบาลและเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนโครงการใหม่ หรือ Greenfield รวมถึงปรับปรุงโครงการเดิมอย่าง Brown Field ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับหนี้ กยศ. และมาตรการเครดิตบูโร

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว อีกประเด็นที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์คือการเตรียมนำข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าสู่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร ซึ่งปลัดกระทรวงการคลังชี้แจงชัดเจนว่า หากมีการผลักดันนโยบายนี้จริง จะช่วยให้การติดตามหนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะที่ผ่านมา กยศ. มักเป็นหนี้ลำดับท้ายๆ ที่ลูกหนี้เลือกจะชำระคืน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหมุนเวียนเงินกู้ให้นักศึกษารุ่นต่อไป

สรุปมาตรการเชิงรุกของกระทรวงการคลังปี 2570

  • การบริหารงบประมาณ: ผลักดัน Infrastructure Fund เพื่อลดการใช้เงินงบกลาง
  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: เร่งคัดกรองข้อมูลประชากร 19 ล้านคนให้สมบูรณ์ เพื่อจัดลำดับความสำคัญผู้ที่ยากจนที่สุด
  • การจัดการหนี้ กยศ.: เตรียมส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโรเพื่อเพิ่มวินัยทางการเงินและรักษาสภาพคล่องของกองทุน
  • หนี้นอกระบบ: เปิดตัว “อารีย์สกอร์” (Ari Score) ช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น

หลายคนอาจจะยังกังวลว่าการที่ ปลัดคลัง แจงใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างไร แต่หากมองในมุมของการสร้างวินัยการเงินและการบริหารงบประมาณให้ยั่งยืน นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาแบบ “รื้อโครงสร้าง” มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ท้ายที่สุด การปรับเกณฑ์การกู้ยืมและมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ สะท้อนเห็นความพยายามของกระทรวงการคลังที่ต้องการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักทางการเงินในปัจจุบันไปได้อย่างสง่างาม นี่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าเราจะเริ่มใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอย่างมืออาชีพได้จริงหรือไม่ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

ที่มา – ปลัดคลัง แจงใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร

เจรจา TH-AI Passport ยังไม่จบ รายละเอียดเยอะต้องรอบคอบ

ในโลกยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โครงการสำคัญระดับประเทศอย่าง TH-AI Passport กลายเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย โดยเฉพาะความคืบหน้าล่าสุดที่ทาง สดช. ออกมาชี้แจงว่าสถานะการ เจรจา TH-AI Passport ยังไม่จบ รายละเอียดเยอะต้องรอบคอบ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดกับงบประมาณภาครัฐ

สถานะล่าสุด: เจรจา TH-AI Passport ยังไม่จบ รายละเอียดเยอะต้องรอบคอบ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการ สดช. ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขจากสัญญาแบบเหมาจ่ายมูลค่า 1,600 ล้านบาท มาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per Use) นั้น มีรายละเอียดเชิงเทคนิคและข้อกฎหมายที่ซับซ้อนมาก ซึ่งขณะนี้ทีมงานกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

ทำไมการ เจรจา TH-AI Passport ยังไม่จบ รายละเอียดเยอะต้องรอบคอบ ถึงใช้เวลานาน?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมกระบวนการถึงล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ:

  • สัญญาที่ซับซ้อน: การเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงินจำเป็นต้องมีการตรวจรับที่รัดกุม
  • ความต้องการของกระทรวงดีอี: ต้องมีการปรับจูนเงื่อนไขให้เข้ากับเป้าหมายปัจจุบัน
  • การหารือกับเอกชน: มีการประชุมอย่างเป็นทางการและนอกรอบหลายครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ เลขาฯ สดช. ยังยอมรับแบบเปิดเผยว่า การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในลักษณะนี้อาจเปรียบเสมือนการ “หักคอ” เอกชน เพราะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าจะนำไปสู่การยกเลิกสัญญาหรือไม่ ซึ่งต้องให้ทางกระทรวงดีอีเป็นผู้สรุปและแจ้งให้สาธารณชนรับทราบต่อไป

ในมุมมองของผู้ติดตามนโยบายรัฐ การปรับเปลี่ยนงบประมาณให้สมเหตุสมผลตามการใช้งานจริงถือเป็นเรื่องที่ดีและแสดงถึงความโปร่งใสครับ แต่น่าสนใจว่าท้ายที่สุดแล้วเอกชนผู้รับเหมาจะยอมรับเงื่อนไขใหม่นี้ได้มากน้อยเพียงใด หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ต้องพลิกโฉมไปจากแผนเดิมที่เราเคยเห็นกัน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของโปรเจกต์ใหญ่ระดับประเทศนี้จะลงเอยอย่างไร และจะทันต่อความต้องการของประชาชนในการใช้งานระบบดิจิทัลหรือไม่ หรือภาครัฐอาจต้องมองหาแนวทางใหม่เพื่อรองรับในอนาคตครับ

ที่มา – สดช.เผยเจรจาเอกชน TH-AI Passport ยังไม่จบ รายละเอียดเยอะต้องรอบคอบ

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีกระแสข่าวเรื่องการเสนอให้มีการยุบหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้อภิปรายเสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เนื่องจากมองว่าภารกิจมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนานและมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ดังนั้นการที่นายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี จึงถือเป็นจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน โดยนายกฯ มองว่าหน่วยงานนี้มีส่วนช่วยดูแลความสงบสุขของประชาชนมาตลอดหลายสิบปี

มุมมองต่อประเด็นการยุบ กอ.รมน.

สำหรับการตั้งคำถามว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทินได้ปฏิเสธประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เองก็ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และกำลังจะร่วมคณะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อภารกิจสำคัญร่วมกันอีกด้วย การแสดงความคิดเห็นเชิงนโยบายจึงมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยชี้แจงกันได้ตามกระบวนการทำงาน

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้ย้ำถึงความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานว่า ทุกฝ่ายทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ กอ.รมน. เข้าไปมีบทบาทอย่างมาก อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี คำกล่าวนี้นอกจากจะเป็นการตอบโต้ประเด็นข้อเสนอแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงว่ารัฐบาลยังคงสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อความมั่นคงของประเทศชาติ

  • การตรวจสอบภารกิจเพื่อลดความซ้ำซ้อนเป็นเรื่องที่พึงกระทำ แต่ต้องรักษาเสถียรภาพความมั่นคง
  • ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐควรเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์
  • จุดยืนของผู้นำรัฐบาลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ในโลกของการเมืองนโยบายต่างๆ มักมีการถกเถียงเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด หากมองในอีกมุมหนึ่ง การทบทวนงานของ กอ.รมน. ให้กระชับและตอบโจทย์คนในพื้นที่มากขึ้นอาจเป็นทางเลือกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ในท้ายที่สุด หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยุบหรือไม่ยุบ แต่อยู่ที่ว่าหน่วยงานนั้นสร้างความอุ่นใจและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ นี่คือคำถามที่คนไทยทุกคนต้องการคำตอบ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

“มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท

“มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท

กลายเป็นประเด็นร้อนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เมื่อ “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท โดยได้ออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ว่ามีการบริหารจัดการงบประมาณที่เหมาะสมหรือไม่

เจาะลึกงบประมาณ สกมช. ที่สวนทางกับความเป็นจริง

จากการตรวจสอบรายละเอียดงบประมาณพบว่า สกมช. มีการปรับลดงบประมาณในภาพรวมลงถึง 20% แต่สิ่งที่น่าตกใจคือการที่งบบุคลากรกลับพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัวภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี จาก 69 ล้านบาทในปี 2568 ทะยานสู่ 129 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งในขณะเดียวกัน แผนงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กลับถูกตัดงบลงกว่า 30% สร้างคำถามว่าภารกิจหลักด้านความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศกำลังถูกละเลยหรือไม่

ในส่วนของประเด็น “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท นั้น พบว่ามีความย้อนแย้งที่ชัดเจนในการจัดซื้อระบบคลาวด์ภาครัฐ โดยข้อมูลที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • DGA ตั้งงบประมาณจัดซื้อคลาวด์และ VPN รวมกว่า 106.7 ล้านบาท
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดโครงการจัดซื้อคลาวด์มูลค่าสูงถึง 4,980 ล้านบาท
  • การดำเนินงานทั้งสองส่วนอยู่ในแผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลเดียวกัน สร้างข้อสงสัยเรื่องความซ้ำซ้อน

บทเรียนเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ

ความกังวลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงตัวเลขมหาศาลกว่า 5 พันล้านบาทเท่านั้น แต่รวมถึงความชัดเจนของบทบาทระหว่างหน่วยงานกลางอย่าง DGA และกระทรวงดีอี ว่ามีขอบเขตการทำงานอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนจนสิ้นเปลืองภาษีของประชาชน “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนหน่วยงานรัฐให้กลับมาทบทวนดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ให้วัดผลได้จริงเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การนับจำนวนหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูว่าคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นอย่างไร และบทสรุปของงบประมาณก้อนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับความซ้ำซ้อนครับ

ที่มา – “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท

“อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม

เชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน เมื่อได้เห็นการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐในแต่ละปี โดยเฉพาะประเด็นที่ นายอัมพร พินะสา ได้ออกมาตั้งคำถามอย่างดุเดือดกลางสภาฯ เกี่ยวกับงบประมาณกว่า 90 ล้านบาท ที่ กอ.รมน. ขอรับจัดสรรเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาภัยคุกคามจากยาเสพติดในปี 2570 ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้ว่า “อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัญหายาเสพติดถือเป็นโรคร้ายที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

“อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม

การทำงานของ กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการติดตามและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศ มักจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อผลลัพธ์ที่ปรากฏในปัจจุบันดูเหมือนจะสวนทางกับเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกทุ่มลงไป คำถามที่ว่า “อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม จึงไม่ใช่แค่การตั้งคำถามทางการเมือง แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่เห็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อยในระดับฐานราก

รายละเอียดการตรวจสอบและการตั้งคำถามจากสภาฯ

จากการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 นายอัมพรได้เสนอประเด็นสำคัญที่ กอ.รมน. ต้องรีบหาคำตอบให้กระจ่าง โดยเน้นย้ำถึง 2 ประเด็นหลักดังนี้:

  • การจัดส่งเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์: กอ.รมน. จำเป็นต้องชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้มีการประสานงานส่งต่อข้อมูลการแจ้งเตือนและการประเมินสถานการณ์ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร และผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการส่งต่อนั้นคืออะไร
  • ทิศทางยุทธศาสตร์ในอนาคต: ท่ามกลางวิกฤตยาเสพติดที่ทวีความรุนแรง กอ.รมน. จะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายอย่างไรเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่ให้งบประมาณ 90 ล้านบาทต้องกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เพราะหากหน่วยงานความมั่นคงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามียุทธศาสตร์ที่เฉียบคมและมีประสิทธิภาพเพียงพอ การปราบปรามยาเสพติดก็คงเป็นเพียงวงจรที่วนเวียนซ้ำซาก ความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินคือหัวใจสำคัญ หาก กอ.รมน. อยากได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน การแสดงให้เห็นว่าแผนการทำงานของพวกเขาสามารถตัดวงจรค้ายาได้จริง คือคำตอบที่ดีที่สุดที่สังคมรอคอย

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากการทำงานที่ประสานสอดคล้องกันทุกภาคส่วน หากทุกหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่และมีความรับผิดชอบต่อเม็ดเงินภาษีประชาชน เราก็น่าจะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

ที่มา – “อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวทางการเมืองที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เกี่ยวกับการอภิปรายเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งมีการพาดพิงถึงแนวคิดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเรื่องสิทธิสวัสดิการของข้าราชการ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาตอกย้ำจุดยืนเรื่องการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ อย่างชัดเจนครับ

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีกระแสข่าวบิดเบือนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำการตัดบำนาญข้าราชการ ทำให้นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องรีบออกมาเคลียร์ประเด็นนี้ทันที โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่อภิสิทธิ์ได้นำเสนอไปนั้น คือการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการคลังของชาติในระยะยาว ไม่ใช่การล้มล้างสิทธิเดิมที่มีอยู่แล้ว

เปิดมุมมองการปฏิรูประบบงบประมาณที่แท้จริง

หลายท่านอาจสงสัยว่าการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ นั้นมีใจความสำคัญอย่างไร คำตอบก็คือ:

  • การสร้างระบบใหม่: มุ่งเน้นการวางโครงสร้างงบประมาณใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต
  • ความเป็นธรรม: ยึดหลักการไม่ทำลายสิทธิของคนที่เข้ามาทำงานด้วยกฎเกณฑ์เดิม เพื่อความยุติธรรมของข้าราชการปัจจุบัน
  • ความยั่งยืนทางการคลัง: เพื่อให้ประเทศมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน

พรรคประชาธิปัตย์มองว่า การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสิทธิเดิมนั้นไม่เป็นธรรม แต่การวางแผนใหม่ด้วยวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์จะเป็นทางออกที่ดีกว่า การที่กระแสสังคมถูกปั่นหัวให้เข้าใจผิดถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะแนวคิดนี้แท้จริงแล้วคือความปรารถนาดีต่อระบบราชการไทยนั่นเองครับ

นอกเหนือจากเรื่องบำนาญแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงความห่วงใยถึงการบริหารงบประมาณในภาพรวม โดยเฉพาะการที่รัฐบาลกู้เงินก้อนโตแต่กลับไม่เห็นการลงทุนที่ชัดเจนในโครงการใหญ่ที่ได้ประโยชน์จริง รวมถึงความกังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ควรทำมากกว่าแค่การรอเยียวยา เพราะความสูญเสียเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่คุ้มค่ากับการประหยัดงบประมาณที่ไม่ถูกจุด

ในฐานะประชาชน เราควรพินิจพิเคราะห์ข้อมูลให้รอบด้านก่อนจะตัดสินใจเชื่อข่าวลือทางการเมือง เพราะการที่ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคในการเสนอทางออกให้กับบ้านเมือง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เน้นสร้างความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% กระทบบริโภค

กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% กระทบบริโภค

เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เริ่มลงลึกในส่วนของงบกลางกันแล้ว โดยสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% กระทบบริโภค ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจดึงรั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนี้ไว้ครับ

เจาะลึกผลกระทบเมื่อ กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% กระทบบริโภค

จากการประชุมที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจต่อที่ประชุมกรรมาธิการว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางการเติบโต แต่ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสแตะระดับ 4% ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อข้าวของแพงขึ้น การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนย่อมมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามไปด้วย

หากเราพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะพบว่ามีทั้งปัจจัยเสี่ยงและโอกาสที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ภาวะเงินเฟ้อ: แรงกดดันจากราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้นอาจทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดน้อยลง
  • บทบาทของเทคโนโลยี: อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นพระเอกหลักในการส่งออก โดยคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้และปีหน้า
  • มาตรการภาครัฐ: ยังมีความหวังจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่เข้ามากระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงไตรมาสที่ 3 ให้ปรับตัวดีขึ้น

ด้านตัวแทนสภาพัฒน์ฯ ก็ได้ย้ำถึงความมั่นใจเกี่ยวกับความขัดแย้งในพื้นที่รอยต่อระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่มากนัก เนื่องจากปริมาณการค้าชายแดนไม่ได้สูงมากจนก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจประเทศได้ ดังนั้นเราจึงควรโฟกัสไปที่การปรับตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ไทยกำลังเกาะกระแสโลกได้เป็นอย่างดี

บทสรุปของสถานการณ์การพิจารณางบประมาณฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่ กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% กระทบบริโภค รัฐบาลเองก็ต้องบ้านรับมืออย่างรอบคอบ โดยใช้กลไกการลงทุนด้าน AI และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยประคับประคอง สำหรับพวกเราในฐานะผู้บริโภค การวางแผนการเงินในครึ่งปีหลังนี้จึงเป็นเรื่องที่ห้ามประมาทเด็ดขาดครับ

ที่มา – กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ด้าน ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% อาจส่งผลให้การบริโภคชะลอตัวครึ่งปีหลัง

พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน

ในปัจจุบัน ประเด็นเรื่องการใช้งบประมาณของประเทศถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยพชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลังอย่างแท้จริง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การตัดรายจ่ายบุคลากรภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน อย่างเป็นธรรม

นายพชร นริพทะพันธุ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยไม่ใช่เรื่องการตั้งงบประมาณสูงเกินไป แต่เป็นเรื่องของฐานภาษีที่แคบผิดปกติ ข้อมูลพบว่าแรงงานกว่า 40 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริงๆ เพียงไม่กี่ล้านคน ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระและพึ่งพาภาษีทางอ้อมสูงมาก ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ทำไมการปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ

การที่พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้านนั้น เขาเน้นย้ำถึงแนวทางการขยายฐานภาษีผ่านระบบดิจิทัลและการทำ e-Payment เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบฐานข้อมูลภาษี ซึ่งจะสร้างรายได้ให้รัฐอย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยไม่ต้องบังคับเพิ่มอัตราภาษีให้เป็นภาระต่อประชาชนจนเกินจำเป็น

นอกเหนือจากเรื่องรายได้แล้ว การบริหารรายจ่ายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา 5 รากฐานสำคัญของประเทศ ได้แก่:

  • ระบบยุติธรรมและความปลอดภัยที่โปร่งใส
  • ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน
  • ระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ทักษะแรงงานยุคใหม่
  • ระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงและทั่วถึง
  • ระบบสังคมที่ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว

ปัญหาความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของไทยที่ทักษะภาษาต่างประเทศและทักษะแรงงานระดับสูงกำลังถดถอย เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าที่ผ่านมาการลงทุนนั้นยังไม่ตรงจุด ดังนั้นการจัดทำงบประมาณในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและทักษะมนุษย์ให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง การปฏิรูปไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ

ที่มา – “พชร” ชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ เสนอจัดสรรตอบโจทย์รากฐาน 5 ด้าน

Scroll to top