งบประมาณปี 2570

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยหนึ่งในรายชื่อที่หลายคนให้ความสนใจคือ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ซึ่งเข้ามานั่งในโควตาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งงานนี้ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ

นายกฯ มองว่าการที่ นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะการพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูง การได้ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยตรวจสอบ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน

ทำไมการตั้ง อ.วีระ ถึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

สำหรับคำถามที่ว่าทำไม นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ เหตุผลสำคัญคือบุคลิกและบทบาทของ อ.วีระ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความตรงไปตรงมา กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ อย่างแหลมคม ซึ่งในมุมของฝั่งบริหาร นายกฯ เองมองว่านี่คือตัวช่วยชั้นดีที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่อาจมองข้ามไป เพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่าที่สุด

  • มีความเป็นมืออาชีพและประสบการณ์สูงในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • กล้าตั้งคำถามและวิจารณ์ในจุดที่ควรปรับปรุง
  • เน้นย้ำถึงการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ติดตามการประชุมสภาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากภารกิจการทำงานที่ต่างประเทศ แต่ท่านก็ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า กระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นไปตามกลไกของสภาฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยงานกรรมาธิการนั่นเอง

ในยุคที่การตรวจสอบงบประมาณมีความท้าทายมากขึ้น การได้คนที่มีความรอบรู้และไม่เกรงใจในสิ่งที่ควรวิจารณ์ ย่อมเป็นสัญญาณบวกของระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือช่วยให้งบประมาณปี 2570 ถูกนำไปใช้ได้ดีขึ้นเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความคาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน

ที่มา – นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ครับ

สถานการณ์จริงเมื่อ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

การประชุมในวันนั้นเต็มไปด้วยความกระชับ โดยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ได้ทำหน้าที่ประธานในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,328 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้มาจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 118 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการโอนไปใส่ไว้ในงบกลาง เพื่อนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย

รายละเอียดการโหวตมติเอกฉันท์หลังจาก โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ตัวเลขและขั้นตอนการพิจารณาครับ เพราะในวาระที่ 2 ของการประชุม ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดติดใจอภิปรายในรายละเอียดที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขมา ส่งผลให้วาระที่ 3 เกิดการลงมติด่วนด้วยผลคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากหากเทียบกับกระบวนการปกติของสภาฯ

สาเหตุสำคัญของการเร่งรีบในครั้งนี้คือ:

  • เพื่อสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ
  • เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
  • เพื่อให้เงินสำรองฉุกเฉินมีความพร้อมในการนำมาใช้งานทันที

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่สภาฯ ทำงานรวดเร็วขนาดนี้เป็นเรื่องดีหรือน่ากังวล? ในมุมมองหนึ่ง นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนก็ยังคงจับตามองว่า งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อไม่ให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับโครงการที่ไม่เกิดผลตอบแทนที่ชัดเจน

สรุปแล้ว แม้เหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการติดตามการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ

ที่มา – โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองก็เข้มข้นขึ้นทันที เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาเพื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณ โดยล่าสุดมีการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ซึ่งถือเป็นที่จับตาของสังคมอย่างมากในขณะนี้

ความน่าสนใจของรายชื่อครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของ “ดร.โจ” หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความสนใจก่อนหน้านี้ และการกลับมาของ “มาดามเดียร์” ในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ที่ทาง ครม. ได้ส่งชื่อมาร่วมในคณะกรรมาธิการด้วยการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณที่เต็มไปด้วยตัวแทนจากหลากพรรคการเมือง

ความเคลื่อนไหวสำคัญในการการตั้งกมธ.งบประมาณปี 70

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น กมธ.งบประมาณปี 70 ทั้ง 72 คนนั้น มีการกระจายโควตาจากหลายส่วน โดยพรรคภูมิใจไทยครองเสียงส่วนใหญ่ถึง 21 คน ตามมาด้วยพรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่ง 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค หรือมาดามเดียร์นั่นเอง

ในการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ เราได้เห็นรายชื่อจากหน่วยงานต่างๆ ดังนี้:

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.): ส่งรายชื่อบุคคลสำคัญ 18 คน รวมถึง อ.วีระ ธีระภัทรานนท์ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งตัวแทน 21 คน นำโดย นายชยุต ภุมมะกาญจนะ และคณะ
  • พรรคประชาชน: นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ดร.โจ)
  • พรรคการเมืองอื่น: รวมถึงพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งตัวแทนร่วมพิจารณา

การพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ การที่แต่ละพรรคส่งบุคลากรคุณภาพหรือตัวแทนที่มีชื่อเสียงมาร่วมด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับเงินภาษีของประชาชน ทุกขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทัพกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้? นี่คือการรวมตัวกันของมืออาชีพเพื่อรับมือกับโจทย์งบประมาณที่ท้าทาย หรือเป็นเพียงเกมการเมืองในสภา? มาร่วมติดตามสถานการณ์นี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณคืออนาคตของคนไทยทั้งชาติครับ

ที่มา – เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 “ดร.โจ” โผล่ร่วมหลังแพ้เลือกตั้ง “มาดามเดียร์” โควตา ปชป. ครม. ส่ง “อ.วีระ”

มติสภาฯ เสียงข้างมากโหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันครับ นั่นก็คือเรื่องของ มติสภาฯ เสียงข้างมากโหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในปีงบประมาณหน้า โดยการประชุมครั้งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศการอภิปรายที่เข้มข้นจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีของประชาชนจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ

เจาะลึกมติสภาฯ เสียงข้างมากโหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก

เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาฯ ได้ร่วมกันอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างถึงพริกถึงขิง โดยมีหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านและตัวแทนจากฝั่งรัฐบาลออกมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทุกมิติ โดยรัฐบาลยืนยันว่าถึงแม้ข้อจำกัดจะมีอยู่มาก แต่จะพยายามทำให้งบประมาณฉบับนี้มีความโปร่งใสและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนคนไทยทุกคนครับ

สรุปผลการลงมติสำคัญในครั้งนี้

หลังจากผ่านการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ผลการโหวตออกมาดังนี้ครับ:

  • เห็นด้วย: 288 เสียง
  • ไม่เห็นด้วย: 119 เสียง
  • งดออกเสียง: 86 เสียง
  • ไม่ลงคะแนนเสียง: 0 เสียง

ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านวาระแรกไปได้ด้วยดี พร้อมทั้งมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 72 คน เพื่อเข้าไปดูแลรายละเอียดการแปรญัตติต่อไปภายในระยะเวลา 30 วันนับจากนี้ เพื่อให้งบประมาณดังกล่าวสามารถตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริงครับ

ในมุมมองของหลายๆ ฝ่าย การที่ มติสภาฯ เสียงข้างมากโหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่น่าจับตามองมาก เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงทิศทางการบริหารประเทศแล้ว ยังสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต เราในฐานะประชาชนคงต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ในช่วงเวลา 30 วันของการแปรญัตตินี้ จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดอย่างไรให้สอดรับกับความต้องการของพี่น้องคนไทยมากที่สุดครับ

ที่มา – มติสภาฯ เสียงข้างมากโหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก

ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวในสภาฯ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสวัสดิการสังคมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อ “ท่านชวน หลีกภัย” ได้ออกมาเสนอประเด็นร้อนที่โดนใจคนไทยทั้งประเทศ ด้วยการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่อง ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับความเป็นอยู่ของผู้สูงวัยในปัจจุบัน

ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า

หลายคนอาจสงสัยว่าการปรับเบี้ยผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้ามาอยู่ที่ 1,000 บาทนั้น จะกระทบต่อเศรษฐกิจหรือไม่ แต่ท่านชวนได้ย้ำชัดเจนว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ โดยมองว่าผู้สูงอายุคือฟันเฟืองสำคัญที่สร้างชาติมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือกรรมกร ทุกคนควรได้รับหลักประกันที่ทัดเทียมกัน การที่ท่าน ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า จึงเป็นการสะท้อนความห่วงใยถึงผู้ที่ไม่ได้รับบำนาญเหมือนข้าราชการ

เหตุผลสำคัญและการผลักดันเชิงนโยบาย

นอกจากเรื่องผู้สูงอายุแล้ว ท่านยังได้ย้ำเตือนถึงเรื่องกองทุน กยศ. ที่เป็นนโยบายที่ท่านริเริ่มไว้ โดยเน้นย้ำถึงความซื่อสัตย์สุจริตของผู้กู้ เมื่อมีงานทำแล้วต้องคืนเงินเพื่อส่งต่อโอกาสให้รุ่นถัดไป เพราะหากผู้กู้ละเลยหน้าที่ กองทุนก็อาจประสบปัญหาทางการเงินในอนาคตได้ นี่คือตัวอย่างของการสร้างวินัยและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมที่ยั่งยืน

  • ปรับเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท เท่าเทียมกันทั่วประเทศ
  • สร้างหลักประกันพื้นฐานให้ผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีบำนาญ
  • ส่งเสริมให้ผู้กู้ กยศ. มีความซื่อสัตย์ในการชำระคืนหนี้
  • ยึดมั่นการบริหารประเทศด้วยความสุจริตเพื่อประโยชน์ประชาชน

ท้ายที่สุด การที่ท่านชวนยืนยันว่านโยบายนี้ ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า นั้น ถือเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญมาก หากรัฐบาลสามารถนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติจริง จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยให้มีความสุขและมีศักดิ์ศรีมากขึ้น เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ? นโยบายนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้จริงหรือไม่ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า

เจาะลึก 3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อ นายเอกราช อุดมอำนวย สส.พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายงบประมาณปี 2570 ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการบริหารจัดการงบประมาณภายในกระทรวงกลาโหม ผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า “3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ” ซึ่งถือเป็นก้อนเงินภาษีของประชาชนที่ถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่าและขาดความโปร่งใสในหลายด้าน

เปิดโปง 3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่การวิจารณ์ตัวเลข แต่เป็นการสะท้อนภาพรวมของกองทัพที่กำลังเผชิญกับปัญหาสะสม โดยเอกราชได้สรุปปีศาจทั้ง 3 ตนที่กำลังกัดกินงบประมาณไว้ดังนี้:

1. ทหารผี

ปัญหาเรื่องรายชื่อทหารที่ไม่มีตัวตนจริงแต่กลับมีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ โดยเฉพาะพ.ส.ร. (เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ) รวมถึงการยึดบัตรเอทีเอ็มของทหารชั้นผู้น้อยไปกดเงินเอง เป็นสิ่งที่บั่นทอนขวัญกำลังใจและทำให้ระบบกองทัพเกิดปัญหาบุคลากรไหลออกอย่างต่อเนื่อง

2. วิจัยผี

โครงการวิจัยหลายร้อยล้านบาทที่อ้างชื่อว่าเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบและทิ้งให้เป็นโรงงานร้าง ซึ่งนับเป็นความสูญเสียทางมูลค่ามหาศาลกว่า 20,000 ล้านบาท

3. รัฐมนตรีปีศาจ

ประเด็นเรื่องความพยายามผลักดันโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพ่อค้าอาวุธบางกลุ่ม แทนที่จะยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยและผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราสามารถสรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก 3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ ดังนี้:

  • งบประมาณกว่า 74% ของกระทรวงกลาโหม หมดไปกับรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนและค่าสาธารณูปโภค ทำให้เหลืองบพัฒนาศักยภาพกองทัพเพียงน้อยนิด
  • การบริหารจัดการที่ผิดพลาดทำให้ระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลายเป็นเหมือนโรงงานร้าง
  • ความน่าเชื่อถือของกองทัพต่อประชาคมโลกสั่นคลอนจากการจัดซื้ออาวุธที่ไม่โปร่งใส

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญว่าการปฏิรูปกองทัพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจังเพื่อรักษาเม็ดเงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และหยุดยั้งการรั่วไหลที่เปรียบเสมือนปีศาจร้ายที่แฝงตัวอยู่ในโครงสร้างของภาครัฐ

ที่มา – “เอกราช” แฉ 3 ปีศาจ “ทหารผี – วิจัยผี – รมต.ปีศาจ” กัดกินงบกลาโหมของประเทศ

เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมีการอภิปรายเรื่องงบประมาณประจำปี 2570 โดยเฉพาะความเห็นต่างระหว่าง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีเนื้อหาที่ดุเดือดจนหลายคนต้องติดตาม

เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ นายจูรี นุ่มแก้ว ได้อภิปรายเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้งบเพื่อการป้องกันเพียงแค่ 7% เท่านั้น ซึ่ง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ได้โต้กลับอย่างเผ็ดร้อนว่า นายจูรีอาจจะศึกษาเอกสารงบประมาณไม่ดีพอ และแนะนำให้ทางพรรคประชาธิปัตย์จัดสรรโควตาให้ นายจูรี ได้เข้าไปนั่งเป็นกรรมาธิการงบประมาณเสียบ้าง เพื่อที่ เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ. จะได้มีความเข้าใจในรายละเอียดของเล่มงบประมาณมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ประเด็นร้อน: ทำไมต้องจุดธูปเรียก?

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความฮือฮาในห้องประชุม คือกรณีที่ นายจูรี กล่าวว่าจะจุดธูปเรียก นายเจเศรษฐ์ มาชี้แจง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้รัฐมนตรีไม่พอใจอย่างมาก โดยเขากล่าวว่า:

  • เขามองเพื่อนสมาชิกเป็นผู้ทรงเกียรติเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล
  • การใช้คำว่าจุดธูปเรียกเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและแสดงถึงความไม่ให้เกียรติ
  • มีการพูดเปรียบเทียบอย่างดุเดือดว่า หากต้องการจะจุดธูปเรียกจริง ก็ให้ราดน้ำมันใส่ตัวเองแล้วจุดได้เลย ตนจะไปดับไฟด้วยมือเปล่าให้เอง

ความเห็นในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ค่อนขอดกันด้วยคารมคมคาย ซึ่งในมุมของผู้ติดตามข่าวสาร การโต้ตอบในลักษณะ เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ. อาจเป็นเพียงสีสันของการเมืองที่ทุกคนมักจะเห็นกันเป็นประจำในช่วงการพิจารณางบประมาณ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเข้าใจเรื่องงบประมาณและการสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับฝ่ายค้านยังคงมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดการปัญหาภัยพิบัติที่ทุกฝ่ายควรหันหน้ามาทำงานร่วมกันมากกว่าการใช้อารมณ์เข้าหากันครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” สวนเดือด “จูรี” ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ. จะได้มีความรู้มากขึ้น

“สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา โดยล่าสุดทางด้านกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาสร้างความเข้าใจใหม่ให้ชัดเจนว่า “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล ในการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของชาติให้ได้มากที่สุด

เข้าใจชัดเจนทำไม “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ถึงความสำคัญของการใช้ UNCLOS 1982 เป็นเครื่องมือหลักในการเจรจา โดยย้ำว่าการเข้าสู่กระบวนการที่กัมพูชาเป็นภาคีนั้น ไม่ได้หมายถึงการที่เราต้องไปขึ้นศาลหรือยอมรับอำนาจศาลระหว่างประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้ “กติกาที่เป็นกลาง” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทยในเวทีโลก

ทำไมเราต้องใช้กรอบ UNCLOS ในการเจรจา?

  • สร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ: การปฏิบัติตามกติกาสากลช่วยให้ไทยมีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรและเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ไม่ใช่การสู้คดี: กระบวนการนี้เน้นไปที่การประนอมโดยตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การตัดสินแบบตัดสินชี้ขาดแพ้ชนะ
  • ลดผลกระทบต่ออธิปไตย: การเจรจาทวิภาคียังคงเป็นหัวใจสำคัญ และหากผลการประนอมไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งสองฝ่ายยังสามารถกลับมาเจรจากันต่อได้

หลายคนมีความกังวลเรื่องเส้นเขตแดน โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่รอบเกาะกูด ซึ่งรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าจะรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของไทยเป็นที่ตั้ง การที่ “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล นั้น เพื่อต้องการให้ประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังใช้ช่องทางการทูตและกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคามานาน ไม่ใช่การเสียเปรียบหรือเสียดินแดนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด

นอกเหนือจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ปัญหามลพิษทางอากาศและปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนภายใต้กติกาสากล จะช่วยให้การบริหารจัดการปัญหาข้ามชาติเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การยึดกติกาสากลถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในยุคที่ทุกประเทศต้องพึ่งพาอาศัยกัน การเจรจาด้วยความรอบคอบและตั้งอยู่บนหลักกฎหมายจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และช่วยให้ไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสง่างามโดยไม่สูญเสียอำนาจการต่อรองใดๆ ครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

เจาะลึก: หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก

ทำไมสถานการณ์ หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ถึงน่ากังวล?

ในช่วงการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะตัวเลขหนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่รัฐบาลจะมองข้ามไม่ได้ หากเรายังคงเดินหน้าบริหารจัดการงบประมาณแบบเดิมที่เน้นเพียงแค่งบประจำและกู้เงินมาแจกโดยไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต ประเทศไทยอาจเข้าสู่ภาวะที่ไร้ทางออกอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

วิกฤตที่สะท้อนจากตัวเลข: เมื่อคนไทยแบกภาระเกินตัว

ปัจจุบันหนี้ภาคครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 91% ต่อ GDP ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ 80% อย่างมาก โดยมีคนไทยกว่า 25.5 ล้านคนที่มีภาระหนี้สินเฉลี่ยคนละ 3.3 บัญชี สถานการณ์ที่หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก นี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่คือความจริงที่ประชาชนต้องเจอจากการทำงานหนักเพื่อจ่ายภาษี ในขณะที่ต้องแบกรับภาระหนี้ส่วนตัวที่พอกพูนขึ้นทุกวัน

นายสาทิตย์ได้เสนอแนวทาง 5 ข้อเพื่อหยุดวงจรหนี้สินนี้อย่างเป็นรูปธรรม:

  • หยุดกู้เพื่อแจก: เลิกให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเงินกู้ไม่มีต้นทุน ในความเป็นจริงทุกบาทที่กู้มาประชาชนต้องร่วมกันชำระคืนทั้งต้นและดอกเบี้ย
  • พูดความจริงกับประชาชน: รัฐบาลต้องเปิดเผยสถานะทางการเงินของประเทศตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง
  • เลิกแสดงความรวยเกินฐานะ: ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและปรับโครงสร้างงบประมาณให้สมดุล
  • เร่งสร้างรายได้เข้าประเทศ: หาวิธีการใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการตั้งรับ
  • ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด: ปิดช่องโหว่การทุจริตในระบบงบประมาณ ซึ่งเป็นรูรั่วขนาดใหญ่ที่ทำให้เงินภาษีสูญเปล่า

มุมมองต่ออนาคต: หยุดวาทกรรม แล้วลงมือทำจริง

ปัญหาเรื่อง หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะมานั่งเป็นตัวเอกในการโต้ตอบด้วยวาทกรรมสวยหรูในสภาเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจต้องมองเห็นความลำบากของประชาชนเป็นที่ตั้ง หากผู้บริหารประเทศยอมรับว่าโครงสร้างงบประมาณปัจจุบันมีปัญหา ก็ต้องกล้าตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางก่อนที่โครงสร้างประเทศจะพังทลายลงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า การแก้ปัญหาต้องเริ่มที่จุดเดียว คือการทำงานอย่างโปร่งใสและสร้างสรรค์เพื่ออนาคตของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ให้ผ่านวาระการประชุมไปวันๆ

หากรัฐบาลชุดนี้ยังคงเดินหน้าแบบเดิมโดยไม่แก้ไขโครงสร้างพื้นฐาน ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือวิกฤตเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกกว่าเดิม เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอแนะนี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังมากกว่าการเป็นเพียงแค่ถ้อยคำสวยหรูในสภาผู้แทนราษฎร

ที่มา – “สาทิตย์” ซัด หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก แนะเร่งแก้ อย่าแค่วาทกรรม

Scroll to top