งบประมาณปี 2570

ลิซ่า จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับปัญหางบประมาณและการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะข้อเสนอที่ให้ “ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกอยู่ในปัจจุบัน

“ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น

จากการอภิปรายงบประมาณปี 2570 พบว่าสัดส่วนงบประมาณที่ส่งไปให้ท้องถิ่นยังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ 35% ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้ ในประเด็นการสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่นนั้น เมื่อครั้งอดีตมีคำสั่ง คสช. เข้ามาดึงอำนาจไปไว้ที่ส่วนกลางด้วยข้ออ้างว่าเพื่อความโปร่งใส แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นตลกร้าย

แฉกลโกงขบวนการสอบสวนที่ส่วนกลาง

ปัจจุบันพบว่าการจัดสอบที่รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางกลับเต็มไปด้วยการทุจริตอย่างเป็นระบบ มีการตั้งข้อสังเกตตั้งแต่กระบวนการจัดพิมพ์ข้อสอบที่ใช้โรงพิมพ์เดียวกับบัตรเลือกตั้ง ไปจนถึงการหลุดของไฟล์เฉลยข้อสอบ “ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น เพราะเชื่อว่าการคืนอิสระให้อปท. กว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ จะช่วยลดช่องว่างในการทุจริตและสร้างความเป็นธรรมได้มากกว่า

  • ทุจริตเป็นระบบ: มีการรั่วไหลของข้อสอบตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ
  • ความหละหลวมของ TOR: เจ้าหน้าที่ขาดการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • คำถามถึงหน่วยงานรัฐ: ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นภาพสะท้อนของระบบราชการไทยที่มักใช้อำนาจรวมศูนย์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ การกระจายอำนาจจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือเรื่องของ “ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้” ซึ่งหากรัฐบาลยังคงอุ้มชูระบบเดิมไว้ ก็ยากที่จะกู้คืนความเชื่อมั่นจากประชาชนได้

ในมุมมองของผู้เขียน ความพยายามในการปฏิรูปครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายระบบราชการที่ล้าหลัง การคืนอำนาจให้ท้องถิ่นจัดสอบเองไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้บุคลากรที่เหมาะสมกับพื้นที่ แต่ยังเป็นการคืนศักดิ์ศรีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควรมีความเป็นอิสระในการบริหารงาน นี่คือบทพิสูจน์สำคัญที่รัฐบาลต้องเลือกว่าจะยืนอยู่ข้างประชาชนหรือข้างระบบอุปถัมภ์ที่กัดกินประเทศมาอย่างยาวนาน

ที่มา – “ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น แฉยับส่วนกลางโกงเป็นระบบ

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

เรียกได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในสภาตอนนี้กำลังเข้มข้นเลยทีเดียวครับ โดยล่าสุดนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการประชุมสภาในภาพรวม ซึ่งงานนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน เพื่อให้งานทุกอย่างเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด

หากพูดถึงการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 นายกรวีร์ได้กล่าวขอบคุณทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตลอดการอภิปราย 2 วันที่ผ่านมาแทบไม่มีการพาดพิงหรือเสียดสีกันรุนแรง ทำให้การทำงานมีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในช่วงค่ำวันนี้จะมีการลงมติอย่างเป็นทางการ โดยเชื่อมั่นว่าคะแนนเสียงจะผ่านไปได้ด้วยดีครับ

ก้าวสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีประชาชนร่วมด้วย

ในอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ย้ำชัดว่า “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นตรงกัน โดยมีการประสานงานกับวุฒิสมาชิกและประธานรัฐสภาเรียบร้อยแล้วว่า ควรให้ร่างจากภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาเคียงคู่ไปกับร่างของพรรคการเมืองต่างๆ

ประเด็นที่น่าจับตาหลังจากนี้มีดังนี้:

  • การเตรียมความพร้อมในการลงมติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
  • การเปิดช่องทางพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนในสมัยประชุมหน้า
  • การประสานงานร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแก้ไขรายประเด็นนั้น ยังต้องรอความชัดเจนจากประธานรัฐสภาว่าจะมีการบรรจุเข้าสู่วาระอย่างไร แต่โดยส่วนตัวนายกรวีร์มองว่าการรอให้ร่างของภาคประชาชนเข้ามาพร้อมกันจะส่งผลดีต่อภาพรวม ทั้งในแง่ของความศรัทธาและความรอบคอบของกฎหมายสูงสุดฉบับนี้

ถือเป็นเทรนด์การเมืองยุคใหม่ที่เน้นความร่วมมือเป็นหลัก ไม่แบ่งแยกพรรคพวกจนเกินไป และให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมครับ สุดท้ายนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตากันต่อไปว่า หลังจากนี้การแก้ไขกฎหมายสำคัญเหล่านี้จะมีความคืบหน้าอย่างไร เชื่อว่าทุกคนที่ติดตามการเมืองไทยต้องลุ้นไปพร้อมๆ กับผมแน่นอนครับ

ที่มา – “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตเรื่องราวที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันหน่อย นั่นก็คือเรื่องของ รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ ซึ่งถือเป็นทิศทางสำคัญที่จะกำหนดความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคนในปีหน้าครับ

หลายคนอาจจะมีความสงสัยหรือตั้งคำถามว่า ทำไมงบประมาณปีนี้ถึงดูแตกต่างจากปีที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลได้ออกมาไขข้อข้องใจว่า การจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ไม่ได้มองแค่ตัวเลขว่าเพิ่มหรือลดเท่าไหร่ แต่เป็นการจัดระเบียบใหม่ให้ตรงจุดมากขึ้น เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยหัวใจสำคัญคือ รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ อย่างแท้จริง

กลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ

รัฐบาลได้เน้นย้ำว่าแม้จะมีการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล แต่เป็นการขาดดุลอย่างมีทิศทาง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและดูแลกลุ่มเปราะบาง ในขณะที่ยังคงรักษาวินัยทางการคลังไว้อย่างเคร่งครัด โดยมีการลดการขาดดุลลงเมื่อเทียบกับปี 2569 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

เจาะลึกงบลงทุนและนโยบาย 10 พลัส

สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่องงบลงทุนที่ลดลง รัฐบาลได้ชี้แจงว่ายังมีเครื่องมือเสริมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ หรือโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วเม็ดเงินลงทุนก็ยังมีประสิทธิภาพสูง โดยงบประมาณภายใต้นโยบาย 10 พลัส จะเน้นไปที่:

  • การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและกลุ่มคนตัวเล็กในสังคม
  • การสนับสนุนการศึกษาและสาธารณสุขให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น
  • การผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และนวัตกรรม AI
  • การส่งเสริม SMEs ให้มีความแข็งแกร่งในการแข่งขัน

รัฐบาลยังยืนยันว่า รายจ่ายลงทุนของปี 2570 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การก่อสร้างถนนหรืออาคารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างทุนมนุษย์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุดแล้ว ความพยายามของรัฐบาลในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายหลักคือการรักษาสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนในปัจจุบันกับการวางรากฐานเพื่ออนาคต หากภาครัฐทำได้อย่างที่วางแผนไว้ ปี 2570 ก็น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมีความหวังและเข้มแข็งกว่าเดิมแน่นอนครับ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับทิศทางงบประมาณนี้บ้าง มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยนะ

ที่มา – รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ

อภิปรายงบประมาณ 2570 วันที่ 2 สส.ภูมิใจไทยเน้นเรื่องน้ำ

อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เดินทางมาถึงวันที่ 2 แล้ว บรรยากาศยังคงเข้มข้น โดยในช่วงท้ายของการประชุม มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจาก สส. พรรคภูมิใจไทยที่ออกมาให้มุมมองในเรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

หากถามถึงความคืบหน้าของ อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย นั้น พบว่า สส. จากพรรคภูมิใจไทยทั้งสองท่านได้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญเกี่ยวกับระบบชลประทานและน้ำประปาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ชาวบ้านฝากความหวังไว้กับงบประมาณปีนี้

มุมมองจาก 2 สส. ภูมิใจไทยต่อการจัดสรรงบประมาณน้ำ

นายวิสทัส ไตรสรณกุล สส. ศรีสะเกษ ได้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการกระจายงบประมาณการจัดการน้ำจากภาคกลางไปสู่ภาคเหนือและภาคอีสาน เพื่อช่วยให้เกษตรกรยกระดับคุณภาพชีวิตได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการ อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย นางสาวสุรีย์ ธัมมาตร สส. สุรินทร์ ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้จะมีการลงทุนก่อสร้างใหม่ แต่ต้องไม่ลืมเรื่องการบำรุงรักษาด้วย

ประเด็นที่สรุปจากเวทีอภิปรายมีดังนี้:

  • การกระจายแหล่งน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น
  • ความยั่งยืนของระบบน้ำประปาหมู่บ้านที่ยังต้องได้รับการตรวจมาตรฐาน
  • การนำเทคโนโลยีสะอาดเช่นโซลาร์เซลล์มาใช้ ต้องควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร
  • ความสำคัญของการบำรุงรักษามากกว่าการลงทุนสิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด การนำเสนอประเด็นเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจสอบงบประมาณเพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด การที่ อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย ได้ทิ้งทายไว้อย่างชัดเจนว่าเราต้องการน้ำที่สะอาดและทั่วถึง ไม่ใช่เพียงแค่การมีโครงการที่สวยหรูแต่ไร้การดูแลอย่างต่อเนื่อง หวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่เกษตรกรและครัวเรือนทั่วประเทศ

ที่มา – อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย

พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยเน้นไปที่ความไม่ชอบมาพากลของโครงการขนาดใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 26,000 ล้านบาท จนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการผูกขาดและเอื้อประโยชน์ให้กับทุนพวกพ้องหรือไม่

พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว

จากการตรวจสอบโครงการเมกะโปรเจกต์ดังกล่าวพบว่ามีทั้งหมด 4 โครงการหลักที่ใช้งบมหาศาล ซึ่งผลตอบรับที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าระบบยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และขาดทิศทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล นายพริษฐ์ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว หรือไม่ เนื่องจากการตรวจสอบ TOR ของโครงการต่างๆ พบความผิดปกติหลายประการ

ข้อพิรุธใน TOR และเครือข่ายบริษัทที่น่าสงสัย

สิ่งที่ทำให้สังคมต้องจับตามองคือ การกระจายโครงการต่างๆ ไปยังบริษัทที่ถือหุ้นโดยเครือข่ายเดียวกัน โดยมีข้อสังเกตดังนี้:

  • มีการแบ่งเฟสงานเพื่อเลี่ยงการแข่งขันที่สมบูรณ์
  • กำหนดเงื่อนไข TOR ที่เอื้อให้บริษัทเฉพาะกลุ่มสามารถชนะการประมูลได้
  • พบความเชื่อมโยงของบริษัทที่เข้ามาประมูลโครงการ 12 สัญญา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายกลุ่มทุนเดียวกัน
  • บริษัทที่ชนะการประมูลมีการเติบโตทางรายได้อย่างก้าวกระโดดหลังได้รับงานรัฐ

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังย้ำว่า แม้รัฐมนตรีจะมีการสั่งรื้อ TOR บางส่วนไปแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาโครงสร้างการโกงกินที่ซ่อนอยู่ภายใต้วาระการพัฒนาทักษะประชาชน หากปล่อยให้สภาพการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป งบประมาณหลักหมื่นล้านบาทก็จะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนที่แสวงหากำไรมากกว่าการสร้างประโยชน์ให้เด็กไทยอย่างแท้จริง

บทสรุปและการเรียกร้องความโปร่งใส

การที่ พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการวิจารณ์ แต่เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการตรวจสอบย้อนหลังทุกสัญญา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภาษีของประชาชนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่ออุ้มชูกลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง หากรัฐบาลต้องการให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าต่อ ความโปร่งใสคือสิ่งเดียวที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ไม่ใช่การแถลงข่าวปฏิเสธไปวันๆ

ที่มา – “พริษฐ์” ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว

นฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับโครงการบ้านของการเคหะฯ ที่มักจะมีประเด็นเรื่องคุณภาพโผล่มาให้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด คุณนฤพล เรืองปัญญาโรจน์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดประเด็นผ่านการนฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ ในการอภิปรายงบประมาณปี 2570 ซึ่งถือว่าน่าสนใจและสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนอย่างมากครับ

นฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ

ปัญหาหลักที่คุณนฤพลได้หยิบยกขึ้นมาคือ การที่รัฐบาลพยายามทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยปี 2570 ตั้งเป้าสร้างเพิ่มถึงกว่า 16,000 หน่วย ทั้งที่โครงการเก่าๆ ยังขายไม่ออกนับพันแห่ง การเพิ่มงบสร้างใหม่โดยไม่วิเคราะห์ปัจจัยด้านอุปสงค์และทำเลให้รอบคอบ จึงเปรียบเสมือนการนำเงินภาษีประชาชนไปลงทุนในสิ่งที่อาจไม่คุ้มค่า

ทำไมโครงการรัฐถึงมักจะมีปัญหาคุณภาพตามมา?

คุณนฤพล ยังตอกย้ำด้วยว่า นฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ เพราะที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากที่เข้าอยู่อาศัยแล้วต้องเจอกับสภาพบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างแตกร้าว วัสดุไม่ทนทาน ไปจนถึงพื้นที่ส่วนกลางที่เหมือนจะถูกลืม ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยความลำบาก แทนที่จะได้บ้านที่ดีขึ้น กลับกลายเป็นภาระในการซ่อมแซมและกังวลเรื่องความปลอดภัยแทน

  • จุดอ่อนเรื่องทำเลที่ตั้ง ซึ่งมักจะไกลจากแหล่งงานและระบบขนส่งมวลชน
  • พื้นที่ส่วนกลางที่ขาดการดูแลและไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
  • การบริหารจัดการที่ไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การปรับลดงบประมาณในการซ่อมแซมและยกระดับที่อยู่อาศัยเดิมลงอย่างมาก ทั้งที่ควรจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การสร้างจำนวนให้ถึงเป้าหมาย แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กตัวน้อย กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเข้ามาจัดการปัญหาที่อยู่อาศัย เพราะคนในพื้นที่คือผู้ที่เข้าใจความต้องการของเพื่อนบ้านได้ดีที่สุด การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนย่อมดีกว่าการสร้างของใหม่ที่ไม่เคยได้ใช้งานจริง

ที่มา – “นฤพล” ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ ตำหนิ คิดแต่สร้างบ้านเพิ่ม แต่ไม่ได้คุณภาพ

ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง

ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง

เรียกได้ว่าสถานการณ์การพัฒนาประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่ โดยหัวใจสำคัญคือ ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง พร้อมกับการวางรากฐานด้านวิจัยและนวัตกรรมให้ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

กางแผนกลยุทธ์ อว. ปี 70 ให้คนไทยก้าวทันโลก

นโยบายหลักของ อว. ในปี 2570 จะมุ่งเน้นการปรับโฉมมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นศูนย์บ่มเพาะและแพลตฟอร์มแห่งโอกาส เพื่อสร้างประชากรที่มีศักยภาพสูงสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต โดยมีการส่งเสริมการ Upskill และ Reskill ให้กับนักศึกษาและวัยทำงาน เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูง ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวยังรวมถึงการบูรณาการหน่วยงานให้ทุนวิจัยต่างๆ ภายใต้ระบบงานวิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดความคุ้มค่าและแก้ปัญหาประเทศได้อย่างตรงจุด

นอกเหนือจากเรื่องคน สาระสำคัญที่น่าสนใจอีกประการคือเรื่องของ ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง โดยเน้นหนักไปที่เรื่องการปลดล็อกสิทธิบัตร ซึ่งกระทรวง อว. ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากและผลักดันให้สิทธิบัตรไทยสามารถออกสู่ตลาดนานาชาติได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลงานวิจัยแบบ Open Data ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อดึงข้อมูลมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์และแก้ปัญหาสังคมได้จริง

  • เน้นสร้างทุนมนุษย์ที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด
  • ยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์รวมนวัตกรรมและการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ
  • บูรณาการฐานข้อมูลงานวิจัยเพื่อความโปร่งใสและนำไปใช้ต่อยอดได้จริง
  • สนับสนุนสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูงในตลาดโลก

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าการที่ภาครัฐขยับตัววางเป้าหมายให้ชัดเจนและเน้นการ ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง หากไทยสามารถสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นคงครับ

ที่มา – “ยศชนัน” แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง-ทำฐานรวมงานวิจัย-ปลดล็อกสิทธิบัตร

ไชยชนก แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง

ไชยชนก แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อมีการพูดถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี ซึ่ง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้ออกมาไขข้อสงสัยถึงเหตุผลที่ทางกระทรวงขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยประเด็นหลักคือ ไชยชนก แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของประเทศไทยให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การบูรณาการระบบคลาวด์กลาง (Government Cloud) ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของภาครัฐ โดยนายไชยชนกได้เน้นย้ำว่าการรวมศูนย์นี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไอทีของภาครัฐลงได้มากกว่า 30% ในภาพรวม ซึ่งถือเป็นการใช้งบประมาณที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

เจาะลึกเหตุผลทำไม ไชยชนก แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง

  • ช่วยให้การจัดเก็บข้อมูลของทุกกระทรวงเป็นไปอย่างปลอดภัยและประหยัด
  • ลดความซ้ำซ้อนในการจัดซื้อซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของแต่ละหน่วยงาน
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของประเทศ

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีดีอีก็ได้ยอมรับถึงข้อจำกัดในบางส่วน เนื่องจากมีระบบงานเฉพาะทางของบางกระทรวงที่มีความซับซ้อนและมีสัญญาผูกพันเดิมอยู่ ทำให้การรวมศูนย์คลาวด์อาจต้องใช้เวลาและดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่สามารถเหมาเข่งได้ทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงานปกติของหน่วยงานรัฐ

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณคลาวด์แล้ว นายไชยชนกยังได้ยืนยันหนักแน่นถึงกรณีโครงการ TH-AI Passport ว่า ในร่างงบประมาณปี 2570 นี้ ไชยชนก แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง โดยไม่มีโครงการ TH-AI Passport เฟสที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งฝากถึงมุมมองเรื่องกระทรวงลูกเทพว่า การจะบริหารงานในยุคที่ทุกอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี งบประมาณที่ได้รับถือเป็นความจำเป็นพื้นฐานในการป้องกันไม่ให้ประเทศล้าหลังกว่าชาติอื่น ซึ่งความท้าทายนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงดีอีต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้ไทยพร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในมิติต่างๆ

เราเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในครั้งนี้ คือก้าวสำคัญที่ต้องจับตาดูต่อไปว่า การลดค่าใช้จ่าย 30% จะสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายหรือไม่ เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุดในยุคดิจิทัล

ที่มา – “ไชยชนก” แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง ลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 30 %

เจาะลึกงบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ร้อนแรงอย่าง งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยตรง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากการชี้แจงของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกันครับ

สรุปภาพรวม งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ให้สิ้นสงสัย

ในการอภิปรายช่วงค่ำวันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายสิริพงศ์ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงเหตุผลที่กระทรวงคมนาคมถูกปรับลดงบประมาณลงกว่า 23,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 8.79 โดยย้ำว่าแม้เงินจะลดลงแต่กระทรวงฯ ยังคงยึดมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน ทั้งการเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง พร้อมเชื่อมั่นว่าระบบคมนาคมไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

ประเด็นร้อนที่ต้องรู้: งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ แบบชัดเจน

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว สิ่งที่สมาชิกสภาฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือกรณี “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” ซึ่งนายสิริพงศ์ชี้แจงว่า:

  • เกณฑ์การคัดเลือกผู้รับเหมาเป็นหน้าที่ของกรมบัญชีกลาง เพื่อพิสูจน์ศักยภาพตามมูลค่างาน
  • ประเทศไทยมีผู้รับเหมาชั้นพิเศษอยู่ 83 ราย ซึ่งไม่ใช่สถานะที่ถาวร แต่มีการตัดแต้มและปรับเปลี่ยนได้หากผลงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไข
  • ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปกและยืนยันว่าการทำงานของกระทรวงฯ ไม่มี “ค่าต๋ง” หรือรับส่วยอย่างแน่นอน
  • ทุกโครงการมุ่งเน้นความคุ้มค่าของภาษีประชาชนเป็นสำคัญ

นายสิริพงศ์ยังย้ำด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตยของชาติ รวมถึงการดูแลพื้นที่ชายแดนหากมีความจำเป็นต้องทำโครงการคมนาคมในเขตพื้นที่พิเศษ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนและประสานความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การอภิปรายในวันแรกต้องปิดฉากลงในเวลา 22.46 น. โดยประธานสภาฯ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ได้สั่งพักการประชุมและจะกลับมาพิจารณาร่างงบประมาณกันต่อในวันถัดไป สำหรับเราในฐานะประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเฝ้าติดตามว่าการจัดสรรงบประมาณในปี 2570 นี้ จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพวกเราทุกคนอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสที่สุดได้อย่างไร

ที่มา – งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ สภาฯ สั่งพักประชุมวันแรกแล้ว

Scroll to top