งบประมาณปี 2570

เจาะลึกงบฯ 70: “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30%

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ออกมาตีแผ่ความผิดปกติของการจัดงบประมาณปี 2570 ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตการคลังที่ดูเหมือนรัฐบาลกำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยหัวใจสำคัญคือเรื่อง “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ท่ามกลางกระแสการหั่นงบประมาณลงทุนของกระทรวงอื่นๆ ลงอย่างน่าตกใจ

สถานการณ์งบประมาณปี 70 และประเด็น “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30%

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมตัวเลขงบประมาณในปีนี้ถึงดูผิดปกติ คำตอบที่ศิริกัญญาได้ชี้แจงคือเรากำลังเห็นภาพของ "งบประมาณฝีแตก" รายจ่ายประจำพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 1.2 แสนล้านบาท ในขณะที่งบลงทุนกลับถูกปรับลดลงทั่วทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงเรื่องงบประมาณไทยที่บวมด้วยเบี้ยบำนาญและดอกเบี้ยจ่าย

จับตา TH-AI Passport เฟส 2 กับความไม่โปร่งใสที่ต้องตรวจสอบ

นอกจากภาพรวมงบประมาณที่น่ากังวลแล้ว จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการตั้งคำถามต่อประเด็นที่ว่า “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ได้อย่างไรในขณะที่หน่วยงานอื่นถูกตัดงบ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่ได้รับงบเพิ่มถึง 2 เท่าเพื่อผลักดันโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ซึ่งก่อนหน้านี้ตรวจสอบได้ยากจากการใช้งบกองทุน แต่เมื่อครั้งนี้ต้องผ่านสภาฯ ประชาชนจึงมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามและเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด

  • งบฯ รายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นจากบำนาญข้าราชการ
  • งบลงทุนถูกปรับลดลง ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
  • โครงการดิจิทัลที่น่าสงสัย: TH-AI Passport เฟส 2

ความชุลมุนของการโอนงบปี 69 ที่ทำได้เพียงแค่ 1 หมื่นล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังหลังชนฝาในการบริหารจัดการการคลัง เราในฐานะประชาชนต้องเกาะติดสถานการณ์การอภิปรายในสภาฯ วันที่ 29 มิถุนายนนี้ ว่าโครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลเหล่านั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วจะเป็นเพียงการจัดงบเพื่อกระดาษแผ่นเดียวที่ตอบโจทย์ความอยู่รอดของรัฐบาลเท่านั้น

คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การทุ่มงบให้ดิจิทัลในเวลาที่งบลงทุนอื่นถูกลดทอน คือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีกลยุทธ์ หรือเป็นแค่ความพยายามกระจายงบในจุดที่ไม่ควรเป็น? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการใช้เงินภาษีของพวกเรากันครับ! มาติดตามความจริงในสภาฯ ไปพร้อมกัน

ที่มา – “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ชวนจับตา TH-AI Passport เฟส 2 เข้าสภาฯ

สวนกลับรัฐบาล อยากเห็นอภิปรายสร้างสรรค์ รัฐมนตรีก็ต้องตอบคำถามแบบสดๆ ในสภาฯ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังที่มีต่อการทำงานของรัฐบาล โดยเน้นย้ำว่า สวนกลับรัฐบาล อยากเห็นอภิปรายสร้างสรรค์ รัฐมนตรีก็ต้องตอบคำถามแบบสดๆ ในสภาฯ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริงตามระบอบประชาธิปไตย

เหตุผลที่ สวนกลับรัฐบาล อยากเห็นอภิปรายสร้างสรรค์ รัฐมนตรีก็ต้องตอบคำถามแบบสดๆ ในสภาฯ

หัวหน้าพรรคประชาชนมองว่า การอภิปรายสร้างสรรค์ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายค้านเพียงฝ่ายเดียว แต่รัฐมนตรีที่เป็นผู้บริหารประเทศควรตื่นตัวและพร้อมที่จะตอบคำถามอย่างฉับไว ไม่ใช่การรออ่านสคริปต์ที่ข้าราชการเตรียมมาให้ ซึ่งการตอบคำถามแบบสดๆ จะสะท้อนถึงความเข้าใจในเนื้องานและความมุ่งมั่นในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของการตรวจสอบงบประมาณและนโยบาย AI

ในยุคที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว นายณัฐพงษ์ได้เสนอแนวทางสำคัญเพื่อเปลี่ยนประเทศจากการเป็น “ผู้ซื้อ” ให้กลายเป็น “ผู้สร้าง” โดยเน้นย้ำเรื่องการลงทุนในเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้ถูกจุด การที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบในสภาฯ อย่างเข้มข้น ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านออกมาบอกว่า สวนกลับรัฐบาล อยากเห็นอภิปรายสร้างสรรค์ รัฐมนตรีก็ต้องตอบคำถามแบบสดๆ ในสภาฯ จึงเป็นแรงกดดันที่สำคัญเพื่อให้โครงการต่างๆ ของรัฐบาลตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริงนั่นเอง

หากรัฐมนตรีสามารถตอบคำถามอย่างสดใหม่และมีเหตุผลประกอบที่ชัดเจน จะช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน จะถูกนำไปใช้ในโครงการที่คุ้มค่าและก่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ AI หรือการจัดการการคลังที่ต้องระมัดระวังมากขึ้นในทุกๆ ปี

  • เปลี่ยนสถานะจากผู้ซื้อสู่ผู้สร้าง
  • สร้างผลขยายต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่น
  • ยกระดับอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก

ในมุมมองของเรา การที่ฝ่ายค้านเรียกร้องความมืออาชีพของผู้บริหารประเทศถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาระบบนิเวศทางการเมืองให้มีคุณภาพมากขึ้น หากทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอภิปรายด้วยข้อมูลและตอบคำถามด้วยวิสัยทัศน์ ประเทศไทยย่อมได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน

ที่มา – สวนกลับรัฐบาล อยากเห็นอภิปรายสร้างสรรค์ รัฐมนตรีก็ต้องตอบคำถามแบบสดๆ ในสภาฯ

“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะล่าสุดที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็น “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการเมืองขณะนี้

“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการโอนงบประมาณของรัฐบาล โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวนั้นดูจะย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หากมองในมุมของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลควรจัดสรรวงเงินให้คุ้มค่าที่สุดแทนที่จะเลือกวิธีปะผุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่รัฐบาลเลือกจะกู้เงินถึง 4 แสนล้านบาทแทนที่จะโอนงบประมาณให้เต็มศักยภาพ

ผลกระทบจากการกู้เงิน 4 แสนล้านและ “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

การผลักภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบแตะเพดานที่กำหนดไว้ ถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นายอภิสิทธิ์มองว่าหากรัฐบาลมีการบริหารจัดการที่ดี การโอนงบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสมกว่านี้อาจช่วยลดความจำเป็นในการกู้เงินลงได้ ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารทางการคลังที่อาจไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาว

  • ความล่าช้าในการเสนอ พ.ร.บ. ต่อสภาฯ
  • สัดส่วนการโอนงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็น
  • ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจนน่ากังวล

สิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือ หากรัฐบาลมีโครงการที่สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้มากถึง 1 แสนล้านบาท เหตุใดจึงเลือกโอนงบประมาณเพียงแค่ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น? การเลือกตัดสินใจเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อแผนงานการฟื้นฟูประเทศ ท้ายที่สุดแล้ว การใช้เงินแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์ควรต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความเป็นธรรมของคนทั้งประเทศ มากกว่าความสะดวกทางการเมืองของฝ่ายบริหาร

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ซัดกู้ 4 แสนล้าน สร้างภาระหนี้สาธารณะ

ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของประเทศกันหน่อยครับ กับประเด็นล่าสุดที่หลายคนกำลังจับตามอง คือเรื่องที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการวางแผนการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติผ่าน ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

ในการประชุม ครม. นัดพิเศษที่ผ่านมา ได้มีการเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยกำหนดกรอบวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า นี่คือสัญญาณที่บอกว่ารัฐบาลกำลังเร่งวางรากฐานการบริหารประเทศเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตครับ

ทำไมตัวเลขงบประมาณถึงมีการเปลี่ยนแปลง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมยอดเงินที่รัฐบาลดึงกลับมาจากปี 2569 ถึงเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ทั้งที่ตอนแรกคาดการณ์ไว้สูงกว่านี้ เหตุผลคือเมื่อหน่วยงานต่างๆ ทราบข่าวนโยบายนี้ ก็ได้เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่ในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งมองอีกมุมก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่งบประมาณถูกนำไปใช้ตามเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครับ

  • งบที่ดึงกลับมา 10,300 ล้านบาท จะเข้าสู่งบกลาง
  • เพื่อชำระหนี้ค้างชำระและโครงการสำคัญเช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม
  • เตรียมสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

สรุปแล้วสถานการณ์ที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน นั้นชี้ให้เห็นว่าภาครัฐมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุมและมีความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกหรือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นี่คือความพยายามของภาครัฐในการประคองเสถียรภาพทางการเงินของประเทศเพื่อให้ทุกโครงการสำคัญขับเคลื่อนต่อไปได้ ผมมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความโปร่งใสในเรื่องงบประมาณแบบนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ที่มา – ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” คุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” คุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจไทย กับการประชุมที่มีการ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานแทน เพื่อขับเคลื่อนแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เดินหน้าตามกำหนดการ

รายละเอียดและทิศทางงบประมาณปี 2570

สาระสำคัญของการประชุมในวันนี้ คือการที่สำนักงบประมาณเตรียมเสนอรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ ครม. เห็นชอบข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ก่อนจะส่งพิมพ์เป็นเล่มเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สภาฯ ต่อไป สำหรับรายละเอียดของ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน มีสัดส่วนที่น่าสนใจดังนี้:

  • รายจ่ายประจำอยู่ที่ 2,786,367 ล้านบาท คิดเป็น 73.6% ของวงเงินรวม
  • รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ 789,171 ล้านบาท
  • รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีสัดส่วน 4% ของงบรวม
  • เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลลดลงจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 788,000 ล้านบาท

การดำเนินการตามวาระ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้ในยามที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ทั้งนี้ยังมีการพ่วงพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 เข้ามาเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ปัจจุบันให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการกำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศในระยะยาว หากร่างนี้ผ่านการเห็นชอบในขั้นตอนต่อไป เราน่าจะได้เห็นการเบิกจ่ายงบประมาณที่ส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เราต้องเฝ้าระวังการปรับลดสัดส่วนงบลงทุนที่กระชับขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขยายตัวทาง GDP ของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา – จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันครับ เมื่อล่าสุดรัฐบาลเตรียมจัดการประชุมครั้งสำคัญ โดยมีชื่อว่า “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นตามปฏิทินงบประมาณครับ

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดภารกิจสำคัญในการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ครม.นัดพิเศษในครั้งนี้แทน ซึ่งภารกิจหลักคือการตรวจรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท

เปิดขั้นตอนการทำงานเมื่อ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

หลังจากที่ ครม. ได้มีการตรวจร่างงบประมาณอย่างละเอียดแล้ว ขั้นตอนที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญได้แก่:

  • สำนักงบประมาณจะเร่งจัดพิมพ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในช่วงวันที่ 17-22 มิถุนายน
  • นำเสนอ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มิถุนายน
  • ยื่นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาวาระที่ 1 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

ความพยายามในการเร่งเครื่องครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อให้การพิจารณางบประมาณทั้งในวาระที่ 2 และ 3 เสร็จสิ้นภายในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เพื่อให้งบประมาณปี 2570 พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับว่าเป็นการบริหารจัดการเวลาที่ค่อนข้างกระชับและชัดเจนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันท่วงทีครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับปฏิทินงบประมาณอย่างเคร่งครัดเป็นสัญญาณที่ดีครับ เพราะงบประมาณรัฐเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การที่ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ในครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการทำงานที่ต่อเนื่องไม่สะดุด แม้นายกฯ จะติดภารกิจต่างประเทศ ก็ต้องมาติดตามกันต่อครับว่าเมื่อเข้าสู่สภาฯ แล้ว จะมีประเด็นการอภิปรายเรื่องใดที่น่าสนใจบ้าง

ที่มา – “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 และ TH-AI Passport

ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport

เรียกได้ว่าเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะฝ่ายค้านที่มุ่งมั่นตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความพร้อมในการเข้าชำแหละ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 ที่กำลังจะเข้าสู่สภาฯ ในวาระที่ 1 ช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ โดยพรรคได้วางแผนผู้อภิปรายให้ครอบคลุมทุกกระทรวง เพื่อให้มั่นใจว่าภาษีของพี่น้องประชาชนจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ตรวจสอบงบประมาณเชิงรุกและการติดตามพฤติการณ์โครงการรัฐ

นอกจากการพิจารณางบประมาณปี 2570 แล้ว พรรคประชาชนยังเตรียมพร้อมรับมือกับ ‘ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569’ อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทีมงานจะเข้าไปดูรายละเอียดว่ารัฐบาลสามารถโยกงบประมาณที่ไม่จำเป็นมาใช้ใหม่ได้คุ้มค่าเพียงใด โดยสิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นโครงการที่มีข้อพิรุธในทีโออาร์หลายประการ

ประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจกันมาก ได้แก่:

  • ความโปร่งใสในการจัดทำ TOR โครงการต่างๆ ว่ามีกลิ่นอายล็อกสเปกหรือไม่
  • ความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport ที่ควรถูกตรวจสอบผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ
  • การติดตามความคืบหน้าการแก้ไขทีโออาร์ของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ที่เคยถูกทักท้วง

สำหรับการเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ นายพริษฐ์ได้ย้ำว่าพรรคไม่ได้มีเจตนาขัดขวางความเจริญของประเทศ แต่เราทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชนเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้งบประมาณรั่วไหล เหมือนกับกรณีโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะที่เคยถูกทักท้วงในอดีตแต่กลับผ่านวาระการอนุมัติไปได้ด้วยเสียงข้างมาก

ในส่วนของการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น พรรคประชาชนมองว่าด้วยกรอบเวลาของสมัยประชุมที่ปิดกลางเดือนกรกฎาคมนี้ การดำเนินการอาจต้องยกไปไว้ในสมัยประชุมถัดไป แต่ยืนยันว่าการตรวจสอบ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละ

การตรวจสอบผู้มีอำนาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะงบประมาณทุกบาทคือน้ำพักน้ำแรงจากภาษีของเราทุกคนครับ หากท่านมีข้อสงสัยหรือต้องการให้ฝ่ายค้านตรวจสอบประเด็นใดเป็นพิเศษ สามารถร่วมส่งเสียงสะท้อนกันได้เลยครับ

ที่มา – ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport

รักชนก นำทีม กมธ.ติดตามงบฯ บุก สตง. จี้ปมตึกถล่ม

เป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้นำทีมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ บุกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อติดตามตรวจสอบความโปร่งใส หลังพบปัญหาอาคารราชการถูกทิ้งร้างและเหตุการณ์ตึกถล่มที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

รักชนก นำทีม กมธ.ติดตามงบฯ บุก สตง. จี้ปมตึกถล่ม

การลงพื้นที่ของ รักชนก นำทีม กมธ.ติดตามงบฯ บุก สตง. จี้ปมตึกถล่ม ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยงานภาครัฐว่า การใช้งบประมาณแผ่นดินต้องมีความคุ้มค่าและโปร่งใส โดยเฉพาะกรณีอาคารกว่า 10 แห่งทั่วประเทศที่สร้างไม่เสร็จและผู้รับเหมาทิ้งงาน รวมถึงกรณีตึก สตง. ถล่มที่กลายเป็นเสมือนอนุสรณ์สถานของการทุจริต

รายละเอียดการตรวจสอบโครงการและงบประมาณปี 70

นอกจากประเด็นตึกถล่มแล้ว ทางคณะกรรมาธิการยังมุ่งเน้นในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • การตรวจสอบอาคารทิ้งร้าง 10 แห่งทั่วประเทศที่ใช้งบประมาณไปไม่น้อย
  • การเปิดเผย “เอกสารลับ” ผลการสืบสวนจากกรมโยธาธิการและผังเมืองเกี่ยวกับเหตุตึกถล่ม
  • การติดตามความคืบหน้าการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
  • การทบทวนงบประมาณปี 2570 ของ สตง. หากคำตอบไม่ชัดเจน

นางสาวรักชนกยังเน้นย้ำด้วยว่า หาก สตง. ไม่สามารถชี้แจงความคืบหน้าหรือแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ การพิจารณางบประมาณของ สตง. ในปี 2570 จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ ทั้งนี้ การที่ รักชนก นำทีม กมธ.ติดตามงบฯ บุก สตง. จี้ปมตึกถล่ม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทวงคืนความยุติธรรมให้กับภาษีประชาชน เพราะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเงินแผ่นดิน ยิ่งต้องมีความโปร่งใสกว่าหน่วยงานอื่นใด

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป ก็จะเป็นบทเรียนราคาแพงของการบริหารงบประมาณที่ไร้ประสิทธิภาพ ความโปร่งใสไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานรัฐที่ต้องทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

ที่มา – “รักชนก” นำทีม กมธ.ติดตามงบฯ บุก สตง. จี้ปมตึกถล่ม ขู่หั่นงบปี 70 หากไร้คำตอบ

เคาะเลือก “ศุภชัย” สส.ภูมิใจไทย นั่งประธาน กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภาทันที เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดใหม่เพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณก้อนใหญ่ ล่าสุดที่ประชุมได้มีมติเคาะเลือก “ศุภชัย” สส.ภูมิใจไทย นั่งประธาน กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศการถกเถียงเรื่องสัดส่วนตัวแทนจากฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ดุเดือดตั้งแต่วันแรก

เคาะเลือก “ศุภชัย” สส.ภูมิใจไทย นั่งประธาน กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน อย่างเป็นทางการ

การประชุมครั้งที่ 1 ของคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนโตนี้ มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว การเลือกนายศุภชัย ใจสมุทร เข้ามาดำรงตำแหน่งถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการเดินหน้าตรวจสอบการใช้เงินตามพ.ร.ก.แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ซึ่งประชาชนจำนวนมากต่างจับตามองว่าเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้คุ้มค่าและโปร่งใสที่สุด

เบื้องหลังกว่าจะมาถึงบทสรุป เคาะเลือก “ศุภชัย” สส.ภูมิใจไทย นั่งประธาน กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน

อย่างไรก็ตาม การทำงานวันแรกไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เมื่อ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.จากพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นทักท้วงเรื่องสัดส่วนตำแหน่งรองประธานที่เกือบจะกลายเป็นคนจากฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด จนนำไปสู่การพักประชุมและการเจรจาใหม่เพื่อให้เกิดความสมดุลทางการเมือง ซึ่งถือเป็นสีสันตามระบอบประชาธิปไตยที่ฝ่ายตรวจสอบทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเข้มข้น

บทสรุปใหม่หลังจากหารือกัน ลงเอยด้วยการแต่งตั้งรองประธานกรรมาธิการจำนวน 5 คน เพื่อให้ครอบคลุมการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย ดังนี้:

  • นางนันทนา สงฆ์ประชา
  • นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล
  • นายภัณฑิล น่วมเจิม
  • นายไผ่ ลิกค์
  • นายชัยชนะ เดชเดโช

ในส่วนของโฆษกคณะกรรมาธิการได้แก่ นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ และนายศุภโชติ ไชยสัจ โดยกำหนดจะประชุมกันทุกวันพุธเพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด

สำหรับก้าวต่อไปในสัปดาห์หน้า คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มาชี้แจงสถานการณ์ภาพรวม โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่มีการใช้จ่ายไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท งานนี้ถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่นายศุภชัยและคณะต้องทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง การมี กมธ. ที่มาจากความเห็นพ้องของทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้การตรวจสอบงบประมาณก้อนใหญ่ไม่ถูกผูกขาด และสร้างความมั่นใจให้กับภาคประชาชนได้ว่าเงินภาษีของพวกเราจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เราคงต้องคอยติดตามผลการดำเนินงานกันต่อไปว่าในการประชุมครั้งหน้านั้น จะมีข้อมูลเชิงลึกอะไรมาอัปเดตให้เราได้รับทราบกันบ้าง

ที่มา – เคาะเลือก “ศุภชัย” สส.ภูมิใจไทย นั่งประธาน กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน

Scroll to top