จตุพร บุรุษพัฒน์

หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ยันหนุนอนุทินนายกฯ

หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ยันร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย มอบ 1 เสียง หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งล่าสุด พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งมี ส.ส. เพียง 1 เสียง แต่ประกาศชัดเจนว่าจะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ

หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ยันร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย มอบ 1 เสียง หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ได้ออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่า พรรคของเขาพร้อมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมอบ 1 เสียงจาก ส.ส. เขตที่ได้มา คือ น.ส.วรสรินทร์ ศรัณย์เกตุ ว่าที่ ส.ส. อุตรดิตถ์ เขต 2 ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต ส.ส. ประสบการณ์สูง 4 สมัย การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการประสานงานกันเรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ แสดงถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

นายจตุพร เน้นย้ำว่า การเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับความไว้วางใจจากประชาชนเสียงข้างมากที่ให้กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งคาดว่าจะเป็นแกนนำรัฐบาล พรรคโอกาสใหม่พร้อมนำนโยบายของพรรคไปผลักดันร่วมกัน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งและบทบาทพรรคโอกาสใหม่

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ การจัดตั้งรัฐบาลกำลังเร่งด่วน พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงนำหน้าหลายพรรคใหญ่ ทำให้มีโอกาสสูงในการเป็นพรรคแกนนำ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ยันร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย มอบ 1 เสียง หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับฝ่ายนี้ แม้จะเป็นเพียง 1 เสียง แต่ในสถานการณ์ที่ทุกคะแนนมีค่า มันสามารถเป็นตัวตัดสินในการโหวตนายกรัฐมนตรีได้

พรรคโอกาสใหม่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชน โดยเน้นนโยบายที่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างอุตรดิตถ์ การเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้พรรคได้มีเวทีแสดงศักยภาพในการผลักดันนโยบาย เช่น:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น
  • สนับสนุนเกษตรกรและ SME
  • ปฏิรูปการศึกษาและสาธารณสุขให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น
  • ต่อต้านคอร์รัปชันและเพิ่มความโปร่งใส

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมือง เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่โดดเด่นในช่วงโควิด-19 การที่เขาได้รับการสนับสนุนจากพรรคเล็กอย่างโอกาสใหม่ แสดงถึงความน่าเชื่อถือและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

ผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลและอนาคตการเมืองไทย

การประกาศดังกล่าวช่วยลดความไม่แน่นอนในการเจรจาร่วมรัฐบาล คาดว่ารัฐบาลใหม่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไม่ช้า โดยพรรคโอกาสใหม่จะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานเพื่อชาติและประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณว่าพรรคเล็กๆ สามารถมีบทบาทสำคัญได้ หากยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชน

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การรวมตัวนี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล สามารถผลักดันนโยบายเร่งด่วน เช่น เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด การแก้ปัญหาน้ำท่วม และการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาการเจรจาระหว่างพรรคร่วมอื่นๆ ว่าจะมีอุปสรรคหรือไม่

สุดท้ายแล้ว หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ยันร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย มอบ 1 เสียง หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความสามัคคีในหมู่พรรคที่ยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก หากรัฐบาลชุดนี้ทำงานได้ดี จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างยิ่ง คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ยันร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย มอบ 1 เสียง หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ

“วราวุธ” ใช้สิทธิเลือกตั้ง ย้ำอย่าทำบัตรเสีย

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องสำคัญทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแสกันเลยนะครับ “วราวุธ” ใช้สิทธิเลือกตั้ง ย้ำอย่าทำบัตรเสีย ด้านหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ดีใจประชาชนตื่นตัวเลือกตั้ง เป็นข่าวที่แสดงให้เห็นถึงความคึกคักของประชาชนในวันเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกคนตื่นตัวกันมาก มาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“วราวุธ” ใช้สิทธิเลือกตั้ง ย้ำอย่าทำบัตรเสีย ด้านหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ดีใจประชาชนตื่นตัวเลือกตั้ง

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ร่วมกับนายสรชัด สุจิตต์ ผู้สมัคร ส.ส. เขตสุพรรณบุรี เดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งพร้อมกันที่เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยที่ 27 บริเวณเต็นท์ที่จอดรถห้าง Big C อำเภอเมืองสุพรรณบุรี บรรยากาศคึกคักมาก มีประชาชนมารอคิวกันยาวเหยียดตั้งแต่เช้า

วราวุธ ใช้สิทธิเลือกตั้ง
บรรยากาศการเลือกตั้งสุพรรณบุรี

หลังจากกาบัตรเสร็จ นายวราวุธให้สัมภาษณ์แบบเป็นกันเองว่า วันนี้เราต้องกาบัตร 3 ใบเลยนะครับ ส.ส.เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติรัฐธรรมนูญ ขอชวนทุกคนพกบัตรประชาชนมาออกมาใช้สิทธิถึง 5 โมงเย็น เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทย ที่สำคัญต้องระวังอย่าใส่เสื้อที่มีสัญลักษณ์พรรคหรือเบอร์มาเข้าคูหา ถ้าทำอะไรกับบัตรอาจกลายเป็นคดีได้ และต้องกากบัตรให้ถูกต้อง ไม่งั้นบัตรเสียนะครับ

วราวุธให้สัมภาษณ์หลังลงคะแนน

จตุพร หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ดีใจประชาชนตื่นตัว

ขณะเดียวกัน เวลา 09.30 น. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ เดินทางใช้สิทธิที่เขตเลือกตั้งที่ 9 หน่วยที่ 30 บริเวณลานจอดรถกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประตู 3 จตุจักร กรุงเทพฯ บรรยากาศก็คึกคักไม่แพ้กัน

จตุพร ใช้สิทธิเลือกตั้ง
ประชาชนตื่นตัวเลือกตั้ง

นายจตุพรบอกว่าดีใจมากที่เห็นประชาชนออกมาใช้สิทธิกันตั้งแต่เช้า ชวนทุกคนมาร่วมกำหนดทิศทางประเทศด้วยหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง คาดหวังการเมืองสุจริตและเปลี่ยนแปลง ฝาก กกต. ยึดกฎหมายเคร่งครัด ทำงานสุจริต แม้มีแรงกดดันแต่ต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อประเทศ

ข้อควรระวังในการเลือกตั้งวันนี้

เพื่อไม่ให้สิทธิของเราสูญเปล่า มาดูข้อกำหนดสำคัญกันครับ

  • พกบัตรประชาชน ทุกคนต้องมีเพื่อรับบัตร
  • อย่าใส่เสื้อหรือเครื่องหมายพรรค เข้าคูหา ไม่งั้นโดนไล่ออก
  • กากบัตรให้ถูกต้อง กากในช่องวงกลม ห้ามลบหรือขีดฆ่า ไม่งั้นบัตรเสีย
  • อย่าถ่ายรูปบัตร ในคูหา ผิดกฎหมาย
  • ลงคะแนนให้ครบ 3 ใบ ส.ส.เขต บัญชีรายชื่อ และประชามติ

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมกำหนดอนาคต ไม่ว่าจะพรรคไหนหรือผู้สมัครคนไหน สิทธิของคุณมีค่าเสมอ “วราวุธ” ใช้สิทธิเลือกตั้ง ย้ำอย่าทำบัตรเสีย ด้านหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ดีใจประชาชนตื่นตัวเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่าทุกคนใส่ใจเรื่องนี้มาก

ในมุมมองของผม การเห็นประชาชนตื่นตัวแบบนี้คือสัญญาณดีของประชาธิปไตยไทย มันทำให้เรามีความหวังว่าการเมืองจะดีขึ้น หากทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านที่ยังไม่ได้ไป รีบออกมาใช้สิทธิ์ก่อน 17.00 น. นะครับ อนาคตประเทศไทยอยู่ในมือคุณ!

ที่มา – “วราวุธ” ใช้สิทธิเลือกตั้ง ย้ำอย่าทำบัตรเสีย ด้านหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ดีใจประชาชนตื่นตัวเลือกตั้ง

วิโรจน์โต้ชูวิทย์ ปชช. ไม่มีดีลลับบิ๊กโจ๊ก

“วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ไม่มีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก”

“วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” นั่งรองนายกฯ เตรียมให้ฝ่ายกฎหมายร้อง กกต. เอาผิดใส่ร้ายป้ายสีทำพรรคเสื่อมเสีย ชี้อย่าใช้จินตนาการ ย้ำยังเคารพแต่จะแฉใครต้องมีหลักฐาน

วันที่ 19 มกราคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ออกมากล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 10 ที่นั่ง และผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวหาเกินขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายพรรค และจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายที่เหมาะสมกับนายชูวิทย์ ตนไม่ต้องการกล่าวหานายชูวิทย์ว่าไปรับงานใดๆ แต่เห็นว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกินกว่าการแสดงอคติส่วนตัวหรือการวิจารณ์ทางการเมืองตามปกติ และเชื่อว่านายชูวิทย์ควรไตร่ตรองถึงผลกระทบของการกระทำดังกล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่ต้องการใช้วิธีการเดียวกันกับการกล่าวหาใส่ร้ายผู้อื่นแบบนายชูวิทย์ แม้ว่าจะสามารถนำข้อมูลบางส่วนมาปะติดปะต่อเพื่อโจมตีตอบโต้ได้ แต่ด้วยมโนธรรมส่วนตัวและความเคารพที่มีต่อนายชูวิทย์ในฐานะบุคคลหนึ่ง ตนไม่ประสงค์จะกระทำเช่นนั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีอิทธิพลทางการเมือง อิทธิพลทางสังคม และตำแหน่งหน้าที่ของนายทหารระดับสูงบางรายในอดีต ซึ่งเป็นคนสนิทของนายชูวิทย์ ชื่อ “บิ๊ก ด.” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในช่วงรับราชการและหลังเกษียณ โดยระบุว่า หากมีภาพหรือพฤติกรรมที่แสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกับบุคคลบางราย ประชาชนย่อมตั้งคำถามได้ถึงเหตุผลและผลประโยชน์ที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลชาวต่างชาติคนหนึ่งคือนายเบน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จฮุน เซน และอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์

ส่วนสาเหตุที่ออกมาแฉนายชูวิทย์ระบุว่า ต้องการ “สั่งสอน” พรรคประชาชน เพราะเป็นเด็กที่คิดการใหญ่และเห็นว่าพรรคอาจทำในสิ่งที่เกินความสามารถ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในช่วงแรกของการวิพากษ์วิจารณ์ ตนไม่ได้ติดใจ เนื่องจากถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แม้กระทั่งเรื่องการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ เรื่องนี้ นายชูวิทย์ก็มีความเห็นไม่แตกต่างจากสมาชิกพรรคเช่นกัน แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะมีความเห็นส่วนตัวแตกต่างกัน แต่ทุกคนเคารพมติพรรคและเข้าใจกลไกของพรรคการเมือง ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ของนายชูวิทย์ หากเป็นไปโดยสุจริตพรรคก็พร้อมน้อมรับ ต่อให้จะถูกนายชูวิทย์ด่าหรือจะทำด้วยอคติเราก็น้อมรับ

นายวิโรจน์ ระบุว่า ในระยะหลังการกล่าวหาของนายชูวิทย์มีลักษณะของการโยงข้อมูลและจับคู่เหตุการณ์โดยใช้จินตนาการมั่วที่สุด โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีข้อตกลงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มั่วและไม่เป็นความจริง พร้อมตั้งคำถามว่า การนำข้อมูลจริงบางส่วนผสมกับข้อมูลเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนคล้อยตาม และผลักภาระการพิสูจน์ไปยังผู้ถูกกล่าวหา เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่ พร้อมถามกลับว่าพฤติกรรมแบบนี้สมควรทำหรือไม่ โดยย้ำว่าการกล่าวหาเช่นนี้ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนพร้อมท้าให้เปิดหลักฐาน

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงการแถลงข่าวของนายชูวิทย์ ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายวันนี้ (19 ม.ค.) ว่า คาดว่าจะเป็นลักษณะการแถลงข่าวรายวันเช่นเดียวกับที่เคยทำกับพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนจะไม่เสียเวลาโต้เถียงรายวัน และไม่ให้ค่า แต่จะชี้แจงต่อประชาชนเพื่อให้สังคมได้พิจารณาและตั้งคำถามด้วยวิจารณญาณของตนเอง ว่าควรให้คุณค่ากับข้อมูลที่นายชูวิทย์นำเสนอหรือไม่ และหากไม่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงรองรับ เชื่อว่าประชาชนย่อมตัดสินได้เอง

ส่วนในประเด็นที่นายชูวิทย์อ้างว่า ได้ยินข้อมูลเรื่องดีลลับจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยตรง นายวิโรจน์กล่าวว่า ขอให้แสดงหลักฐานที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่าพรรคไม่ต้องการใช้วิธีการตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน แม้จะสามารถทำได้ แต่ไม่ประสงค์จะทำเช่นนั้น ทั้งนี้ แม้ยังคงให้ความเคารพต่อนายชูวิทย์ แต่กระบวนการทางกฎหมายจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากกรณีดังกล่าวเกินขอบเขตที่พรรคจะยอมรับได้ นายวิโรจน์ยังเปรียบกรณีนี้เป็นการเหมือนตนเองแย่งมีดมาจากมือนายชูวิทย์ “เมื่อผมแย่งมีดมาจากมือพี่ชูวิทย์ได้แล้วผมก็จะไม่นำมีดนั้นกลับไปแทงพี่ชูวิทย์อีก จะขอเก็บไว้ในที่ปลอดภัยไม่เอามีดกลับไปแทง” 

นายวิโรจน์ยังชี้แจงถึงกระบวนการรับข้อมูลของพรรคประชาชนว่า พรรคไม่ได้ปฏิเสธว่ารับข้อมูลจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง แต่ได้รับข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งจากข้าราชการและบุคคลที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานรัฐ

ส่วนเมื่อถามว่าเรื่องตั๋วช้างที่พรรคประชาชนออกมาแฉสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ข้อมูลมาจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือไม่นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายแหล่ง บางข้อมูลเป็นการส่งมาโดยไม่เปิดเผยตัวตนเป็นนิรนาม และพรรคจะนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาเปรียบเทียบ ตรวจสอบ และสอบเทียบผ่านกลไกของรัฐสภา หากเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกันหรือเข้าข่ายใส่ร้ายเลื่อนลอย พรรคจะไม่นำมาใช้

นายวิโรจน์ยังกล่าวด้วยว่า “เหตุใดนายชูวิทย์จึงไม่สร้างเรื่องว่าพรรคประชาชนจะให้ตำแหน่งรองนายกฯ กับ บิ๊ก ด. ทำไมต้องเป็น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพราะบิ๊ก ด. เกลียดคนหนักแผ่นดินที่สุด ดังนั้นพวกที่มาฟอกเงินก็เป็นพวกหนักแผ่นดิน”

นายวิโรจน์กล่าวว่า ข้าราชการจำนวนมากให้ความไว้วางใจพรรคประชาชน เนื่องจากมั่นใจว่าพรรคจะไม่ใช้ข้อมูลไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเป็นการตบทรัพย์แบบนักการเมืองรุ่นเก่า เมื่อพรรคทำงานอย่างตรงไปตรงมา ข้าราชการที่มีเจตนาดีก็พร้อมส่งข้อมูลให้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายชูวิทย์เปิดเผยรายชื่อนักการเมือง ส. ในพรรคประชาชน เกี่ยวข้องกับทุนสีเทานั้น นายวิโรจน์ระบุว่า พรรคไม่ได้หวั่นไหวกับสิ่งที่เรียกว่า “สงครามปั่นประสาทรายวัน” โดยพรรคได้กำหนดมาตรฐานการจัดการปัญหาไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมีกรณีกี่รายก็จะใช้มาตรฐานเดียวกัน คือเคารพกระบวนการยุติธรรม และหากเกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรค จะมีการเจรจาให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้คุณสมบัติการเป็นผู้สมัครสิ้นสุดลง ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชนอย่างเหมาะสม ต่อให้จะมีอีกกี่รายก็จะดำเนินการเช่นเดียวกัน พร้อมกับท้าให้เปิดหลักฐานออกมาได้เลย นายวิโรจน์ยังเปรียบเทียบด้วยว่าขณะเดียวกันยังมีผู้สมัคร สส.บางพรรค ถูกดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และ ป.ป.ง.อายัดทรัพย์ แต่พรรคการเมืองนั้นก็ยังให้ลงสมัครต่อได้ รวมไปถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบางพรรค ที่ถูกศาลต่างประเทศพิพากษาเรียบร้อยก็ยังเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ รวมถึง ส.ส. อีกไม่น้อยที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าทุจริตคอร์รัปชัน แต่พรรคการเมืองพรรคนั้นก็ยังส่งเป็นผู้สมัครต่อไปได้

ในส่วนของการดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ นายวิโรจน์ระบุว่า จะดำเนินการในความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง กรณีใส่ร้ายและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน จังหวัดตราด ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่แตกต่างจากกรณีสแกมเมอร์ แต่ทำไมพรรคไม่ดำเนินการก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเป็น สส. ในสภา ขณะเดียวกันนายรังสิมันต์ โรม ก็ได้ลงพื้นที่ไปปราบสแกมเมอร์ที่จังหวัดตราดมาแล้ว

นายวิโรจน์กล่าวว่า พรรคเราไม่โทษที่ตัวบุคคล เพราะหากโทษที่ตัวบุคคลจะทำให้เกิดความสั่นคลอน หาคนรับผิดชอบในพรรค เพราะถ้าอย่างนั้นก็คงออกกันทั้งพรรค แต่โทษไปยังระบบดีกว่าเพราะสังคมไทยเวลาเกิดปัญหาจะถามว่าใคร แต่พรรคเราจะถามว่าเกิดจากอะไร โดยพรรคได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ มีการรับเรื่องร้องเรียนและพยายามรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่ยอมรับว่าพรรคไม่ใช่หน่วยงานรัฐ จึงตรวจสอบได้เพียงประวัติอาชญากรรม ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ อีกทั้งในบางกรณี ผู้ร้องเรียนให้ข้อมูลด้วยวาจาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ขณะที่ผู้ถูกร้องก็สามารถชี้แจงได้อย่างสมเหตุสมผล

ส่วนกรณีที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ออกมาระบุว่าหากเกิดกรณีเช่นนี้กับพรรคตนเอง หัวหน้าพรรคก็คงรับผิดชอบด้วยการลาออกไปแล้วนั้น นายวิโรจน์ย้อนว่า นายจตุพร ต้องย้อนไปดูประวัติการทำงานของตัวเองตั้งแต่สมัยเป็นข้าราชการประจำว่าการจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสหรือไม่

เมื่อถามว่านายณัฐพงษ์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับนายชูวิทย์ เหมือนกรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เคยถูกนายชูวิทย์แฉลักษณะนี้เช่นกันนั้น นายวิโรจน์ ยืนยันว่าจะดำเนินคดีแค่กฎหมายเลือกตั้ง พรรคไม่ได้ต้องการให้นายชูวิทย์หยุดวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้การวิจารณ์เป็นไปโดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช้จินตนาการหรือข้อมูลเท็จในการใส่ร้ายป้ายสี โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน พร้อมฝากถึงประชาชนให้ใช้วิจารณญาณ ตั้งคำถามว่าการกระทำของนายชูวิทย์มีเป้าหมายเพื่อใคร หรือพรรคการเมืองใดได้ประโยชน์ และข้อกล่าวหามีหลักฐานรองรับเพียงใด โดยระบุว่า ข้อมูลที่เป็นความจริงย่อมมีคุณค่า ส่วนข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงก็จะด้อยค่าลงไปเองในสายตาของสังคม

วิเคราะห์สถานการณ์ “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่นายวิโรจน์ออกมาโต้ตอบข้อกล่าวหาของนายชูวิทย์ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคประชาชนในการปกป้องชื่อเสียงของพรรค และความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ การตอบโต้ดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ

อนาคตของพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นขึ้นอยู่กับการดำเนินการทางกฎหมายและการตอบสนองของประชาชนต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว การที่พรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูลและพร้อมที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหา แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความถูกต้องของตนเอง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความน่าเชื่อถือของพรรค

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนถูกกล่าวหาถึงเรื่อง “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคได้ ดังนั้น พรรคประชาชนจึงต้องพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงและโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพรรค

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลและพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเชื่อมั่นในพรรคการเมืองใด การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลและติดตามการดำเนินงานของพรรคการเมือง จะช่วยให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องของ “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” นี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “วิโรจน์” แถลงโต้ ปชน. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” เตรียมร้อง กกต. เอาผิด “ชูวิทย์” ใส่ร้ายพรรค

“จตุพร” นำทัพ อ้อนเลือก “วิไลพร” เข้าสภา

“จตุพร” นำทัพโอกาสใหม่บุกกาฬสินธุ์ อ้อนชาวกมลาไสย เลือก “วิไลพร” เข้าสภาแก้ปัญหา ชูแช่แข็งหนี้–ไฟฟรี–แก้จนทั้งระบบ

วันที่ 5 ม.ค. 2569 ที่ อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ พรรคโอกาสใหม่ นำโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรค พร้อมนายประภาส ยงคะวิสัย แม่ทัพภาคอีสาน ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่หาเสียงช่วยนางวิไลพร นิพัฒน์ ผู้สมัคร สส.กาฬสินธุ์ เขต 5 เบอร์ 4 โดยเสนอชุดนโยบายแก้ปัญหาปากท้องและความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

นายจตุพร ย้ำความเชื่อมั่นในทีมบุคลากรของพรรค พร้อมชูนโยบายที่ตอบโจทย์ชาวอีสาน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาระบบน้ำให้น้ำถึงไร่นา และมีประปาครบทุกครัวเรือน การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และการลดภาระเกษตรกรผ่านการเปิด “ร้านค้าธงเขียว” จำหน่ายปุ๋ยและอุปกรณ์การเกษตรราคาถูก ควบคู่กับนโยบายแช่แข็งหนี้และการสร้างงานรองรับนักศึกษาจบใหม่

ด้านนายประภาส ชูนโยบายภายใต้สโลแกน “มีเรา ไม่มีมืด” เดินหน้าผลักดันการติดตั้งโซลาร์รูฟให้ครอบครัวยากจน เพื่อให้ใช้ไฟฟ้าฟรีตลอดชีวิต ควบคู่กับนโยบายดูแลตั้งแต่ในครรภ์ “ท้องปุ๊บ ดื่มนมปั๊บ” เพื่อลดภาระครอบครัว พร้อมมาตรการลดต้นทุนเกษตรกร อาทิ “1 หมู่บ้าน 1 รถเกี่ยวข้าว” และนโยบายแช่แข็งหนี้นาน 10 ปี นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยการผลักดันการแข่งขันเจ็ตสกีระดับโลก ที่เขื่อนลำปาว เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้พื้นที่

ขณะที่นางวิไลพร ขอบคุณประชาชนที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมขอโอกาสเข้ามาทำงานรับใช้พื้นที่ ยืนยันด้วยประสบการณ์ ในฐานะอดีตรองนายก อบจ.กาฬสินธุ์ จะนำความรู้ความสามารถมาพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้น และเชิญชวนประชาชนเปิดใจให้โอกาสพรรคโอกาสใหม่ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงกาฬสินธุ์อย่างยั่งยืน

“จตุพร” นำทัพโอกาสใหม่ อ้อนชาวกมลาไสย เลือก “วิไลพร” เข้าสภา

การลงพื้นที่ของนายจตุพรในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคโอกาสใหม่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่นางวิไลพร นิพัฒน์ เป็นผู้สมัคร การปราศรัยในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ และแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างตรงจุด

ทำไมต้องเลือก “วิไลพร” เข้าสภา?

คำถามนี้ดังก้องอยู่ในใจของชาวกมลาไสย และเป็นสิ่งที่นางวิไลพรต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เธอมีความพร้อมและศักยภาพที่จะเป็นปากเสียงแทนพวกเขาในสภา ด้วยประสบการณ์การทำงานในระดับท้องถิ่น ทำให้นางวิไลพรเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

นโยบายที่พรรคโอกาสใหม่นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการแช่แข็งหนี้, การให้ไฟฟ้าฟรี, หรือการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ล้วนเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่นโยบายเหล่านี้จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเกิดผลเป็นรูปธรรม

พรรคโอกาสใหม่ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยมีนโยบายที่ครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่การลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การสร้างงานสร้างรายได้ ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของชาวกมลาไสยที่จะร่วมกันกำหนดอนาคตของตนเอง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาพวกเขาไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้ การตัดสินใจเลือก “วิไลพร” เข้าสภา จึงเป็นการตัดสินใจที่จะส่งผลต่อชีวิตของพวกเขาในระยะยาว

การสนับสนุน “วิไลพร” เข้าสภา ไม่ใช่แค่การเลือกคนๆ หนึ่ง แต่เป็นการเลือกอนาคต เลือกโอกาส และเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงกาฬสินธุ์ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน การปราศรัยของนายจตุพรในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำความมั่นใจให้กับชาวกมลาไสยว่า พรรคโอกาสใหม่พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างพวกเขา และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิม

มาร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ให้กาฬสินธุ์ ด้วยการสนับสนุน “วิไลพร” เข้าสภา

ที่มา – “จตุพร” นำทัพโอกาสใหม่ อ้อนชาวกมลาไสย เลือก “วิไลพร” เข้าสภา

“หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ชิงเก้าอี้ กทม.


“หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ชิงเก้าอี้ กทม.

พรรคโอกาสใหม่ เปิดตัว “ไข่มุก” นักร้องนำวงพริกไทย หลานสาวหมอทศพร ชิงสนาม กทม. ท้าชนเขต 3 บางคอแหลม-ยานนาวา หลังเคยชิมลางงานการเมืองมาแล้ว ชูแก้ความยากจน สาธารณสุข

วันที่ 2 ม.ค. 2569 พรรคโอกาสใหม่ สร้างความฮือฮา เปิดตัว น.ส.ปัณณรัตน์ พนิตสิรินันท์ หรือ “ไข่มุก” นักร้องนำวงพริกไทย และนางสาวไทยจังหวัดแพร่ ปี 2568 (Road to Miss Thailand 2025) ซึ่งเป็นหลานสาวของนายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 2 และผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 3 ของพรรคโอกาสใหม่ ลงสนามการเมืองอย่างเต็มตัว ในฐานะผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 3 บางคอแหลม-ยานนาวา หลังจากก่อนหน้านี้เคยชิมลางการเมืองมาแล้วในตำแหน่งที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข และ อนุกรรมาธิการกลั่นกรองเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณา

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ระบุว่า พรรคโอกาสใหม่ พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชน ด้วยการหลอมรวมบุคลากรจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้ง นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์บริหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ รวมถึงบุคลากรซึ่งเป็นผู้สมัครของพรรคอีกหลายคน อาทิ น.ส.ปัณณรัตน์ พนิตสิรินันท์ ที่สนใจจะผลักดันการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนยากจน ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง และงานสาธารณสุข ซึ่งมองว่ายังเป็นประเด็นที่พรรคการเมืองอื่นให้ความสำคัญไม่มากนัก ขณะที่พรรคโอกาสใหม่ได้เตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง

“ไข่มุก พริกไทย” กับเส้นทางการเมือง

การลงสมัคร สส. ของ “ไข่มุก พริกไทย” นับเป็นอีกก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเธอ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้สั่งสมประสบการณ์ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการต่างๆ ในสภา ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้และเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทย

ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ “ไข่มุก พริกไทย” จึงตัดสินใจลงสมัคร สส. ในนามพรรคโอกาสใหม่ โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และผลักดันนโยบายที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนยากจน ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง

นอกจากปัญหาความยากจนแล้ว “ไข่มุก พริกไทย” ยังให้ความสำคัญกับปัญหาสาธารณสุข โดยมองว่าการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน ดังนั้นเธอจึงมีนโยบายที่จะพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียมกัน

การตัดสินใจของ นพ.ทศพร ที่จะส่งหลานสาวอย่าง “ไข่มุก พริกไทย” ลงชิงเก้าอี้ สส. ในนามพรรคโอกาสใหม่ ถือเป็นการเดิมพันที่น่าสนใจ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ทางการเมืองของ นพ.ทศพร กับความสดใหม่และความมุ่งมั่นของ “ไข่มุก พริกไทย” ซึ่งอาจจะสร้างความแตกต่างและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน

สำหรับเขต 3 บางคอแหลม-ยานนาวา ถือเป็นสนามเลือกตั้งที่น่าจับตามอง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางสังคมและเศรษฐกิจ และมีผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองลงชิงชัย ทำให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้น ดังนั้นการที่ “ไข่มุก พริกไทย” ตัดสินใจลงสมัครในเขตนี้ จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความมั่นใจและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ

อย่างไรก็ตาม การที่ “ไข่มุก พริกไทย” เป็นหลานสาวของ นพ.ทศพร อาจจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะในขณะที่เธออาจจะได้รับความสนใจและได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงของ นพ.ทศพร แต่เธอก็อาจจะต้องเผชิญกับข้อครหาเรื่องการใช้อิทธิพลหรือเส้นสาย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าเธอมีความสามารถและความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของ “ไข่มุก พริกไทย” ว่าเธอจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และได้รับการยอมรับจากประชาชนในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพได้หรือไม่

การที่พรรคโอกาสใหม่ส่ง “หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ลงชิงเก้าอี้ กทม. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน ในขณะที่ “ไข่มุก พริกไทย” เองก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความพร้อมที่จะเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศ

ร่วมติดตามและให้กำลังใจ “ไข่มุก พริกไทย” ในเส้นทางการเมืองของเธอ และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – “หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ชิงเก้าอี้ กทม. ให้พรรคโอกาสใหม่

พปชร.เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล


โอกาสใหม่ – พปชร. เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคล “จตุพร” ควง “กนกนุช” ผู้สมัคร สส.กทม.เขตดอนเมือง ไหว้พระ สวดมนต์ข้ามปีวัดไผ่เขียว ด้าน “ตรีนุช” วางศิลาฤกษ์ วัดถวายเฉลิมพระเกียรติ จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 พรรคโอกาสใหม่ นำโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคลำดับที่ 1 พร้อม น.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะแกนนำดูแลการเลือกตั้ง สส.กทม.ของพรรค พร้อมนางกนกนุช กลิ่นสังข์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตดอนเมือง พรรคโอกาสใหม่ กราบไหว้พระ ขอพรให้คนไทยพบกับสิ่งดีๆ โอกาสดีๆ โอกาสใหม่ๆ ในชีวิตตลอดปี 2569 ที่วัดเวฬุวนาราม หรือวัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง กทม. พร้อมเข้าชมถ้ำนาคาที่มีรูปปั้นสลักลายสวยงามของพญาอนันตนาคราช รวมถึงสวดมนต์ข้ามปีเพื่อความเป็นสิริมงคล

ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ได้เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคลเช่นกัน เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2569 วันที่ 1 มกราคม 2569 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เลขาธิการพรรค พปชร. แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 ผู้สมัคร สส.สระแก้ว เขต 2 หมายเลข 6 โพสต์ภาพร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์ วัดถวายเฉลิมพระเกียรติ เพื่อความเป็นสิริมงคล ร่วมกับพี่น้องชาว ต.วังทอง อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว พร้อมขออนุโมทนาบุญในกุศลจิตของทุกท่านให้มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป

โอกาสใหม่ – พปชร. เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง

การทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนมักจะเดินทางไปวัดทำบุญ ตักบาตร ไหว้พระ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว การทำบุญยังเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ผ่องใส และเป็นการสร้างกุศลให้กับตนเองอีกด้วย

ทำไมต้องทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล?

  • เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว
  • เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ผ่องใส
  • เพื่อสร้างกุศลให้กับตนเอง อันจะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ
  • เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต
  • เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

การทำบุญในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญตักบาตร การบริจาคเงิน การช่วยเหลือผู้อื่น หรือการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ล้วนเป็นการสร้างกุศลและความดีงาม ซึ่งจะส่งผลให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญ และประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา

นอกจากนี้ การทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง ยังเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการขอพรให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม และได้คนดี มีความสามารถ เข้ามาบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ดังนั้น การ ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล จึงเป็นกิจกรรมที่ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต สังคม และประเทศชาติ

สำหรับพรรคการเมือง การทำบุญในช่วงเทศกาลสำคัญยังถือเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจในวัฒนธรรมและประเพณีของไทย รวมถึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนอีกด้วย

ที่มา – โอกาสใหม่-พปชร. เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง

“โอกาสใหม่” เปิดตัว 3 ขุนพล ชิงนายกฯ

พรรคโอกาสใหม่ เสนอชื่อ 3 แคนดิเดตนายกฯ “จตุพร-ทศพร-ประภัสร์” ผสานพลัง “เทคโนแครต–นักการเมือง–นักบริหาร” พร้อมรับมือความท้าทายของประเทศ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 44 สร้างความฮือฮาในการเมืองไทย ด้วยการเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนต่อ กกต. แสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่ต้องการผสมผสาน “ประสบการณ์จากภาครัฐ” เข้ากับ “การเมืองที่จับต้องได้” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการนำพาประเทศไปข้างหน้า โดยรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ประกอบด้วย:

  • นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งสั่งสมประสบการณ์ในระบบราชการมาอย่างยาวนาน มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นด้านการบริหารเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนงานภาครัฐ
  • นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแพร่ ผู้มีบทบาททั้งในเวทีการเมืองและด้านสาธารณสุข ถือเป็นตัวแทนของนักการเมืองที่เชื่อมโยงปัญหาปากท้องของประชาชนเข้ากับนโยบายสาธารณะ
  • และนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ตรงในการบริหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ สะท้อนแนวคิดของพรรคที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และการปฏิรูปองค์กรภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ

“โอกาสใหม่” เสนอ 3 ขุนพล ชิงนายกฯ

การวางตัวแคนดิเดตทั้ง 3 ท่านนี้ ถูกมองว่าเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่าง “เทคโนแครต–นักการเมือง–นักบริหาร” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

การเสนอรายชื่อในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเข้ามาบริหารประเทศ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน หัวหน้าพรรค“โอกาสใหม่” ย้ำว่าพรรคต้องการเป็น “โอกาสใหม่ของประเทศ” ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองที่ดุเดือด และทางเลือกที่หลากหลายในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค“โอกาสใหม่” มั่นใจว่าจะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน

ทำไมต้องเลือก “โอกาสใหม่”?

พรรค“โอกาสใหม่” ไม่ได้เป็นเพียงแค่พรรคการเมือง แต่เป็นความหวังใหม่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ด้วยการผสมผสานประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน เราเชื่อว่าการมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบราชการ การเมือง และการบริหาร จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การปฏิรูประบบการศึกษา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูกหลานของเรา

พรรคโอกาสใหม่เชื่อว่าประเทศไทยต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ เลือกพรรคโอกาสใหม่ เลือกอนาคตที่ดีกว่า

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน มาร่วมกันสร้าง “โอกาสใหม่” ให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “โอกาสใหม่” เสนอ 3 ขุนพล ชิงนายกฯ ผสมเทคโนแครต–นักการเมือง

จตุพร เร่งฟื้นการค้าชายแดน เน้นตลาดเดิม หาตลาดใหม่

รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“จตุพร” รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ เล็งคุยทูต สปป.ลาว ขอผ่านทางส่งสินค้าจากอุบลราชธานีไปกัมพูชา หวังลดค่าใช้จ่าย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวงถึงการฟื้นฟูการค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมีการประเมินเรื่องการเปิดด่าน ว่า รอข้อมูล แต่ศูนย์ที่เราตั้งก็มีการปรึกษาเรื่องการค้าชายแดน วันนี้สินค้า Modern Trade ของเราที่กัมพูชาก็พอมี ซึ่งผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวเรื่องการขนส่งไปใช้ทางเรือและทาง สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้เจอทูต สปป.ลาว และคิดว่าจะไปหารืออีกครั้งว่าจะขอผ่านจาก จ.อุบลราชธานีไป สปป.ลาว และไปยังกัมพูชา จะมีค่าผ่านทางอย่างไร จะหารือเพื่อลดค่าใช้จ่าย

แนวทางการฟื้นการค้าชายแดนที่สำคัญ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การฟื้นการค้าชายแดนถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ

การหารือกับทูต สปป.ลาว เพื่อขอใช้เส้นทางผ่านแดนจากอุบลราชธานีไปยังกัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ การรักษาตลาดเดิมและการเร่งหาตลาดใหม่ ยังเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นการค้าชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวโน้มการฟื้นฟูตลาดยากหรือไม่ นายจตุพร ตอบว่า วันนี้เน้นรักษาตลาดเดิมให้ได้ไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็เร่งหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้น การฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

ที่มา – รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

Scroll to top