จังหวัดชัยนาท

เจเศรษฐ์ ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง

สถานการณ์สภาพอากาศที่แปรปรวนในปัจจุบัน กลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาทเพื่อเป็นประธานในการประชุมติดตามสถานการณ์และวางแผนเตรียมความพร้อมใน 4 จังหวัดลุ่มน้ำ ได้แก่ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี และอุทัยธานี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะมีมาตรการรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจเศรษฐ์ ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามพื้นที่ โดยนายเจเศรษฐ์ได้ย้ำชัดเจนว่า เจเศรษฐ์ ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการเตรียมความพร้อมให้เหนือกว่าสถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมกำลังคน เครื่องจักรกล และแผนสนับสนุนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

การบริหารจัดการน้ำและการสื่อสารสู่ประชาชน

นอกจากเรื่องของเครื่องจักรแล้ว นายเจเศรษฐ์ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการน้ำต้นทุนและการประปา เพื่อให้มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะมีน้ำใช้เพียงพอท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้:

  • การบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศแบบ Real-time
  • การเตรียมพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมใช้งานได้ทันที
  • การสื่อสารแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

การดำเนินงานของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายเจเศรษฐ์สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ว่า “เรื่องภัยพิบัติ เราต้องคิดให้ไกลกว่าพื้นที่ของตัวเอง” เพราะความช่วยเหลือต้องไร้รอยต่อระหว่างจังหวัด หากพื้นที่ใดได้รับความเดือดร้อน ระบบสนับสนุนต้องเข้าถึงอย่างรวดเร็วที่สุด

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถวางแผนการเดินทางและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมและการรับรู้ข้อมูลที่แม่นยำถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในช่วงฤดูกาลที่คาดเดาได้ยากนี้

ที่มา – “เจเศรษฐ์” ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง

รวมพลังจิตอาสาฟื้นฟูเขาขยาย สู่เขาสวรรค์

รวมพลังจิตอาสาฟื้นฟูเขาขยาย สู่เขาสวรรค์

วันนี้ขอพาทุกคนไปชมเรื่องราวดีๆ ที่เต็มไปด้วยพลังบวกครับ เมื่อคนไทยร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง โดยเฉพาะกิจกรรม รวมพลังจิตอาสาฟื้นฟูเขาขยาย สู่เขาสวรรค์ ที่เป็นการเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำดีตอบแทนคุณแผ่นดินอย่างแท้จริงครับ

หากย้อนกลับไปในอดีต พื้นที่บริเวณเขาขยาย จ.ชัยนาท เคยถูกมองว่าเป็นเพียง “เขาทะเลทราย” ที่แห้งแล้งและขาดความอุดมสมบูรณ์ แต่ด้วยแนวคิดริเริ่มจากคุณสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ที่ต้องการชุบชีวิตผืนป่าแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวา จึงเกิดกระแสการมีส่วนร่วมจากทั้งภาครัฐ เอกชน และพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศจนกลายเป็นเขาสวรรค์ที่คนชัยนาทภูมิใจในวันนี้

ก้าวสำคัญในการรวมพลังจิตอาสาฟื้นฟูเขาขยาย สู่เขาสวรรค์

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนครับ แต่มันเกิดจากการสะสมความดีอย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายนิรุตต์ เข็มเงิน ผู้อำนวยการ สพป.ชัยนาท พร้อมด้วยบุคลากรทางการศึกษา ได้ลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาผืนป่าเขาขยาย เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่เราช่วยกันคนละไม้คนละมือสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับธรรมชาติได้เสมอ

  • การสร้างความร่วมมือ: ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาทั้ง 12 แห่ง สลับหมุนเวียนมาช่วยดูแลป่าทุกวันศุกร์
  • การฟื้นฟูนิเวศ: เปลี่ยนจากพื้นที่ขุดดินเสื่อมโทรม สู่ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาและสัตว์ป่าที่แวะเวียนมาอาศัย
  • การสืบสานพระราชปณิธาน: คือการส่งต่อความรักในธรรมชาติผ่านกิจกรรมจิตอาสาที่ทำได้จริงและทำได้ทันที

กิจกรรม รวมพลังจิตอาสาฟื้นฟูเขาขยาย สู่เขาสวรรค์ ไม่ใช่แค่เรื่องของการปลูกต้นไม้ แต่มันคือการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเป็นผู้ให้ การที่ภาครัฐและประชาชนจับมือกันพัฒนาพื้นที่สาธารณประโยชน์จาก 1,000 ไร่ ที่เคยถูกทอดทิ้ง ให้กลับมาเป็นสถานที่ออกกำลังกายและปอดแห่งใหม่ของคนชัยนาท คือเครื่องพิสูจน์แล้วว่าหากเรามีความตั้งใจ อะไรก็เป็นไปได้ครับ

ผมมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่จำนวนต้นไม้ที่เติบโตขึ้น แต่คือ “น้ำใจ” ของทุกคนที่มารวมตัวกัน ความพยายามในการบำรุงรักษาธรรมชาติเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในฐานะคนไทย การตอบแทนคุณแผ่นดินทำได้หลายรูปแบบ และการช่วยกันรักษาผืนป่าแห่งนี้ก็ถือเป็นมรดกอันล้ำค่าที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นหลังต่อไปครับ หากใครมีโอกาสผ่านมาแถวสนามกีฬาชัยนาท (เขาพลอง) ลองแวะมาสัมผัสบรรยากาศความร่มรื่นที่เขาขยายดูนะครับ แล้วคุณจะเห็นด้วยว่า “เขาสวรรค์” ที่พวกเราสร้างร่วมกันนั้นงดงามเพียงใด

ที่มา – ทำดีตอบคุณแผ่นดิน รวมพลังจิตอาสาฟื้นฟูเขาขยายจาก “เขาทะเลทราย” สู่ “เขาสวรรค์”

พายุถล่มชัยนาท ซัดเสาไฟฟ้าล้ม ทับยาย 74 ดับสลด

เกิดเหตุสลดจากพายุถล่มชัยนาท ซัดเสาไฟฟ้าล้มกว่า 30 ต้น ทับยายวัย 74 ขี่ จยย. ดับสลด เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 พายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ทำให้เสาไฟฟ้าล้มระเนระนาดเป็นโดมิโนยาวกว่า 1 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุมรณะที่ถนนพหลโยธิน สายอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ – ชัยนาท บริเวณหมู่ 3 ตำบลเสือโฮก อำเภอเมืองชัยนาท

พายุถล่มชัยนาท ซัดเสาไฟฟ้าล้มกว่า 30 ต้น ทับยายวัย 74 ขี่ จยย. ดับสลด

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร.ต.อ.พิสิฐ บุญมี รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองชัยนาท นำทีมรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเสาไฟฟ้าล้มเกลื่อนกว่า 30 ต้น กีดขวางการจราจรฝั่งขาเข้าเมืองชัยนาท ทำให้ไฟดับสนิทตลอดสาย ร่างของนางสาวถาวร รุ่งเรือง อายุ 74 ปี ชาวตำบลเสือโฮก อำเภอเมืองชัยนาท ถูกเสาไฟฟ้าทับร่างคารถจักรยานยนต์เสียชีวิตคาที่ ลูกหลานที่ทราบข่าวต่างร้องไห้ระงมด้วยความเสียใจ เจ้าหน้าที่จึงมอบศพระให้ญาติเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

สาเหตุจากพายุฤดูร้อนรุนแรง

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่ายายถาวรขับรถจักรยานยนต์จากอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งติดชายแดนจังหวัดชัยนาท เพื่อนำข้าวไปให้พี่สาว ขากลับช่วงนั้นเกิดพายุฤดูร้อน ลมกรรโชกแรง ฟ้าร้องสนั่น จนเสาไฟฟ้าที่สามแยกบ้านหมี่ อำเภอตาคลี ล้มลงเหมือนโดมิโน ยาว 1 กิโลเมตรกว่า แม้ยายถาวรจะใกล้ถึงบ้านแล้วอีก 2-3 กิโลเมตร แต่โชคร้ายถูกเสาล้มทับพอดี

ลูกชายผู้เสียชีวิตเล่าว่า วันนั้นตนโทรเตือนแม่ไม่ให้ออกไปเพราะบ้านหลังคาพลิ้วปลิวจากลมพัด แต่แม่ห่วงพี่สาวจึงยืนยันจะไป พอพายุมาแรง ตนรีบออกมาดูก็พบแม่สิ้นลมหายใจแล้ว “เตือนแล้วเตือนอีก แต่แม่รักพี่สาวมาก” ลูกชายกล่าวด้วยน้ำตาคลอ

ผลกระทบและคำแนะนำป้องกัน

เหตุการณ์พายุถล่มชัยนาทนี้ไม่เพียงคร่าชีวิตยายวัย 74 แต่ยังทำให้ไฟดับ การจราจรถดขัดข้อง ผู้ขับขี่ควรระวังในช่วงฤดูร้อนที่พายุเข้าบ่อย

  • หลีกเลี่ยงการเดินทางเมื่อมีพายุเตือน
  • ตรวจสอบเสาไฟฟ้าและสายไฟในพื้นที่เสี่ยง
  • ใช้รถที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงทางสายหลักที่มีเสาเก่า
  • ฟังข่าวพยากรณ์อากาศอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมชุดปฐมพยาบาลและแจ้งเหตุทันที

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงของเสาไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่โครงสร้างเก่าแก่ เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตมีค่า อย่าประมาทต่อภัยธรรมชาติ หากคุณมีประสบการณ์คล้ายกัน สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อเตือนภัยผู้อื่นได้นะครับ

ที่มา – พายุถล่มชัยนาท ซัดเสาไฟฟ้าล้มกว่า 30 ต้น ทับยายวัย 74 ขี่ จยย. ดับสลด

สายเอเชียเริ่มหนาแน่น ประชาชนทยอยเดินทางกลับกรุง

สายเอเชียเริ่มหนาแน่น ประชาชนทยอยเดินทางกลับกรุง แล้วนะเพื่อนๆ! หลังจากหยุดยาวสงกรานต์ที่ทุกคนสนุกสุดเหวี่ยงกับการสาดน้ำ เล่นน้ำกันอย่างเมามันส์ ตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องเก็บกระเป๋า ขึ้นรถกลับบ้านใหญ่กรุงเทพฯ เพื่อไปทำงานกันแล้วใช่มั้ยล่ะ วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์จราจรล่าสุดมาให้ฟังกันแบบเรียลไทม์เลย

สายเอเชียเริ่มหนาแน่น ประชาชนทยอยเดินทางกลับกรุง

จากรายงานเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 15 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) บนถนนทางหลวงหมายเลข 32 หรือที่รู้จักกันในชื่อถนนสายเอเชีย ช่วงผ่านจังหวัดชัยนาท ขาเข้าหรือขาล่องมุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร ปริมาณรถยนต์เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แต่ยังดีที่รถยังเคลื่อนตัวได้ดี ไม่ติดขัดหนัก สามารถขับด้วยความเร็วตามกฎหมายได้ปกติ มีแค่ชะลอตัวบ้างตามสัญญาณไฟแดงหรือจุดก่อสร้างเท่านั้นเอง ถือเป็นสัญญาณบอกว่าปีนี้คนเริ่มกลับเยอะแล้ว

สถานการณ์จราจรบนเส้นทางหลัก

ถนนสายเอเชียเป็นเส้นทางหลักที่คนจากภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงเหนือใช้กลับกรุงเทพฯ เยอะมาก โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็นแบบนี้ รถกระบะ รถตู้ รถยนต์ส่วนบุคคล ไหลกันเป็นแถว บรรยากาศคึกคักแต่ยังไม่วุ่นวายสุดขีด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จริงๆ พบว่ารถยังวิ่งได้ราบรื่น ไม่มีจุดติดยาวๆ ให้หงุดหงิด

เส้นทางเลี่ยงยังคล่องตัว

สำหรับคนที่กลัวติด ถนนทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณบุรี-ชัยนาท ซึ่งเป็นเส้นเลี่ยงยอดฮิตช่วงเทศกาล ก็ยังการจราจรคล่องตัวมาก โดยเฉพาะบริเวณสี่แยกไฟแดงแขวงทางหลวงชัยนาท รถกลับกรุงเทพฯ ไหลลื่น ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าไม่อยากเสี่ยงเส้นหลัก ลองเลี่ยงทางนี้ดูนะ จะช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ

คำเตือนจากเจ้าหน้าที่: เตรียมรับมือรถหนาแน่นช่วงค่ำ

กองอำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ จังหวัดชัยนาท คาดการณ์ว่าช่วงค่ำวันนี้ ปริมาณรถสัญจรจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะหลายคนรอให้ฟ้ามืดค่อยออกเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงแดดร้อน เจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกท่าน เคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่ขับเร็ว ไม่เมา ไม่แซงซ้าย หยุดพักรถทุก 2 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมช่วงหลังสงกรานต์ถึงอันตราย? เพราะทุกคนเหนื่อยจากการเล่นน้ำ ขับทางไกลนานๆ บวกกับรถเยอะ สถิติปีที่แล้วช่วงกลับ มีอุบัติเหตุพุ่งสูงเลยนะ

เคล็ดลับขับรถปลอดภัยช่วงสายเอเชียเริ่มหนาแน่น

  • ตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง: ยาง ลมเบรก น้ำมันเครื่อง อย่าปล่อยให้มีปัญหากลางทาง
  • พักผ่อนให้พอ: ถ้าขับนานๆ หยุดยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำเยอะๆ อย่าขับง่วง
  • ใช้แอปเช็คจราจร: Google Maps, Waze หรือแอปกรมทางหลวง จะช่วยหลีกเลี่ยงจุดติดได้ทันที
  • ไม่เมา ไม่เสพ: สงกรานต์เพิ่งจบ อย่าเมาหนักแล้วขับนะ ขอร้อง!
  • ช่วยเหลือกัน: ถ้ารถเสียหรือมีปัญหา เปิดไฟฉุกเฉิน ติดต่อ 1584 ปิดภัยทางหลวงได้เลย

นอกจากนี้ ปีนี้มีจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นตามจุดต่างๆ บนสายเอเชียด้วย ถ้าผ่านไปเช็คตัวเองให้เรียบร้อยดีกว่า จะได้ไม่โดนปรับหนัก

สรุปแล้ว แม้สายเอเชียเริ่มหนาแน่น ประชาชนทยอยเดินทางกลับกรุง แต่สถานการณ์ยังเอาน่า ทุกคนแค่มีสติ รักษาระยะห่าง ขับขี่ปลอดภัย ปีนี้เราจะกลับถึงบ้านกันอย่างปลอดภัยแน่นอน! ถ้าคุณกำลังเดินทางอยู่ แชร์สถานการณ์จราจรที่เจอมาในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะ จะได้ช่วยกันอัปเดตข้อมูลให้เพื่อนๆ

ที่มา – สายเอเชียเริ่มหนาแน่น ประชาชนทยอยเดินทางกลับกรุง ไปทำงานหลังหยุดยาวสงกรานต์

“อนุชา” ร่วมงานสงกรานต์ท่าฉนวน ชัยนาท อวยพรประชาชนให้มีความสุข

“อนุชา” ร่วมงานสงกรานต์ท่าฉนวน ชัยนาท อวยพรประชาชนให้มีความสุข เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่น่าประทับใจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ โดยนายอนุชา นาคาศัย สส.จังหวัดชัยนาท เขต 1 พรรคเพื่อไทย ได้เข้าร่วมงานโครงการสืบสานประเพณีสงกรานต์ประจำปีขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2567 ณ อาคารอเนกประสงค์ขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าฉนวน

“อนุชา” ร่วมงานสงกรานต์ท่าฉนวน ชัยนาท อวยพรประชาชนให้มีความสุข

ในงานดังกล่าว นายอนุชา ได้กล่าวชื่นชมผู้จัดงานอย่างเต็มที่ โดยย้ำว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาประเพณีอันดีงามของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ เยาวชน และวัยรุ่นได้มาร่วมกันสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เพื่อขอพรและความเป็นสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัว นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความรัก ความผูกพันระหว่างคนในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นวันปีใหม่ไทยที่ทุกคนเฝ้ารอคอย เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อรวมญาติ สาดน้ำเล่นสนุก และทำบุญเพื่อความเป็นมงคล “อนุชา” ร่วมงานสงกรานต์ท่าฉนวน ชัยนาท อวยพรประชาชนให้มีความสุข โดยได้กล่าวอวยพรว่า “ขออวยพรให้ทุกคนมีความสุข เดินทางปลอดภัยในการไปเยี่ยมครอบครัวในต่างจังหวัด และขอให้คนรุ่นใหม่ช่วยกันรักษาประเพณีดีงามนี้ต่อไป” คำอวยพรนี้สะท้อนถึงความห่วงใยต่อประชาชนในช่วงที่การเดินทางอาจมีความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

ความสำคัญของประเพณีสงกรานต์ในชุมชนท่าฉนวน

งานสงกรานต์ท่าฉนวน จังหวัดชัยนาท เป็นกิจกรรมที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นน้ำ การรดน้ำดำหัว การแสดงพื้นบ้าน และกิจกรรมทำบุญร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างเอกลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของอำเภอมโนรมย์ให้คงอยู่ นายอนุชาในฐานะตัวแทน สส. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเยาวชนในการสืบสานประเพณี เพื่อไม่ให้สูญหายไปในยุคสมัยใหม่

  • สรงน้ำพระและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล
  • สร้างความผูกพันในครอบครัวและชุมชน
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • อวยพรให้เดินทางปลอดภัยในช่วงสงกรานต์
  • ชวนเยาวชนรักษาประเพณีไทย

นอกจากนี้ จังหวัดชัยนาทยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสงกรานต์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น วัดป่าแก้ว หรือตลาดน้ำท่าฉนวน ที่ผู้คนมาร่วมฉลองกันอย่างคึกคัก การเข้าร่วมของนักการเมืองอย่างนายอนุชายังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกิจกรรม ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดกับตัวแทนของตนมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน “อนุชา” ร่วมงานสงกรานต์ท่าฉนวน ชัยนาท อวยพรประชาชนให้มีความสุข ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของนักการเมืองที่ลงพื้นที่จริง ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูป แต่มาสนับสนุนวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง สิ่งนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์พรรคเพื่อไทยในพื้นที่ชัยนาทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากทุกคนช่วยกันรักษาประเพณีสงกรานต์แบบนี้ต่อไป ไทยเราจะคงความเป็นไทยไว้ได้อย่างยั่งยืน

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารการเมืองและกิจกรรมท้องถิ่นเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ ที่ช่วยให้คุณเข้าใจสังคมไทยมากขึ้น หากคุณเคยเข้าร่วมงานสงกรานต์ที่ชัยนาท ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – “อนุชา” ร่วมงานสงกรานต์ท่าฉนวน ชัยนาท อวยพรประชาชนให้มีความสุข

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จากอิทธิพลของพายุบัวลอยที่ทำให้ฝนตกหนักหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูง จนกรมชลประทานต้องออกมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะที่ เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกคนกำลังจับตามอง

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 8 ไปยัง 11 จังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาท อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และอื่นๆ จากการคาดการณ์ ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำนครสวรรค์ (C.2) จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,700-2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วง 1-9 ตุลาคม ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงขึ้นตามไปด้วย

เพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้ กรมชลประทานจำเป็นต้องใช้พื้นที่ว่างเหนือเขื่อนชะลอน้ำ และตัดยอดน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่ง แต่เนื่องจากฝนยังตกหนักในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา การเพาะปลูกข้าวนาปีที่ยังเกี่ยวไม่เสร็จ ทำให้ต้องแบ่งรับน้ำเข้าท่อชลประทานทั้งสองฝั่งรวม 400 ลบ.ม./วินาที จึงต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าในการเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเดิมไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที เป็นไม่เกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที แบบขั้นบันได โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนจะเพิ่มขึ้น 10-40 เซนติเมตร ต่อการปรับแต่ละครั้ง

พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมจากเขื่อนเจ้าพระยา

พื้นที่นอกคันกั้นน้ำที่จะได้รับผลกระทบหลักๆ มีดังนี้

  • คลองโผงเผง จ.อ่างทอง และคลองบางบาล จ.อยุธยา รวมถึง ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.อยุธยา (แม่น้ำน้อย)
  • วัดสิงห์ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • อ.เมือง จ.สิงห์บุรี
  • อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
  • วัดไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง
  • ต.โพนางดำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
  • วัดเสือข้าม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง
  • บ้านท่าทราย อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
  • ต.อินทร์บุรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • ต.เทวราช อ.ไชโย จ.อ่างทอง

ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 2,770 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่เขื่อนเจ้าพระยา (C.13) ระดับน้ำเหนือเขื่อน 16.37 ม.รทก. ท้ายเขื่อน 15.70 ม.รทก. ห่างตลิ่ง 64 ซม. และระบายที่ 2,400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ที่ C.3 บ้านบางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ไหลผ่าน 2,479 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายจาก 2,300 เป็น 2,400 ลบ.ม./วินาที เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 20 ซม.

หากน้ำเหนือเพิ่มเกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที จะแจ้งเพิ่มเติม กรมฯ จะบริหารจัดการเต็มศักยภาพ เพื่อลดความเสียหาย

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังแจ้งเตือน 11 จังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย รวมถึงบริษัท ห้างร้าน เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร ให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ในพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่าง ต.โพนางดำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ชาวบ้านบางส่วนเริ่มอพยพขึ้นมานอนริมถนนสายคันคลองมหาราช หลังมวลน้ำปริ่มตลิ่ง นายจรัญ ขวัญเผือก ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า “ตอนนี้ที่บ้านยังไม่ท่วมเพราะมีคันดินกั้น แต่เราขึ้นมาริมถนนกว่า 10 วันแล้ว เพื่อเตรียมขนของ ถ้าน้ำมาไม่ทัน แม้ไม่สะดวกแต่ไม่ลำบากมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังอยู่บ้าน แต่แถบใต้ติด ต.ชีน้ำร้าย จ.สิงห์บุรี ขึ้นมามากกว่า”

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะในฤดูฝนที่พายุลูกแล้วลูกเล่าตามมา ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากกรมชลประทานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามสถานการณ์น้ำล่าสุด แนะนำให้เช็คเว็บไซต์กรมชลประทานหรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัย หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลืมเตรียมเสบียงและแผนอพยพไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น

ที่มา – เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

Scroll to top