จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาระอุอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุสลด นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย พร้อมกำชับหน่วยงานเร่งเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มที่ หลังคนร้ายลงมืออย่างอุกอาจกลางจุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการกระทำที่มุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งออกคำสั่งให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งกองทัพภาคที่ 4 และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. บูรณาการกำลังติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษโดยเร็วที่สุด นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย อย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่

มาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล

หลังจากเกิดเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ทันที เพื่อดูสถานการณ์และวางมาตรการป้องกันในอนาคต อีกทั้งยังเน้นย้ำเรื่องดังต่อไปนี้:

  • เร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีด้วยกฎหมายสูงสุด
  • เยียวยาครอบครัวเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่เสียชีวิตอย่างสมเกียรติ
  • ปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ให้รัดกุมกว่าเดิม
  • สร้างความเชื่อมั่นและให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

สถานการณ์รุนแรงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าขบวนการก่อการร้ายยังคงมีเป้าหมายในการสร้างความหวาดกลัว แต่รัฐบาลขอยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ผู้ก่อเหตุลอยนวลอย่างแน่นอน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่อจากนี้จะต้องมีความแม่นยำและตอบโต้กับกลุ่มอิทธิพลเถื่อนด้วยมาตรการทางกฎหมายที่เด็ดขาดที่สุด

เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ “ทหารกล้า” ทุกนายที่ต้องจากไปในปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก หากคุณติดตามข่าวสารความมั่นคง จะพบว่าความสามัคคีของคนในชาติคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ร่วมกันส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย มอบ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่เยียวยาสูงสุด

รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่

รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาพูดถึงกรณี รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนในพื้นที่และคนไทยทั้งประเทศว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สถานการณ์ในพื้นที่และความมุ่งมั่นของรัฐบาล

จากการให้สัมภาษณ์ท่ามกลางภารกิจที่สวนนงนุช พัทยา นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงอย่างเดียว หน้าที่หลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่อย่างเด็ดขาด โดยมีการประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและหน่วยงานข่าวกรองอย่างใกล้ชิด

หากถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ท่านนายกฯ ได้ให้รายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การยกระดับงานข่าวกรอง: เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุร้ายก่อนจะเกิดขึ้นจริง
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ดำเนินการพูดคุยกับฝ่ายมาเลเซียอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
  • การเจรจาสันติสุข: ยืนยันว่าการเดินหน้าเจรจาสันติสุขชายแดนใต้ยังคงดำเนินต่อไปโดยมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดูแลโดยเฉพาะ

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่นายกฯ ออกมายืนยันว่า รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่ นั้น จะเห็นผลลัพธ์อย่างไร เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลจะสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ได้อย่างเข้มแข็งขึ้น เพื่อพยายามรักษาสถานการณ์ให้อยู่ในภาวะปกติและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนไทย เราคงต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานด้วยความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนใต้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติวิธีและการเจรจาทางการทูต จะสามารถนำความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่ได้ในเร็ววัน สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของปัญหาเป็นเรื่องสำคัญ แต่การร่วมมือกันให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน

ที่มา – รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่

นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวสำคัญในแวดวงการเมืองช่วงนี้ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมภารกิจเดินสายกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย โดยมีกำหนดการนายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะมาเลเซียมีสถานะเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มอาเซียน

ความคาดหวังในการ นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้

การเดินทางในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการทั่วไป แต่หัวใจหลักคือการมุ่งเน้นความเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีตั้งใจนำคณะหารือความร่วมมือทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจชายแดน การลงทุน การเกษตร รวมไปถึงการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่จะเร่งแก้ปัญหาและลดอุปสรรคให้กับภาคธุรกิจ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

ไฮไลท์สำคัญของการ นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้

กำหนดการเดินทางที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • การลงนาม MOU เกษตร: เพื่อยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางอาหารระหว่างกัน
  • การหารือภาคธุรกิจ: พบปะนักลงทุนเพื่อรับฟังข้อเสนอและหาโอกาสใหม่ๆ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • พิธีเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากร: ร่วมกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ณ ด่านสะเดา เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดน

นอกจากประเด็นด้านการค้าแล้ว การที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม ในวันที่ 10 กรกฎาคมนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการวางโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการขนส่งและโลจิสติกส์ในอนาคต

ในฐานะประชาชน เราคงคาดหวังว่าการเยือนมาเลเซียในครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างแท้จริง การที่ภาครัฐจับมือกับเพื่อนบ้านอย่างแน่นแฟ้น จะช่วยเปิดประตูโอกาสใหม่ๆ และสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะหมุนเวียนกลับมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน เรามาตั้งตารอข่าวความสำเร็จหลังปิดภารกิจกันครับ!

ที่มา – นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้ หารือความร่วมมือทุกมิติ

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีกระแสข่าวเรื่องการเสนอให้มีการยุบหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้อภิปรายเสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เนื่องจากมองว่าภารกิจมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนานและมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ดังนั้นการที่นายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี จึงถือเป็นจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน โดยนายกฯ มองว่าหน่วยงานนี้มีส่วนช่วยดูแลความสงบสุขของประชาชนมาตลอดหลายสิบปี

มุมมองต่อประเด็นการยุบ กอ.รมน.

สำหรับการตั้งคำถามว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทินได้ปฏิเสธประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เองก็ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และกำลังจะร่วมคณะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อภารกิจสำคัญร่วมกันอีกด้วย การแสดงความคิดเห็นเชิงนโยบายจึงมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยชี้แจงกันได้ตามกระบวนการทำงาน

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้ย้ำถึงความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานว่า ทุกฝ่ายทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ กอ.รมน. เข้าไปมีบทบาทอย่างมาก อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี คำกล่าวนี้นอกจากจะเป็นการตอบโต้ประเด็นข้อเสนอแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงว่ารัฐบาลยังคงสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อความมั่นคงของประเทศชาติ

  • การตรวจสอบภารกิจเพื่อลดความซ้ำซ้อนเป็นเรื่องที่พึงกระทำ แต่ต้องรักษาเสถียรภาพความมั่นคง
  • ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐควรเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์
  • จุดยืนของผู้นำรัฐบาลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ในโลกของการเมืองนโยบายต่างๆ มักมีการถกเถียงเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด หากมองในอีกมุมหนึ่ง การทบทวนงานของ กอ.รมน. ให้กระชับและตอบโจทย์คนในพื้นที่มากขึ้นอาจเป็นทางเลือกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ในท้ายที่สุด หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยุบหรือไม่ยุบ แต่อยู่ที่ว่าหน่วยงานนั้นสร้างความอุ่นใจและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ นี่คือคำถามที่คนไทยทุกคนต้องการคำตอบ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุด โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี อย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่ายต่อกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี จริงหรือ?

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า อาวุธปืนที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุนั้นแท้จริงแล้วเป็นของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นอาวุธของทางราชการ แต่กลับมีกระแสข่าวหนาหูว่า อาจมีการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหารายสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้ ทำให้นายรังสิมันต์และประชาชนจำนวนมากต่างตั้งคำถามว่า เหตุใดคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้จึงมีความพยายามที่จะตัดตอนคดีกันแน่

เปิดปมร้อน การโอนข้อมูลส่วนบุคคลในพื้นที่ชายแดนใต้

นอกเหนือจากเรื่องตัวผู้ก่อเหตุแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ นายรังสิมันต์ โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี ก็คือการตรวจสอบพบว่ามีการส่งข้อมูลโทรศัพท์คืนละ 2 ล้านเลขหมายให้กับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเป็นอย่างยิ่ง

  • มีการส่งข้อมูล 2 ล้านเลขหมายทุกคืนโดยไม่มีความชัดเจนเรื่องที่มาของอำนาจ
  • การอ้างประกาศของ กสทช. ขัดแย้งกับข้อกำหนดที่ให้เก็บข้อมูลไว้ที่ผู้ให้บริการเท่านั้น
  • ข้อมูลที่อ้างว่าใช้รักษาความสงบ กลับนำไปใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หลัก

ความน่ากังวลคือ ในพื้นที่ 6 อำเภอที่ไม่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้ใช้อำนาจตามบทบัญญัติใดกันแน่ นี่คือคำถามที่ผู้เกี่ยวข้องต้องออกมาตอบให้กระจ่าง เพราะการนำข้อมูลประชาชนจำนวนมากไปเก็บไว้โดยไม่อาจตรวจสอบได้นั้น เข้าข่ายการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุและเป็นอันตรายต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ในฐานะที่เหตุการณ์นี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างรุนแรง หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาคนบงการที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ได้ ก็จะยิ่งทิ้งรอยแผลและสร้างความซับซ้อนให้แก่สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้มากยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องปฏิรูปการทำงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงแค่จับ ‘คนตัวเล็ก’ มาเพื่อปิดคดีให้จบไปวันๆ ความยุติธรรมที่แท้จริงต้องหมายถึงการเอาตัวผู้สั่งการมาลงโทษให้ถึงที่สุด

ที่มา – “โรม” ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี

วันนอร์เตรียมคุยมาเลเซียกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้

ความคืบหน้าเรื่องการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดูเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกครั้ง เมื่อล่าสุด“วันนอร์” เตรียมยกคณะใหญ่คุยมาเลเซีย เดือนกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้ เพื่อหาทางออกให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยความพยายามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเจรจาภายใต้ความร่วมมือกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

วันนอร์เตรียมคุยมาเลเซียกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเดินหน้าพูดคุยเพื่อสันติสุข โดยระบุว่าขณะนี้คณะทำงานกำลังเร่งประชุมย่อยเพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะไปประชุมคณะใหญ่ที่ประเทศมาเลเซียในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งหากการเจรจาในครั้งนั้นเป็นไปได้ด้วยดี ก็มีโอกาสสูงที่เราจะได้เห็นการลงนามร่วมกันเพื่อสร้างมติแห่งสันติภาพ ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

จับตาทิศทางความสัมพันธ์และการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

นอกจากกำหนดการเดินทางไปมาเลเซียในเดือนกันยายนแล้ว นายวันมูหะมัดนอร์ยังเปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในช่วงวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ แม้วาระหลักจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในฐานะสมาชิกอาเซียน แต่เชื่อมั่นว่าประเด็นความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนใต้จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ เพื่อขอความร่วมมือจากทางมาเลเซียในการช่วยเร่งรัดให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อความสงบเรียบร้อยที่ยั่งยืน

ประเด็นที่น่าจับตามองในลำดับถัดไปคือ:

  • ผลลัพธ์จากการประชุมคณะใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน
  • แนวโน้มการลงนามข้อตกลงเพื่อลดเหตุรุนแรง
  • ความร่วมมือเชิงลึกระหว่างรัฐบาลไทยและมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงนี้จะยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ้าง แต่ฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันว่ากำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเชื่อมั่นว่ากระบวนการสันติสุขที่กำลังทำอยู่นี้จะช่วยบรรเทาปัญหาไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นได้ การรวมพลังของทุกภาคส่วนและการเจรจาอย่างจริงจังคือหัวใจสำคัญที่จะนำพาพื้นที่ชายแดนใต้กลับสู่ความสงบอีกครั้ง เราในฐานะประชาชนคนไทยคงต้องส่งกำลังใจให้คณะทำงานทุกคนปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงเพื่อพี่น้องในพื้นที่ครับ

ที่มา – “วันนอร์” เตรียมยกคณะใหญ่คุยมาเลเซีย เดือนกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้

เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ

เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานระดับสูงอย่าง สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ในสถานการณ์ที่เปราะบางปัจจุบัน โดย นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังถูกตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานกำลังทำงานในลักษณะปล่อยตัวตามสบาย ท่ามกลางปัญหาความมั่นคงที่รุมเร้าทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและพื้นที่ชายแดนใต้

นายฉัตรชัยยืนยันว่า เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ โดยอธิบายว่างานด้านความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่สามารถป่าวประกาศรายละเอียดทั้งหมดต่อสาธารณะได้ เนื่องด้วยผลกระทบที่อาจเกิดกับคู่ขัดแย้งหรือกลุ่มผู้แสวงประโยชน์ การขับเคลื่อนงานในยุครัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงเป็นไปอย่างเข้มข้นภายใต้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ไม่ใช่การทำงานแบบชิลอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

เจาะลึกสถานการณ์ชายแดนและความละเอียดอ่อนของภารกิจ

สำหรับการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สมช. ได้ยึดแนวทางที่รอบคอบและเป็นระบบ ดังนี้:

  • การป้องกันอธิปไตย: มีการเตรียมพร้อมทั้งด้านการทหารและการทูตเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ
  • การบริหารจัดการชายแดน: มุ่งเน้นการควบคุมกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป
  • การประชุมติดตามงาน: มีการประชุมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้น เช่น ในปี 2568 ที่ผ่านมามีการประชุมถึง 18 ครั้ง เพื่อกำกับทิศทางให้เป็นไปตามเป้าหมายเดียวกัน

ในส่วนของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัยย้ำว่านี่คือประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดเรื่องหนึ่ง เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ และทางหน่วยงานได้น้อมนำยุทธศาสตร์ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขผ่านคณะทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปแล้ว การทำงานระดับมหภาคภายใต้ความกดดันของสถานการณ์โลกและระดับภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัย “ความเงียบ” ในบางจังหวะเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ไม่ใช่การเพิกเฉยหรือปล่อยปละละเลยแต่อย่างใด เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะต้องช่วยกันหนุนเสริมให้การแก้ปัญหาความมั่นคงของไทยมีความยั่งยืนและราบรื่นยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

ที่มา – เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ

“วันนอร์” ส่งการบ้านนายกฯ สร้างเสาหลักแก้ชายแดนใต้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนๆ ในแวดวงการเมืองไทยกันหน่อยนะครับ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นประเด็นสะสมมานานหลายสิบปี “วันนอร์” ส่งการบ้านนายกฯ สร้างเสาหลักแก้ปัญหาชายแดนใต้ “อนุทิน” ส่งถึงห้องทำงาน นี่คือเหตุการณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญจริงจังแค่ไหน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 เวลาประมาณ 14.20 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วันนอร์” ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นไม่นาน เวลา 15.35 น. วันนอร์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ได้ไปรายงานความคืบหน้าที่ทำการบ้านมาให้ท่านนายกฯ ฟัง หลังจากที่นายกฯ มอบหมายให้ไปหาทางออกเพื่อสร้างสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

“วันนอร์” ส่งการบ้านนายกฯ สร้างเสาหลักแก้ปัญหาชายแดนใต้ “อนุทิน” ส่งถึงห้องทำงาน

วันนอร์เล่าว่า ได้ตั้งประเด็นสำคัญไว้หลายข้อ เพื่อสร้างเสาหลักให้มั่นคงสำหรับการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยเน้นที่การดูแลพื้นที่ให้ดี การให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน และการยกระดับเศรษฐกิจให้คนในพื้นที่มีความสุขมากขึ้น นอกจากนี้ นายกฯ ยังมอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเจรจากับกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งวันนอร์ในฐานะคนที่อยู่ในพื้นที่และมีประสบการณ์ผ่านรัฐบาลหลายชุด ก็มาเสริมความเห็นเพิ่มเติม

วันนอร์ ส่งการบ้านนายกฯ สร้างเสาหลักแก้ปัญหาชายแดนใต้: แผนการสำคัญที่ต้องรู้

สิ่งที่น่าประทับใจคือ หลังจากคุยกันเสร็จ นายอนุทินยังเดินไปส่งวันนอร์ถึงห้องทำงานที่ตึกบัญชาการ 2 ชั้น 5 ด้วยตัวเอง แถมยังแวะเยี่ยมชมห้องทำงานอีกต่างหาก ก่อนจะเดินกลับตึกไทยคู่ฟ้า โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม นี่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีและความตั้งใจจริงของผู้นำในการแก้ปัญหา

เมื่อสื่อถามถึงความคืบหน้าหลังพูดคุยกับผู้เห็นต่าง วันนอร์ยอมรับว่าปัญหานี้สะสมมานานหลายรัฐบาล การแก้ไขต้องใช้เวลาและความรอบคอบ แต่ถ้าทุกฝ่ายตั้งใจจริง โดยเฉพาะการนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติ คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่นายกฯ สั่งการให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่นำไปใช้ ก็จะเกิดผลดีแน่นอน

วันนอร์ยังเน้นย้ำว่า ต้องทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด เพราะเสียใจกับชีวิตประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่สูญเสียไป ครอบครัวพวกเขาต้องเดือดร้อนมาก การสร้างสันติภาพต้องเริ่มจากเสาหลักที่มั่นคงทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความยุติธรรม

  • เสาหลักที่ 1: การดูแลพื้นที่ให้เข้มแข็ง ลดช่องโหว่ความไม่สงบ
  • เสาหลักที่ 2: สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  • เสาหลักที่ 3: พัฒนาเศรษฐกิจให้ประชาชนมีรายได้มั่นคง
  • เสาหลักที่ 4: การเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างผ่าน สมช.

นี่คือแนวทางที่วันนอร์เสนอ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับปัญหาไฟใต้มาอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองของผม นี่เป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่สันติภาพยั่งยืนได้ ถ้ารัฐบาลผลักดันต่อเนื่อง

ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่ผู้นำอย่างนายกฯ อนุทินและวันนอร์ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่แบบนี้ ทำให้มีความหวังมากขึ้น เราเคยเห็นรัฐบาลก่อนๆ พยายามแต่ไม่สำเร็จเต็มที่ เพราะขาดการบูรณาการ แต่ครั้งนี้ดูมีทีมเวิร์คดี

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านติดตามพัฒนาการต่อไปนะครับ ถ้าคุณมีมุมมองหรือประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหานี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือกดแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้อ่านด้วย สนับสนุนสันติภาพชายแดนใต้กันเถอะ!

ที่มา – “วันนอร์” ส่งการบ้านนายกฯ สร้างเสาหลักแก้ปัญหาชายแดนใต้ “อนุทิน” ส่งถึงห้องทำงาน

เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นหัวหน้าคณะสันติสุขใต้คนใหม่

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่หลายคนกำลังจับตามองกัน นั่นคือ เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะอยากเห็นความสงบสุขกลับคืนมาในพื้นที่นั้น

เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่

ตามที่เลขาฯ สมช. ระบุ ขณะนี้ สมช. กำลังเตรียมเสนอชื่อหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชุดใหม่ให้คณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีพิจารณาและลงนาม โดยหัวหน้าคณะที่จะมาจะเป็นผู้กำหนดรูปแบบการพูดคุย รูปแบบองค์ประกอบ และแนวทางปฏิบัติต่างๆ ส่วน สมช. จะยังคงทำหน้าที่เลขานุการคณะต่อไป เมื่อถามถึงกำหนดการเริ่มต้น นายฉัตรชัย ยืนยันชัดเจนว่า "ถ้านายกฯ ลงนามแล้ว เราจะเริ่มกระบวนการได้ทันทีเลย" นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับคนในพื้นที่ใต้ที่รอคอยความก้าวหน้า

แนวทางการพูดคุยครั้งใหม่จะต่อยอดจากอดีตอย่างไร

สำหรับการพูดคุยในรอบก่อนหน้า ที่มี พล.อ. สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้า แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่ก็มีการพูดคุยจนได้เนื้อหาบางส่วนแล้ว ครั้งนี้คณะชุดใหม่จะหยิบยกประเด็นเก่าๆ มาพิจารณาต่อหรือไม่? เลขาฯ สมช. บอกว่า ต้องรอหัวหน้าคณะตัดสินใจ แต่ยืนยันหลักการสำคัญคือ "คุยทุกกลุ่มให้ครอบคลุม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะตัวจริงหรือตัวแทน" ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองหรือทหาร เราจะเปิดโต๊ะเจรจาทุกฝ่าย เพื่อให้ครอบคลุมและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

หลายคนสงสัยว่าคณะชุดใหม่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจริงหรือ? นายฉัตรชัย มั่นใจจากประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยบอกว่า จะนำบทเรียนเก่ามาประเมินและปรับแนวทางให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แม้รายละเอียดจะต้องรอหัวหน้าคณะประกาศ แต่ความหวังในการลดเหตุรุนแรงและสร้างสันติภาพดูสดใสขึ้นแน่นอน

ประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจจากเลขาฯ สมช.

นอกจากเรื่องสันติสุขใต้แล้ว เลขาฯ สมช. ยังพูดถึงการดูแลความปลอดภัยบุคคลสำคัญ (VIP) หลังเหตุประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐถูกยิงลอบ โดยย้ำว่า สมช. ไม่ได้ดูแลโดยตรง แต่ตำรวจมีมาตรการเข้มข้นอยู่แล้ว และมีการข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของไทย

ส่วนกรณียกเลิก MOU 44 กับกัมพูชา เลขาฯ สมช. ยืนยันว่าไทยมีสิทธิ์ยกเลิกฝ่ายเดียวตามกฎหมาย เมินกระแสไม่พอใจจากเขมร โดยเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศไทยจะนำเสนอครม. ต่อไป และจะมีรูปแบบอื่นมาทดแทนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคี

  • คาดหวังให้การพูดคุยสันติสุขใต้เริ่มเร็วๆ นี้
  • มั่นใจสถานการณ์ดีขึ้นจากประสบการณ์เก่า
  • ไทยยืนยันสิทธิ์ใน MOU 44
  • ระบบรักษาความปลอดภัย VIP เข้มแข็ง

โดยรวมแล้ว ข่าวนี้ให้ความหวังใหม่แก่ประชาชนในภาคใต้และทั่วประเทศ สันติภาพคือสิ่งที่เราทุกคนปรารถนา หากรัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่อง โอกาสประสบความสำเร็จมีสูงมาก ในฐานะนักสังเกตการณ์ ผมเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ใต้จะสงบสุขยั่งยืน ลองติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะครับ!

ที่มา – เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่

Scroll to top