จัดตั้งรัฐบาล

ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมคนใหม่

เปิดประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ไม่พลิกโผ ได้นั่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ใน ครม.อนุทิน 1 พบเติบโตใน จ.บุรีรัมย์ รับราชการตำรวจ ตามรอย “อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว”

วันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขณะที่ตำแหน่งที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ล่าสุด พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้นั่งตำแหน่งนี้

ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์

สำหรับ ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนตาคลีประชาสรรค์ จ.นครสวรรค์ จบปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต(รป.บ.ตร.) นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 24 และเรียนจบปริญญาโท หลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นน้องเล็กคนสุดท้องจาก 5 คน อยู่ในครอบครัวตำรวจตั้งแต่รุ่นปู่ คือ “ร.ต.ต.คล้าว เนาวรัตน์” รับราชการทางภาคใต้ สืบมายัง “พ.ต.ท.วิเชียร เนาวรัตน์” ผู้เป็นบิดา และมีบุตรชาย 1 คน ก็รับราชการตำรวจ ถือว่าเป็นสายเลือดผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เช่นกัน

พล.ต.ต.รุทธพล เคยผ่านการอบรม หลักสูตรการสืบสวนสอบสวนหลังเหตุระเบิดวิทยาลัยตำรวจแห่งมลรัฐลุยเซียนา เมืองแบตันรูช มลรัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา, หลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย Counter Terrorism Course สำนักงานผู้ช่วยทูตด้านกฎหมาย FBI ประจำประเทศไทย, หลักสูตรอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ Cybercrime Course สำนักงานผู้ช่วยทูตด้านกฎหมาย FBI ประจำประเทศไทย, ประกาศนียบัตรหลักสูตรการสืบสวนคดีอาญาระดับก้าวหน้า รุ่นที่ 1 สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ, ประกาศนียบัตรประกอบวิชาชีพสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, การบริหารงานตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 43 และหลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 55

เส้นทางการทำงาน พล.ต.ต.รุทธพล ได้เดินตามรอย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่เคยปลูกฝัง สมัยเป็น ผบ.ร้อย เป็นนายตำรวจปกครองที่โรงเรียนนายร้อยสามพราน ซึ่ง พล.ต.ต.รุทธพล ได้เลือกลงที่ สภ.เมืองนครพนม แล้วสมัครใจไปอยู่นาแก ตามรอย พล.ต.อ.อดุลย์

เข้ามารับราชการในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 ตั้งแต่ปี 2540 ในตำแหน่งสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ ก่อนจะเติบโตมาเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และถูกแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และรับราชการในตำแหน่งสุดท้าย คือ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3

โดย พล.ต.ต.รุทธพล ได้เขียนบรรยายถึงชีวิตรับราชการตำรวจไว้ว่า นับตั้งแต่ปี 2540 ที่ได้มารับราชการในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 ในตำแหน่งสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และถึงจุดสุดท้ายของชีวิตรับราชการ ซึ่งได้ผ่านภารกิจหน้าที่มาในหลายรูปแบบ ทั้งผู้ปฏิบัติและผู้บริหาร

ทุกภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบ ได้รับความร่วมมือจากพี่ๆ น้องๆ ตำรวจภูธรภาค 3 ด้วยดีตลอดมา ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรค ปัญหาน้อยใหญ่ จนลุล่วงด้วยดีตลอดมา

ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้พี่ๆ น้องๆ ตำรวจภูธรภาค 3 ทุกๆ ท่าน จงประสบแต่ความโชคดี มีความสุข มีความภาคภูมิใจในการทำงานในหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีกำลังกาย กำลังใจเข้มแข็งตลอดไป

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.รุทธพล มักได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานสำคัญๆ เช่น การรักษาความปลอดภัยและการจราจร การจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ MotoGP สนามที่ 1 “PT Grand Prix of Thailand 2025” ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกจราจร ในพิธีเปิด การแข่งขันวิ่ง “บุรีรัมย์ มาราธอน“ ประจำปี 2568 (BURIRAM MARATHON 2025) ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการเปิดงาน

กระทั่ง ครม.อนุทิน 1 ได้ถูกจัดตั้งขึ้น ก็มีชื่อ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ได้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในโค้งสุดท้าย

เจาะลึก ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์

การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ถือเป็นก้าวสำคัญในชีวิตราชการของท่าน ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในแวดวงตำรวจ ทำให้มีความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมอย่างลึกซึ้ง การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความเป็นผู้นำที่โดดเด่นของท่าน

เชื่อว่าภายใต้การนำของ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ กระทรวงยุติธรรมจะสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม คนใหม่ในโผ ครม.อนุทิน 1

ประวัติ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงานคนใหม่

เปิดประวัติ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” อดีต CEO ปตท. นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ คนที่ 32 พาเปิดตัวกับสื่อก่อนใคร

วันที่ 19 กันยายน 2568 ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีมติเห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จากนั้นประธานสภาฯ นำชื่อนายอนุทิน ขึ้นทูลเกล้าฯ และวันนี้มีพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายอนุทิน ใช้เวลาในช่วงนี้เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้ สส. 146 เสียง โดยล่าสุดก็ยืนยันเองว่าโผ ครม.อนุทิน นั้น 99% แล้ว รอเขย่าอีกเล็กน้อย และวันที่ 8 กันยายน 2568 จะทำเรื่องเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

นายอนุทิน เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ที่ผ่านมาในเรื่อง ว่าที่รัฐมนตรีคนนอก จะมีว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เหตุผลที่ทาบทามเพราะรัฐบาลนี้มีภารกิจที่แน่นอน ต้องได้คนที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย ไม่ต้องเรียนรู้งาน ทำให้อย่างน้อย 3 ท่านที่อยู่ตรงนี้ ก็เป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานที่ท่านจะเข้าไปบริหาร จึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเดินหน้าได้เลย ไม่มีการรำมวยใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมาวันนี้ยังได้เปิดตัวคนนอกที่จะมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คือ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย และอดีตประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายพิชัย ชุณหวิชร)

ล่าสุดมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่แล้ว นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่พลิกจากโผ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ นายอนุทิน จะนำ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ แล้วจึงแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ก่อนเริ่มทำหน้าที่รัฐบาลอย่างเป็นทางการ (อ่านเพิ่มเติม : โปรดเกล้าฯ ครม.อนุทิน 1 แล้ว นายกฯ นั่งควบมหาดไทย-เช็กชื่อ 36 รมต.)

ประวัติ “โด่ง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์”

ในจำนวน 4 ว่าที่รัฐมนตรีคนนอก จะขอพาไปรู้จัก ประวัติ “โด่ง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” มีชื่อเล่นว่า โด่ง เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2508 อายุ 60 ปี (ณ พ.ศ. 2568) ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ Diploma of Petroleum Management, College of Petroleum Studies, Oxford University, UK โดยได้รับทุนการศึกษาจาก British Council

เส้นทางสู่รัฐมนตรี: จาก CEO ปตท. สู่กระทรวงพลังงาน

การที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต CEO ปตท. ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในแวดวงพลังงาน ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าเขาจะสามารถนำพาประเทศก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ในด้านพลังงานได้

ลูกหม้อ ปตท. คลุกคลีแวดวงพลังงานมายาวนาน

  • ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม ปตท.
  • ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์และต่างประเทศ ปตท.
  • ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก ปตท.
  • รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืนและวิศวกรรมโครงการ ปตท.
  • รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน ปตท.
  • ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย และรักษาการแทนรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย
  • ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท.
  • ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.

สำหรับ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ถือว่าเป็นผู้ที่คลุกคลีในแวดวงพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าด้วยประสบการณ์ที่มี การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน จะช่วยสางปัญหาที่คั่งค้างอยู่ในระยะเวลาที่จำกัดได้.

อ่านเพิ่มเติมประวัติรัฐมนตรีโควตานอกนอก 

หลายคนอาจสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อทิศทางพลังงานของประเทศอย่างไร? ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ประวัติ “โด่ง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” จะถูกจารึกไว้อย่างไรในหน้าประวัติศาสตร์พลังงานไทย

ที่มา – ประวัติ “โด่ง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” อดีต CEO ปตท. นั่ง รมว.พลังงาน “รัฐบาลอนุทิน”

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่เป็นนั่งร้านภูมิใจไทย

จากกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และบทบาทของพรรคประชาชนในการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงการเมือง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ภูมิใจไทย ละเมิด MOA ต้องดูผลการลงมติในสภาฯ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากมีการบิดพลิ้วหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง (MOA) ที่ได้ทำไว้

ในวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความกังวลเรื่องเสียง ส.ว. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส.ส. ทุกคนน่าจะพร้อมที่จะผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และหากมีกระบวนการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นไปตาม MOA พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะใช้กลไกในสภาฯ ตรวจสอบรัฐบาลและสามารถล้มรัฐบาลได้

พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ใคร

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย พร้อมที่จะตรวจสอบทั้งในการอภิปรายในสภาฯ และกลไกตามมาตรา 151 หากมีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำผิด MOA

การประเมินการละเมิด MOA ของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ MOA จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ตอบว่า อาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินเช่นนั้น การที่จะพิจารณาว่าพรรคภูมิใจไทยละเมิด MOA หรือไม่นั้น อาจจะต้องยึดผลการลงมติในสภาฯ เป็นสำคัญ

ความสำคัญของการลงมติในสภาฯ

การลงมติในสภาฯ ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นเครื่องมือที่พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ที่รัฐบาลได้ให้ไว้ การที่นายณัฐพงษ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงมติในสภาฯ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนให้ความสนใจ
  • บทบาทของ ส.ว.: ความกังวลเกี่ยวกับเสียงสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • MOA: ข้อตกลงที่พรรคประชาชนยึดมั่นในการตรวจสอบรัฐบาล
  • การลงมติในสภาฯ: เครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

จากท่าทีของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาชนพร้อมที่จะมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และพร้อมที่จะใช้กลไกต่างๆ ในสภาฯ เพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้กับประชาชน การที่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะไม่เป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระในการตัดสินใจ และพร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง การจับตาดูผลการลงมติในสภาฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งชี้ถึงทิศทางการเมืองในอนาคต

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคเล็กอย่างพรรคประชาชนออกมาแสดงบทบาทที่ชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ภูมิใจไทย ละเมิด MOA ต้องดูผลการลงมติในสภาฯ

อนุทินหารือหอการค้าฯ ชงมาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่”

“นายกฯอนุทิน” ขนว่าที่ครม.เศรษฐกิจ พบ หอการค้าไทย รับลูกนำข้อเสนอมาบรรจุเป็นนโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้าเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น ใจกว้างร่วมงานผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่สนว่าใครเป็นคนคิด ย้ำใน 4 เดือนนี้ เศรษฐกิจไทยไม่ถดถอยแน่นอน ด้าน “เอกนิติ” สั่งธปท.จับตาเงินไหลเข้าผิดปกติป่วนบาทแข็ง ขณะที่ “หอการค้า” ชง 4 มาตรการเร่งด่วนรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ เชื่อ “ทีมใหม่” ขับเคลื่อนได้แน่

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนำคณะ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รมช.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์ มาหารือกับหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วนว่า ได้มารับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต เพื่อทลายข้อจำกัดในการทำธุรกิจ โดยจะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปได้อย่างรวดเร็ว

“เราจะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากแถลงนโยบายแล้ว ยืนยันว่า เศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังแน่นอน จะพยายามเต็มที่ เพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจ”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวมีเงินทุนไหลเข้าผิดปกติมายังประเทศไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ประเด็นดังกล่าว ได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว ส่วนประเด็นกระแสเงินไหลเข้าผิดปกติในขณะนี้ ระหว่างนี้ได้มอบให้ธปท.พิจารณา และหามาตรการรับมือแล้ว แต่การทำงานเต็มรูปแบบ จะต้องรอให้แต่งตั้งครม.อย่างเป็นทางการก่อน

นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ส่วนพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการระยะเร่งด่วน 4 เดือนให้รัฐบาลใหม่เร่งทำทันที เริ่มจากเร่งรัดการเจรจาภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง, ธปท.ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ประมาณ 34–35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก, เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น คนละครึ่ง และอีซี่ อี-รีซีท รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้นเอสเอ็มอี

พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน, ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่, จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท บรรเทาความเสียหายจากหนี้เสียให้กับเอสเอ็มอี และเร่งผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้เอสเอ็มอีไทย , แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน, บรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี , เดินหน้าปราบคอร์รัปชัน ยาเสพติด พนันออนไลน์ ค้ามนุษย์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์

ส่วนมาตรการระยะกลาง 8 เดือน เช่น เร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก, พัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด , ควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดต้นทุนเสริมสภาพคล่อง

“ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย”

นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมข้อเสนอจากหอการค้าทั่วประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกฯ 7 ด้าน ประกอบด้วย 

1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ 

2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 

4.ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้เอสเอ็มอี 

5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะชายแดน 

6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ 

และ7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว โดยหวังว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

อนุทินหารือหอการค้าฯ ชงมาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่”

มาตรการเร่งด่วนจากหอการค้าไทยเพื่อรัฐบาลใหม่

จากเนื้อหาข้างต้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลใหม่ได้รับข้อเสนอแนะมากมายจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหอการค้าไทย ซึ่งมีความคาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว การผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน และนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน การที่นายกฯ อนุทินเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถือเป็นสัญญาณที่ดี

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การที่หอการค้าไทยเสนอมาตรการเร่งด่วน และรัฐบาลใหม่พร้อมที่จะรับฟังและนำไปพิจารณา ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้า

อนาคตเศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ การนำข้อเสนอจากหอการค้าไทยไปปฏิบัติจริง และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

ที่สำคัญคือการติดตามและประเมินผลของมาตรการต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการเหล่านั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

ที่มา – “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ หอการค้าไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่” ฟื้นประเทศ

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. สรุป

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนโผ ครม. ที่มีรัฐมนตรีบางคนอาจมีปัญหาด้านคุณสมบัติ โดยกล่าวสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ “ส่วยสัญชาติ” ซึ่งนายอนุทินได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงโผ ครม. อันเนื่องมาจากปัญหาคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางท่าน โดยนายอนุทินได้กล่าวว่า วันนี้มาคุยเรื่องการค้า เรื่องผู้ประกอบการ มากกว่าที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเมืองภายในพรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 17 กันยายน นายอนุทิน ตอบกลับมาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” ซึ่งเป็นการตอบที่ไม่เคลียร์และทำให้เกิดความสงสัยในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์การเมือง

อนุทินลั่น ยุคนี้ต้องไม่มี “ส่วยสัญชาติ”

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ กรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ออกมาร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการทำพาสปอร์ตถาวร นายอนุทินกล่าวว่า “ต้องไม่มีซิ” และย้ำว่าหากได้เข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องพวกนี้จะต้องหมดไปในสมัยของตน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้น

ประเด็น “ส่วยสัญชาติ” นี้ถือเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย และการออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวของนายอนุทินในครั้งนี้ สร้างความหวังให้กับประชาชนว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ผู้นำทางการเมืองออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชน

อนาคตของ ครม. จะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ส่วยสัญชาติ” ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รอให้นายอนุทินเข้ามาจัดการ หากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชนต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.-จ่อเชือด ขรก.มหาดไทย เอี่ยว “ส่วยสัญชาติ”

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ ครม. แล้วเมื่อไหร่พร้อมลุย

นายกฯ อนุทิน นั่งหัวโต๊ะร่วมประชุมสภาหอการค้าไทย ระบุ ทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม.แล้ว ชี้โปรดเกล้าฯ เมื่อไหร่ลุยงานทันที เผย “เอกนิติ” เลือก “วรภัค” มากับมือ โว เร่งเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี ธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมาวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตน เจอกันมานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันเป็นอย่างดี สิ่งที่ตนมาวันนี้ เพื่อมาพบทุกท่านและนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแนะนำให้รู้จัก เชื่อว่าหลายคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้ตั้งใจมารับฟังรายละเอียด และรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นรัฐบาลที่จะเน้นในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่

ขอแนะนำผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของตนซึ่งตนได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดฯ ก็จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้แนะนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้ผู้ร่วมประชุมได้รู้จัก โดยในขณะที่แนะนำ ว่าที่รัฐมนตรี นายอนุทิน ได้กล่าวถึงนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เป็นคนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อในฝีมือการทำงาน คัดเลือกมาเองกับมือ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยระบุว่าได้ดำเนินการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มงานทันทีเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ

การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของนายอนุทิน สร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการเข้าบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ถือเป็นวาระเร่งด่วน

ความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่เข้าพบกับสภาหอการค้าไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การที่นายอนุทินได้แนะนำนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้มีความพร้อมและมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถนำนโยบายที่ได้แถลงไว้ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ และกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

ที่มา – “อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

ชูวิทย์เตือน! ภูมิใจไทยคะแนนขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

“ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “พรรคภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทาง “พรรคประชาชน” พร้อมเหน็บการเมืองของผู้ใหญ่กับของเด็กมันต่างชั้นกัน

วันที่ 18 กันยายน 2568 มีรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “เตือนกันแล้วไม่ฟัง วันนี้พรรคประชาชนจะแก้ตัว จะอภิปราย จะล้มรัฐบาล หากไม่ทำตาม MOA แต่ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยเขาครื้นเครง คะแนนพุ่งปรู๊ดปร๊าด สส. เดินเข้าพรรค บันไดไม่แห้ง ไม่มีใครไปสนใจ MOA แต่ที่คนสนใจมากกว่ากลับเป็นพรรคประชาชน ที่พลาดแล้วร้องเสียงหลงตีอกชกตัวเองเหมือนเด็ก

เห็นหรือยังว่า การตัดสินใจยุบสภาเลย กับรออีก 4 เดือน ค่อยยุบสภา มันต่างกันเยอะ คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยสูงขึ้น แต่พรรคประชาชนกลับต่ำลง การเมืองของผู้ใหญ่ กับของเด็กมันต่างชั้นกัน เมื่อคนหนึ่งกินไวน์ อีกคนกินนม ผลลัพธ์จึงเป็นอย่างที่เห็น

เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนต้องไปทบทวนตัวเองว่า ทำไมพลาดแล้วพลาดอีก เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่าไปฝันว่าจะได้คะแนนเหมือนตอนรุ่งๆ ในเมื่อคนที่เขาเลือกมาเตือนแล้วเตือนอีกแต่ไม่ฟัง”.

สถานการณ์การเมืองไทยช่วงนี้ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์หยิบยกขึ้นมาคือ การที่พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับพรรคประชาชนที่คะแนนนิยมลดลง

“ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “ภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

นายชูวิทย์ได้แสดงความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่าได้เตือนพรรคประชาชนแล้ว แต่ไม่เป็นผล ทำให้พรรคพลาดโอกาสสำคัญทางการเมือง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ของนายชูวิทย์เน้นไปที่ความแตกต่างในการตัดสินใจและยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรค โดยเปรียบเทียบการเมืองของผู้ใหญ่กับการเมืองของเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงประสบการณ์และความเข้าใจในเกมการเมืองที่แตกต่างกัน

ทำไมคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยถึงสูงขึ้น?

ปัจจัยที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นอาจมีหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการดำเนินนโยบายที่เข้าถึงประชาชน และการมี ส.ส. ย้ายเข้าพรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในพรรค นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมและสื่อสารไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คะแนนนิยมของพรรคเพิ่มสูงขึ้น

ในทางตรงกันข้าม พรรคประชาชนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาฐานเสียงเดิม และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในวงกว้าง การพลาดโอกาสในการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ และการไม่รับฟังคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง

การเมืองไทยในปัจจุบัน: ความท้าทายและโอกาส

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ การที่นายชูวิทย์ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานของตนเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคการเมืองใดจะสามารถคว้าใจประชาชนและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

พรรคการเมืองต่างๆจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น นอกจากนี้ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

การวิเคราะห์ของนายชูวิทย์เป็นเพียงมุมมองหนึ่งของสถานการณ์ทางการเมืองไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมือง

ในท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศ การที่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในประเด็นต่างๆ และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองอย่างสม่ำเสมอ และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทยครั้งนี้ ทำให้หลายคนหันมาสนใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำเนินงานของพรรคการเมืองต่างๆ มากขึ้น และหวังว่าพรรคการเมืองทุกพรรคจะนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ของตนเอง เพื่อให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “ภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์: จากอธิบดี สู่ รมช.มหาดไทย

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” เส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดา จากอดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล สู่ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย สมัยแรก ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งว่าที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยป้ายแดง หลายคนอาจสงสัยว่าใครคือ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ และมีประวัติความเป็นมาอย่างไร บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวของท่าน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้จัดตั้งทีมพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.อนุทิน 1 ซึ่งมาจากพรรคร่วม และบุคคลภายนอก มาร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมลงนามกับหัวหน้าพรรคประชาชน ภายใต้ข้อตกลง MOA จำนวน 5 ข้อ แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคเพื่อไทยบางส่วน ได้เปิดตัวเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ได้ยื่นลาออกจากการเป็น สส. และมีความชัดเจนว่าจะมารับตำแหน่ง ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประวัติ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์”

สำหรับประวัติของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2504 ปัจจุบันอายุ 64 ปี (ณ ปี พ.ศ. 2568) ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และปริญญาโท คณะบริหารการป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ ท่านยังผ่านการอบรมในหลักสูตรต่างๆ มากมาย อาทิ สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สจว.88), นักปกครองระดับสูง สถาบันดำรงราชานุภาพ (นปส.53), ประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า (ปศส.13), หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.59), หลักสูตรนักบริหารการเงินการคลังภาครัฐระดับสูง (นงส.5) และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.10) เป็นต้น

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ กับเส้นทางราชการ

นายศักดิ์ดา เริ่มต้นชีวิตราชการในกรมป่าไม้ โดยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด และได้ย้ายไปปฏิบัติงานในหลายจังหวัด ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 8 และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 พิษณุโลก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในช่วงปี 2554-2557 ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปัตตานี ก่อนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการสำนักป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ในช่วงนั้น ท่านมีผลงานเป็นผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดีข้าราชการระดับสูง และนักการเมืองระดับประเทศ ในข้อหาบุกรุกอุทยานเขื่อนศรีนครินทร์ บริเวณอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และปลูกบ้านริมเขื่อน 3 หลัง จนกระทั่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุกจำเลยในที่สุด หลังจากนั้น ท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ และรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนี้ นายศักดิ์ดาได้นำทีมออกปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกป่าชายเลน จับกุมผู้บุกรุกจำนวนมาก และสามารถยึดคืนป่าชายเลนกลับมาฟื้นฟูได้มากถึง 3-4 หมื่นไร่

ต่อมาในปี 2561 ท่านถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในช่วงปี 2563 ท่านเคยออกมาเปิดเผยในการประชุมวาระพิจารณางบประมาณแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่ามีอนุกรรมาธิการบางคนโทรศัพท์เรียกเงินจำนวน 5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการผ่านงบประมาณ และได้เกษียณอายุราชการในปี 2564

จาก สส.เพื่อไทยสมัยแรก สู่ว่าที่ รมช.มหาดไทย ใต้รัฐบาลอนุทิน

ต่อมา นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้เข้าสู่สนามการเมืองโดยลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 และได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก แต่ภายหลังพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมา 2 ปีเศษ และมีเหตุให้นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 คนของพรรคเพื่อไทย คือ นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นไป ส่งผลให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น นายศักดิ์ดา ประกาศตัวนำ สส. รวม 8 คน สนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี หันหลังให้กับพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 โดยให้เหตุผลว่า

“ประชาชนที่เลือกผมมา ต่างฝากความหวังกับรัฐบาลที่ผมสังกัด แต่การแก้ปัญหาดังกล่าวล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผมจึงต้องออกมาต่อสู้ เพื่อแก้ปัญหาและปกป้องประชาชนในพื้นที่ผม ผมขอรับผิดชอบในการตัดสินใจของผม หากในวันนี้การกระทำของผมทำให้ใครบางคนต้องผิดหวัง ผมก็น้อมรับแต่เพียงผู้เดียว”

ในท้ายที่สุด ภายหลังการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 จากนั้น 4 วันให้หลัง (9 กันยายน 2568) นายศักดิ์ดา ได้ยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอลาออกจากการเป็น สส. ส่งผลให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 ขึ้นใหม่ในวันที่ 19 ตุลาคม 2568 และนายศักดิ์ดานั้น มีชื่อเตรียมเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ในเก้าอี้ มท.3

การเปลี่ยนผ่านจากข้าราชการสู่การเป็นนักการเมืองของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย อนาคตทางการเมืองของท่านจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

ที่มา – ประวัติ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” อดีตอธิบดี ทบ. สู่ สส.เพื่อไทย จ่อ รมช.มหาดไทยป้ายแดง

“เอกนัฏ” แจงเหตุลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

“ขิง เอกนัฏ” ทิ้งเลขาฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ เหตุแนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ยอมรับถ้าย้ายค่าย ภูมิใจไทยตัวเลือกแรก ไม่อยากให้มองพรรคแตกหัก-อวสาน เผยจุดแตกหักปมกลับลำโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 17 กันยายน 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณี “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ว่า ช่วงเช้าวันนี้ตนได้ยื่นหนังสือเพื่อลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าตนกับนายพีระพันธุ์ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งท่านเป็นนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่ง แต่ในบทบาทของตนที่ทำหน้าที่เลขาธิการพรรคมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากจะทำงานต่อในสภาวะความคิดเห็นที่แตกต่างกันจะไม่เป็นผลดีต่อพรรค ตนจึงยินดีลาออกเพื่อให้ กก.บห.พรรคมีเอกภาพมากกว่านี้

“ในช่วงหลังโดยเฉพาะช่วงที่มีกระแสข่าวคลิปเสียง และช่วงของการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ด้วยการทำงานที่ระยะเวลาอีก 4-5 เดือนจะมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าหากยังปล่อยให้เป็นสภาพแบบนี้ต่อไปคงไม่เป็นผลดีต่อทางพรรคแน่ วันนี้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค แต่ก็ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และก็ยังดำรงตำแหน่ง สส. แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ยังสานต่อภารกิจที่ยังคงค้างไว้ที่อยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….”

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพร่วมรับประทานอาหารร่วมกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนกับนายอนุทินมีการพูดคุยกันตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะเราเคยร่วมรัฐบาลกันมาก่อน 2 ปี โดยนายอนุทินเป็นคนขออนุญาตมาพูดคุยด้วย เนื่องจากทราบว่าตนและกลุ่ม สส.ชุมพร จะไปทานข้าวกัน ซึ่งนายอนุทินถามว่าอยู่ที่ไหนและขออนุญาตมาร่วมพูดคุยด้วย ส่วนเรื่องที่มีหารือในวงทานข้าว นายชุมพล จุลใส พร้อมกลุ่ม สส. ที่ไปร่วมทานข้าว เปิดเผยว่าอยากไปทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร และก็ขอให้พรรคภูมิใจไทยดูแล สส.ด้วย

“จริงๆ ถ้าผมจะทำการเมืองต่อ พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จุดยืนไม่ต่างกัน ที่อยากทำงานปกป้องสถาบันเสาหลักของชาติ ผมว่าอยู่ในใจผมอยู่แล้ว แต่รายละเอียดการทำงานก็ต้องให้โอกาสผมตัดสินใจพิจารณาก่อน เป็นเพราะผมไม่เคยทำอย่างอื่นนอกจากเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ”

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าถึงจุดแตกหักอวสานของพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว นายเอกนัฏ ตอบว่า ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น ตนอยากให้มีพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ ไม่อยากให้มองว่าจะทำให้พรรคแตก การที่ตนออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเสียงของ กก.บห. ที่แตกออกเป็น 2 ข้าง และไม่ใช่ครั้งแรก มีหลายเรื่อง ตนคิดว่าทำให้ตรงไปตรงมา ขยับออกให้ชัดเจนดีกว่า อีกทั้งตนก็ยังไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ได้พูดคุยกับหัวหน้าเพื่อยื่นใบลาออก แต่เจตนาไม่อยากให้พรรคแตก อยากทำงานการเมืองต่อกับพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ในพื้นที่เมื่อวันนี้มีความชัดเจนว่า 4-5 เดือนจะถึงกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ทุกทีมก็มีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน เราไม่ได้ปิดกั้น

“ผมยังรักและผูกพันกับพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ พูดตามตรงเป็นไปได้ไม่ได้อยากไปไหนเลย แม้ว่าวันนี้จะออกจาก กก.บห.พรรค ก็ยังไม่ได้อยากไปไหน ขอให้เวลาตัดสินใจหน่อย”

ทางด้านกระแสข่าวว่าจุดที่ทำให้พรรคแตกหักมาจากการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายเอกนัฏ เผยว่า ตนไม่ได้อยากพูดให้มีความรู้สึกไม่ดีต่อกัน เอาเป็นว่าไม่มีฝั่งไหนที่คิดผิดหรือถูกในทางการเมือง แต่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องของการแสดงจุดยืน สำหรับตนคิดว่าทุกคนต้องมีความชัดเจนในจุดยืน ตนไม่ชอบทำอะไรที่เก้ๆ กังๆ กล้าๆ กลัวๆ ที่ผ่านมามีส่วนหนึ่งใน กก.บห. ที่คิดว่าควรจะงดออกเสียง แต่ตนคิดว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยุบสภาก็ไม่ได้ แล้วต้องเลือกซ้ายหรือขวานั้น ตนจะไม่ใช่ประเภทที่ทิ้งไว้ระหว่างทางหรืออยู่ตรงกลาง คิดว่าต้องไปทางใดทางหนึ่ง จึงโหวตให้นายอนุทิน แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล คล้ายกับพรรคประชาชน ไม่ได้มีการไปต่อรองเรื่องตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน ตนพูดในที่ประชุม กก.บห. รวมถึงที่ประชุม สส. ชัดเจนว่าการตัดสินใจที่โหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นคนละเรื่องกับการตัดสินใจที่จะเข้าหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับการไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ใน กก.บห. ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่บางครั้งเวลาที่มีจุดยืนทางการเมืองที่มีความสำคัญ และมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน คงจะไม่เป็นผลดี ตนคิดว่าคนใดคนหนึ่งต้องไขก๊อก หากไม่มีใครออกตนก็ยินดีที่จะออก ไม่ได้ติดอะไร.

“เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

ทำไม “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ถึงเป็นประเด็นร้อน?

การลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้สร้างความสนใจในวงกว้างถึงสาเหตุและความเป็นไปได้ในอนาคตทางการเมืองของทั้งตัวนายเอกนัฏเองและพรรครวมไทยสร้างชาติ การที่นายเอกนัฏออกมา “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” นั้นแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพและการดำเนินงานของพรรคในอนาคต

สถานการณ์นี้ยังเป็นที่น่าจับตามองว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้งครั้งใหม่ การตัดสินใจของนายเอกนัฏในการ “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” อาจเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเอกภาพ

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ไม่อยากให้มองแตกหัก-อวสาน

Scroll to top