ฉ้อโกงประชาชน

จับแล้ว “โทน บางแค” ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน ตร.ยันพร้อมให้ความเป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการพระเครื่องและโซเชียลมีเดียในขณะนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ปอศ. ได้ดำเนินการเข้าจับกุมตัว จับแล้ว “โทน บางแค” ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน ตร.ยันพร้อมให้ความเป็นธรรม ตามหมายจับศาลอาญา หลังจากมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าแจ้งความว่าถูกหลอกซื้อกล้องส่องพระรุ่นดังในราคาสูงเกินจริง

จับแล้ว “โทน บางแค” ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน ตร.ยันพร้อมให้ความเป็นธรรม

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักย่านบางกรวย เพื่อควบคุมตัวนายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” เซียนพระชื่อดัง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงประชาชนจากการขายกล้องส่องพระ Zeiss Blue Marine แม้ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่จะไม่พบตัวเนื่องจากผู้ต้องหาได้เดินทางออกจากบ้านไปก่อนหน้า แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็สามารถติดตามจนพบและประสานให้เข้ามอบตัวได้สำเร็จ

สรุปสถานการณ์: จับแล้ว “โทน บางแค” ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน ตร.ยันพร้อมให้ความเป็นธรรม

สำหรับความคืบหน้าล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันว่า ได้มีการพูดคุยกับทางภรรยาของผู้ต้องหาจนนำไปสู่การมอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยพ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ยืนยันว่าทางตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บ้านพักใน จ.นนทบุรี
  • คดีนี้สืบเนื่องมาจากการขายกล้องส่องพระที่ผู้เสียหายร้องเรียนว่าไม่ได้รับสินค้าหรือถูกหลอกลวง
  • ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

หลายคนตั้งคำถามว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อวงการพระเครื่องอย่างไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าการซื้อขายของมีค่าในปัจจุบันต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ การตรวจสอบประวัติผู้ขายและความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยครับ สำหรับกรณีของ จับแล้ว “โทน บางแค” ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน ตร.ยันพร้อมให้ความเป็นธรรม ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้ผู้ซื้อต้องรอบคอบให้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลของคดีจะออกมาเป็นอย่างไร และผู้ที่ได้รับความเสียหายจะได้รับความเป็นธรรมคืนมาหรือไม่ สุดท้ายนี้ขอเตือนให้พี่น้องประชาชนตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายให้ดีทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อเพียงแค่ชื่อเสียงในโลกออนไลน์ เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินของท่านเองครับ

ที่มา – จับแล้ว “โทน บางแค” ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน ตร.ยันพร้อมให้ความเป็นธรรม

“บอสมิน-บอสแซม” อัยการคดีพิเศษนัดส่งตัวฟ้อง คดีดิไอคอน 26 มี.ค. นี้

ความคืบหน้าล่าสุดในคดีฉาวโฉ่ของบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับร้อยล้านบาท ล่าสุด “บอสมิน-บอสแซม” อัยการคดีพิเศษนัดส่งตัวฟ้อง คดีดิไอคอน 26 มี.ค. นี้ หลังจากอัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้อง นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือบอสแซม และน.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือบอสมิน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันหลอกลวงระบบคอมพิวเตอร์ และประกอบธุรกิจแชร์ลูกโซ่โดยไม่ได้รับอนุญาต

“บอสมิน-บอสแซม” อัยการคดีพิเศษนัดส่งตัวฟ้อง คดีดิไอคอน 26 มี.ค. นี้

จากรายงานเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 สำนักงานอัยการคดีพิเศษได้ส่งหมายเรียกทั้งสองผู้ต้องหาให้มารายงานตัวในเช้าวันที่ 26 มี.ค. 2569 เพื่อนำตัวส่งฟ้องต่อศาลอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากอัยการสูงสุดชี้ขาดความเห็นแย้งเมื่อ 17 ก.พ. 2569 หากทั้งคู่เดินทางมา พนักงานอัยการจะแจ้งคำสั่งฟ้องทันทีและยื่นต่อศาล เว้นแต่มีเหตุขัดข้องตามกฎหมาย

คดีนี้เกิดจากกิจการของบริษัทดิไอคอนกรุ๊ปที่ดำเนินการในลักษณะขายตรงและตลาดแบบตรง แต่ถูกกล่าวหาว่าชักชวนคนเข้าร่วมเครือข่ายโดยสัญญาผลตอบแทนจากจำนวนสมาชิกใหม่ ซึ่งเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายรวมกว่า 649 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2563-2567 ทั่วราชอาณาจักร

ประวัติคดีและผู้ต้องหาที่ถูกฟ้องก่อนหน้า

ก่อนหน้านี้ เมื่อ 8 ม.ค. 2568 อัยการคดีพิเศษยื่นฟ้องผู้ต้องหาชุดแรก 17 คน นำโดยนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล และบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป ข้อหาเดียวกัน แต่สั่งไม่ฟ้องบอสมินและบอสแซมในตอนแรก ต่อมาอธิบดีดีเอสไอเห็นแย้ง ส่งให้อสส.ชี้ขาด จนนำไปสู่การนัดฟ้องครั้งนี้

รายชื่อผู้ต้องหาชุดแรกที่ถูกฟ้อง:

  • บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด โดยนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล (ผู้ต้องหาที่ 1)
  • นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล (ผู้ต้องหาที่ 2)
  • นายจิระวัฒน์ แสงภักดี หรือบอสแล็ป (ผู้ต้องหาที่ 3)
  • นายกลด เศรษฐนันท์ หรือบอสปีเตอร์ (ผู้ต้องหาที่ 4)
  • น.ส.ปัญจรัศม์ กนกรักษ์ธนพร หรือบอสปัน (ผู้ต้องหาที่ 5)
  • นายฐานานนท์ หิรัญไชยวรรณ หรือบอสหมอเอก (ผู้ต้องหาที่ 6)
  • น.ส.นัฐปสรณ์ ฉัตรธนสรณ์ หรือบอสสวย (ผู้ต้องหาที่ 7)
  • น.ส.ญาสิกัญจณ์ เอกชิสนุพงศ์ หรือบอสโซดา (ผู้ต้องหาที่ 8)
  • นายนันทธรัฐ เชาวนปรีชา หรือบอสโอม (ผู้ต้องหาที่ 9)
  • นายธวิณทรภัส ภูพัฒนรินทร์ หรือบอสวิน (ผู้ต้องหาที่ 10)
  • น.ส.กนกธร ปูรณะสุคนธ์ หรือบอสแม่หญิง (ผู้ต้องหาที่ 11)
  • น.ส.เสาวภา วงษ์สาขา หรือบอสอูมมี (ผู้ต้องหาที่ 12)
  • นายเชษฐ์ณภัฏ อภิพัฒนกานต์ หรือบอสทอมมี่ (ผู้ต้องหาที่ 13)
  • นายหัสยานนท์ เอกชิสนุพงศ์ หรือบอสป๊อบ (ผู้ต้องหาที่ 14)
  • นางวิไลลักษณ์ ยาวิชัย หรือบอสจอย (ผู้ต้องหาที่ 15)
  • นายธนะโรจน์ ธิติจริยาวัชร์ หรือบอสออฟ (ผู้ต้องหาที่ 16)
  • นายกันต์ กันตถาวร หรือบอสกันต์ (ผู้ต้องหาที่ 19)

ที่น่าสนใจคือ ผู้ต้องหาที่ถูกฟ้องก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครได้รับประกันตัวจากศาล ซึ่งเป็นสัญญาณว่าศาลมองคดีนี้ร้ายแรง หากบอสมินและบอสแซมถูกฟ้อง พวกเขาก็ต้องยื่นขอประกันตัวเช่นกัน ลุ้นว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ในวันดังกล่าว

แชร์ลูกโซ่คืออะไร และผลกระทบต่อประชาชน

ธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือ MLM ผิดกฎหมาย มักลวงล่อด้วยผลตอบแทนสูงจากการชวนสมาชิกใหม่ โดยไม่เน้นขายสินค้าจริง สุดท้ายโครงสร้างพังทลาย ผู้เข้าร่วมชั้นล่างเสียหายหนัก คดีดิไอคอนนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอัยการเร่งปราบปราม เพื่อปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการใช้ระบบคอมพิวเตอร์หลอกลวง เช่น เว็บไซต์และแอปที่โฆษณาชวนเชื่อเกินจริง ทำให้ผู้เสียหายนับพันรายทั่วประเทศ

คดีนี้สะท้อนปัญหาการลงทุนเสี่ยงในยุคดิจิทัล ผู้สนใจควรตรวจสอบใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าร่วม หากถูกหลอก สามารถแจ้งความ DSI ได้ทันที

ติดตามความคืบหน้า “บอสมิน-บอสแซม” อัยการคดีพิเศษนัดส่งตัวฟ้อง คดีดิไอคอน 26 มี.ค. นี้ ได้ที่นี่ คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญในการป้องกันการฉ้อโกงในอนาคต

ที่มา – “บอสมิน-บอสแซม” อัยการคดีพิเศษนัดส่งตัวฟ้อง คดีดิไอคอน 26 มี.ค. นี้

ศาลให้ประกัน “เวย์-นานา” 1 ล้าน คดีฉ้อโกง 100 ล้าน

ข่าวใหญ่ในวงการบันเทิงและกฎหมาย เมื่อศาลให้ประกัน “เวย์-นานา” วงเงินคนละ 1 ล้าน คดีฉ้อโกงกว่า 100 ล้าน สั่งห้ามออกนอกประเทศ ทำให้แฟนๆ และผู้ติดตามต่างจับตามองกันอย่างใกล้ชิด คดีนี้เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชนผ่านการกู้ยืมเงินและปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งมีผู้เสียหายมากถึง 11 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท

ศาลให้ประกัน “เวย์-นานา” วงเงินคนละ 1 ล้าน คดีฉ้อโกงกว่า 100 ล้าน สั่งห้ามออกนอกประเทศ

วันนี้ (23 ก.พ.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “เวย์ ไทเทเนี่ยม” หรือนายณัฐวุฒิ พึ่งบุญชู ในฐานะจำเลยที่ 4 และ “นานา ไรบีนา” สามีภรรยาคู่นี้ ชั้นฝากขัง โดยวงเงินประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด ศาลพิจารณาว่าเวย์ไม่มีพฤติกรรมหลบหนี เนื่องจากเข้ามอบตัวด้วยตนเอง จึงอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว

เงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และต้องรายงานตัวตามนัดทุกครั้ง นายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของทั้งคู่ เปิดเผยว่าดีใจที่ลูกความได้รับการปล่อยตัว เพราะเชื่อมั่นว่าไม่หนี และจะสู้คดีเต็มที่ รวมถึงหาเงินมาชดใช้หนี้ให้ผู้เสียหาย

รายละเอียดคดีฉ้อโกงและการประกันตัว

เวย์ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ปลอมเอกสาร และกู้ยืมเงินโดยไม่ชำระ ส่วนนานาถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. 2567 และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้วก่อนหน้านี้ ทนายระบุว่าสภาพจิตใจของเวย์ตอนนี้น่าจะดีขึ้น หลังจากให้สัมภาษณ์สื่อ แม้จะเครียดจากคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก

  • วงเงินประกัน: คนละ 1 ล้านบาท
  • เงื่อนไข: ห้ามออกนอกประเทศ รายงานตัวตามนัด
  • ผู้เสียหาย: 11 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
  • ขั้นตอนต่อไป: นัดสอบคำให้การ 26 ก.พ. ตรวจพยานหลักฐาน สืบพยาน

มีเสมียนทนายของผู้เสียหายบางรายมายื่นคัดค้านการประกันตัว แต่ทนายมองว่าการคัดค้านไม่ช่วยให้ชำระหนี้ หากอยู่ในเรือนจำจะหาเงินชดใช้ยากกว่า บางรายผู้เสียหายได้ประนีประนอมยอมความไปแล้ว 3-4 ราย และมีการชำระหนี้บางส่วนที่ ปอศ. แล้ว

แผนชดใช้หนี้และสถานการณ์ปัจจุบัน

ทนายสายหยุดเผยว่ากำลังหาผู้ซื้อหุ้นบาสเกตบอลและร้านตัดผมของเดย์ ไทเทเนี่ยม (ภรรยาแจ้งความหุ้นร้านตัดผม 1.5 ล้านบาท) เพื่อนำเงินมาชดใช้ หากขายได้ ผู้เสียหายอาจไม่ติดใจเอาความ สำหรับหนี้รายอื่น รอคำฟ้องเพื่อดูรายละเอียดยอดเงินและข้อกล่าวหา ทนายย้ำว่าไม่หนักใจคดี แต่หนักใจนักข่าวที่โทรตามทั้งวัน

ผู้เสียหายบางคนกังวลว่าจะไม่มีเงินชดใช้ แต่ทนายบอกว่า “ไม่น่าใช่เรื่องของตนเอง” แสดงถึงความมั่นใจในการหาเงินแก้ไข คดีนี้ยังมีอีก 2 บริษัทที่รับโอนเงินเกี่ยวข้อง จะถูกนัดสอบคำให้การด้วย

คดีศาลให้ประกัน “เวย์-นานา” วงเงินคนละ 1 ล้าน คดีฉ้อโกงกว่า 100 ล้าน สั่งห้ามออกนอกประเทศนี้ สะท้อนปัญหาการลงทุนและกู้ยืมที่ต้องระมัดระวัง ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้ประชาชนตรวจสอบเอกสารให้ดีก่อนลงทุน และติดตามผลคดีต่อไปเพราะอาจมีพัฒนาการใหม่ๆ

ติดตามข่าวสารกฎหมายและบันเทิงอัปเดตทุกวัน ที่นี่!

ที่มา – ศาลให้ประกัน “เวย์-นานา” วงเงินคนละ 1 ล้าน คดีฉ้อโกงกว่า 100 ล้าน สั่งห้ามออกนอกประเทศ

“นานา-เวย์” ลุ้นประกันตัว หลังอัยการยื่นฟ้อง คดีฉ้อโกงฯ เสียหายกว่า 100 ล้าน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการบันเทิงและสังคมไทยกันครับ “นานา-เวย์” ลุ้นประกันตัว หลังอัยการยื่นฟ้อง คดีฉ้อโกงฯ เสียหายกว่า 100 ล้าน คดีนี้สะเทือนใจผู้คนมาก เพราะเกี่ยวข้องกับคนดังอย่างนานา ไรบีนา และเวย์ ปริญญา ไทเทเนียม ที่ถูกอัยการจับตาและยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีฉ้อโกงแล้ว

“นานา-เวย์” ลุ้นประกันตัว หลังอัยการยื่นฟ้อง คดีฉ้อโกงฯ เสียหายกว่า 100 ล้าน

ที่ศาลอาญา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ เวลา 11.00 น. พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ได้ยื่นฟ้องนางไรบีนา อินทชัย (นานา) อายุ 44 ปี, นายปริญญา อินทชัย (เวย์) อายุ 44 ปี, บริษัท ฟลิกค์ออฟ เดอะ ไลท์ โปรดักส์ชั่นส์ จำกัด และบริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด ในฐานะจำเลยที่ 1-4 ข้อหาหนักฐานร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกู้ยืมเงินฉ้อโกงประชาชน และปลอมแปลงเอกสาร

รายละเอียดการฉ้อโกงที่อัยการฟ้อง

ตามฟ้องของอัยการระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2564 ถึงตุลาคม 2568 จำเลยทั้งหมดร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหาย 11 คน โดยโฆษณาชวนเชื่อด้วยข้อความเท็จ ชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจต่างๆ เช่น

  • ธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล
  • ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์
  • ธุรกิจบริษัทกีฬา
  • กองทุนลงทุนธุรกิจต่างประเทศ
  • ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
  • ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ

พวกเขาสัญญาผลตอบแทนสูงลิ่ว 4-7% ต่อเดือน หรือ 40% ของเงินลงทุน ซึ่งเกินกว่าดอกเบี้ยที่ธนาคารกฎหมายกำหนด ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินรวมกว่า 100 ล้านบาท เข้าบัญชีที่จำเลยแจ้ง

แต่ความจริงคือ จำเลยไม่มีเจตนานำเงินไปลงทุนจริง แต่เอาไปหมุนเวียนจ่ายให้ผู้ลงทุนรายอื่นๆ แบบ Ponzi Scheme คลาสสิก ปกปิดข้อเท็จจริงตั้งแต่แรก ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อหา

ความเสียหายของผู้เสียหายแต่ละราย

คดีนี้สร้างความเสียหายรุนแรง โดยอัยการขอให้ศาลสั่งชดใช้ดังนี้

  • ผู้เสียหายที่ 1: 41,683,337 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 2: 46,394,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 3: 28,795,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 4: 3,550,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 5: 3,150,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 6: 4,364,500 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 7: 2,970,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 8: 1,500,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 9: 13,951,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 10: 4,000,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 11: 23,684,077 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามกฎหมาย นับจากวันที่โอนเงินจนชำระเสร็จ ศาลรับเป็นคดีดำที่ อ.508/2569 และจำเลยทั้งสองยื่นขอประกันตัว อยู่ระหว่างพิจารณา อัยการคัดค้านเพราะกลัวหนีและทำผิดซ้ำ

คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการฉ้อโกงที่กระทบเศรษฐกิจวงกว้าง สร้างความเสียหายไม่ใช่แค่เงิน แต่ยังศรัทธาของประชาชนในการลงทุน

ข้อคิดจากคดีนี้: การลงทุนผลตอบแทนสูงเกินจริงมักเป็นกับดัก Ponzi ควรตรวจสอบผู้ประกอบการ ดูใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนโอนเงินทุกครั้ง หากเจอสัญญาณเตือน อย่าลังเลที่จะแจ้งตำรวจหรือ สคบ. เพื่อปกป้องตัวเองและคนรอบข้าง แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันนะครับ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ!

ที่มา – “นานา-เวย์” ลุ้นประกันตัว หลังอัยการยื่นฟ้อง คดีฉ้อโกงฯ เสียหายกว่า 100 ล้าน

ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้านเครือข่ายสแกม

เฮ้ย เพื่อนๆ ข่าวนี้ร้อนแรงมากเลยนะ! ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน จากเครือข่ายสแกมเมอร์ตัวแสบอย่าง “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน” คดีฉ้อโกงประชาชนที่หลอกเงินคนไทยไปเพียบ สุดท้ายทรัพย์สินหรูๆ ทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดินแล้วล่ะครับ มาดูรายละเอียดกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ปปง. ออกแถลงข่าวหลังประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันก่อนหน้า คณะกรรมการพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ชั่วคราวของพวกมิจฉาชีพแล้ว เห็นว่าไม่มีน้ำหนักพอ เพราะทรัพย์เหล่านี้เกี่ยวกับการกระทำความผิดชัดๆ จึงมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นศาลสั่งยึดถาวร 4 คดีใหญ่ รวมมูลค่า 13,074 ล้านบาท! นี่แหละครับ ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน ที่เรากำลังพูดถึง

ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน เครือข่าย “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน”

คดีเหล่านี้เชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงินผ่านคริปโต และหลอกลงทุนปลอมๆ ที่ทำให้ประชาชนเสียหายมหาศาล ปปง. สอบสวนเจอหลักฐานแน่นปึ้ก ทำให้ตัดสินใจเด็ดขาดแบบนี้ มาดูทีละคดีกันเลยครับ

คดีที่ 1: เครือข่ายยิม เลียก และเบน สมิธ (มูลค่า 12,123 ล้านบาท)

นางสาวแตงไทยฯ, นางวิรินยาฯ, MR.LEAK YIM (ยิม เลียก), MR.SMITH BEN (เบน สมิธ) และนางสาวแคทรียาฯ กับพวกลวงลวงผู้เสียหายด้วยวิธีฉ้อโกงประชาชน มีธุรกรรมเชื่อมโยงชัดเจน สุดท้ายส่งสำนวนย.300-302/2568 และ ย.305/2568 ไปอัยการ

  • ทรัพย์สิน 68 รายการ
  • ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชท์
  • เงินในบัญชีธนาคาร

มูลค่าราว 12,123 ล้านบาท นี่คือคดีหลักที่ทำให้ยอดพุ่งสูงเลยครับ

คดีที่ 2: นายเฉิน จื้อ และ Prince Group (มูลค่า 345 ล้านบาท)

ตรวจสอบเจอเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล เชื่อมโยงนายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง Prince Group ในกัมพูชา ส่งสำนวน ย.293/2568

  • ทรัพย์ 96 รายการ
  • ที่ดิน เงินสด สินค้าแบรนด์เนม เครื่องประดับ

พวกนี้ทำธุรกิจข้ามชาติแต่เอาเงินสกปรกมาฟอกซะได้!

คดีที่ 3: นายก๊ก อาน และพวก (มูลค่า 560 ล้านบาท)

จากจับกุมแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน ส่งสำนวน ย.297/2568

  • ทรัพย์ 89 รายการ
  • ที่ดิน เงินฝากธนาคาร

อีกขาใหญ่ที่ ปปง. จับตา

คดีที่ 4: นายเอื้ออังกูรฯ หลอกลงทุนหุ้นปลอม (มูลค่า 46 ล้านบาท)

กลุ่มมิจฉาชีพชวนลงทุนเทรดหุ้นผ่านไลน์ ส่ง ย.296/2568

  • ทรัพย์ 31 รายการ
  • เงินสด เงินฝาก

คดีเล็กแต่สะสมความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

นอกจากนี้ ถ้าคุณเป็นผู้เสียหายในคดีมูลฐาน ปปง. จะรวบรวมหลักฐานให้ แล้วยื่นศาลคืนเงินหรือทรัพย์ให้แทนการยึดทั้งหมด แสดงให้เห็นว่ารัฐยังใส่ใจประชาชนนะครับ

ข่าว ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน นี้เป็นสัญญาณดีมาก แสดงว่ารัฐบาลจริงจังต่อสู้สแกมเมอร์และฟอกเงิน ช่วยคืนความมั่นใจให้ประชาชนได้บ้าง แต่เราก็ต้องระวังตัวเองด้วยนะ ลองคิดดูสิ ถ้าทรัพย์พวกนี้คืนให้ผู้เสียหายได้กี่ชีวิตที่พ้นจากความทุกข์

เคล็ดลับป้องกันสแกมเมอร์ไม่ให้หลอกเงินเรา

  • อย่าลงทุนผ่านไลน์หรือแอปไม่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบหน่วยงานควบคุมก่อน
  • เจอข้อเสนอรวยเร็ว อย่าไว้ใจ ถามคนรู้จริง
  • แจ้งตำรวจหรือ ปปง. ทันทีถ้าถูกหลอก รวบหลักฐาน screenshot ไว้
  • ใช้แอปธนาคารยืนยันสองชั้น อย่าโอนเงินให้คนแปลกหน้า

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเคยเจอสแกมคล้ายๆ นี้ หรือมีข้อมูลเพิ่ม รีบแจ้งสำนักงาน ปปง. เลยนะครับ ช่วยกันปราบปรามให้สิ้นซาก ประเทศไทยจะปลอดภัยขึ้นแน่นอน!

นายยิม เลียก เครือข่ายปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน
นายยิม เลียก หนึ่งในเครือข่ายสแกมที่โดนยึดทรัพย์

ที่มา – ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน เครือข่าย “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน”

Scroll to top