ชลบุรี

ตรวจซาก “วาฬบรูด้า” ลอยติดเกาะแสมสาร เก็บชิ้นเนื้อหาสาเหตุการตาย

ตรวจซาก “วาฬบรูด้า” ลอยติดเกาะแสมสาร เก็บชิ้นเนื้อหาสาเหตุการตาย

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนรักท้องทะเลไม่น้อย เมื่อมีรายงานการพบซากวาฬขนาดใหญ่ลอยมาเกยตื้นบริเวณโขดหินหลังเกาะแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจซาก “วาฬบรูด้า” ลอยติดเกาะแสมสาร เก็บชิ้นเนื้อหาสาเหตุการตายอย่างเร่งด่วน โดยชาวประมงในพื้นที่เป็นผู้พบเห็นซากดังกล่าวเป็นคนแรก ก่อนจะแจ้งให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาดำเนินการตามขั้นตอน

จากการลงพื้นที่ร่วมกันของสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 กองทัพเรือ และสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า วาฬตัวนี้เป็นวาฬบรูด้าเพศผู้ตัวเต็มวัย มีความยาวลำตัวถึง 10 เมตร แม้ว่าสภาพซากจะเน่าเปื่อยไปมากแล้ว แต่ทีมสัตวแพทย์ยังคงพยายามเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อและข้อมูลทางชีวภาพอย่างละเอียด เพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและตรวจสอบพันธุกรรมให้ชัดเจนที่สุด

รายละเอียดการตรวจสอบและแนวทางการดำเนินงาน

การดำเนินการตรวจซาก “วาฬบรูด้า” ลอยติดเกาะแสมสาร เก็บชิ้นเนื้อหาสาเหตุการตายในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดการซากสัตว์ทะเลทั่วไป แต่เป็นการเก็บข้อมูลสำคัญเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • สภาพทางเดินอาหาร: ผลชันสูตรเบื้องต้นไม่พบเศษอาหารหรือสิ่งแปลกปลอมในกระเพาะอาหาร
  • ความร่วมมือจากหลายฝ่าย: มีทั้งหน่วยงานรัฐและเครือข่ายภาคประชาชนที่ช่วยกันดูแลพื้นที่
  • การดำเนินคดีตามกฎหมาย: เจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.สัตหีบ เพื่อรวบรวมหลักฐานว่ามีร่องรอยการกระทำของมนุษย์หรือไม่

การตรวจซาก “วาฬบรูด้า” ลอยติดเกาะแสมสาร เก็บชิ้นเนื้อหาสาเหตุการตาย ถือเป็นภารกิจสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับสัตว์ทะเลหายาก หากพบว่าการตายเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การทำประมงผิดวิธีหรือขยะทะเล ทางการจะเร่งดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก

ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางทะเล การหันมาตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกและมลพิษในทะเลคือสิ่งที่เราทุกคนช่วยกันได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้วาฬบรูด้าและสัตว์ทะเลหายากอื่นๆ ได้มีบ้านที่ปลอดภัยและดำรงชีวิตอยู่คู่กับทะเลไทยไปตราบนานเท่านาน หากใครพบเห็นสิ่งผิดปกติในท้องทะเล อย่าลืมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าช่วยเหลือทันทีครับ

ที่มา – ตรวจซาก “วาฬบรูด้า” ลอยติดเกาะแสมสาร เก็บชิ้นเนื้อหาสาเหตุการตาย

เร่งค้นหา “นักดำน้ำต่างชาติ 4 ชีวิต” สูญหายกลางทะเลแสมสาร ชลบุรี

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรี เมื่อมีการรายงานข่าวการเร่งค้นหา “นักดำน้ำต่างชาติ 4 ชีวิต” สูญหายกลางทะเลแสมสาร ชลบุรี โดยเหตุการณ์นี้สร้างความกังวลใจให้กับครอบครัวและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มผู้สูญหายถือเป็นนักดำน้ำที่มีประสบการณ์สูงและกำลังฝึกฝนทักษะการดำน้ำเชิงเทคนิค (Technical Diving) ในพื้นที่ดังกล่าว

สถานการณ์ล่าสุด: เร่งค้นหา “นักดำน้ำต่างชาติ 4 ชีวิต” สูญหายกลางทะเลแสมสาร ชลบุรี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 หลังจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้รับแจ้งว่านักดำน้ำชาวต่างชาติ 4 ราย ได้แก่ ชาวอังกฤษ 1 ราย ชาวอเมริกัน 2 ราย และอีก 1 รายที่ยังไม่ยืนยันสัญชาติ ได้หายตัวไประหว่างการดำน้ำที่บริเวณจุดที่เรียกว่า “โรงโขน โรงหนัง” ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงในอำเภอสัตหีบ

รายละเอียดการหายตัวและปฏิบัติการค้นหา “นักดำน้ำต่างชาติ 4 ชีวิต” สูญหายกลางทะเลแสมสาร ชลบุรี

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากภรรยาของหนึ่งในผู้สูญหาย พบว่านักดำน้ำกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นมือใหม่ แต่เป็นผู้ที่ผ่านการรับรองและมีประสบการณ์สูง รวมถึงบางคนเป็นครูสอนดำน้ำมืออาชีพ แผนการดำน้ำครั้งนี้คือการเรียนรู้ทักษะขั้นสูง ซึ่งตามกำหนดการจะต้องส่งสัญญาณหรืออุปกรณ์แจ้งพิกัดเพื่อขึ้นสู่ผิวน้ำในช่วงเวลา 15.00 น. แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายกลับไม่พบสัญญาณใดๆ ทำให้กัปตันเรือและทีมงานต้องเริ่มปฏิบัติการค้นหาในทันที

ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กำลังระดมกำลังอย่างเต็มที่ ทั้งการค้นหาทางเรือและทางอากาศโดยใช้เฮลิคอปเตอร์บินสำรวจพื้นที่ เพื่อเร่งติดตามผู้สูญหายให้พบโดยเร็วที่สุด

ทำความรู้จักกับการดำน้ำเชิงเทคนิค (Technical Diving)

หลายคนอาจสงสัยว่าการดำน้ำที่กลุ่มนักท่องเที่ยวทำอยู่นั้นคืออะไร โดย Technical Diving มีความแตกต่างจากการดำน้ำสันทนาการทั่วไปดังนี้:

  • ระดับความลึก: มักมีการดำน้ำในระดับที่ลึกกว่าปกติ (เช่น 40 เมตรขึ้นไป)
  • ก๊าซหายใจ: ต้องมีการคำนวณและใช้ก๊าซผสมหลายชนิด
  • ขั้นตอนการลดแรงดัน (Decompression): จำเป็นต้องหยุดพักตามขั้นตอนเพื่อป้องกันอันตรายจากการขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป
  • การวางแผน: ทุกขั้นตอนต้องมีความแม่นยำและเป็นระบบ

ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในการดำน้ำรูปแบบนี้อาจนำไปสู่เหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เสมอ ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับนักดำน้ำทุกคน

ในขณะนี้เราทุกคนต่างร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติภารกิจสำเร็จและพบนักดำน้ำทั้ง 4 รายโดยเร็ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปาฏิหาริย์จะมีจริงในเหตุการณ์ครั้งนี้ และขอให้ทุกท่านตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำกิจกรรมทางทะเลทุกประเภทไม่ว่าท่านจะมีประสบการณ์สูงเพียงใดก็ตาม

ที่มา – เร่งค้นหา “นักดำน้ำต่างชาติ 4 ชีวิต” สูญหายกลางทะเลแสมสาร ชลบุรี

รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท

รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท

วงการอาชญากรรมข้ามชาติสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้บุกเข้าจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นในการกระทำความผิด การจับกุม รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท ครั้งนี้ ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเจ้าหน้าที่ไทยที่ติดตามพฤติกรรมของนายจาง ชาวจีนวัย 30 ปี ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ในการบริหารจัดการเงินผิดกฎหมาย

พฤติการณ์สุดแสบของหัวหน้าขบวนการ

จากการตรวจสอบพบว่า นายจางไม่ได้มาเล่นๆ แต่มีบทบาทเป็นถึงระดับบงการ โดยทำหน้าที่วางแผนว่าจ้างลูกสมุนให้ใช้บัญชีม้าและตระเวนกดเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อ ทั้งนี้ การ รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท ในครั้งนี้ยังเผยให้เห็นความซับซ้อนของเครือข่ายที่พยายามตัดตอนเส้นทางการเงินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ

  • ระยะเวลาการก่อเหตุ: พบกิจกรรมผิดปกติในช่วงปี 2566–2567
  • เส้นทางการหลบหนี: หลบหนีหมายจับจากจีนผ่านประเทศญี่ปุ่น ก่อนแอบเข้ามาซ่อนตัวในไทย
  • พฤติกรรมหลัก: ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงินจากการฉ้อโกงเหยื่อในต่างประเทศ

ความสำเร็จในการ รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกองปราบปราม ตม.ชลบุรี และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ โดยผู้ต้องหาถูกพบตัวขณะกบดานอยู่ในคอนโดมิเนียมหรูย่านพัทยา ก่อนจะถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีและเตรียมผลักดันกลับประเทศจีนตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป

เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้เราเห็นว่า แม้อาชญากรจะพยายามหลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวเพียงใด แต่ด้วยเทคโนโลยีการสืบสวนสมัยใหม่และการทำงานเชิงรุกของตำรวจไทย ทำให้การซ่อนตัวเป็นเรื่องยากขึ้นในทุกวัน เราในฐานะประชาชนควรเฝ้าระวังและไม่หลงเชื่อธุรกรรมออนไลน์ที่น่าสงสัย เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้

ที่มา – รวบ “บอสจีนเทา” บงการฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์กว่า 8.8 ล้าน ขณะหนีซุกคอนโดพัทยา

ส่งดวงวิญญาณ พ่อแม่ลูก เหยื่อแก๊งป๋อง ญาติขอโทษประหาร

บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าสำหรับพิธีส่งดวงวิญญาณ “พ่อแม่ลูก” เหยื่อแก๊งป๋อง ญาติสาปแช่งขอให้ต้องโทษประหาร ซึ่งจัดขึ้น ณ วัดเขาบุญมีดาราราม จ.ชลบุรี ท่ามกลางเสียงสะอื้นของญาติมิตรที่ยังคงทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์โหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้บริสุทธิ์

ส่งดวงวิญญาณ “พ่อแม่ลูก” เหยื่อแก๊งป๋อง ญาติสาปแช่งขอให้ต้องโทษประหาร

เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวและสังคมเป็นอย่างมาก เมื่อนายวิเชียร, นางสาวฉันทนา และนางสาวนิชาภา ต้องจบชีวิตลงจากการกระทำของแก๊งป๋อง การจัดพิธีฌาปนกิจในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การส่งดวงวิญญาณไปสู่ภพภูมิที่ดี แต่เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ล่วงลับด้วย

เสียงเรียกร้องจากคนข้างหลังถึงความยุติธรรม

นางปราณี แม่ของผู้เสียชีวิตได้กล่าวด้วยน้ำตาว่า ยังคงยอมรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าวิญญาณของลูกสาวและครอบครัวยังคงวนเวียนและอาฆาตแค้นต่อผู้กระทำผิด โดยเฉพาะความต้องการให้ ส่งดวงวิญญาณ “พ่อแม่ลูก” เหยื่อแก๊งป๋อง ญาติสาปแช่งขอให้ต้องโทษประหาร เพียงสถานเดียวเท่านั้นเพื่อให้วิญญาณสงบลง

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นในช่วงประกอบพิธี เช่น เก้าอี้ไม้ขนาดใหญ่ล้มลงมาเองโดยไม่มีคนผลัก หรือเหตุการณ์หมาหอนและเงาที่ชาวบ้านพบเห็น ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นแรงอาฆาตที่ยังคงวนเวียนอยู่ โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าติดตามดังนี้:

  • ญาติยืนกรานให้ลงโทษขั้นสูงสุดด้วยการประหารชีวิต
  • เหตุการณ์เหนือธรรมชาติระหว่างสวดอภิธรรมที่สร้างความขนลุก
  • ความรักความผูกพันของครอบครัวที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้คนในพื้นที่

ความรู้สึกของญาติพี่น้องไม่ได้มีเพียงแค่ความเสียใจ แต่คือความโกรธแค้นต่อความโหดเหี้ยมของแก๊งป๋องที่พรากชีวิตคนทั้งครอบครัวไปโดยไม่นึกถึงบาปกรรม หากถามถึงความต้องการสูงสุดในตอนนี้ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการส่งดวงวิญญาณ “พ่อแม่ลูก” เหยื่อแก๊งป๋อง ญาติสาปแช่งขอให้ต้องโทษประหาร เท่านั้นที่จะเยียวยาจิตใจผู้สูญเสียได้

ท้ายที่สุดนี้ เราทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย หวังว่ากฎหมายจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวคนผิดมาลงโทษให้สาสมกับความผิดที่ได้ก่อไว้ เพื่อให้ดวงวิญญาณของทั้งสามท่านได้ไปสู่สุคติโดยไม่มีห่วงอีกต่อไป

ที่มา – ส่งดวงวิญญาณ “พ่อแม่ลูก” เหยื่อแก๊งป๋อง ญาติสาปแช่งขอให้ต้องโทษประหาร

นายตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ แจงยันไล่จับไอ้ป๋อง 2 ครั้ง ไม่เคยเลี้ยงเป็นลูกน้อง

นายตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ แจงยันไล่จับไอ้ป๋อง 2 ครั้ง ไม่เคยเลี้ยงเป็นลูกน้อง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กับกรณีของนายตำรวจ อักษรย่อ “ค” แห่งสถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ ที่ออกมาเปิดใจถึงข้อครหาเกี่ยวกับการมีความสัมพันธ์กับ “ไอ้ป๋อง” หรือนายฑณา เกิดทอง ผู้ต้องหาในคดีสำคัญ โดยมีการตั้งข้อสงสัยว่านายตำรวจท่านนี้อาจเคยเลี้ยงดูไอ้ป๋องให้เป็นสายหรือลูกน้องหรือไม่ ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงคำชี้แจงที่ชัดเจนว่า นายตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ แจงยันไล่จับไอ้ป๋อง 2 ครั้ง ไม่เคยเลี้ยงเป็นลูกน้อง อย่างที่ถูกกล่าวหา

เปิดปูมหลังการไล่ล่าตัวไอ้ป๋อง

นายตำรวจ “ค” ได้ชี้แจงย้อนกลับไปถึงประวัติการทำงานร่วมกับคดีของไอ้ป๋อง โดยยืนยันว่าตั้งแต่ย้ายมารับราชการที่ สภ.ห้วยใหญ่ ในปี 2556 ตนทำหน้าที่ตรงไปตรงมาเสมอ โดยคดีแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2561 กรณีหญิงสาวถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว ซึ่งตนเป็นผู้นำทีมเข้าจับกุมด้วยตัวเอง แม้ตอนนั้นผู้เสียหายจะไม่เอาความ แต่ตนก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ในคดีที่สอง ซึ่งเป็นคดีพยายามฆ่าและ พ.ร.บ.อาวุธปืน นายตำรวจท่านนี้ระบุว่าได้ติดตามไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด และเป็นผู้ที่รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งฟ้องศาลจนไอ้ป๋องถูกตัดสินจำคุก ดังนั้นคำกล่าวอ้างที่ว่า นายตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ แจงยันไล่จับไอ้ป๋อง 2 ครั้ง ไม่เคยเลี้ยงเป็นลูกน้อง จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจว่าตนทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานที่จับกุมผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือหรืออุปถัมภ์แต่อย่างใด

  • ยืนยันไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับไอ้ป๋อง
  • ทำหน้าที่จับกุมตามหมายจับอย่างถูกต้อง
  • ทำประวัติไอ้ป๋องเป็นบุคคลอันตรายและต้องเฝ้าระวัง

สำหรับประเด็นที่มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์หลังจากไอ้ป๋องพ้นโทษออกมา นายตำรวจ “ค” อธิบายว่าเป็นการติดต่อเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและติดตามตัวคนร้ายในคดีลักพาตัวชาวรัสเซีย โดยการติดต่อสื่อสารกับผู้ต้องหาในรูปแบบของเจ้าหน้าที่สืบสวนนั้นถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ในการหาข้อมูลเพื่อจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด

บทสรุปของเรื่องนี้ชัดเจนว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจนั้นมีขั้นตอนและเหตุผลที่สามารถตรวจสอบได้ การถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับคนร้ายถือเป็นความกดดันอย่างยิ่งสำหรับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อย่างไรก็ตาม การที่ นายตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ แจงยันไล่จับไอ้ป๋อง 2 ครั้ง ไม่เคยเลี้ยงเป็นลูกน้อง ถือเป็นการพิสูจน์ความจริงที่สำคัญที่ช่วยให้สังคมเข้าใจถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งใจทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง การวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีหลักฐานอาจส่งผลต่อกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้ที่ทุ่มเทให้กับการปราบปรามอาชญากรรมต่อไป

ที่มา – นายตำรวจ “ค” สภ.ห้วยใหญ่ แจงครหา ยันไล่จับไอ้ป๋องถึง 2 ครั้ง ไม่เคยเลี้ยงเป็นลูกน้อง

พาเหยื่อชี้ตัวตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ หาลูกพี่ ไอ้ป๋อง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับความคืบหน้าของคดีสะเทือนขวัญแก๊งทมิฬฆ่าฝังดิน 5 ศพ ที่ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มดำเนินการพาเหยื่อชี้ตัวตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ หาลูกพี่ “ไอ้ป๋อง” หัวโจกแก๊งทมิฬฆ่าฝังดิน 5 ศพ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการขยายผลสาวไปถึงตัวการใหญ่ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่

พาเหยื่อชี้ตัวตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ หาลูกพี่ “ไอ้ป๋อง” หัวโจกแก๊งทมิฬฆ่าฝังดิน 5 ศพ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีข้อมูลเปิดเผยว่า “ไอ้ป๋อง” หนึ่งในผู้ต้องหาคนสำคัญมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยอ้างว่าเป็นสายลับและมีการนำยาเสพติดจากตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ออกมาจำหน่าย ทำให้ผู้เสียหายรายหนึ่งซึ่งเคยถูกไอ้ป๋องกักขังหน่วงเหนี่ยวและกระทำชำเรา ต้องออกมาให้ปากคำเพื่อชี้เป้าว่าใครคือตำรวจที่อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนไอ้ป๋องในครั้งนี้

กระบวนการค้นหาความจริงผ่านการชี้ตัว

ทางตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีได้จัดการให้ผู้เสียหายทำการคัดเลือกภาพถ่ายเพื่อยืนยันตัวตน โดยมีการนำรูปตำรวจถึง 70 นาย และประชาชนอีก 10 คน มาจัดวางเป็นชุด เพื่อให้ผู้เสียหายได้ชี้ตัวว่า พาเหยื่อชี้ตัวตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ หาลูกพี่ “ไอ้ป๋อง” หัวโจกแก๊งทมิฬฆ่าฝังดิน 5 ศพ คนไหนคือคนที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

บรรยากาศที่หน้าสำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีเต็มไปด้วยสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว แต่การดำเนินการเป็นไปอย่างรัดกุม โดยพล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงศ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่าทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและปิดคดีนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด

  • ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างไอ้ป๋องกับเจ้าหน้าที่
  • คัดกรองบุคคลที่เกี่ยวข้องจากภาพถ่าย
  • สอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อมัดตัวผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม ประชาชนต่างเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่า การปฏิบัติการ พาเหยื่อชี้ตัวตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ หาลูกพี่ “ไอ้ป๋อง” หัวโจกแก๊งทมิฬฆ่าฝังดิน 5 ศพ ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังได้จริงหรือไม่ เพราะหากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปพัวพันกับธุรกิจมืดเสียเอง ย่อมเป็นเรื่องที่รับไม่ได้และต้องเร่งสะสางให้โปร่งใสที่สุด

สุดท้ายนี้ เราคงต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการทำงานอย่างตรงไปตรงมา เพราะความยุติธรรมคือสิ่งเดียวที่จะเยียวยาจิตใจเหยื่อและคืนความเชื่อมั่นให้กับวงการตำรวจไทยอีกครั้ง

ที่มา – พาเหยื่อชี้ตัวตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ หาลูกพี่ “ไอ้ป๋อง” หัวโจกแก๊งทมิฬฆ่าฝังดิน 5 ศพ

ป๋องปรับตัวแต่อยู่ได้ จะย้ายไปซูเปอร์แม็กซ์ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม

ป๋องปรับตัวแต่อยู่ได้ จะย้ายไปซูเปอร์แม็กซ์ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีของนายฑนา เกิดทอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ป๋อง’ หลังจากที่เขาต้องกลับเข้ามาใช้ชีวิตในเรือนจำพิเศษพัทยาอีกครั้ง หลายคนตั้งคำถามถึงความเป็นอยู่และการควบคุมดูแล โดยล่าสุดมีรายงานว่า ป๋องปรับตัวแต่อยู่ได้ จะย้ายไปซูเปอร์แม็กซ์ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม ของเขาเอง หากถามว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่าทางเรือนจำยังคงดูแลตามมาตรฐานปกติ ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าผู้ต้องขังรายอื่น แต่สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่าเขาจะถูกย้ายไปเรือนจำที่มีความมั่นคงสูงหรือที่เรียกกันว่าซูเปอร์แม็กซ์หรือไม่นั้น คือบททดสอบความประพฤติในช่วงระหว่างการรับโทษ

เกณฑ์การย้ายเรือนจำและการประเมินพฤติกรรม

การตัดสินใจย้ายผู้ต้องขังไปยังเรือนจำความมั่นคงสูง (ซูเปอร์แม็กซ์) ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาจากหลายปัจจัย หากถามว่าทำไม ป๋องปรับตัวแต่อยู่ได้ จะย้ายไปซูเปอร์แม็กซ์ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม นั่นก็เพราะว่าเรือนจำมีกฎเหล็กสำหรับผู้ที่กระด้างกระเดื่อง ดื้อรั้น สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น หรือทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลภายใน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงและวินัยของทางราชทัณฑ์เป็นอย่างมาก

  • พฤติกรรมดื้อรั้น ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
  • การสร้างอิทธิพลหรือข่มขู่เพื่อนผู้ต้องขังรายอื่น
  • ความพยายามในการวางแผนหลบหนี
  • การก่อความไม่สงบภายในแดนคุมขัง

หากนายฑนาสามารถรักษาวินัยและปฏิบัติตามกฎของเรือนจำได้อย่างเคร่งครัด ก็ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการย้ายตัวไปในจุดที่เข้มงวดกว่าเดิม แต่ถ้าหากมีสัญญาณว่าเขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ หรือมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ทางกรมราชทัณฑ์ก็พร้อมที่จะดำเนินการทันทีเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย

ย้อนกลับไปถึงเบื้องหลังคดีของนายฑนา เขาเคยได้รับโทษจำคุกในความผิดฐานพยายามฆ่าและคดีอาวุธปืน ก่อนจะพ้นโทษออกมาในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และแม้ว่าจะมีการเฝ้าระวังภายใต้มาตรการ JSOC แล้ว แต่ก็ยังเกิดเหตุอุกฉกรรจ์ซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำยังคงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสำคัญมากที่สุดในปัจจุบัน

ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ การควบคุมตัวนายฑนาในครั้งนี้เน้นไปที่ความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ การที่กล่าวว่า ป๋องปรับตัวแต่อยู่ได้ จะย้ายไปซูเปอร์แม็กซ์ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม นั้น ถือเป็นการเตือนสติให้เห็นว่า การอยู่ในเรือนจำต้องอาศัยการยอมรับในกติกา หากใครเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่สร้างความวุ่นวาย ก็ย่อมต้องแลกมาด้วยมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนรอบข้างและสังคม

สุดท้ายนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร จะมีการย้ายตัวหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการปรับปรุงตัวของตัวผู้ต้องขังเองโดยตรงว่าต้องการเลือกเส้นทางไหนในวันที่ยังคงต้องอยู่ภายใต้รั้วเรือนจำแห่งนี้

ที่มา – เผย ป๋อง ยังคงปรับตัวแต่อยู่ได้ จะย้ายเรือนจำไปซูเปอร์แม็กซ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม

ชลบุรี เหยื่อโผล่แจ้งจับเพิ่ม แก๊งอ้างเป็นตำรวจ “ชุดสืบ” อุ้มรีดเงิน

ช่วงนี้ใครที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชลบุรีต้องเพิ่มความระมัดระวังกันให้มากเลยนะครับ เพราะล่าสุดมีข่าวเตือนภัยที่น่าตกใจเกี่ยวกับ ชลบุรี เหยื่อโผล่แจ้งจับเพิ่ม แก๊งอ้างเป็นตำรวจ “ชุดสืบ” อุ้มรีดเงิน มีพาไปขังเซฟเฮาส์ ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ประกอบการและชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากมิจฉาชีพกลุ่มนี้ใช้วิธีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้ามาก่อเหตุรีดไถเงินโดยเฉพาะ

สถานการณ์ระทึก ชลบุรี เหยื่อโผล่แจ้งจับเพิ่ม แก๊งอ้างเป็นตำรวจ “ชุดสืบ” อุ้มรีดเงิน

เรื่องราวเริ่มต้นจากหญิงสาวเจ้าของร้านสมุนไพรแห่งหนึ่งในพัทยาใต้ ที่ถูกชายฉกรรจ์ 3 คนบุกเข้ามาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน โดยอ้างว่าพบอุปกรณ์เสพยาภายในร้าน ก่อนจะทำการควบคุมตัวเธอและพนักงานไปขังไว้ในเซฟเฮาส์ เพื่อข่มขู่รีดไถเงินแลกกับอิสรภาพ นี่ถือเป็นพฤติกรรมที่อุกอาจมากครับ เพราะการ ชลบุรี เหยื่อโผล่แจ้งจับเพิ่ม แก๊งอ้างเป็นตำรวจ “ชุดสืบ” อุ้มรีดเงิน กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างเร่งด่วน

วิธีสังเกตพฤติกรรมมิจฉาชีพแอบอ้างตำรวจ

  • เจ้าหน้าที่จะต้องมีบัตรประจำตัวที่ชัดเจนและแสดงให้เห็นเสมอ
  • การเข้าตรวจค้นต้องมีหมายค้นหรือมีขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่ใช่พาไปเซฟเฮาส์
  • หากถูกจับกุม ตำรวจจริงต้องพาไปสถานีตำรวจ ไม่ใช่ที่ลับตาคน
  • ห้ามโอนเงินหรือจ่ายเงินสดให้เจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุโดยเด็ดขาด

จากคำให้การของผู้เสียหาย เธอสังเกตเห็นความผิดปกติหลายอย่าง เพราะแทนที่จะพาไปโรงพัก กลับพาไปขังในห้องและเอาแต่เรียกเงิน ทำให้เธอตัดสินใจเข้าแจ้งความกับ สภ.เมืองพัทยา เพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งในตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งแกะรอยจากกล้องวงจรปิดเพื่อนำตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุดครับ

สำหรับใครที่ประกอบธุรกิจหรือเปิดร้านค้า ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดและระมัดระวังตัวเสมอ หากมีคนแปลกหน้าอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขอให้ตั้งสติและตรวจสอบหลักฐานให้ชัดเจนที่สุด เพราะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนสำคัญที่สุดครับ หากพบเหตุการณ์ต้องสงสัย อย่ารอช้าให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายไปก่อเหตุกับคนอื่นอีก

ที่มา – ชลบุรี เหยื่อโผล่แจ้งจับเพิ่ม แก๊งอ้างเป็นตำรวจ “ชุดสืบ” อุ้มรีดเงิน มีพาไปขังเซฟเฮาส์

แยกขังเดี่ยวแก๊งฆ่าฝังดิน จ.ชลบุรี “ธง-บอล” เครียด ส่วน “ป๋อง” มีอาการเรียบเฉย

แยกขังเดี่ยวแก๊งฆ่าฝังดิน จ.ชลบุรี “ธง-บอล” เครียด ส่วน “ป๋อง” มีอาการเรียบเฉย

กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการพบศพผู้เสียชีวิตถูกฝังดินในพื้นที่ จ.ชลบุรี โดยล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้มีการดำเนินการแยกขังเดี่ยวแก๊งฆ่าฝังดิน จ.ชลบุรี “ธง-บอล” เครียด ส่วน “ป๋อง” มีอาการเรียบเฉย เพื่อป้องกันการรุมประชาทัณฑ์จากนักโทษคนอื่นภายในเรือนจำพิเศษพัทยา

หลังจากที่ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้แก่ นายป๋อง นายธง และนายบอล ถูกคุมตัวเข้าสู่เรือนจำ เจ้าหน้าที่ได้จัดให้มีการกักกันโรคและแยกห้องขังเดี่ยวในช่วงแรกรับเป็นเวลา 7 วัน ก่อนจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยในระหว่างนี้ทางเรือนจำต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงภายในแดนคุมขัง

เบื้องหลังการควบคุมตัวและปมความเครียดของผู้ต้องหา

จากการสังเกตพฤติกรรมเบื้องต้นพบว่า การแยกขังเดี่ยวแก๊งฆ่าฝังดิน จ.ชลบุรี “ธง-บอล” เครียด ส่วน “ป๋อง” มีอาการเรียบเฉย นั้นสะท้อนถึงสภาวะจิตใจที่แตกต่างกันของแต่ละคน โดยนายธงและนายบอลมีอาการวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่นายป๋องยังคงนิ่งเฉย ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากความกดดันทางคดีที่พัวพันถึง 5 ศพ

  • การดูแลภายในเรือนจำ: เจ้าหน้าที่ต้องหาแดนคุมขังที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
  • สถานะคดี: ผู้ต้องหาได้รับสารภาพในหลายข้อหาหนัก
  • ความเสี่ยง: การรวมกลุ่มกับนักโทษรายอื่นอาจนำไปสู่การถูกทำร้ายร่างกาย

ในฝั่งของครอบครัวผู้ต้องหา โดยเฉพาะแฟนสาวของนายบอล ได้ออกมาให้ข้อมูลในมุมกลับว่า แฟนหนุ่มของเธออาจเป็นเพียงผู้ถูกหลอกให้มาร่วมงานทวงหนี้เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาฆาตกรรมตั้งแต่ต้น และหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว นายบอลมีอาการหวาดผวาอย่างหนักเนื่องจากถูกข่มขู่จากนายป๋องมาโดยตลอด

มุมมองจากคนใกล้ชิดและการเปิดเผยความจริง

แฟนสาวนายบอลยืนยันว่า ตนเองรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของแฟนหนุ่มมากที่สุด โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่แยกเขาออกจากผู้ต้องหารายอื่น เนื่องจากกลัวว่าจะมีผู้ไม่หวังดีทำร้าย นอกจากนี้เธอยังอ้างว่านายบอลตกเป็นเหยื่อของการข่มขู่จากนายป๋อง เพราะมีความสัมพันธ์ต่อกันมานานในอดีต ทำให้ไม่สามารถถอนตัวได้ทันเวลา

เหตุการณ์แยกขังเดี่ยวแก๊งฆ่าฝังดิน จ.ชลบุรี “ธง-บอล” เครียด ส่วน “ป๋อง” มีอาการเรียบเฉย นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมเกี่ยวกับอิทธิพลและการร่วมมือในทางที่ผิด ซึ่งในที่สุดความจริงก็ปรากฏและผู้กระทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยหลังจากนี้เราต้องติดตามกันต่อไปว่าทางเจ้าหน้าที่จะสามารถขยายผลถึงเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องรายอื่นได้หรือไม่ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย

ที่มา – แยกขังเดี่ยวแก๊งฆ่าฝังดิน จ.ชลบุรี “ธง-บอล” เครียด ส่วน “ป๋อง” มีอาการเรียบเฉย

Scroll to top