ชลบุรี

โครงสร้างอาคารถล่มทับคนงานศรีราชา เจ็บสาหัส 2 ราย

เกิดเหตุระทึกใจในพื้นที่อุตสาหกรรมศรีราชา เมื่อโครงสร้างอาคารถล่มทับคนงานที่ศรีราชา เจ็บสาหัส 2 ราย ตำรวจเร่งตรวจสอบสาเหตุ ทำให้ทุกคนตื่นตัวกับเรื่องความปลอดภัยในการก่อสร้าง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในบริษัทแห่งหนึ่ง สร้างความเสียหายและบาดเจ็บรุนแรงให้กับคนงานที่กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง

โครงสร้างอาคารถล่มทับคนงานที่ศรีราชา เจ็บสาหัส 2 ราย ตำรวจเร่งตรวจสอบสาเหตุ

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ร.ต.ท.ปาณชัย วรรณศรี รองสารวัตรสอบสวน สภ.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุร้ายดังกล่าวทันที เจ้าหน้าที่รีบประสานงานกับหน่วยกู้ภัยสว่างประทีปศรีราชา เพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน ที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ก่อสร้างภายในบริษัท หมู่ 1 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา

รายละเอียดการเกิดเหตุ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบคนงานชาย 2 รายนอนหมดสติจมกองเลือดใต้ซากโครงสร้างหลังคาที่กำลังต่อเติม เจ้าหน้าที่กู้ภัยให้การปฐมพยาบาล初步 ก่อนนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทันที เนื่องจากอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ทั้งสองรายยังไม่ทราบชื่อและนามสกุลอย่างแน่ชัด แต่คาดว่ารับการรักษาอย่างเต็มที่

จุดเกิดเหตุคือบริเวณโครงสร้างหลังคาอาคารที่กำลังก่อสร้างต่อเติม ขณะที่คนงานกำลังทำงาน โครงสร้างเกิดทรุดตัวถล่มลงมาทับร่างโดยตรง สร้างความตกใจให้กับผู้เห็นเหตุการณ์ สาเหตุยังไม่ชัดเจน แต่ตำรวจเตรียมประสานวิศวกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบเชิงลึก

สาเหตุที่เป็นไปได้ของโครงสร้างอาคารถล่ม

ในอุบัติเหตุแบบนี้ มักเกิดจากปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมชลบุรีที่การก่อสร้างคึกคัก ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่:

  • วัสดุคุณภาพต่ำ: โครงสร้างเหล็กหรือคอนกรีตที่ไม่ผ่านมาตรฐาน รับน้ำหนักไม่ไหว
  • การออกแบบผิดพลาด: ไม่คำนึงถึงน้ำหนักหรือสภาพอากาศ
  • ขาดการตรวจสอบ: ไม่มีการตรวจสอบโครงสร้างระหว่างก่อสร้าง
  • สภาพอากาศ: ฝนตกหนักหรือลมแรงทำให้โครงสร้างอ่อนแอ
  • การทำงานไม่ปลอดภัย: คนงานไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันหรือทำงานเกินกำลัง

ศรีราชาเป็นพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก การก่อสร้างอาคารใหม่ๆ จึงเกิดบ่อย แต่เหตุการณ์โครงสร้างอาคารถล่มทับคนงานที่ศรีราชา เจ็บสาหัส 2 ราย ตำรวจเร่งตรวจสอบสาเหตุนี้ เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญ

มาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างที่ควรรู้

เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมโยธาธิการและผังเมืองกำหนดมาตรฐานเข้มงวด เช่น การใช้โครงสร้างที่ได้มาตรฐาน มอก., การตรวจสอบโดยวิศวกรทุกขั้นตอน และการฝึกอบรมคนงานด้านความปลอดภัย

สถิติจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุว่า ทุกปีมีอุบัติเหตุก่อสร้างในไทยกว่า 1,000 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดจากโครงสร้างถล่ม ผู้ประกอบการควรลงทุนในอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกนิรภัย เข็มขัดกันตก และโครงสร้างชั่วคราวที่มั่นคง

นอกจากนี้ การมีประกันภัยก่อสร้างและทีมกู้ภัยประจำไซต์งาน จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ในกรณีนี้ ตำรวจจะสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อหาความรับผิดชอบและป้องกันในอนาคต

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ

  • ตรวจสอบโครงสร้างก่อนใช้งานจริง
  • จ้างวิศวกรที่มีใบอนุญาต
  • จัดอบรมความปลอดภัยให้คนงานทุกคน
  • ติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัย
  • ทำประกันภัยครอบคลุมอุบัติเหตุ

เหตุการณ์โครงสร้างอาคารถล่มครั้งนี้สะท้อนปัญหาความปลอดภัยที่ยังคงเป็นจุดอ่อนของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย แม้จะมีกฎหมายคุ้มครอง แต่การปฏิบัติจริงยังต้องเข้มแข็งกว่านี้

สุดท้ายนี้ ขอให้คนงานทั้งสองรายหายไวๆ และหวังว่าผลการตรวจสอบจะนำไปสู่การปรับปรุงที่ดีขึ้น หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือคนงานก่อสร้าง แนะนำให้ตรวจสอบไซต์งานของคุณวันนี้เลย เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรม

CTA: แชร์ประสบการณ์อุบัติเหตุก่อสร้างของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่อรับข่าวสารความปลอดภัยเพิ่มเติม!

ที่มา – โครงสร้างอาคารถล่มทับคนงานที่ศรีราชา เจ็บสาหัส 2 ราย ตำรวจเร่งตรวจสอบสาเหตุ

แม่ใจสลาย วอนช่วยตามหาลูกแท้ๆ ถูกพี่เลี้ยงสลับตัว

เรื่องราวสุดสะเทือนใจที่ทำให้หลายคนน้ำตาคลอ ‘แม่ใจสลาย วอนช่วยตามหาลูกแท้ๆ ถูกพี่เลี้ยงสลับตัว หลงเลี้ยงลูกคนอื่นนาน 3 ปี’ กำลังเป็นข่าวใหญ่ในจังหวัดชลบุรี แม่หนุ่มรายหนึ่งชื่อน.ส.จอย อายุ 24 ปี ต้องเผชิญชะตากรรมโหดร้ายหลังจากหลงเลี้ยงลูกคนอื่นมานานกว่า 3 ปี โดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งมีแชตปริศนาจากสาวแปลกหน้าทักมาเปิดเผยความจริง

แม่ใจสลาย วอนช่วยตามหาลูกแท้ๆ ถูกพี่เลี้ยงสลับตัว หลงเลี้ยงลูกคนอื่นนาน 3 ปี

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อปี 2565 น.ส.จอย จากจังหวัดมุกดาหาร ตั้งครรภ์ไม่พร้อมและเลิกกับแฟน หลังคลอดลูกสาวเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ก็ฝากเลี้ยงกับนางวิชุดา หรือส้ม สัจจะ อายุ 32 ปี ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงที่เพื่อนแนะนำ โดยจ่ายค่าจ้างเดือนละ 8,000 บาท น.ส.จอยย้ายไปอยู่ชลบุรี ทำงานก่อสร้าง ขณะที่ส้มรับเลี้ยงลูกตั้งแต่แรกเกิด

จุดพลิกผัน เมื่อพี่เลี้ยงสลับตัวเด็ก

ผ่านไป 5 เดือน ส้มนำเด็กมาคืนให้ โดยอ้างว่าฝากไว้ก่อนไปทำธุระ แต่เด็กที่ได้คืนหน้าตาเปลี่ยนไป น.ส.จอยเริ่มสงสัยแต่ก็เลี้ยงต่อ โดยฝากยายที่ฉะเชิงเทรา จนเด็กอายุ 1 ขวบ 6 เดือน ในเดือนมีนาคม 2567 จู่ๆ มีน.ส.แอน ทักแชตเฟซบุ๊กมา อ้างว่าเป็นแม่แท้ๆ ของเด็กที่เลี้ยงอยู่ ส่งคลิปวิดีโอและรูปยืนยัน น.ส.จอยช็อกสุดขีด รีบตรวจ DNA พบไม่ตรงกัน!

  • 2565: คลอดลูก จ้างส้มเลี้ยง เดือนละ 8,000 บาท
  • 5 เดือน: ส้มสลับเด็ก เอาลูกน.ส.แอน (ซื้อ 10,000 บาท) มาส่งคืน
  • 2567: แชตจากน.ส.แอนเปิดโปง ตรวจ DNA ไม่ใช่ลูก
  • มี.ค. 67: แจ้งความ สภ.บางละมุง จับส้ม

ส้มอ้างว่ายกลูกแท้ๆ ให้สามีภรรยาชาวเมียนมา ชื่อนางหวาน แต่ปิดปากเงียบไม่บอกที่อยู่ ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 10 ปี ลดเหลือ 5 ปีเพราะรับสารภาพ ปัจจุบันประกันตัวรออุทธรณ์ น.ส.จอยยังมืดแปดด้าน ใจสลายหนัก

มูลนิธิปวีณาฯ และตำรวจเคลื่อนไหวช่วยเหลือ

วันที่ 7 พ.ค. 2569 นางปวีณา หงสกุล พามูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ร่วมกับ พมจ.ชลบุรี พาน.ส.จอยร้อง สภ.บางละมุง กับ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก. ประสาน พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เร่งสืบ 2 ประเด็นใหญ่

  • ตามหาสามีภรรยาเมียนมา หากขายเด็กเข้าข่ายค้ามนุษย์
  • ตามตัวน.ส.แอน แม่เด็กสลับ เพื่อสอบสวน (เพิ่งโทรหาน.ส.จอยเช้าวันนั้น)

พ.ต.อ.สราวุธ ยืนยันจะรื้อคดีใหม่ สอบส้มเข้มข้น หลังขึ้นศาลอุทธรณ์พรุ่งนี้ น.ส.จอยยืนยัน ‘ถึงลูกพิการก็จะเลี้ยง’ วอนทุกภาคส่วนช่วย

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ร้ายแรงสำหรับพ่อแม่ทุกคน การจ้างพี่เลี้ยงต้องตรวจสอบประวัติให้ดี ควรทำ DNA test เป็นระยะ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังจำหน้าไม่ได้ สังคมไทยต้องตื่นตัวกับปัญหาค้ามนุษย์และการสลับเด็ก ซึ่งอาจเป็นขบวนการใหญ่ หากไม่ช่วย ‘แม่ใจสลาย วอนช่วยตามหาลูกแท้ๆ ถูกพี่เลี้ยงสลับตัว หลงเลี้ยงลูกคนอื่นนาน 3 ปี’ วันนี้อาจเป็นคุณพรุ่งนี้

มุมมองส่วนตัว: ความไว้วางใจในพี่เลี้ยงกลายเป็นฝันร้ายได้ง่ายๆ หน่วยงานรัฐต้องมีระบบติดตามเด็กฝากเลี้ยงที่ดีกว่านี้ เพื่อปกป้องสิทธิเด็กและครอบครัว

ช่วยกันแชร์บทความนี้ แท็กเพื่อนๆ และติดตามความคืบหน้า หากมีเบาะแสลูกสาวน.ส.จอย ติดต่อ สภ.บางละมุง หรือมูลนิธิปวีณาฯ ด่วนเลยนะครับ ทุกแชร์คือความหวัง!

ที่มา – แม่ใจสลาย วอนช่วยตามหาลูกแท้ๆ ถูกพี่เลี้ยงสลับตัว หลงเลี้ยงลูกคนอื่นนาน 3 ปี

ฟ้าผ่าโรงกลั่นที่ชลบุรี ไฟลุกฝาถังไทยออยล์ ควบคุมได้

เกิดเหตุฟ้าผ่าโรงกลั่นที่ชลบุรี เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ทำให้เกิดเพลิงไหม้ลุกโชนบนฝาถังเก็บน้ำมันดิบของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) สถานการณ์ตึงเครียดแต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่กระทบต่อชุมชนโดยรอบ ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะโรงกลั่นน้ำมันเป็นสถานที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ฟ้าผ่าโรงกลั่นที่ชลบุรี เกิดอะไรขึ้น

ตามรายงานจากเพจ Fire & Rescue Thailand เมื่อเวลา 16.30 น. เกิดฟ้าผ่าลงตรงฝาถังเก็บน้ำมันดิบภายในโรงกลั่นไทยออยล์ ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ไฟลุกท่วมอย่างรวดเร็ว สร้างความตกใจให้กับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านใกล้เคียง แต่ด้วยระบบดับเพลิงที่ทันสมัยของบริษัท เพลิงถูกดับสนิทภายในเวลาอันสั้น ทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติทันที

บริษัทไทยออยล์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการยืนยันว่า เหตุฟ้าผ่าโรงกลั่นที่ชลบุรีนี้ก่อให้เกิดเพลิงไหม้เล็กน้อยบนฝาถังเท่านั้น ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างถังหรือการผลิต โดยทีมดับเพลิงภายในเข้าจัดการได้เรียบร้อย และยืนยันว่าการดำเนินงานยังคงปกติ ไม่มีสารเคมีรั่วไหลหรือมลพิษทางอากาศ

ไทม์ไลน์เหตุฟ้าผ่าโรงกลั่นที่ชลบุรี

  • 16:30 น. – ฟ้าผ่าลงบนฝาถังเก็บน้ำมันดิบ
  • 16:35 น. – เกิดเพลิงลุกไหม้ ทีมดับเพลิงเข้าพื้นที่
  • 17:00 น. – ควบคุมเพลิงได้สนิท ไม่มีผู้บาดเจ็บ
  • หลังจากนั้น – ประเมินความเสียหายและกลับสู่การผลิตปกติ

แถลงการณ์จากไทยออยล์หลังเหตุฟ้าผ่าโรงกลั่นที่ชลบุรี

“เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 16:30 น. ได้เกิดเหตุฟ้าผ่าลงบนฝาถังเก็บน้ำมันดิบภายในพื้นที่โรงกลั่นของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) จังหวัดชลบุรี ส่งผลให้เกิดเพลิงลุกไหม้เล็กน้อยบนฝาถังเก็บน้ำมันดิบดังกล่าว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของบริษัทฯ เข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้เรียบร้อยแล้วภายในเวลาอันสั้น โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งไม่พบผลกระทบต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ล่าสุดสถานการณ์ได้กลับคืนสู่ภาวะปกติเรียบร้อยแล้ว” บริษัทระบุเพิ่มเติมว่าความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ไม่กระทบการผลิต

ความเสี่ยงจากฟ้าผ่าในโรงกลั่นน้ำมัน

โรงกลั่นน้ำมันอย่างไทยออยล์มีระบบป้องกันฟ้าผ้าที่ได้มาตรฐานสากล เช่น หัวลิ้นชักฟ้าผ่า (lightning rods) และวัสดุกันไฟ แต่เหตุการณ์ฟ้าผ่าโรงกลั่นที่ชลบุรีครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติยังคงเป็นปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้ ไทยออยล์ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC (Eastern Economic Corridor) ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมสำคัญ มีการผลิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี เหตุการณ์นี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกโรงงานเสริมมาตรการความปลอดภัย

จากสถิติ ประเทศไทยมีฟ้าผ่าปีละกว่า 20 ล้านครั้ง โดยเฉพาะฤดูฝน พื้นที่ชลบุรีเป็นจุดเสี่ยงเพราะติดทะเลและมีพายุบ่อย โรงกลั่นต้องมีแผนฉุกเฉิน (Emergency Response Plan) ที่ครอบคลุม รวมถึงการฝึกซ้อมดับเพลิงและแจ้งเตือนชุมชน

บทเรียนจากเหตุการณ์

  • ระบบดับเพลิงอัตโนมัติทำงานได้ดี
  • การตอบสนองรวดเร็วป้องกันการลุกลาม
  • การสื่อสารโปร่งใสสร้างความมั่นใจให้ประชาชน
  • ไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม แสดงถึงมาตรฐานสูง

ไทยออยล์เป็นบริษัทจดทะเบียนใน SET มีทุนจดทะเบียนกว่า 30,000 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 60 ปี โดยมีกำลังการกลั่นน้ำมัน 275,000 บาร์เรลต่อวัน เหตุการณ์นี้ไม่กระทบห่วงโซ่อุปทานน้ำมันในประเทศ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เหตุฟ้าผ่าโรงกลั่นที่ชลบุรีเป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการวิกฤต หากเทียบกับอุบัติเหตุโรงกลั่นอื่นๆ ในโลกที่ก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาล สถานการณ์ที่นี่จบลงอย่างปลอดภัย แสดงถึงความพร้อมของอุตสาหกรรมไทย

สำหรับชาวชลบุรีและศรีราชา ไม่ต้องกังวลเพราะบริษัทยืนยันไม่มีผลกระทบ หากมีพายุฝนแรง แนะนำติดตามข่าวสารจากทาง resmi และเตรียมพร้อมส่วนตัว หากคุณสนใจเรื่องความปลอดภัยอุตสาหกรรม ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัพเดทข่าวสารล่าสุด และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนว่าอุตสาหกรรมน้ำมันไทยมีมาตรฐานสูง สามารถรับมือความเสี่ยงได้ดีเยี่ยม

ที่มา – ฟ้าผ่าโรงกลั่นที่ชลบุรี ไฟลุกท่วมฝาถังน้ำมัน “ไทยออยล์” ยันควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

เปิดฉาก เทศกาลสีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15

กลับมาอีกครั้งแล้วกับ เทศกาลสีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15 งานใหญ่ที่รวบรวมอาหารเด็ด ของดีจากท้องถิ่นของ 3 จังหวัดชั้นนำในภาคตะวันออกอย่างชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ภายใต้แนวคิดสุดเจ๋ง “From Local Cuisine to Modern Culinary Fashion” หรือ “จากอาหารท้องถิ่น สู่อาหารแฟชั่นสุดทันสมัย” ที่ผสานรสชาติท้องถิ่นเข้ากับศิลปะ แฟชั่น และความบันเทิงแบบครบครัน

เทศกาลสีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2569 ณ ถนนเลียบชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรีเป็นผู้จัดงาน พิธีเปิดอย่างเป็นทางการมีนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธาน สร้างความคึกคักให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนมาก

เทศกาลสีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15

เทศกาลสีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15 ไฮไลท์เด็ดที่ห้ามพลาด

ไฮไลท์เปิดงานคือกระทะยักษ์สุดอลังการที่รวมวัตถุดิบเด่นจาก 3 จังหวัด ปรุงเป็นข้าวผัด EEC ชิมฟรี! พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่เล่าเรื่องราวอาหารท้องถิ่นผ่านดนตรีและการเคลื่อนไหวบนเวที

ภายในงานมีร้านอาหารและสินค้า OTOP กว่า 120 ร้าน คัดสรรคุณภาพ บรรยากาศ Night Festival ริมทะเลสุดชิลล์ มางานเดียวชิมครบ ซื้อของฝากกลับบ้านได้เลย

ชลบุรี: อาหารทะเลและตำนานรสชาติอ่าวไทย

  • ร้านสมชายไข่หมึก: ไข่หมึกทอดกรอบนุ่มหอม
  • ชุมชนตะเคียนเตี้ย: แกงไก่กะลาสูตรดั้งเดิมหายาก
  • ทะเลถังบางแสน: ทะเลถัง มาม่าไข่กุ้ง คอร์นชีส

ระยอง: รสเด็ดจากเมืองผลไม้

  • เตี๋ยวต้มยำโต้ตอมตั้น: สูตรต้นตำรับ น้ำซอสซื้อฝากได้
  • โชคหมูอบโอ่ง: หางหมู สามชั้นอบโอ่งกรอบนุ่ม
  • COCO LOVE: น้ำมะพร้าวปั่นสาคูหอมสด

ฉะเชิงเทรา: ของดีเมืองแปดริ้ว

  • บ้านสวนเมล่อน บ้านโพธิ์: Garno Sparkling Wine หอมเอกลักษณ์
  • ฟาร์มสุขสำราญ: มะม่วงสด น้ำมะม่วงปั่นหวานฉ่ำ
  • mAke On Farm: กุ้งก้ามกรามตัวโตเนื้อแน่น

พิเศษสุดกับ EEC Food Runway Contest ครั้งแรก! นำอาหารท้องถิ่นมาออกแบบเป็นชุดแฟชั่นสวมใส่ได้จริง บนรันเวย์ริมทะเลวันที่ 1 พ.ค.

สนุกต่อเนื่องกับมินิคอนเสิร์ต: YOURMOOD (1 พ.ค.), HERS (2 พ.ค.), ก้านตอง ทุ่งเงิน (3 พ.ค.), ปลานิลเต็มบ้าน (4 พ.ค.) พลัสโชว์มายากล เดอะแจ็คคอมเมดี้ ดนตรีสด กิจกรรมครอบครัว ถ่ายรูปคอนเทนต์ Food Runway

เวิร์กช็อปทำขนมควยลิง แจงลอน พวงมโหตรการบูร เพนต์ที่วางสบู่กะลา นำกลับบ้านได้ ส่งเสริมท่องเที่ยวยั่งยืน ลดพลาสติก คัดแยกขยะ โปรโมทไทยมีดี.com

เทศกาลสีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15 ไม่ใช่แค่งานอาหาร แต่เป็นเวทีต่อยอดธุรกิจ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ลองไปสัมผัสเองแล้วคุณจะติดใจ!

รีบไปเลย! มางานนี้ชิมของดี ซื้อของฝาก สนุกสุดเหวี่ยงริมพัทยา วันที่ 1-4 พ.ค. 2569 รับรองไม่ผิดหวัง

ที่มา – เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวมอาหารเด็ด ของดีจากท้องถิ่น

ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ

ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ ไม่สนคำเตือน ซ้ำสั่งหันไป อย่ามอง เป็นเหตุการณ์ที่กลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนฮือฮาและหัวเราะกลิ้งกันไปตามๆ กัน วันนี้เราจะมาขุดลึกเรื่องนี้กันแบบเป็นกันเอง พร้อมเล่าประสบการณ์จากปากไรเดอร์คนจริง และวิเคราะห์ว่าทำไมพฤติกรรมแบบนี้ถึงไม่เหมาะสมบนรถรับจ้างผ่านแอป

ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ ไม่สนคำเตือน ซ้ำสั่งหันไป อย่ามอง

เรื่องราวเริ่มต้นจากคลิปวิดีโอที่ไรเดอร์รายหนึ่งโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ขณะขับรถไปส่งลูกค้าชาวต่างชาติคู่กับหญิงไทยในย่านพัทยาใต้ ระยะทางแค่ 2 กิโลเมตร แต่เกิดเหตุการณ์สุดอึดอัด เมื่อทั้งคู่เริ่มจูบกันอย่างดูดดื่มแค่ 2-3 นาทีหลังขึ้นรถ ไรเดอร์อย่าง “นายบิว” (นามสมมติ) อายุ 28 ปี พยายามเตือนดีๆ แต่ไม่ฟัง แถมยังหันมาสั่งว่า “หันไป อย่ามอง!” ทำให้ไรเดอร์เขินแทนสุดๆ จนต้องหยิบมือถือมาถ่ายคลิปเก็บไว้เป็นหลักฐาน

คลิปนี้ถูกแชร์กระจาย มีคนดูและคอมเมนต์เพียบ หลายคนบอกว่า “เขินแทนพี่ไรเดอร์เลย” หรือ “ลูกค้าบ้าไปแล้ว” เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 07.00-08.00 น. ลูกค้าขึ้นรถแล้วก็เริ่มโชว์เลิฟซีนทันที ไม่เกรงใจคนขับ จนถึงโรงแรมทั้งคู่ก็ลงรถจูงมือเข้าที่พักไปแบบไม่สนใจโลก

ไรเดอร์เล่าประสบการณ์สุดอึดอัดจากปากตัวเอง

นายบิวเปิดใจกับสื่อว่า “ตอนนั้นอึดอัดมาก เขินแทนเลย ไม่กล้ามองกระจกหลัง” เขาโพสต์คลิปเพื่อระบายความรู้สึกของคนขับรถรับจ้างที่ต้องเจอเรื่องแปลกๆ ทุกวัน และไม่อยากให้คู่รักมาแสดงบทรักบนรถแบบนี้ เพราะมันไม่เหมาะสม ไม่ให้เกียรติสถานที่ และคนขับที่เป็นบุคคลที่สาม

หลังจากนี้ ไรเดอร์คนนี้ตั้งใจทำสติกเกอร์ติดรถ ห้ามพฤติกรรมแบบนี้ชัดเจน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย นอกจากนี้ ยังมีคอมเมนต์จากชาวเน็ตแนะนำให้ใส่กฎในแอป หรือแจ้งเตือนลูกค้าก่อนขึ้นรถด้วย

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบนรถรับจ้าง ไรเดอร์เจอบ่อยแค่ไหน?

  • แสดงความรักเกินเหตุ: จูบ หอมแก้ม หรือมากกว่านั้น โดยไม่สนใจคนขับ
  • ไม่ฟังคำเตือน: ไรเดอร์เตือนแล้วยังทำต่อ แถมสั่งหันไปอย่ามองแบบในกรณีนี้
  • เมาเหล้า สูบบุหรี่: สร้างกลิ่นอับและอันตราย
  • ทะเลาะกัน: ทำให้คนขับเครียด
  • กินข้าวหรือทำเลอะ: รถสกปรก ต้องเสียเวลาเช่า

จากประสบการณ์ไรเดอร์หลายคน พฤติกรรมเหล่านี้เจอบ่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยา ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ การที่ ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ ไม่สนคำเตือน ซ้ำสั่งหันไป อย่ามอง จึงไม่ใช่เคสแรก แต่ครั้งนี้ดังเพราะคลิปชัดเจน

ในมุมมองของเรา พฤติกรรมแบบนี้ไม่เพียงทำให้คนขับอึดอัด แต่ยังเสี่ยงต่อความปลอดภัย ถ้ารถเบรกกระทันหันหรือเจออุบัติเหตุล่ะ? ลูกค้าควรเคารพคนขับที่ทำงานหาเลี้ยงชีพ และเลือกสถานที่ส่วนตัวสำหรับเรื่องหวานๆ แทน

สำหรับไรเดอร์ แนะนำให้ตั้งกฎชัดเจนตั้งแต่รับงาน เช่น บอกผ่านแชทหรือสติกเกอร์ และถ้าเจอแบบนี้ให้หยุดรถทันทีแล้วแจ้งแอป เพื่อปกป้องตัวเอง

คุณเคยเจอเหตุการณ์แบบ ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ บ้างไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือถ้าคุณเป็นไรเดอร์ ลองทำสติกเกอร์ห้ามตามไอเดียนี้ดู สุดท้ายแล้ว การให้เกียรติกันคือกุญแจสำคัญในการใช้บริการรถรับจ้าง!

ที่มา – ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ ไม่สนคำเตือน ซ้ำสั่งหันไป อย่ามอง

ต่อคิว 600 รับแค่ 30 คน สมัครงานโรงงานเปิดใหม่ บางคนมาตั้งแต่ตี 1

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันดีกว่า นั่นคือ ต่อคิว 600 รับแค่ 30 คน สมัครงานโรงงานเปิดใหม่ บางคนมาตั้งแต่ตี 1 ที่จังหวัดชลบุรี! ภาพแถวยาวเหยียดของหนุ่มสาวแรงงานที่มารอสมัครงานตั้งแต่ดึกดื่น ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าตลาดงานในไทยตอนนี้มันโหดขนาดไหนกันนะ

ต่อคิว 600 รับแค่ 30 คน สมัครงานโรงงานเปิดใหม่ บางคนมาตั้งแต่ตี 1

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บริษัท เลลอน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ตั้งอยู่ ต.บ้านเก่า อ.พานทอง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวไปถึงที่เกิดเหตุ ก็พบว่ามีคนมารอคิวกรอกใบสมัครงานเป็นร้อยๆ คน ทั้งชายและหญิง บรรยากาศคึกคักแต่ก็แฝงไปด้วยความหวังและความกดดัน

จากข้อมูลที่แชร์ในโซเชียล มีคนมารอตั้งแต่ตี 1 เลยทีเดียว! แถวยาวเป็นกิโลเมตร บางคนนอนรอข้ามคืน บางคนเอาหมวกกันน็อกมาจองที่ แม้บริษัทจะประกาศรับสมัครแค่ 30 คนเท่านั้น แต่ทุกคนก็ยังมาด้วยความหวังว่าจะได้งานทำ หาเลี้ยงครอบครัว

เจ้าหน้าที่ รปภ. เล่าประสบการณ์สุดช็อก

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทเล่าว่า ช่วงเช้าเวลา 8 โมงที่มารับกะ ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นคนมารอสมัครงานถึง 600 คน! “ทุกคนมีหน้าที่การงาน เป็นความหวังของครอบครัว ต้องดิ้นรนหางาน ผมก็ให้กำลังใจทุกคนครับ ส่วนใครจะได้คัดเลือกนั้น อยู่ที่บริษัทครับ” เขากล่าวด้วยความเห็นใจ

เสียงจากน้องกระต่าย สาวจบใหม่วัย 21

นางสาวกระต่าย อายุ 21 ปี ที่เพิ่งเรียนจบ มาสมัครงานบอกว่า “พอทราบว่าบริษัทเปิดใหม่ รับสมัครพนักงาน ก็รีบมาทันที เช้ามาถึงก็เจอแถวยาว บางคนรอตั้งแต่เที่ยงคืน แต่หนูมีความหวัง จะได้มีงานทำ หาเลี้ยงชีพ หาครอบครัว” ฟังแล้วซึ้งใจแทนจริงๆ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์การว่างงานในไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมโรงงานที่ชลบุรี ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ แต่โควิดและเศรษฐกิจทำให้คนหางานยากขึ้นเยอะ ทุกวันนี้ การสมัครงานโรงงานกลายเป็นสงครามแย่งชิงที่นั่งจำกัด

เคล็ดลับหางานโรงงานไม่ต้องรอคิวตั้งแต่ตี 1

ถ้าคุณไม่อยากเจอสถานการณ์แบบนี้ ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ดู:

  • อัปเดตเรซูเม่ให้ทันสมัย: ใส่ทักษะที่โรงงานต้องการ เช่น ชำนาญเครื่องจักรหรือภาษาอังกฤษเบื้องต้น
  • สมัครออนไลน์ก่อน: หลายบริษัทมีเว็บไซต์รับสมัคร ไม่ต้องไปรอคิว
  • เตรียมตัวสัมภาษณ์: ฝึกตอบคำถามยอดฮิต เช่น “ทำไมอยากทำงานที่นี่”
  • ติดตามข่าวนิคมอุตสาหกรรม: ชลบุรี อยุธยา สมุทรปราการ มีโรงงานเปิดใหม่บ่อย
  • ฝึกทักษะเพิ่ม: เรียนคอร์สออนไลน์ฟรี เช่น AutoCAD หรือ PLC สำหรับงานโรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีแอปหางานอย่าง JobsDB, JobThai ที่ช่วยให้สมัครง่ายขึ้น ไม่ต้องลุ้นคิวแบบนี้

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ ต่อคิว 600 รับแค่ 30 คน สมัครงานโรงงานเปิดใหม่ บางคนมาตั้งแต่ตี 1 ทำให้เราเห็นความพยายามของพี่น้องแรงงานไทยที่ไม่ยอมแพ้ ถ้าคุณกำลังหางาน ลองเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สู้ๆ ทุกคน!

ที่มา – ต่อคิว 600 รับแค่ 30 คน สมัครงานโรงงานเปิดใหม่ บางคนมาตั้งแต่ตี 1

แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย

แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย อ้างป้องกันตัว ก่อนปฏิเสธทุกข้อหา เรื่องราวสะเทือนขวัญในจังหวัดชลบุรีกำลังเป็นที่สนใจของสังคม เมื่อตำรวจ สภ.หนองขาม ออกหมายเรียกผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาหนัก 6 ประการ หลังจากที่มีเด็กชายผู้เสียหายกว่า 10 รายออกมาให้ปากคำ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานกว่า 1 ปี แต่เพิ่งมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เมื่อไม่กี่วันก่อน

แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย

จากรายงานล่าสุดของผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่ สภ.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 27 เมษายน เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี ได้พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กชายกว่า 10 ราย เข้าตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง ก่อนเข้าสอบปากคำกับ พ.ต.อ.คมกริช มั่นจิตต์ ผู้กำกับการ สภ.หนองขาม โดยผู้ต้องหาคือ นายกิตติ อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นหนุ่ม LGBTQ

ผู้ปกครองรายหนึ่งชื่อนางสาวสา (นามสมมติ) อายุ 47 ปี ได้ร้องทุกข์แทนลูกชายวัย 13 ปี (นามสมมติ เด็กชายเอ) ว่าถูกนายกิตติล่วงละเมิดทางเพศ หลังเกิดเหตุได้พาเด็กไปตรวจร่างกายและแจ้งความ แต่คดีเงียบไปนานนับปี จนกระทั่งบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เข้ามาช่วยเหลือ

รายละเอียด 6 ข้อกล่าวหาหนักในคดีแจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย

พ.ต.อ.คมกริช ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยข้อกล่าวหาประกอบด้วย

  • พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง เพื่อหากำไรหรือการอนาจาร
  • พาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กจะยินยอม
  • กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยา โดยไม่ regard การยินยอมของเด็ก
  • กระทำอนาจารต่อเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี โดยไม่ regard การยินยอม
  • ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ไม่ถึงขั้นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
  • ข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำหรือยอมรับ โดยทำให้กลัวอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน

ข้อหาเหล่านี้มีโทษหนักมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา อาจถูกปรับหรือจำคุกยาวนาน หรือในบางคดีอาจถึงขั้นประหารชีวิต

ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่ก่อนหน้ายอมรับอ้างป้องกันตัว

นายกิตติให้การปฏิเสธทุกข้อหา เจ้าหน้าที่จึงไม่เชื่อและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนวันที่ 26 เมษายน บุ๋ม ปนัดดา พร้อมทีมกรมกิจการเด็กและเยาวชน และตำรวจ ลงพื้นที่เยี่ยมเด็กผู้เสียหายทั้ง 10 ราย และเชิญนายกิตติมาพูดคุย

ในที่เกิดเหตุ ชาวบ้านที่ทราบเรื่องต่างโกรธแค้น พยายามรุมทำร้ายผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ต้องห้ามปราม นายกิตติยอมรับในเบื้องต้นว่าทำจริง โดยอ้างว่าเด็กกลุ่มนี้เคยทำร้ายตนก่อนขณะเดินกลับหมู่บ้าน จึงเป็นการป้องกันตัว แต่ตำรวจไม่ยอมรับข้ออ้างนี้เพราะหลักฐานชัดเจน

บุ๋ม ปนัดดา เปิดเผยว่า ทราบเรื่องตั้งแต่ปลายปี 2567 แต่คดีไม่คืบหน้า จึงลงพื้นที่เอง พบเด็กถูกกระทำมากกว่า 10 รายในหมู่บ้านเดียวกัน สะท้อนปัญหาการล่วงละเมิดเด็กที่มักถูกปกปิด

เหตุการณ์แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย นี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตื่นตัวกับปัญหาการคุ้มครองเด็ก เด็กคืออนาคตของชาติ หากถูกกระทำจิตใจและร่างกายจะบอบช้ำไปตลอดชีวิต ผู้ปกครองควรสอนลูกให้รู้จักปกป้องตัวเอง รายงานเหตุร้ายทันที และสังคมต้องไม่นิ่งเฉย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นเยียวยาผู้เสียหายและป้องปรามผู้กระทำผิด การอ้างป้องกันตัวไม่ใช่ข้อแก้ตัวได้สำหรับการล่วงละเมิดเด็ก หากคุณเป็นพยานหรือมีข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในสังคม

ที่มา – แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย อ้างป้องกันตัว ก่อนปฏิเสธ

นักวิ่ง 4,200 คน ร่วม DPT Mini Marathon 2026 สะพานชลมารควิถี

นักวิ่งกว่า 4,200 คน จากทั่วประเทศมาร่วมสนุกกับ “DPT Mini Marathon 2026 สะพานชลมารควิถี” งานวิ่งสุดมันส์ที่จัดโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ท่ามกลางวิวทะเลชลบุรีที่สวยงาม ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคักไปด้วย

กิจกรรม DPT Mini Marathon 2026 สะพานชลมารควิถี เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ สะพานชลมารควิถี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี บรรยากาศยามเช้าสดชื่น ลมทะเลพัดเย็นสบาย นักวิ่งทั้งมืออาชีพ สมัครเล่น และครอบครัว ตบเท้าเข้าร่วมกว่า 4,200 คน วิ่งสานสัมพันธ์คนสร้างเมือง ภายใต้แนวคิดเที่ยวเล่นได้รูปสวย

DPT Mini Marathon 2026 สะพานชลมารควิถี

สะพานชลมารควิถี ไม่ใช่แค่ทางถนนธรรมดา แต่เป็นแลนด์มาร์กเลียบชายทะเลยาวกว่า 7 กิโลเมตร พัฒนาตามผังเมืองชลบุรี พ.ศ. 2553 เพื่อแก้ปัญหาจราจร แต่ปัจจุบันกลายเป็นจุดเช็กอินยอดฮิต นักวิ่งได้สัมผัสแสงอรุณ ทะเลใสๆ และถ่ายรูปสวยๆ ได้เต็มที่ งานนี้ยังดึงดูดนักท่องเที่ยว ผู้ติดตาม ทำให้โรงแรม ร้านอาหารในชลบุรีคึกคัก ยอดจองพุ่งกระฉูด กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง

พิธีเปิดและผู้เข้าร่วมสำคัญ

นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ทำหน้าที่ประธานคณะทำงานจัดงาน ร่วมด้วยนางวันทนา เย็นยิ่ง ประธานชมรมแม่บ้านกรมฯ และได้รับเกียรติจากนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี คณะผู้บริหารปล่อยตัวนักวิ่งอย่างเป็นทางการ สร้างความอบอุ่นและคึกคักให้กับทุกคน

DPT Mini Marathon 2026 สะพานชลมารควิถี นักวิ่งกว่า 4,200 คน

ประโยชน์เด่นของ DPT Mini Marathon 2026 สะพานชลมารควิถี

งานวิ่งครั้งนี้ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังเชื่อมโยงหลายมิติ มาดูจุดเด่นกัน:

  • ส่งเสริมสุขภาพและความสามัคคี: รวมนักวิ่งจากทั่วประเทศ แสดงพลังคนสร้างเมืองที่ดี
  • กระตุ้นเศรษฐกิจชลบุรี: นักวิ่งและครอบครัวมาพักผ่อน จองที่พัก ร้านอาหาร หมุนเวียนเงินในท้องถิ่น
  • ยกระดับการท่องเที่ยว: สะพานชลมารควิถีเป็นจุดเช็กอิน Sports Tourism วิวทะเลสวย รูปปัง ดึงดูดคนรุ่นใหม่
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: แสดงให้เห็นว่าถนนเลียบทะเลแก้จราจรได้ และใช้ประโยชน์ได้หลายทาง

นายพงษ์นรา อธิบดีกรมฯ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการจัดครั้งแรก แต่ประสบความสำเร็จเกินคาด สะท้อนบทบาทกรมในการสร้างเมืองเพื่อคน

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ยินดีสนับสนุนเต็มที่ มองว่า DPT Mini Marathon 2026 สะพานชลมารควิถี ช่วยยกระดับชลบุรีเป็นเมืองกีฬาท่องเที่ยวระดับชาติ สินทรัพย์อย่างเส้นทางเลียบทะเลนี้จะดึงนักท่องเที่ยวกลับมาซ้ำแน่นอน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

พิธีปล่อยตัวนักวิ่ง DPT Mini Marathon 2026 สะพานชลมารควิถี

ผู้เข้าร่วมยังมีรองอธิบดีกรมฯ หลายท่าน นายญาณศิลป์ ภัสรางกูร โยธาธิการจังหวัดชลบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ.ชลบุรี และหน่วยงานท้องถิ่น ร่วมกันทำให้งานสมบูรณ์แบบ รวมถึงนักวิ่ง Virtual Run ที่ร่วมจากทั่วประเทศ

ในมุมมองของผม กิจกรรม DPT Mini Marathon 2026 สะพานชลมารควิถี เป็นตัวอย่างชั้นเลิศของการผสานกีฬา สุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ ถ้าคุณรักการวิ่งหรืออยากมาชิลล์ที่ชลบุรี ลองติดตามกิจกรรมวิ่งครั้งต่อไป จะได้สัมผัสความสุขแบบนี้บ้าง รับรองติดใจ!

ที่มา – นักวิ่ง 4,200 คน ร่วม “DPT Mini Marathon 2026” สะพานชลมารควิถี กระตุ้นเศรษฐกิจชลบุรี

เริ่มแล้ว งานแข่งวิ่งควายไทย 2569 สืบสานประเพณี

เริ่มแล้วสำหรับ งานแข่งวิ่งควายไทย 2569 หรือที่รู้จักกันในชื่อวิ่งควายบก ประจำปี พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสืบสานประเพณีพื้นบ้านท้องถิ่นของชาวชลบุรี ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันสุดฮาและน่าตื่นเต้น แต่ยังเป็นการรวมพลังคนในชุมชนเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไทยแท้ๆ ที่สืบทอดกันมานาน

งานแข่งวิ่งควายไทย 2569 เริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่

ในวันที่ 25 เมษายน 2569 ณ สนามข้างวัดร้าง หมู่ 4 ตำบลสำนักบก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี นายวรจักร สถาพรภิญโญ นายอำเภอเมืองชลบุรี ได้เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมีนางพวงเพชร พิทักษ์สหภูมิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำนักบก กล่าวรายงาน นายเสรี ลิ้มรทีพงษ์ รองนายก อบต.สำนักบก สมาชิกสภาฯ และผู้นำชุมชนพร้อมประชาชนจำนวนมากมาร่วมงาน บรรยากาศคึกคักไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงเชียร์จากผู้ชมที่มาร่วมสนุก

งานแข่งวิ่งควายไทย 2569

วัตถุประสงค์หลักของงานแข่งวิ่งควายไทย 2569

การจัด งานแข่งวิ่งควายไทย 2569 มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะประเพณีวิ่งควายบกที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นสำนักบก นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างความสามัคคีในชุมชน และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์

  • อนุรักษ์และสืบสานประเพณีพื้นบ้านท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชน
  • เสริมสร้างความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงควายผ่านกิจกรรมค้าและแสดงสินค้าท้องถิ่น

รุ่นการแข่งขันสุดมันส์ในงานแข่งวิ่งควายไทย 2569

ปีนี้ งานแข่งวิ่งควายไทย 2569 จัดแข่งขันครบ 7 รุ่น เพื่อให้ควายทุกขนาดมีโอกาสโชว์พลัง โดยผู้ชนะจะได้รับถ้วยเกียรติยศและเงินสดรางวัลอีกด้วย บรรยากาศการแข่งขันเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เมื่อควายตัวน้อยใหญ่พากันวิ่งทะยานไปตามสนาม

  • รุ่นควายใหญ่
  • รุ่นควายจิ๋วใหญ่
  • รุ่นควายจิ๋วเล็ก
  • รุ่นควายจิ๋วพิเศษ
  • รุ่นควายซุปเปอร์จิ๋ว
  • รุ่นควายจิ๋วจี๊ด
  • รุ่นควายใหม่ป้ายแดง

ประเพณีวิ่งควายนี้มีรากฐานมาจากวิถีชีวิตเกษตรกรไทยในอดีต ที่ใช้ควายช่วยไถนาและทำการเกษตร การแข่งวิ่งควายจึงเป็นการเฉลิมฉลองความสำคัญของควายต่อชุมชน ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีทันสมัย ประเพณีนี้ช่วยเตือนใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมพื้นบ้าน นอกจากแข่งวิ่ง งานยังมีบูธขายสินค้าท้องถิ่น อาหารพื้นเมือง และการแสดงวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีเยี่ยม

งานแข่งวิ่งควายไทย 2569 ไม่ใช่แค่งานแข่งขัน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เกษตรกรสามารถนำควายมาขาย แลกเปลี่ยน หรือโชว์ศักยภาพ สร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว ชุมชนสำนักบกจึงคึกคักและมีชีวิตชีวาขึ้นจากงานนี้

ในมุมมองของผม งานแบบนี้คือหัวใจของการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน เพราะผสมผสานความสนุก วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว หากคุณชื่นชอบประเพณีไทยแท้ๆ อย่าพลาดติดตามงานครั้งหน้า และแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยสืบสานต่อไปด้วยกัน!

ที่มา – เริ่มแล้ว งานแข่งวิ่งควายไทย 2569 สืบสานประเพณีพื้นบ้านท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

Scroll to top