ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์

ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง นะครับ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเตือนรัฐบาลใหม่ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) จับมือกัน จัดตั้งรัฐบาล โดยบอกว่าการเร่งสร้างความมั่นคงทางตัวเลขให้เกิน 300 เสียงนั้นเป็นสิทธิ์ของพรรคแกนนำ แต่ปัญหาอยู่ที่ความมั่นคงระยะยาว เพราะถ้ามีพรรคร่วมเยอะ สส. ก็เยอะตาม เก้าอี้อาจไม่พอ แย่งกัน “ชามข้าว” จนแตกหักได้ง่ายๆ

ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง

ชัยวุฒิย้ำชัดว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยเจอปัญหานี้มาแล้วหลายครั้ง รัฐบาลโคไลชันใหญ่ๆ มักล้มเหลวเพราะปัญหาภายใน การแบ่งเค้กไม่ลงตัว สุดท้ายกลายเป็นศึกแย่งชามข้าวกันเอง พรรคประชาธิปัตย์เองตอนนี้มี สส. 22 เสียง ยังไม่มีใครเชิญมาร่วม แต่ก็ไม่ปิดประตู และไม่ขอคาดเดาอะไรตอนนี้

ปชป. ดักคอรัฐบาลด้วยมุมมอง “ลืมอดีต” ที่น่าคิด

ส่วนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เรียก “รัฐบาลสีธงชาติ” ชัยวุฒิ มองว่าเป็นสัญลักษณ์ดีๆ ที่ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก ไม่สนพรรคสีไหน แต่ในทางปฏิบัติต้องพิสูจน์กันยาวๆ เลยครับ

ขยับมาที่ฝั่งปชป. ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ร่วมประชุมทีมกรุงเทพฯ รับฟังปัญหาจากอดีตผู้สมัคร สส. วางเป้าชัดเจนไปที่เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 พรรคยังเปิดโอกาสให้อดีต สส. กลับมาช่วยงาน ทั้งบริหารและสนับสนุนในสภา สัปดาห์หน้าจะเรียกทีมภาคกลางมาหารือวางยุทธศาสตร์ต่อ

การเมืองไทยยุคนี้ซับซ้อนจริงๆ รัฐบาลใหม่มี สส. เยอะ แต่เสี่ยงแตกเพราะแย่งตำแหน่ง ปชป. เลยฉลาดที่อยู่ข้างสนาม รอดูสถานการณ์ ขณะเดียวกันก็ขยับฐานใน กทม. ที่เป็นจุดแข็งดั้งเดิม ประวัติศาสตร์ปชป. เคยครอง กทม. มานาน สนามผู้ว่าฯ นี่แหละโอกาสทองที่จะกลับมาสตรอง

  • ความเสี่ยงหลัก: แบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีไม่พอ
  • ปชป. วางแผน: ลุยผู้ว่าฯ กทม. 69
  • ทีมภาคกลาง: เตรียมประชุมยุทธศาสตร์

จากมุมผม รัฐบาลนี้ถ้าลืมอดีตจริง คงต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน ไม่ใช่แค่ตัวเลข สส. ปชป. ยังมีบทบาทสำคัญในสภา และฐานเสียงที่เหนียวแน่น โดยเฉพาะในเมืองหลวง

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่ทุกวัน สนับสนุนบล็อกด้วยการแชร์และคอมเมนต์มุมมองของคุณด้านล่างนะครับ!

ที่มา – ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง

“อภิสิทธิ์” หนุนคุมเข้ม สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

“อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงเมืองกรุงเก่า ชูโมเดลปลดล็อกท้องถิ่น พัฒนาระบบขนส่งทางราง ลดปัญหาจราจร ดันการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ หนุน แบงก์ชาติคุมเข้มเบิกเงินสดสกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ สามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค ร่วมลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนชาวอยุธยา ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมีไฮไลท์สำคัญคือภาพความประทับใจเมื่อ น้องแทนไท เยาวชนวัย 16 ปี นำภาพถ่ายคู่กับนายอภิสิทธิ์เมื่อครั้งตนเองอายุเพียง 3 ขวบมาให้ชม พร้อมเล่าอย่างภูมิใจว่าเคยได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ในงานสัปดาห์หนังสือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พอทราบข่าวว่านายอภิสิทธิ์จะมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เลยมารอพบให้กำลังใจที่นี่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า พรรคต้องการดึงศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอแนวทางกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้คนในพื้นที่ซึ่งมีความเข้าใจปัญหาดีที่สุดสามารถบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาการท่องเที่ยวได้แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ได้อย่างตอบโจทย์ของคนพื้นที่เองเพื่อลดความซ้ำซ้อนงานระหว่างกระทรวงต่างๆได้ด้วย ในส่วนของรัฐบาลกลาง ถ้าได้เป็นรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการขนส่ง “ระบบราง” เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปวางแผนต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถูกถามถึงการซื้อสิทธิขายเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนลงพื้นที่ภาคใต้ไปเมื่อต้นสัปดาห์ พี่น้องชาวใต้ให้คำมั่นอย่างชัดเจนถึงจุดยืนการเมืองสุจริต ที่รับปากแล้วว่า เราประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายนำพรรคประชาธิปัตย์เข้ามากำกับทิศทางรัฐบาลให้เป็น รัฐบาลแห่งความซื่อสัตย์ที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่สร้างความขัดแย้ง แตกแยกในสังคม นี่คือสิ่งที่เราจะผลักดันนโยบายสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่ได้

จากนั้น เวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนายอภิมุข ฉันทวานิช ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 3 (บางคอแหลม-ยานนาวา) เบอร์ 3 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน บริเวณตลาดเสรี 2 เจริญกรุง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

“อภิสิทธิ์” หนุนแบงก์ชาติใช้มาตรการเชิงรุกคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสตอบรับของพรรคในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่าจากการติดตามข้อมูลโพลเชิงลึกรายเขต พบว่าคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์กระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลายพื้นที่เขตเลือกตั้งมีโอกาสลุ้นชัยชนะได้อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกจากการลงพื้นที่จริงที่สัมผัสได้ถึงความเชื่อมั่นของประชาชน แม้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาสัดส่วนคะแนนจะมีความท้าทาย แต่ปัจจุบันฐานเสียงเดิมเริ่มกลับมาและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่บางฝ่ายพยายามรณรงค์ให้เลือกเพื่อสกัดกั้นพรรคใดพรรคหนึ่งนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าหากวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงรายเขต การตัดสินใจเลือกตามธรรมชาติของฐานเสียงประชาธิปัตย์ที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผลลัพธ์การเลือกตั้งให้สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ ได้ดีที่สุด

ส่วนที่บางพรรคมีการเปิดตัวแคนดิเดตฯ ที่บอกว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่เอาคนกลุ่มนั้นมาใช้ มันสะท้อนถึงอะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของแต่ละพรรคในการวางตัวบุคลากรหาเสียง อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในแนวทางที่เน้นบุคลากรที่มีประสบการณ์ทางการเมืองควบคู่กับความเชี่ยวชาญ เนื่องจากเชื่อว่าการผลักดันนโยบายให้สำเร็จในภาคบริหาร จำเป็นต้องมีคนที่เข้าใจกระบวนการทำงานทางการเมืองตั้งแต่ต้น เพื่อให้การบริหารจัดการราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด “สำหรับประชาธิปัตย์แนวทางของเรา เราเอาบุคลากรที่พูดง่ายๆ คือทำงานการเมือง และก็ร่วมทำนโยบายมา เราคิดว่าเป็นวิธีการที่จะทำให้การทำงานเมื่อเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร มันราบรื่นกว่า หลายครั้งผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามา ถ้าไม่ได้เข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองตั้งแต่ต้น มักจะมีปัญหาในการที่ต้องไปบริหารจัดการในเรื่องการเมือง เพราะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการผลักดันนโยบายต่างๆ ก็เป็นแนวคิดซึ่งแต่ละฝ่ายก็สามารถทำได้ ประชาธิปัตย์ก็เคยมีครับคนนอก แต่ว่าจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะมีบทบาทที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพรรคก่อนครับ”

หนุน ธปท. สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยับเข้ามามีบทบาทในการกำหนดเพดานการเบิกถอนเงินสดเพื่อป้องกันการทุจริต โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการปราบปราม “ทุนเทา” และธุรกรรมที่ผิดปกติมาโดยตลอด เพราะเป็นตัวทำลายเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

“ผมดีใจที่แบงก์ชาติขยับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การจัดการกับเส้นทางการเงินคือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปราบทุจริตเลือกตั้ง”

พร้อมกันนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับ ธปท. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่ผิดปกติในช่วงเลือกตั้ง พร้อมเตือนว่าหากรอตรวจสอบเพียงแค่หลังการเลือกตั้ง อาจเป็นเรื่องยากในการหาพยานหลักฐาน กกต. จึงต้องกล้าใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้

การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาสนับสนุนให้มีการคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง” นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรให้การสนับสนุน

ที่มา – “อภิสิทธิ์” หนุนแบงก์ชาติใช้มาตรการเชิงรุกคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

วัชระยัน! ปชป. ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

“วัชระ” ยันพรรคประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4 แต่เชื่อคะแนนไม่ได้ชี้วัดได้รับการคัดสรร

เมื่อเวลา 15.10 น.วันที่ 22 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ขอยืนยันว่า นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยืนยันกับตนว่า ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 อย่างเป็นทางการแล้ว

ส่วนการทำไพรมารี่โหวตนั้น กลับเสนอให้ไปทำในเขต 4 ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ของเขต 1 ทั้งที่ปกติการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งของ จ.สุราษฎร์ธานี กำหนดให้เขต 1 จะต้องเป็นผู้ทำไพรมารี่โหวตทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีผู้ใหญ่บางคนในพรรคขอร้องว่า ให้ไปทำไพรมารี่โหวตที่เขต 4 ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่เพิ่งจะตั้งขึ้นมาใหม่เพียงสัปดาห์เดียว ทั้งๆ ที่เขต 1 มีสมาชิกพรรค ปชป. ไม่น้อยกว่า 1,200 คน และอยู่ใจกลางของสุราษฎร์ธานี

“สำหรับพวกเราชาวพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผู้ใหญ่ต้องการให้ไปทำไพรมารี่โหวต ในเขต 4 ซึ่งเป็นเขตที่ไม่ได้รู้จักสมาชิกพรรคเลยแม้แต่คนเดียว ก็น้อมรับ เพราะมั่นใจว่า พวกเราชาวประชาธิปัตย์ มีความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียว และคะแนนที่ได้จากการทำไพรมารี่โหวต ก็ไม่ได้ชี้ชัดว่า คนที่ได้ที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 จะต้องได้รับการคัดสรร หรือได้รับการเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้ลงสมัคร สส.เสมอไป” นายวัชระ กล่าว

วัชระยัน ประชาธิปัตย์ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากคำสัมภาษณ์ของนายวัชระกัน

ประเด็นหลัก: ยืนยันลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

นายวัชระยืนยันว่าได้รับการยืนยันจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์แล้วว่าจะได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี อย่างเป็นทางการ ทำให้ข่าวลือก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาอาจจะไม่ได้ลงสมัครในเขตดังกล่าวไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการทำไพรมารี่โหวต ซึ่งปกติแล้วเขต 1 จะเป็นผู้ดำเนินการมาโดยตลอด แต่ในครั้งนี้กลับมีการเสนอให้ไปทำในเขต 4 แทน ทำให้เกิดความสงสัยในเหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

แม้ว่านายวัชระจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว แต่ก็เคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค และพร้อมที่จะดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ นายวัชระยังแสดงความมั่นใจในความสามัคคีของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเชื่อว่าคะแนนจากการทำไพรมารี่โหวตไม่ได้เป็นตัวชี้วัดทั้งหมดว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร สส.

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ และการตัดสินใจที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าแค่เรื่องของคะแนนเสียง แม้ว่านายวัชระจะยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสมาชิกพรรคในพื้นที่เขต 1 อยู่บ้าง

การลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง ว่าสุดท้ายแล้วผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร และพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถรักษาฐานเสียงในพื้นที่นี้ได้หรือไม่

การที่นายวัชระออกมาสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามพรรคประชาธิปัตย์แน่นอนแล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้สนับสนุนพรรคในพื้นที่ แต่ประเด็นเรื่องการทำไพรมารี่โหวตก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่

ที่มา – “วัชระ” ยันประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4

ตามคาด! “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” นั่งแม่บ้าน ปชป.

เป็นไปตามคาด! ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อย่างเป็นทางการในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนใหม่ ยังได้แต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคด้านภารกิจอีก 8 คน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความหลากหลายในการดำเนินงานของพรรค

ตามคาด! ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ นั่งแม่บ้าน ปชป.

ในการประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำการเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคคนที่ 7 ได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง โดยไม่มีผู้ท้าชิง

ภายหลังจากการเลือกหัวหน้าพรรค ที่ประชุมได้ดำเนินการเลือก รองหัวหน้าพรรคด้านภารกิจ จำนวน 8 คน และเลขาธิการพรรค ตามที่นายอภิสิทธิ์ได้เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม โดยมีรายชื่อดังนี้:

  • นายกรณ์ จาติกวณิช: รองหัวหน้าพรรคด้านภารกิจ ดูแลด้านนโยบายพรรค
  • นางการดี เลียวไพโรจน์: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
  • นายจุรี นุ่มแก้ว: รองหัวหน้าพรรค ด้านสื่อสารองค์กร (ดาวติ๊กต๊อก)
  • นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านสตรี เยาวชน และความยั่งยืน
  • นายวีระพงษ์ ประภา: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
  • นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านยุทธศาสตร์การเมืองและการประสานงานภาคประชาสังคม
  • นายอิสรา สุนทรวัฒน์: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านการต่างประเทศ
  • นายอัมพร พินะสา: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านการศึกษาและภาคอีสาน

ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ กับบทบาทเลขาธิการพรรค

ตำแหน่งที่สำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งคือ เลขาธิการพรรค ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้เสนอชื่อ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตรองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค การได้รับเลือก ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ให้ดำรงตำแหน่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่พรรคมีต่อประสบการณ์และความสามารถของท่านในการบริหารจัดการและนำพาพรรคไปข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่หลากหลาย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พรรคสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

การได้ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ มาเป็นเลขาธิการพรรค ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในอนาคต ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานและความเข้าใจในปัญหาของประเทศอย่างลึกซึ้ง ชัยวุฒิจึงเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่จะนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จ

การปรับโครงสร้างพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความตั้งใจจริงของพรรคในการที่จะเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง การมีทีมงานที่แข็งแกร่งและมีความสามัคคี จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การได้อดีตรัฐมนตรีมากประสบการณ์อย่างคุณชัยวุฒิ บรรณวัฒน์กลับมาครั้งนี้ ผมมองว่าเป็นผลดีต่อพรรคอย่างแน่นอน เพราะท่านมีประสบการณ์ที่หลากหลายและสามารถนำพายุทธศาสตร์ต่างๆ มาปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ที่มา – ตามคาด “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” นั่งแม่บ้านปชป. “อภิสิทธิ์” ตั้ง 8 รองหัวหน้าภารกิจ

Scroll to top