ชายแดนภาคใต้

สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับภารกิจเร่งด่วน โดยทาง สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ เพื่อสร้างเอกภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงในพื้นที่

สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

การประชุมร่วมกับคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นการวางกรอบการทำงานก่อนที่เลขาฯ สมช. จะเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคม 2569 โดยประเด็นหลักที่ต้องหยิบยกไปหารือคือการควบคุมแนวชายแดนให้มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการปัญหาบุคคลสองสัญชาติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากที่สะสมมานานและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล

เหตุผลที่ต้องเร่งเดินหน้า สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

ปัญหาบุคคลสองสัญชาติกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการรักษาความปลอดภัย เพราะบ่อยครั้งที่ผู้ก่อเหตุมีการเปลี่ยนชื่อหรือใช้ช่องโหว่ในการเข้าออกประเทศ ทำให้การติดตามตัวเป็นไปได้ยาก นี่คือเหตุผลหลักที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการดังนี้:

  • การจัดทำฐานข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นระบบและเป็นเอกภาพ
  • การประสานความร่วมมือด้านข้อมูลอัตลักษณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การบังคับใช้กฎหมายให้มีความชัดเจนเรื่องการถือสัญชาติเดียวตามหลักสากล

นายฉัตรชัยได้ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถคัดกรองบุคคลที่ผ่านเข้าออกตามแนวชายแดนได้อย่างแม่นยำขึ้น การที่ สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางรากฐานความมั่นคงอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แม้ว่าการถอนสัญชาติไทยจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ แต่การจัดระเบียบให้ชัดเจนว่าใครคือใคร จะช่วยลดช่องว่างให้ผู้ที่คิดจะก่อเหตุใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนได้ การร่วมมือกับมาเลเซียจึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ในมุมมองของเรา การแก้ปัญหาความไม่สงบไม่ได้จบที่การใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้การทูตและการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ความพยายามของสมช. ในครั้งนี้ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและน่าติดตามอย่างยิ่งว่า ผลการหารือในวันที่ 17-18 สิงหาคมนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงในพื้นที่ได้จริงหรือไม่

ที่มา – สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์ลอบยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ล่าสุดทางกองทัพเรือได้ออกมาแสดงความชัดเจนถึงแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่

ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้เปิดเผยว่า กองทัพเรือพร้อมเต็มที่ในการเป็นหน่วยสนับสนุนกองทัพบกเพื่อดูแลความมั่นคงภายใน โดยพื้นที่เกิดเหตุหลักยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพบก อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อม และพร้อมเข้าสนับสนุนทันทีหากได้รับการร้องขอ

การดำเนินงานของ ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

ในส่วนของพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทางกองทัพเรือได้เน้นย้ำเรื่องการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยพล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ได้ระบุรายละเอียดการปฏิบัติงานว่า ขณะนี้กองทัพเรือทำงานร่วมกับ ฉก.นราธิวาส อย่างใกล้ชิด ครอบคลุม 5 อำเภอ ได้แก่

  • อ.เมือง
  • อ.บาเจาะ
  • อ.ยี่งอ
  • อ.ตากใบ
  • อ.สุไหงโก-ลก

โดยมีการปรับเปลี่ยนแผนการตั้งด่านและตรวจค้นอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน สำหรับการทำงานของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ทางผู้บัญชาการทหารเรือได้สั่งการให้ตรวจตราความผิดปกติตั้งแต่เขตท่าเรือใน จ.นราธิวาส เพื่อระงับเหตุตั้งแต่ต้นทาง โดยยึดถือความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กองทัพเรือให้ความสำคัญอย่างสูงสุด

ในประเด็นเรื่องแนวคิดการสร้างรั้วชายแดนไทย-มาเลเซีย แนวที่ 10 ของ กอ.รมน. ทางเสนาธิการทหารเรือระบุว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องดูรายละเอียดเชิงนโยบายต่อไป ทั้งนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังคงเป็นไปอย่างรัดกุม แม้จะมีคำถามเรื่องเส้นทางการหลบหนีของผู้ก่อเหตุ แต่ทางกองทัพขอสงวนรายละเอียดไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลการปฏิบัติการเชิงยุทธวิธี

เราหวังว่าการบูรณาการกำลังระหว่างกองทัพเรือและกองทัพบกในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่

รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาพูดถึงกรณี รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนในพื้นที่และคนไทยทั้งประเทศว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สถานการณ์ในพื้นที่และความมุ่งมั่นของรัฐบาล

จากการให้สัมภาษณ์ท่ามกลางภารกิจที่สวนนงนุช พัทยา นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงอย่างเดียว หน้าที่หลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่อย่างเด็ดขาด โดยมีการประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและหน่วยงานข่าวกรองอย่างใกล้ชิด

หากถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ท่านนายกฯ ได้ให้รายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การยกระดับงานข่าวกรอง: เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุร้ายก่อนจะเกิดขึ้นจริง
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ดำเนินการพูดคุยกับฝ่ายมาเลเซียอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
  • การเจรจาสันติสุข: ยืนยันว่าการเดินหน้าเจรจาสันติสุขชายแดนใต้ยังคงดำเนินต่อไปโดยมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดูแลโดยเฉพาะ

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่นายกฯ ออกมายืนยันว่า รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่ นั้น จะเห็นผลลัพธ์อย่างไร เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลจะสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ได้อย่างเข้มแข็งขึ้น เพื่อพยายามรักษาสถานการณ์ให้อยู่ในภาวะปกติและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนไทย เราคงต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานด้วยความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนใต้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติวิธีและการเจรจาทางการทูต จะสามารถนำความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่ได้ในเร็ววัน สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของปัญหาเป็นเรื่องสำคัญ แต่การร่วมมือกันให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน

ที่มา – รับทราบคาร์บอมบ์นราธิวาส นายกฯ บอกเกิดจากหลายสาเหตุ ย้ำทุกฝ่ายทำเต็มที่

ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ

ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ พร้อมรับฟังปัญหาจากพื้นที่

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อติดตามคดีระเบิดปั๊มน้ำมัน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการหาแนวทางป้องกันในระยะยาว

เสียงสะท้อนจากหน่วยความมั่นคงและการปฏิบัติงานจริง

จากการรายงานของ กอ.รมน. และกรมทหารพรานที่ 44 พบว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังคงมีความซับซ้อน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม BRN อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือเรื่องของอัตรากำลังพลที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับภัยคุกคามในปัจจุบัน ทางด้านทหารได้สะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมาว่า ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ เหตุการณ์ในลักษณะนี้ทุกจุด เนื่องมีการปรับลดกำลังพลลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี

  • การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดอย่างเป็นธรรม
  • ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลในพื้นที่เสี่ยงภัย
  • แนวทางการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยในแหล่งชุมชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริมว่า ทางพรรคประชาชนและฝ่ายค้านพร้อมที่จะผลักดันการจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัยและจำเป็น เพื่อเสริมศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น การที่เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวบุคคลผู้ก่อเหตุได้แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด

ในฐานะมุมมองจากผู้ติดตามสถานการณ์ ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่แค่เรื่องของกองกำลังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสื่อสารระหว่างฝ่ายการเมืองและผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน การที่ ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ และลงลึกถึงปัญหาอย่าง ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าภาครัฐจะหันมาทบทวนรูปแบบการจัดวางกำลังและทรัพยากรใหม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการพิจารณาใหม่ของฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนบทบาทของกองกำลังในพื้นที่ไปในทิศทางใด

ที่มา – ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ

“วันนอร์” ส่งการบ้านนายกฯ สร้างเสาหลักแก้ชายแดนใต้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนๆ ในแวดวงการเมืองไทยกันหน่อยนะครับ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นประเด็นสะสมมานานหลายสิบปี “วันนอร์” ส่งการบ้านนายกฯ สร้างเสาหลักแก้ปัญหาชายแดนใต้ “อนุทิน” ส่งถึงห้องทำงาน นี่คือเหตุการณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญจริงจังแค่ไหน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 เวลาประมาณ 14.20 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วันนอร์” ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นไม่นาน เวลา 15.35 น. วันนอร์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ได้ไปรายงานความคืบหน้าที่ทำการบ้านมาให้ท่านนายกฯ ฟัง หลังจากที่นายกฯ มอบหมายให้ไปหาทางออกเพื่อสร้างสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

“วันนอร์” ส่งการบ้านนายกฯ สร้างเสาหลักแก้ปัญหาชายแดนใต้ “อนุทิน” ส่งถึงห้องทำงาน

วันนอร์เล่าว่า ได้ตั้งประเด็นสำคัญไว้หลายข้อ เพื่อสร้างเสาหลักให้มั่นคงสำหรับการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยเน้นที่การดูแลพื้นที่ให้ดี การให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน และการยกระดับเศรษฐกิจให้คนในพื้นที่มีความสุขมากขึ้น นอกจากนี้ นายกฯ ยังมอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเจรจากับกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งวันนอร์ในฐานะคนที่อยู่ในพื้นที่และมีประสบการณ์ผ่านรัฐบาลหลายชุด ก็มาเสริมความเห็นเพิ่มเติม

วันนอร์ ส่งการบ้านนายกฯ สร้างเสาหลักแก้ปัญหาชายแดนใต้: แผนการสำคัญที่ต้องรู้

สิ่งที่น่าประทับใจคือ หลังจากคุยกันเสร็จ นายอนุทินยังเดินไปส่งวันนอร์ถึงห้องทำงานที่ตึกบัญชาการ 2 ชั้น 5 ด้วยตัวเอง แถมยังแวะเยี่ยมชมห้องทำงานอีกต่างหาก ก่อนจะเดินกลับตึกไทยคู่ฟ้า โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม นี่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีและความตั้งใจจริงของผู้นำในการแก้ปัญหา

เมื่อสื่อถามถึงความคืบหน้าหลังพูดคุยกับผู้เห็นต่าง วันนอร์ยอมรับว่าปัญหานี้สะสมมานานหลายรัฐบาล การแก้ไขต้องใช้เวลาและความรอบคอบ แต่ถ้าทุกฝ่ายตั้งใจจริง โดยเฉพาะการนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติ คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่นายกฯ สั่งการให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่นำไปใช้ ก็จะเกิดผลดีแน่นอน

วันนอร์ยังเน้นย้ำว่า ต้องทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด เพราะเสียใจกับชีวิตประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่สูญเสียไป ครอบครัวพวกเขาต้องเดือดร้อนมาก การสร้างสันติภาพต้องเริ่มจากเสาหลักที่มั่นคงทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความยุติธรรม

  • เสาหลักที่ 1: การดูแลพื้นที่ให้เข้มแข็ง ลดช่องโหว่ความไม่สงบ
  • เสาหลักที่ 2: สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  • เสาหลักที่ 3: พัฒนาเศรษฐกิจให้ประชาชนมีรายได้มั่นคง
  • เสาหลักที่ 4: การเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างผ่าน สมช.

นี่คือแนวทางที่วันนอร์เสนอ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับปัญหาไฟใต้มาอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองของผม นี่เป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่สันติภาพยั่งยืนได้ ถ้ารัฐบาลผลักดันต่อเนื่อง

ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่ผู้นำอย่างนายกฯ อนุทินและวันนอร์ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่แบบนี้ ทำให้มีความหวังมากขึ้น เราเคยเห็นรัฐบาลก่อนๆ พยายามแต่ไม่สำเร็จเต็มที่ เพราะขาดการบูรณาการ แต่ครั้งนี้ดูมีทีมเวิร์คดี

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านติดตามพัฒนาการต่อไปนะครับ ถ้าคุณมีมุมมองหรือประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหานี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือกดแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้อ่านด้วย สนับสนุนสันติภาพชายแดนใต้กันเถอะ!

ที่มา – “วันนอร์” ส่งการบ้านนายกฯ สร้างเสาหลักแก้ปัญหาชายแดนใต้ “อนุทิน” ส่งถึงห้องทำงาน

นายกฯ อนุทิน โพสต์ข้อความ ขอให้ทุกคนมีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี

นายกฯ อนุทิน โพสต์ข้อความ ขอให้ทุกคนมีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้และชุมพร ทำให้ประชาชนหลายคนรู้สึกประทับใจในความใกล้ชิดและความใส่ใจของผู้นำประเทศ

นายกฯ อนุทิน โพสต์ข้อความ ขอให้ทุกคนมีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี

เมื่อเวลา 12.21 น. วันที่ 18 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเป็นภาพขณะเดินลงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พร้อมพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ข้างบน และแคปชั่นภาษาอังกฤษว่า “Have a great weekend, everyone” ซึ่งแปลว่า ขอให้ทุกคนมีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี โพสต์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายกฯ อนุทินเพิ่งเสร็จสิ้นการลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้เมื่อวานนี้ (17 เมษายน) ถือเป็นช่วงวันหยุดต่อเนื่องหลังเทศกาลสงกรานต์

นายกฯ อนุทิน โพสต์ข้อความ ขอให้ทุกคนมีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี

ภารกิจลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของนายกฯ อนุทิน

ก่อนหน้านี้ นายกฯ อนุทินได้ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดชุมพร เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคง สวัสดิการประชาชน และโครงการพัฒนาต่างๆ แม้จะเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล แต่ท่านยังคงโพสต์ นายกฯ อนุทิน โพสต์ข้อความ ขอให้ทุกคนมีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี เพื่อส่งกำลังใจให้ประชาชนทั่วประเทศ สะท้อนภาพลักษณ์ผู้นำที่เข้าถึงประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย

การโพสต์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการทักทายวันหยุดเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความห่วงใยต่อประชาชนในช่วงที่ทุกคนกำลังพักผ่อนหลังจากเฉลิมฉลองสงกรานต์กันอย่างคึกคัก นายกฯ อนุทินใช้ภาษาอังกฤษที่เรียบง่าย ทำให้เข้าถึงทั้งคนไทยและต่างชาติได้ง่าย

ความหมายของโพสต์นี้ต่อสังคมไทย

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารหลัก การที่นายกรัฐมนตรีโพสต์ข้อความส่วนตัวเช่นนี้ ช่วยเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลให้ดูเป็นกันเองและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผู้คนมักแบ่งปันเรื่องราวชีวิตประจำวัน

  • แสดงความใกล้ชิด: นายกฯ อนุทินเลือกโพสต์ภาพทำเนียบรัฐบาลคู่กับพระบรมสาทิสลักษณ์ เพื่อเชื่อมโยงสถาบันกับประชาชน
  • ส่งเสริมการพักผ่อน: หลังสงกรานต์ ประชาชนต้องการกำลังใจในการชาร์จพลัง
  • สื่อสารข้ามภาษา: ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อให้แพร่กระจายกว้างขึ้น
  • ตอกย้ำบทบาทผู้นำ: แม้ยุ่งแต่ยังคิดถึงประชาชน

นอกจากนี้ โพสต์ยังได้รับการตอบรับจากเน็ตไอดอลและชาวโซเชียลจำนวนมาก ที่คอมเมนต์ขอบคุณและอวยพรกลับ สร้างบรรยากาศบวกในสังคม

มุมมองต่อการสื่อสารของรัฐบาลไทย

การสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กของนักการเมืองไทย โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ได้กลายเป็นเทรนด์สำคัญในยุคดิจิทัล นายกฯ อนุทิน โพสต์ข้อความ ขอให้ทุกคนมีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้าง engagement กับประชาชน หากรัฐบาลใช้กลยุทธ์นี้ต่อเนื่อง จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและลดช่องว่างระหว่างผู้นำกับประชาชนได้มาก

ในมุมมองของผู้เขียน การโพสต์เรียบง่ายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจจังหวะชีวิตของคนไทยดี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดที่ทุกคนอยากผ่อนคลาย เชิญชวนทุกท่านติดตามการทำงานของรัฐบาลผ่านช่องทางโซเชียล เพื่อรับทราบข่าวสารล่าสุดและแบ่งปันความคิดเห็น

สุดท้ายแล้ว นี่คือตัวอย่างผู้นำที่ไม่ลืมประชาชน แม้ในวันที่ตัวเองเหนื่อยล้า ลองแวะไปอวยพรนายกฯ อนุทินในโพสต์นั้นดูสิครับ!

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” โพสต์ข้อความ ขอให้ทุกคนมีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี

สส.กล้าธรรมยื่นหนังสือถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์

ในวันที่ 17 เมษายน 2569 เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนความกังวลของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อ สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาสจากพรรคประชาชาติ การเคลื่อนไหวนี้นำโดย สส.นราธิวาส สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ, อามินทร์ มะยูโซ๊ะ, ลุตฟี หะยีอีแต และยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี พรรคกล้าธรรม ซึ่งต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทยระหว่างลงพื้นที่นราธิวาสเพื่อติดตามปัญหาความไม่สงบ

สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์

สส.กลุ่มนี้เลือกยื่นหนังสือผ่านสื่อมวลชนแทน เพื่อให้ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลโดยตรงและรวดเร็ว โดยเน้นย้ำให้เร่งรัดคดีลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ซึ่งเป็นเหตุรุนแรงที่สร้างความหวาดกลัวในพื้นที่ พวกเขายืนยันว่า สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์ เพื่อนำผู้กระทำผิดและผู้บงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความมั่นคง แต่เป็นบททดสอบความจริงใจของรัฐบาลว่าจะยืนหยัดเคียงข้างความยุติธรรมหรือไม่ สส.กล้าธรรมชี้ว่าความคลุมเครือในคดีเช่นนี้จะยิ่งบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

ข้อเรียกร้อง 4 ข้อจากสส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์

หนังสือเปิดผนึกเสนอแนวทางชัดเจนเพื่อนำสันติภาพกลับคืน โดยมีดังนี้

  • ข้อ 1: กำหนดกรอบเวลาชัดเจนในการคลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์ นำผู้ผิดและบงการเข้าสู่ยุติธรรม เพราะความยุติธรรมล่าช้าคือความอยุติธรรม
  • ข้อ 2: จัดตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน โดยมีตัวแทนทุกภาคส่วน ไม่ให้อำนาจการเมืองแทรกแซง
  • ข้อ 3: ยุติความรุนแรงด้วยการเมืองนำการทหาร ลดบทบาทกำลังทหาร เปิดพื้นที่การเมืองให้ประชาชน
  • ข้อ 4: ฟื้นฟูความเชื่อมั่นประชาชนด้วยเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจนที่ตรวจสอบได้ สันติภาพต้องมาจากความรู้สึกได้รับความเป็นธรรม
สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์
ภาพเหตุการณ์สส.กล้าธรรมยื่นหนังสือถึงอนุทิน

ปัญหาชายแดนใต้ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะการคลี่คลายคดีรุนแรงอย่างคดีลอบยิงสส.กมลศักดิ์ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคง หากรัฐบาลตอบสนองข้อเรียกร้องเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน ลดเหตุรุนแรง และเพิ่มความเชื่อมั่นจากประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ การเมืองนำการทหารที่เสนอจะเปลี่ยนแปลงแนวทางการแก้ปัญหาจากการใช้กำลังเป็นการเจรจาและเปิดโอกาสทางการเมือง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการยุติวงจรความรุนแรง สส.กล้าธรรมยังเน้นว่าความจริงต้องถูกเปิดเผย ไม่ใช่ถูกจัดการ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพชายแดนใต้ การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองท้องถิ่นกำลังมีบทบาทมากขึ้นในการผลักดันวาระประชาชน หากรัฐบาลนำข้อเสนอไปปฏิบัติ จะเป็นก้าวสำคัญสู่การแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน

สุดท้ายแล้ว สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์ ไม่ใช่แค่การเรียกร้อง แต่เป็นคำเตือนถึงรัฐบาลว่าความสันติภาพต้องเริ่มจากความยุติธรรม คุณคิดว่ารัฐบาลจะตอบสนองอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง “อนุทิน” จี้เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง “กมลศักดิ์”

แถลงนโยบายวันแรก ปกรณ์วุฒิ ประท้วงโสภณ ปมสไลด์

ใน แถลงนโยบายวันแรก “ปกรณ์วุฒิ” ประท้วง “โสภณ” ปมภาพไม่ขึ้นสไลด์ มีใบสั่งหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สุดดราม่าที่เกิดขึ้นในสภาครั้งล่าสุด ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการประชุมรัฐสภา วันนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์เหตุการณ์นี้ให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมดของการเมืองไทยในช่วงนี้

แถลงนโยบายวันแรก “ปกรณ์วุฒิ” ประท้วง “โสภณ” ปมภาพไม่ขึ้นสไลด์ มีใบสั่งหรือไม่

วันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง เพื่อพิจารณาแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเริ่มต้นวาระการทำงานของรัฐบาล

ระหว่างการอภิปราย นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้กล่าวถึงปัญหาชายแดนภาคใต้ โดยยืนยันว่าปัญหานี้เป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประเทศเหมือนชายแดนไทย-กัมพูชา เขาตั้งคำถามว่ารัฐบาลมองพลเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้เท่าเทียมกับคนอื่นหรือไม่ และเสนอให้ใช้การเมืองนำการทหาร ผลักดันการพูดคุยสันติภาพอย่างจริงจัง เพราะในอดีตเคยได้ผลมาแล้ว

จุดเริ่มต้นดราม่า: ภาพสไลด์ของรอมฎอนไม่ถูกแสดง

แต่แล้วเหตุการณ์พลิกผัน เมื่อสไลด์ประกอบการอภิปรายของนายรอมฎอน โดยเฉพาะภาพและข้อมูลหลายส่วน กลับไม่ถูกนำขึ้นแสดงบนจอในสภา และมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายแสดงสไลด์แบบสดๆ ร้อนๆ ทำให้ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่ยอม รีบประท้วงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทันที

นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่าเป็นการกระทำที่รับไม่ได้ เพราะทำโดยพลการ ไม่แจ้งสมาชิกสภา และเรียกร้องให้ประธานชี้แจงเหตุผล รวมถึงตรวจสอบว่ามีใบสั่งจากใครโทรไปยังห้องโสตทัศน์หรือไม่ นายโสภณตอบว่าตนไม่ทราบเรื่องเช่นกัน แต่รับปากจะหาคำตอบให้ในวันถัดไป สุดท้ายประธานนัดประชุมใหม่วันนี้เวลา 08.00 น.

การอภิปรายปิดท้ายของนายสุรทิน

หลังจากนั้น นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.พรรคประชาธิปไตยใหม่ ขึ้นอภิปรายเป็นคนสุดท้ายของวัน โดยเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล แต่ฝากเรื่องสังคมวัฒนธรรม เช่น เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ และปัญหาความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะชายแดนเหนือที่มีกองกำลังปักหลักคุ้มครองยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขอให้ผลักดันกองกำลังว้าแดงกลับไป ขณะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มสงบแล้ว

เหตุการณ์ แถลงนโยบายวันแรก “ปกรณ์วุฒิ” ประท้วง “โสภณ” นี้ สะท้อนถึงความตึงเครียดในสภา โดยเฉพาะประเด็นโปร่งใสในการทำงานของสื่อสารในสภา ซึ่งอาจมีเบื้องหลังทางการเมืองซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นเซอร์ข้อมูลหรือคำสั่งจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงกลไกการตรวจสอบในสภาที่ควรจะเป็นที่มาของประชาธิปไตย

วิเคราะห์เบื้องหลังและผลกระทบ

จากมุมมองผู้สังเกตการณ์ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะสไลด์เป็นเครื่องมือสำคัญในการอภิปรายให้ประชาชนเข้าใจปัญหา โดยเฉพาะประเด็นชายแดนใต้ที่ละเอียดอ่อน หากภาพเหล่านั้นถูกตัดออก อาจเป็นเพราะเนื้อหาบางอย่างถูกมองว่าอ่อนไหว หรือมีแรงกดดันจากภายนอก ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่ทำให้เกิดการโต้เถียงยาวนาน สุดท้ายอาจนำไปสู่การตรวจสอบเพิ่มเติมจากคณะกรรมาธิการ

นอกจากนี้ การแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทินยังครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ซึ่ง ส.ส.แต่ละคนนำเสนอมุมมองที่หลากหลาย แสดงให้เห็นว่าการอภิปรายครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศ

  • ปัญหาชายแดนใต้: ใช้การเมืองนำทัพ
  • ชายแดนเหนือ: กวาดล้างยาเสพติดและคอลเซ็นเตอร์
  • โปร่งใสในสภา: ต้องชี้แจงกรณีสไลด์

สำหรับประชาชน ควรติดตามการประชุมวันนี้เวลา 08.00 น. ว่าประธานโสภณจะให้คำตอบอย่างไร เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกระบวนการสภา

ความเห็นส่วนตัว: เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าระบบประชาธิปไตยไทยยังต้องปรับปรุง เพื่อให้ทุกเสียงถูกรับฟังอย่างเท่าเทียม หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นในรัฐสภาได้ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจ!

ที่มา – แถลงนโยบายวันแรก “ปกรณ์วุฒิ” ประท้วง “โสภณ” ปมภาพไม่ขึ้นสไลด์ มีใบสั่งหรือไม่

“อนุทิน” ลุยหาเสียงมุสลิมบางกะปิช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์”

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกท่านครับ วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันกับกิจกรรม “อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม ซึ่งเป็นการลงพื้นที่หาเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรวมใจคนไทยทุกศาสนา ไม่ว่าจะพุทธ มุสลิม หรืออื่นๆ กิจกรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 ที่มัสยิดยามิอุ้ลมุตตากีน เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

อนุทิน ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย โอ๋ ฐิติภัสร์

“อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม

นายอนุทิน ควงทีมใหญ่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และนายวราวุธ ศิลปอาชา ลงพื้นที่พบปะพี่น้องมุสลิมอย่างอบอุ่น ทักทายด้วยคำว่า “ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกท่าน” ซึ่งสะท้อนถึงความเคารพในวัฒนธรรมมุสลิม พรรคภูมิใจไทยเน้นย้ำว่าพวกเขาดูแลคนไทยทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา โดยเฉพาะ น.ส.ซาบีดา ที่เป็นตัวแทนมุสลิมช่วยเชื่อมสัมพันธ์ทุกกลุ่ม

อนุทินยืนยันชัดเจนว่าจะไม่มี discrimination ระหว่างศาสนา จะทำงานให้คนไทยทุกคนเท่าเทียมกัน พร้อมรับปากช่วยเหลือเรื่องการแสวงบุญฮัจญ์ให้สะดวกและถูกกว่าเดิม รวมถึงดูแลพี่น้องใน จ.สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ดีที่สุด ที่สำคัญ ขอคะแนนให้ “โอ๋ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์” ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 14 ที่ขยันและเชี่ยวชาญ จะเป็นตัวแทนที่เข้มแข็ง

อนุทิน พบปะพี่น้องมุสลิมบางกะปิ

สัญญาเด็ด! ปมชายแดน-30 บาทรักษาทุกโรค-คนละครึ่ง

ระหว่างพูดคุย พี่น้องประชาชนฝากปัญหาเรื่องชายแดนใต้ 30 บาทรักษาทุกโรค ราคาพลังงาน และด่านชายแดน อนุทินรับคำเต็มที่ บอกว่าจะไม่ยอมให้ไทยเสียเปรียบ ไม่เปิดด่านแบบเอาเปรียบ ดูแลทหารชายแดนให้มั่นคง ยืนยัน 30 บาทรักษาทุกโรคที่ตัวเองริเริ่มสมัยเป็น รมว.สาธารณสุข จะยกระดับให้ครอบคลุมกว่าเดิม ลดค่าครองชีพ ลดราคาน้ำมันไฟฟ้า ส่งเสริมโซลาร์เซลล์ในชุมชน ส่วนคนละครึ่งก็สานต่อแน่นอน

น.ส.ซาบีดาเสริมว่า กระแสพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 ดีมากในพื้นที่ พี่ๆ เรียก “โอ๋” กันทั้งซอย ขอให้คนกรุงเลือกพรรคที่พูดแล้วทำ มีประสบการณ์ ซื่อสัตย์ ดูแลทุกวัย ทุกอาชีพ สร้างปรากฏการณ์สีน้ำเงิน 8 ก.พ. นี้

ซาบีดา ช่วยหาเสียง โอ๋ ฐิติภัสร์ บางกะปิ

ลุยต่อ! ตลาดเอซี สายไหม ช่วย “เอกภพ” สัญญาคนละครึ่งไม่หาย

หลังจากนั้น อนุทินลุยต่อที่ตลาดเอซี สายไหม ช่วยนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 11 พ่อค้าแม่ค้าต้อนรับอบอุ่น บางร้านมีป้ายคนละครึ่ง อนุทินบอกทันที “ไม่ต้องเก็บป้ายนะ เดี๋ยวมาอีก” ยืนยันสานต่อโครงการ แวะโซนอาหารสด ถามราคาสินค้า ประชาชนให้กำลังใจ จะโหวตเบอร์ 37 แน่ มีจังหวะเกือบเจอขบวนพรรคอื่นแต่ไม่ทัน

น.ส.ฐิติภัสร์เองก็เกิดเติบโตในพื้นที่บางกะปิ-วังทองหลาง มั่นใจนโยบายพรรค เช่น ผู้บริหารมือโปร คนรุ่นใหม่ และซาบีดาที่จะดูแลมุสลิมในฝ่ายบริหาร

  • ดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม ไม่แบ่งแยก
  • ช่วยแสวงบุญฮัจญ์ถูกและสะดวก
  • ปกป้องชายแดน ไม่เสียเปรียบ
  • สานต่อ 30 บาทรักษาทุกโรค ยกระดับ
  • ลดค่าครองชีพ ส่งเสริมพลังงานทดแทน
  • คนละครึ่งต่อเนื่อง

กิจกรรม “อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม แสดงให้เห็นพรรคภูมิใจไทยเข้าใจประชาชนจริงๆ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในยุคที่การเมืองต้องรวมไทยทุกคน

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือผู้นำที่ genuine มาก การลงพื้นที่แบบนี้สร้างความเชื่อมั่นได้ดี หวังว่าจะนำไปสู่การทำงานที่เท่าเทียมจริง หากคุณอยู่ในกทม.เขต 14 หรือ 11 ลองพิจารณาเบอร์ 37 ดูนะครับ ไปโหวตกันเยอะๆ เพื่อไทยที่ก้าวหน้า! แสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดยังไงกับนโยบายเหล่านี้

ที่มา – “อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม

Scroll to top