ชายแดนไทยกัมพูชา

ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์ปะทะ “ทหารไทย-กัมพูชา” ยิงสนั่นภูผาเหล็ก ก่อนสถานการณ์ยุติ มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” เป็นเหตุการณ์ที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วันที่ 7 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ปะทะบริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ ดังต่อไปนี้:

  • เวลา 14.15 น. หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ปะทะกับทหารกัมพูชา โดยกัมพูชาได้เปิดฉากการยิงด้วยกระสุนปืนเล็กมายังฝ่ายเรา ทำให้ฝ่ายเรามีผู้บาดเจ็บ 2 นาย คือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) และ พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3)
  • เวลา 14.16 น. ฝ่ายเราทำการยิงอย่างต่อเนื่องตามกฎการปะทะอย่างได้สัดส่วน ฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้อาวุธ ปรส. แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งหน่วยเตรียมพร้อมเต็มรูปแบบ
  • เวลา 14.50 น. การปะทะยุติลง หน่วยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ และรักษาความพร้อมอย่างใกล้ชิด
  • เวลา 14.53 น. ลำเลียงผู้บาดเจ็บถึง บก.โดนเอาว์ เพื่อรักษาพยาบาลต่อ
  • เวลา 15.39 น. กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัย
  • เวลา 16.17 น. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาจากการปะทะกับทหาร กพช. ปลอดภัยแล้ว.

เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และความจำเป็นในการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างประเทศ มักมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องเขตแดน ทรัพยากร และความเข้าใจผิด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความอดทน การเจรจา และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับเหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

หลังจากเหตุการณ์ปะทะ กองทัพทั้งสองฝ่ายได้เพิ่มกำลังพลและเฝ้าระวังตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด มีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ทำไมเหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ถึงเกิดขึ้น?

สาเหตุของการ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีรายงานว่าอาจเกิดจากความเข้าใจผิดในการลาดตระเวน หรือการล้ำเขตแดนโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม การสอบสวนอย่างละเอียดกำลังดำเนินการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาเขตแดนที่ยืดเยื้อ จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงจากทั้งสองฝ่าย การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา จะช่วยให้สามารถหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้

นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันความขัดแย้ง และการสร้างความร่วมมือเพื่อสันติภาพ

ที่มา – ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ทหารไทย-กัมพูชายิงสนั่น มีกำลังพลเจ็บ 2 นาย

ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา ปลอดภัยแล้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตอาการของ “ส.อ.” ที่ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา จากการปะทะกับทหารกัมพูชา ในพื้นที่บริเวณภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ซึ่งข่าวดีคืออาการของ “ส.อ.” ปลอดภัยแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เมื่อฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้ จนเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มใช้อาวุธ ปรส. ในเวลาต่อมา การปะทะได้ยุติลงในเวลา 14.50 น. หลังจากการตรวจสอบ พบว่ามีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ได้แก่ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) และ พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3)

เมื่อเวลา 16.20 น. เฟซบุ๊กเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้อัปเดตอาการของ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาจากการปะทะกับทหารกัมพูชา โดยยืนยันว่า ส.อ.อนุชาติ “ปลอดภัยแล้ว” สร้างความโล่งใจให้กับครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา ปลอดภัยแล้ว

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะยุติลงแล้ว แต่ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนควรเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา

หลังจากเหตุการณ์ปะทะยุติลง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้การช่วยเหลือและปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ ส.อ.อนุชาติ และ พลฯ พรชัย ก่อนที่จะนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาการของ พลฯ พรชัย ไม่ร้ายแรงมากนัก แต่ ส.อ.อนุชาติ ได้รับบาดเจ็บที่ขาและต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้คำมั่นว่าจะให้การดูแลและสนับสนุน ส.อ.อนุชาติ และ พลฯ พรชัย อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อรักษาความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ส.อ. บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา และอาการปลอดภัยในที่สุด ถือเป็นข่าวดีท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • การเจรจาและการทูต: เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี
  • การรักษาความสัมพันธ์อันดี: สร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ
  • การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย: ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และทั้งสองประเทศจะสามารถร่วมมือกันเพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญรุ่งเรืองและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – “ส.อ.” บาดเจ็บ ถูกยิงที่ขา จากการปะทะกับทหารกัมพูชา ปลอดภัยแล้ว

ด่วน! เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ให้เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน หลังจากเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความสั้นๆ ว่า “ด่วน! กันทรลักษ์บ้านเรา กองทัพแจ้งให้อพยพนะคะ” ข้อความดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการแจ้งเตือนที่ค่อนข้างกระทันหันและบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่น่ากังวล

สาเหตุของการแจ้งเตือนดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณ ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ การปะทะดังกล่าวส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย ได้แก่

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงที่ขา
  • พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3) ถูกยิงใส่เสื้อเกราะบริเวณหน้าอก มีรอยฟกช้ำ แน่นหน้าอก

ปัจจุบัน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทั้งสองนาย อยู่ระหว่างการเดินทางไปรับการรักษาที่ รพ.สต.โดนเอาว์ และจะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลกันทรลักษ์ เพื่อทำการรักษาอย่างละเอียดต่อไป

ด้าน พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ และให้ปฏิบัติตามกฎของการปะทะอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่าเป็นห่วง เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ายังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปะทะในครั้งนี้ แต่การแจ้งเตือนให้ประชาชนใน อ.กันทรลักษ์ อพยพออกจากพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

ขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพฉุกเฉิน โดยจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาประจำตัว เอกสารสำคัญ และอุปกรณ์สื่อสาร ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

การที่เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ สะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐ จะช่วยลดความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนได้

สำหรับประชาชนที่ต้องการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อสอบถามข้อมูลและวิธีการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความจำเป็นในการระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เลขาฯ นายกฯ โพสต์แจ้งคน อ.กันทรลักษ์ อพยพออกจากพื้นที่ด่วน

ปะทะภูผาเหล็ก! ไทยตอบโต้ มีกำลังพลเจ็บ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน เมื่อเกิดเหตุปะทะภูผาเหล็ก จังหวัดสกลนคร ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ ไทยตอบโต้ตามกฎ และสั่งเตรียมพร้อมสูงสุด รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

เกิดเหตุปะทะภูผาเหล็ก ไทยตอบโต้ตามกฎ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุปะทะด้วยอาวุธปืนเล็ก บริเวณพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ “ภูผาเหล็ก” ในจังหวัดสกลนคร รายงานเบื้องต้นแจ้งว่ามีกำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ทราบชื่อคือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ สังกัด ป.6 พัน.6 ตำแหน่ง ผตน.พลาญหินแปดก้อน โดยถูกยิงที่ขา ขณะนี้กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ทางฝั่งประเทศไทยได้ตอบโต้ตามกฎการปะทะที่วางไว้ และมีการสั่งการให้เตรียมพร้อม 100% ตลอดแนวชายแดน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุดเหตุปะทะภูผาเหล็ก

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปะทะ หรือกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทางกองทัพได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

เหตุการณ์ปะทะภูผาเหล็ก ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ อย่างรอบด้าน การเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทัพ และการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือ และดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การเยียวยาจิตใจ และการสนับสนุนด้านต่างๆ จะช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข และมีกำลังใจในการสร้างอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ และขอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีโดยเร็ววัน ร่วมกันภาวนาให้เกิดสันติสุข และความสงบในพื้นที่ชายแดน

ความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ การสร้างความเข้าใจ และความร่วมมือต่างหากคือหนทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่สงบสุข และน่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ที่มา – เกิดเหตุปะทะพื้นที่ “ภูผาเหล็ก” ไทยตอบโต้ตามกฎ มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสถานการณ์คุกรุ่น มั่นใจหากพรรคไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล แก้ได้ทันที

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เปิดเผยถึงแนวคิดด้านความมั่นคงและบทบาททางการเมืองร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย ว่า การผสานเจตจำนงทางการเมืองกับองค์ความรู้ด้านความมั่นคงที่สั่งสมมา จะช่วยผลักดันประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ปัญหาความมั่นคงที่ประเทศกำลังเผชิญ กลุ่มสวัสดีคนไทยต้องการผลักดันนโยบายให้ลงสู่พื้นที่และเกิดผลจริง ซึ่งจังหวะทางการเมืองในปัจจุบันเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย ตนจะนำประสบการณ์ที่เคยเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาประยุกต์ใช้ เพราะขณะนี้ประเทศกำลังอยู่ในสถานการณ์ความมั่นคงที่คุกรุ่นมาหลายเดือน ทั้งกรณีพิพาทไทย–กัมพูชา ปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติ และภัยพิบัติอย่างสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ล้วนต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ หากพรรคไทยสร้างไทยได้โอกาสเป็นรัฐบาล สามารถเดินหน้าจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ทันที โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ “สถาปนาความมั่นคงชายแดน” ที่มีพันธกิจ 4 ประการ คือ การจัดระบบข่าวกรองชายแดน, การจัดกองกำลังและการลาดตระเวนรับมือเหตุฉุกเฉิน, การจัดระเบียบความมั่นคงชายแดนเพื่อควบคุมและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการจัดการปัญหาคนไร้สัญชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน แผนงานเหล่านี้มีเจ้าภาพชัดเจน ทั้ง สมช. หน่วยงานด้านทหาร และหน่วยงานความมั่นคงอื่น แต่ที่ผ่านมาไม่ถูกหยิบมาใช้ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ทันทีภายในหนึ่งสัปดาห์หลังเข้ารับอำนาจรัฐ

ขณะเดียวกัน พล.ท.ภราดร ยืนยันด้วยว่า พรรคไทยสร้างไทยเตรียมหยิบประเด็นด้านความมั่นคงมาเป็นนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ใช้แนวทางสันติวิธี เน้นการพูดคุยสันติภาพและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ตนได้พูดคุย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมหารือแนวทางปรับนโยบายระหว่างกลุ่มสวัสดีคนไทยกับพรรคไทยสร้างไทยให้สอดคล้องกัน โดยตนจะมุ่งเน้นด้านความมั่นคง ขณะที่พรรคไทยสร้างไทยจะดูแลนโยบายในมิติอื่น เพื่อให้เกิดนโยบายร่วมที่สามารถผลักดันสู่การปฏิบัติได้จริงหากพรรคได้เป็นรัฐบาล

พล.ท.ภราดร ระบุในช่วงท้ายว่า หากพรรคไทยสร้างไทยได้อำนาจรัฐ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคง เพราะเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำให้ฝ่ายนโยบายและฝ่ายประจำทำงานสอดประสานกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ได้ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความมั่นคงล่าช้าและไม่ตอบโจทย์ประชาชน.

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงพรรคไทยสร้างไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ปัญหาต่างๆ มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น การมีนโยบายและพันธกิจที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความมั่นคง และพร้อมที่จะนำนโยบายต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติจริง หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การที่พรรคมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์อย่าง พล.ท.ภราดร จะช่วยให้การดำเนินงานด้านความมั่นคงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

4 พันธกิจหลัก แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน ที่ต้องจับตา

การที่ พล.ท.ภราดร ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา การจัดระบบข่าวกรอง การจัดกองกำลัง การจัดระเบียบชายแดน และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประเทศ

  • การจัดระบบข่าวกรองชายแดน: เพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์
  • การจัดกองกำลังและการลาดตระเวน: พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินและภัยคุกคาม
  • การจัดระเบียบความมั่นคงชายแดน: ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและรักษาความสงบ
  • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน: ส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจอันดี

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง การแก้ไขปัญหาความมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการดำเนินงานของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนและสร้างโอกาสให้กับประชาชน

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนจึงต้องดำเนินการอย่างรอบด้านและบูรณาการ โดยคำนึงถึงทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การมีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจน การดำเนินงานอย่างโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

การที่ พล.ท.ภราดร และพรรคไทยสร้างไทยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีและแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความมุ่งมั่นในการแก้ไข หวังว่านโยบายและพันธกิจต่างๆ ที่นำเสนอ จะได้รับการพิจารณาและนำไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับชายแดนไทย

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ และทำให้ชายแดนไทยเป็นพื้นที่ที่สงบสุข ปลอดภัย และเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน “พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดผลเป็นรูปธรรมในอนาคต

ที่มา – “พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน หาก ทสท. เป็นรัฐบาลแก้ได้ทันที

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์”

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” ในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ พร้อมเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอมที่สร้างความสับสนและตื่นตระหนกให้กับประชาชน

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับกระแสข่าวที่แพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีที่มีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามายึดครองพื้นที่บริเวณ “ผาอินทรีย์” ในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่า หน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบพื้นที่โดยตรง ได้แก่ ตชด.216 และฝ่ายปกครองอำเภอบ้านกรวด ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันดังกล่าว เวลา 10.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการเข้าถึงพื้นที่ เนื่องจากสภาพเส้นทางไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ยานยนต์ขนาดใหญ่ ทั้งนี้ “ผาอินทรีย์” ตั้งอยู่บริเวณสายตรี 6 ใต้ ตำบลบึงเจริญ อำเภอบ้านกรวด ห่างจากถนนสาย 224 ประมาณ 12 กิโลเมตร และเคยเป็นที่ตั้งของฐาน ตชด.216 ที่ถูกยุบเลิกไปเมื่อปี พ.ศ. 2533 ทำให้ทางราชการมีข้อมูลและประวัติการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างชัดเจน

ผลจากการตรวจสอบพื้นที่ในเบื้องต้นโดยเจ้าหน้าที่ ตชด.216 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไม่พบหลักฐานหรือข้อบ่งชี้ใดๆ ที่แสดงว่ามีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งฐาน ปรับปรุงพื้นที่ หรือก่อสร้างเส้นทางภายในเขตแดนไทย ตามที่มีการกล่าวอ้าง นอกจากนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมและการสำรวจสภาพภูมิประเทศภาคสนาม ก็ไม่ปรากฏการเคลื่อนกำลังหรือกิจกรรมทางยุทธวิธีใดๆ ของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว

บริเวณโดยรอบ “ผาอินทรีย์” ยังคงเป็นป่ารกทึบ และมีเพียงร่องรอยถนนเก่าที่ไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานาน จากการตรวจสอบในเบื้องต้นจึงสรุปได้ว่า ยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย หรือเป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน อย่างไรก็ตาม หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ยังคงปฏิบัติการลาดตระเวนและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันสถานการณ์ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนและความตื่นตระหนก เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลดังกล่าวแล้ว และอยู่ในระหว่างการดำเนินการแจ้งความตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กับผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และต่อภารกิจการดูแลความมั่นคงชายแดนของหน่วยงานภาครัฐ

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์”

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชนในการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานทางการเท่านั้น และขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจในการป้องกันชายแดนด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง และยึดมั่นในหลักความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

ความสำคัญของการตรวจสอบข่าวสารเกี่ยวกับ “ผาอินทรีย์”

การตรวจสอบข่าวสารที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่บิดเบือนสามารถสร้างความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิด ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ ดังนั้น การติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลต่อ จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน

นอกจากนี้ การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาแถลงการณ์อย่างรวดเร็วและชัดเจน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและลดโอกาสในการแพร่กระจายของข่าวปลอม

การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอมเกี่ยวกับ กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก และเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคม

ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การมีสติและวิจารณญาณในการรับข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล พิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราสามารถแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องออกจากข้อมูลที่ผิดพลาด และหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข่าวสารและข้อมูลก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ต่อ การมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” บุรีรัมย์ จ่อเอาผิดคนปล่อยข่าวมั่ว

ผลตรวจทุ่นระเบิด: พบทุ่นระเบิด PMN เก่า!

จากเหตุการณ์น่าสลดใจที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวจีนท่านหนึ่งประสบอุบัติเหตุเหยียบทุ่นระเบิดจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ล่าสุดมีการเปิดเผยผลการตรวจพิสูจน์ผลตรวจทุ่นระเบิดแล้ว พบว่าเป็นทุ่นระเบิด PMN ชนิดเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบทุ่นระเบิดชนิดเดียวกันนี้เพิ่มอีก 1 ลูกระหว่างการตรวจสอบพื้นที่ ทำให้สถานการณ์บริเวณนั้นยังคงน่าเป็นห่วง

ผลตรวจทุ่นระเบิด: PMN เก่า อันตรายที่ยังคงอยู่

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ทีมข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว หน่วยปฏิบัติการเพื่อระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 ได้ร่วมกับตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ภูธรจังหวัดสระแก้ว ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด ผลปรากฏว่า ชิ้นส่วนที่พบเป็นส่วนประกอบของทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN ซึ่งเป็นรุ่นเก่าที่เคยมีการใช้งานในอดีต บ่งชี้ว่ายังมีระเบิดหลงเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่งในบริเวณนั้น

เหตุการณ์เริ่มต้นจาก ชาวจีนลักลอบข้ามแดน และเหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดที่ บ.หนองจาน ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบและค้นพบผลตรวจทุ่นระเบิดที่น่าตกใจ

ทุ่นระเบิด PMN

สิ่งที่น่ากังวลคือ ในระหว่างการเข้าตรวจสอบพื้นที่ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN เพิ่มอีก 1 ลูก ก่อนถึงจุดเกิดเหตุแรกเพียงประมาณ 2 เมตรเท่านั้น โชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ระเบิดลูกดังกล่าวได้สำเร็จ และทำการปิดกั้นพื้นที่ พร้อมปักป้ายเตือนห้ามเข้า เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำรอย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการเก็บกู้ระเบิดที่อาจจะยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ต่อไป

การเก็บกู้ทุ่นระเบิด
ป้ายเตือน

มาตรการป้องกันและสร้างความเข้าใจ

จากสถานการณ์ดังกล่าว กองกำลังบูรพาได้มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน และชุดปฏิบัติการจิตวิทยา ลงพื้นที่หมู่บ้านชายแดน เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าไปในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าวของหมู่บ้าน เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

  • การประชาสัมพันธ์เชิงรุก: เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้ข้อมูลโดยตรงแก่ชาวบ้าน
  • การแจ้งเตือนผ่านสื่อต่างๆ: ใช้หอกระจายข่าวหมู่บ้านเป็นช่องทางหลัก
  • การปักป้ายเตือน: ติดตั้งป้ายเตือนในบริเวณที่เสี่ยง

ผลตรวจทุ่นระเบิดครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ตามแนวชายแดน การให้ความรู้และการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่เหลืออยู่ก็เป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อความปลอดภัยของชุมชนและผู้ที่สัญจรผ่านไปมา

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด และความจำเป็นในการสนับสนุนการดำเนินงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยในระยะยาว

ผลตรวจทุ่นระเบิดและมาตรการป้องกันที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผลตรวจทุ่นระเบิด หลังชาวจีน เหยียบขาขาด พบเป็นทุ่นระเบิด PMN เก่า ผงะเจออีก 1 ทุ่น

น้ำท่วมหาดใหญ่ วิกฤติ! นายกฯ เร่งแก้ปัญหา

น้ำท่วมหาดใหญ่เป็นวิกฤติในรอบ 15 ปี “อนุทิน” สั่งระดมทุกหน่วยงานทั้งรัฐ-เอกชนเข้าช่วยเหลือประชาชน ต้องวางแผนไม่ให้เกิดขึ้นอีก ลั่น 4 ปีข้างหน้าปัญหาไทย-กัมพูชาต้องจบ

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ร่วมงาน Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “THAILAND THE NEXT 4 YEAR” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายกรัฐมนตรีกล่าวก่อนเริ่มปาฐกถาว่า ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่มาร่วมงานในวันนี้สาย ตั้งแต่เช้ามีภารกิจต่อเนื่องมาโดยตลอด และมีเหตุการณ์ที่ใช้เวลาเยอะ คือเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถึงแม้จะลงไปดูสถานการณ์และไปสั่งการถึง 2 วันติดต่อกัน แต่ฟ้าก็ไม่เป็นใจ เพราะหลังจากกลับมาปรากฏว่ามีมวลน้ำอีกระลอกหนึ่ง ซึ่งไม่ได้คาดฝันว่าจะมีจำนวนมหาศาลขนาดนี้เข้ามาในอำเภอหาดใหญ่

ทั้งนี้ นอกจากเป็นน้ำที่มาจากนอกพื้นที่แล้ว ยังมีปริมาณฝนที่ตกไม่หยุดและเป็นการตกที่ค่อนข้างหนักตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยรับทราบมาว่าเป็นวิกฤติในรอบ 15 ปี ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สูงสุด อย่างไรก็ตาม ก็ได้สั่งการและมอบหมายให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่รับผิดชอบในสถานการณ์ต่างๆ อยู่ในพื้นที่และอำนวยการรักษาสถานการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การช่วยเหลือต่างๆ มีความพร้อมแล้ว

“ตอนนี้สู้กับธรรมชาติ แต่ในเรื่องของการดูแลให้ความช่วยเหลือกับประชาชน มีการเตรียมตัวโดยระดมหน่วยงานทุกหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน ถือเป็นครั้งแรกเหตุการณ์ที่หาดใหญ่ ทำให้ต้องมานั่งคิดว่าแค่ข้ามคืนเดียวเมื่อมีภัยพิบัติไม่ใช่เฉพาะเรื่องน้ำ ถ้ามันตัดไฟ ตัดน้ำ ตัดการเดินทางทุกโหมด สิ่งที่มันเกิดขึ้นภายในไม่ถึง 10 ชั่วโมง เมืองหาดใหญ่กลายเป็นเมืองที่ไม่สามารถหาทรัพยากรอะไรได้เลย อาหารไม่มี วัตถุดิบไม่มี จะต้องให้ความสำคัญในการวางแผนรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก โดยเฉพาะเมืองที่มีสภาพเศรษฐกิจเติบโตอย่างเมืองหาดใหญ่”

น้ำท่วมหาดใหญ่ วิกฤติในรอบ 15 ปี

สถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การวางแผนและจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การรับมือกับวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ในอนาคต

เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมหาดใหญ่ในอนาคต ควรพิจารณาแนวทางดังนี้:

  • พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ
  • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อระบายน้ำ
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังและจัดการภัยพิบัติ
  • สร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้เกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวตอนหนึ่งถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยว่า 4 ปีข้างหน้าปัญหาไทย-กัมพูชาต้องจบได้แล้ว ความขัดแย้งไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น ต้องทำให้สถานการณ์กลับมาในทางที่ควรจะเป็น วันนี้มีความชัดเจนแล้วว่า หากผู้นำสองประเทศชัดเจนแล้วว่า ถ้าปักหมุดไม่จบ ปัญหาก็ไม่จบ ไทยจึงพร้อมใจกลับมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ และโฟกัสกันที่สาเหตุ เมื่อกระบวนการถูกต้องพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ ก็เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายและก็จะได้ไม่ต้องทิ้งปัญหาเหล่านี้ให้เป็นภาระของลูกหลานต่อไป หรือเป็นภาระของไทยเองในอนาคตอันใกล้ ฉะนั้น 4 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าไว้ว่าความสัมพันธ์ของไทยกับเพื่อนบ้านทุกประเทศ หากดำเนินนโยบายการต่างประเทศเช่นนี้ จะต้องเป็นไปในทางบวกอย่างแน่นอน จะไม่เก็บปัญหาเหล่านี้ไว้บั่นทอนความเจริญก้าวหน้าของประเทศของไทยอีกต่อไป.

การแก้ไขปัญหาระยะยาวและการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – น้ำท่วมหาดใหญ่ วิกฤติในรอบ 15 ปี นายกฯ ลั่น 4 ปีข้างหน้าปัญหาไทย-กัมพูชาต้องจบ

Scroll to top