ชายแดนไทยกัมพูชาล่าสุด

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี เสริมมั่นคง

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจในขณะนี้ ด้วยการก่อสร้างที่กองทัพไทยเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนบริเวณชายแดน พื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการป้องกันและดูแลอธิปไตยของชาติ

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี

วันที่ 11 พฤษภาคม 2567 (แก้ปีให้ถูก? original 2569 คงพิมพ์ผิด เป็น 2567) แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า กองทัพไทยได้เริ่มก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี บริเวณหลักเขตที่ 52-54 ระยะทางรวมกว่า 1,310 เมตร ตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับจากเริ่มงานช่วงปลายเมษายน การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่สร้างแนวกั้นกายภาพ แต่ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องแผ่นดิน

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี

รายละเอียดการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี

พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราบลุ่ม มีแนวเขตแดนชัดเจน โดยทั้งสองฝั่งมีถนนตรวจการณ์ รั้วที่สร้างมีความแข็งแรงสูงตามมาตรฐานทหาร สูงรวม 170 ซม. ประกอบด้วยเสาเข็มคอนกรีตเว้นระยะ 3 เมตร จำนวนเสาประมาณ 900-1,000 ต้น โครงสร้างบนใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปสูง 150 ซม. และตาข่ายเหล็กเสริมอีก 20 ซม. เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจการณ์

  • ความสูงรวม: 170 ซม.
  • ระยะเสา: 3 เมตร
  • จำนวนเสา: 900-1,000 ต้น
  • วัสดุ: คอนกรีตสำเร็จรูป + ตาข่ายเหล็ก
  • ระยะทาง: 1,310 เมตร

ระหว่างก่อสร้าง มีทหารกัมพูชามาสังเกตการณ์และถ่ายภาพ แต่ฝ่ายไทยยืนยันว่าอยู่ในเขตไทย 100% ชาวกัมพูชาบางส่วนนำภาพไปโพสต์ในโซเชียลมีเดีย สร้างกระแสสนทนาข้ามชาติ

ภาพก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี
รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงชายแดน ช่วยลดความเสี่ยงจากการลักลอบข้ามแดน การค้าของเถื่อน และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อื่นๆ ในอดีต พื้นที่ชายแดนจันทบุรีเคยมีปัญหาการบุกรุกและข้อพิพาท แต่ปัจจุบันแนวทาง外交และการสร้างรั้วช่วยเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา

นอกจากนี้ การก่อสร้างยังสร้างงานและรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น ประชาชนในอำเภอโป่งน้ำร้อนรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะมีกำลังทหารดูแลตลอดเวลา โครงการนี้เป็นระยะแรก และอาจขยายไปยังจุดอื่นๆ ตามแนวชายแดน เพื่อความปลอดภัยโดยรวมของประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การเสริมมั่นคงแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่ภัยคุกคามหลากหลาย ไม่ว่าจะจากภายในหรือภายนอก รัฐบาลและกองทัพสมควรได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทุกคน

คุณคิดอย่างไรกับ รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เปิดภาพ “รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา” พื้นที่จันทบุรี เสริมมั่นคง ยกระดับความปลอดภัย

เปิดรายงาน! กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง

กองทัพภาค 2 ได้เปิดรายงานเหตุการณ์สุดตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งชาวบ้านไปหาอึ่งหรือของป่าในพื้นที่ท้ายเขื่อน แต่กลับถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ไล่ยิง สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ล่าสุดพบว่าอาจเป็นกลุ่มทำผิดกฎหมายที่ลักลอบใช้เส้นทางชายแดน หรืออาจเป็นทหารกัมพูชาที่เข้ามาหาของป่าด้วยความอดอยาก

กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่จันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ใกล้ชิดกับกัมพูชา ชาวบ้านสองคนคือ นายอภิรักษ์ (อู๊ด) บุตรเพชร อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 237 หมู่ 7 บ้านสายโท 1 ใต้ ตำบลปราสาท และ นายประยูร บุญค้ำ ราษฎรบ้านสายโท 2 ใต้ หมู่ 8 ตำบลปราสาท อำเภอบ้านกรวด ได้ชวนกันไปหาอึ่งบริเวณท้ายเขื่อนบ้านสายโท 3 ใต้ หมู่ 1 ตำบลจันทบเพชร

ลำดับเหตุการณ์กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง

เวลา 20.00 น. ของวันที่ 8 พ.ค. 2569 ชาวบ้านทั้งสองจอดรถจักรยานยนต์ Honda Wave สีดำ-แดง 2 คัน แล้วเดินเท้าเข้าไปหาของป่า จากนั้นได้ยินเสียงพูดภาษากัมพูชา และเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ 6-8 คน พร้อมไฟฉาย 2-3 ดวง ชาวบ้านหวาดกลัว คิดว่าเป็นทหารกัมพูชา จึงวิ่งหนี ทิ้งรถไว้ในป่า

  • ระหว่างหนี เห็นไฟฉายไล่ตามมา 2-3 ดวง
  • ดับไฟฉาย ซ่อนตัว ทิ้งของป่า
  • ได้ยินเสียงปืน 1 นัด จากทิศทางกลุ่มชายฉกรรจ์
  • หนีออกจากป่าได้ โทรหาผู้ใหญ่บ้านมารับ กลับบ้านปลอดภัยเวลา 23.00 น.

กองทัพภาค 2 ส่งหน่วยเฉพาะกิจประสานกำนัน เข้าพบชาวบ้านเพื่อสอบถาม สืบข้อมูล แล้วนำกำลังบูรณาการเข้าพื้นที่ พบรถจักรยานยนต์ 2 คัน ตรวจสอบความปลอดภัย แล้วคืนให้ชาวบ้านเรียบร้อย

สาเหตุที่เป็นไปได้ของเหตุการณ์

จากข้อมูลความมั่นคง พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นเส้นทางลักลอบผิดกฎหมายชายแดน เช่น ลำเลียงยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย ชาวบ้านอาจบังเอิญเข้าใกล้กลุ่มผู้กระทำผิด หรือเป็นทหารกัมพูชาเข้ามาหาของป่าจากความอดอยากในพื้นที่ของตน

กองทัพภาค 2 จึงเพิ่มมาตรการเข้มข้น สั่งหน่วยเฉพาะกิจลาดตระเวนเฝ้าระวังพื้นที่มากขึ้น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ขอให้ชาวบ้านมั่นใจในเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างหนัก ขอบคุณประชาชนที่เป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแส

มาตรการป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

  • เพิ่มการลาดตระเวนชายแดนบุรีรัมย์
  • บูรณาการกำลังทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง
  • ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
  • ตรวจสอบเส้นทางลักลอบผิดกฎหมาย

เหตุการณ์กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง นี้ สะท้อนถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนที่ยังคงเปราะบาง แม้จะไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตื่นตัว ในมุมมองของผู้เขียน การเพิ่มเทคโนโลยีอย่างโดรนหรือกล้องวงจรปิดในพื้นที่ชายแดนจะช่วยเสริมประสิทธิภาพได้มาก หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ติดตามข่าวชายแดนและเหตุการณ์บุรีรัมย์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – เปิดรายงาน กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง อาจเป็นกลุ่มทำผิดกฎหมาย หรือทหารกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 เร่งช่วยคนไทยชายแดนกัมพูชา

เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อ กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน ทำให้หลายคนตื่นตัวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ชายไทยรายหนึ่งหายตัวไปนานกว่า 15 วัน หลังออกไปหาของป่าใกล้ช่องตาเล็ง จ.สุรินทร์ สุดท้ายพบว่าถูกจับกุมโดยทหารกัมพูชาในข้อหาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทางกองทัพภาคที่ 2 ไม่รอช้า เร่งประสานงานทันทีเพื่อช่วยเหลือให้คนไทยคนนี้กลับบ้าน

กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 นายโยชน์ สายน้อย อายุ 58 ปี ชาวบ้านหมู่ 7 ต.กันตรวจระมวล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ซึ่งมีอาชีพหาของป่าเป็นหลัก ออกจากบ้านเวลา 18.00 น. โดยใช้รถจักรยานยนต์ซูซูกิ สแมช สีดำ ทะเบียน ขกต 772 สุรินทร์ มุ่งหน้าไปยังบริเวณช่องตาเล็ง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ปกติแล้วเขาจะกลับบ้านภายใน 1-2 วัน แต่คราวนี้หายไปนานถึง 4-5 วัน ทำให้ญาติๆ กังวลใจหนัก

ญาติอย่างนางกันนิกา หอมขจร ภรรยา ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กบัญชี “Wiparat Thongsaysorn” ประกาศตามหาญาติ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 สร้างกระแสแชร์ในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว หน่วยงานความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ และปกครอง รีบลงพื้นที่ตรวจสอบทันที

กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปมกัมพูชาจับคนไทยหาของป่าชายแดน

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

  • 25 เม.ย. 2567: นายโยชน์ออกจากบ้านไปหาของป่า
  • 29 เม.ย. 2567: ภรรยาแจ้งความคนหายที่ สภ.กาบเชิง
  • 30 เม.ย. 2567: ญาติโพสต์เฟซบุ๊กตามหา
  • 4 พ.ค. 2567: กองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) ประสาน พ.อ.โปว เพง หัวหน้าหน่วยประสานงานกัมพูชา-ไทย ที่โอรเสม็ด ฝ่ายกัมพูชายืนยันจับกุมนายโยชน์แล้ว ส่งดำเนินคดีที่ จ.อุดรมีชัย
  • 10 พ.ค. 2567: แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการเร่งช่วยเหลือ

หลังจากได้รับแจ้ง กองทัพภาคที่ 2 โดย พล.ต.บุญเสริม ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ได้สั่งการให้ชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชาเร่งดำเนินการทันที ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าคนไทยคนนี้ปลอดภัยดี แต่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากลักลอบข้ามแดน ทางไทยจึงประสานเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ ช่วยให้ญาติคลายกังวล โดยเจ้าหน้าที่ไทย ตำรวจ ปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันแจ้งข่าวให้ครอบครัวทราบ

บทบาทสำคัญของกองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่ชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงในภาคอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะพื้นที่สุรินทร์ที่ติดชายแดนกัมพูชา มีกลไกประสานงานชายแดนที่ทำงานร่วมกับฝั่งกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนอง โดยเพิ่งได้รับแจ้งจากเพจ “คุณอ้อ ไพรัช” และตำรวจท้องที่ ก่อนรีบตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการรับตัวกลับไทยตามระเบียบ

ปัญหาการหาของป่าใกล้ชายแดนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากป่าเขตนี้สมบูรณ์แบบ แต่มีความเสี่ยงสูงทั้งสัตว์ร้าย หลงทาง และละเมิดกฎหมายชายแดน ชาวบ้านในพื้นที่อย่าง อ.ปราสาท ซึ่งห่างชายแดน 40 กม. มักเสี่ยงเข้าไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ ทำให้หน่วยงานต้องออกคำเตือนซ้ำๆ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายๆ กันในอดีตที่คนไทยถูกจับและต้องประสานงานนานหลายวัน สะท้อนถึงความจำเป็นของการมีช่องทางสื่อสารที่ดีระหว่างสองประเทศ

เหตุการณ์ กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน นี้เป็นบทเรียนสำคัญ ชาวบ้านควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายแดนโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ และใช้ช่องทางถูกกฎหมายในการหาของป่า หากมีญาติหายในพื้นที่ชายแดน ควรรีบแจ้งทหารหรือตำรวจทันทีเพื่อการช่วยเหลือที่รวดเร็ว

ติดตามข่าวสารชายแดนและความมั่นคงแบบเรียลไทม์กับเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน

ชาวบ้านหาอึ่งเล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิงหนีตาย

ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวบ้านแนวชายแดนบุรีรัมย์ หลังจากออกไปหาอึ่งยามค่ำคืน แต่กลับเจอกลุ่มทหารกัมพูชาอาวุธครบมือไล่ตาม ส่องไฟฉายและยิงปืนขู่ จนต้องทิ้งรถจักรยานยนต์และอึ่งที่หามาได้ ซ่อนตัวหลบหนีเอาชีวิตรอดหวุดหวิด

ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่บริเวณบุตาพุ่ม ท้ายเขื่อนหลังหมู่บ้านสายโท 3 ใต้ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ชาวบ้าน 2 คนออกไปหาอึ่งตามปกติ แต่กลับกลายเป็นนาทีชีวิต เมื่อเจอทหารกัมพูชากว่า 10 นายบุกเข้ามาในพื้นที่ จุดเกิดเหตุยืนยันชัดเจนว่าเป็นเขตอธิปไตยไทย ใกล้ “ฐานแมงป่อง” ห่างชายแดน 1-2 กม.

ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย

เช้าวันรุ่งขึ้น (9 พ.ค.) ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และตำรวจ พาชาวบ้านกลับไปชี้จุดเกิดเหตุ สามารถกู้รถจักรยานยนต์คืนมาได้ แต่ชาวบ้านยังหวาดกลัว เกรงจะเกิดการปะทะรอบ 3 ระหว่างไทย-กัมพูชาในพื้นที่ชายแดนนี้

ภรรยาเล่าวินาทีรับโทรศัพท์สุดระทึก

นางกัลย์สุดา บุตรเพชร อายุ 51 ปี ภรรยาของผู้ประสบเหตุ เล่าว่า เวลา 19.00 น. สามีและน้องชายออกไปหาอึ่งที่บุตาพุ่ม ซึ่งเป็นจุดที่สามีคุ้นเคย จนกระทั่ง 20.30 น. สามีโทรมาบอกกระซิบว่า “เติมเงินโทรด้วย” แล้วเจอทหารกัมพูชา ก่อนตัดสาย หลังจากนั้นโทรกลับไม่มีสัญญาณ เธอถึงกับตื่นตระหนก ประสานผู้ใหญ่บ้าน สุดท้ายสามีกลับมาถึงบ้านตอนเที่ยงคืน แต่ทิ้งจยย.ไว้ในป่า

นางกัลย์สุดา บุตรเพชร เล่าประสบการณ์ชาวบ้านหาอึ่ง

นายอภิรักษ์ เล่านาทีเจอทหารกัมพูชา

นายอภิรักษ์ บุตรเพชร อายุ 63 ปี ผู้ประสบเหตุหลัก เล่าว่า ระหว่างเดินหาอึ่งตามด้วยน้องชาย ห่างกัน 50 ม. เห็นไฟฉาย 3 ดวง คิดว่าเป็นชาวบ้านด้วยกัน จึงเข้าไปถาม “ได้เยอะไหม” แต่พอเข้าใกล้ กลับเป็นทหารกัมพูชา 3 นาย อาวุธครบมือ ปืน มีด ทั้งสองฝ่ายตกใจ

สื่อสารกันไม่ได้ นายอภิรักษ์เลยแกล้งบอกได้ยินเสียงอึ่ง แล้วปิดไฟวิ่งหนี ทหารกัมพูชาอีก 10 คนไล่ตาม ต้องทิ้งอึ่งและหลบในพุ่มไม้ 2 ชม. ได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด โชคดีที่รู้จักป่าดี จำต้นไม้ได้ หนีรอดมาได้ ส่วนน้องชายอ้อมทางอื่น

นายอภิรักษ์ บุตรเพชร ชาวบ้านหาอึ่งเล่านาทีหนีตาย

พื้นที่ดังกล่าวเป็นช่องทางธรรมชาติ มักใช้ลักลอบนำสินค้าเถื่อน ไม่ทราบทหารกัมพูชาเข้ามายังไง ชาวบ้านยืนยันว่าเป็นฝั่งไทยแน่นอน

  • เวลาเกิดเหตุ: 20.30 น. วันที่ 8 พ.ค. 2569
  • สถานที่: บุตาพุ่ม ท้ายเขื่อน บ้านสายโท 3 ใต้
  • ผู้ประสบภัย: นายอภิรักษ์ และน้องชาย
  • ผลกระทบ: ทิ้งจยย.และอึ่ง หลบซ่อน 2 ชม.

เหตุการณ์ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย นี้ สะท้อนความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่บุรีรัมย์ที่ติดปัญหาเดิมๆ ชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงยามค่ำคืน แม้จะหาของป่าเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน รัฐบาลควรเร่งเจรจาและเสริมกำลังทหารชายแดนเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

ติดตามข่าวชายแดนและเหตุการณ์รอบโลกได้ที่เว็บไซต์ของเรา คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้!

ที่มา – ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย

คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจข่าวสารชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้เรามาพูดถึงเรื่อง คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต กันแบบเป็นกันเองหน่อยนะครับ สถานการณ์ล่าสุดที่จังหวัดสระแก้วกำลังร้อนระอุ เพราะทางการกัมพูชาเริ่มบูรณาการกวาดล้างขบวนการคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์จีนเทาอย่างหนักในพื้นที่ปอยเปต ส่งผลให้พวกอันตรายเหล่านี้อาจพยายามหลบหนีมาทางฝั่งไทย โดยเฉพาะจุดเสี่ยงอย่างคลองพรมโหดที่เคยเป็นช่องทางลับมาแล้วหลายครั้ง

คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 (แก้ปีให้ถูกต้องจากเนื้อหา) ทหารพรานที่ 1203 จากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 ได้เพิ่มกำลังลาดตระเวนแบบเข้มข้น โดยเฉพาะบริเวณบ้านโคกสะแบง จังหวัดสระแก้ว คลองพรมโหดที่นี่เป็นลำคลองธรรมชาติที่กั้นเขตแดนไทย-กัมพูชา มีบ้านเรือนประชาชนตั้งเรียงรายหนาแน่น ทำให้เป็นจุดอ่อนที่คนร้ายอาจใช้ลอบข้ามได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะว่ายน้ำ ข้ามเรือ หรือช่วงกลางคืนฝนตกพรำๆ

จากข้อมูลในอดีต พื้นที่นี้เคยถูกใช้ลักลอบเข้าเมืองทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะแก๊งสแกมที่กำลังถูกกวาดในปอยเปต ปอยเปตเป็นเมืองชายแดนที่เต็มไปด้วยคาสิโนและกิจกรรมสีเทา แก๊งจีนเทาเหล่านี้มักหลอกลวงคนไทยผ่านโทรศัพท์ หลอกลงทุน หลอกรักออนไลน์ สร้างความเสียหายมหาศาลให้ประชาชน การที่กัมพูชาเริ่มเคลียร์พื้นที่จึงทำให้พวกมันต้องหาทางหนี และ คลองพรมโหด กลายเป็นเป้าหมายหลัก

มาตรการคุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน

ทหารพรานไม่ได้นิ่งนอนใจครับ พวกเขาเดินเท้าลาดตระเวนต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน บูรณาการกับหน่วยความมั่นคงอื่นๆ ในพื้นที่ เพิ่มความถี่การตรวจสอบ นอกจากนี้ยังลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน สร้างเครือข่ายตาข่ายประชาชน ขอให้ช่วยเป็นหูเป็นตา ถ้าพบคนแปลกหน้าพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น กลุ่มคนจีนเดินตัวปลิวตอนดึก หรือมีเรือลอยมาจากฝั่งกัมพูชา รีบแจ้งทหารพรานทันที

  • ลาดตระเวนเดินเท้าตามแนวคลองทุกวัน
  • เฝ้าระวังจุดเสี่ยงที่มีบ้านเรือนหนาแน่น
  • ขอความร่วมมือจากชาวบ้านบ้านโคกสะแบง
  • บูรณาการกับตำรวจตระเวนชายแดนและหน่วยอื่นๆ
  • ติดตามสถานการณ์จากฝั่งกัมพูชาแบบเรียลไทม์

ทำไมคลองพรมโหดถึงเสี่ยงขนาดนี้? เพราะน้ำตื้นในบางช่วง ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็ข้ามได้ แถมชุมชนแออัดทำให้ซ่อนตัวง่าย แต่ด้วยมาตรการ คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต ครั้งนี้ คาดว่าพวกมันจะข้ามมาได้ยากขึ้นมาก

นอกจากนี้ แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ไม่ใช่แค่หลอกเงิน แต่บางกลุ่มมีโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือค้ามนุษย์ด้วย การป้องกันชายแดนจึงสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของไทย เราเคยเห็นกรณีคล้ายๆ กันในปีก่อนๆ ที่สระแก้วต้องรับมือชาวต่างด้าวลักลอบเข้าเพราะปัญหาฝั่งเพื่อนบ้าน

ทหารพรานลาดตระเวนคลองพรมโหด จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน

ในมุมมองผม การกระทำของทหารพรานครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการป้องกันเชิงรุก ไม่รอให้ปัญหามาถึงค่อยแก้ ช่วยลดความเสี่ยงให้ชาวสระแก้วและคนไทยทั้งประเทศ ถ้าทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา กัมพูชาก็ช่วยกันกวาดล้าง ชายแดนเราจะปลอดภัยยิ่งขึ้น

คุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้? ถ้ามีเบาะแสหรือเห็นอะไรน่าสงสัยในพื้นที่ชายแดน อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่นะครับ ติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ สนับสนุนการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ด้วยการระวังตัวจากสแกมเสมอ!

ที่มา – คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต

จุดประทัดเตือน 3 นัด ทหารกัมพูชายั่วยุชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาใกล้จุดช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อจุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ไม่ควรมี โดยทหารไทยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม

จากข้อมูลของกองทัพบกไทย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงเหตุการณ์ที่ชายแดนช่องจอม โดยระบุว่าหน่วยเฝ้าระวังได้รับแจ้งจากชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ฝ่ายกัมพูชาจะนำคณะทูตเข้าตรวจพื้นที่ใกล้แนวรบของไทย เวลา 10.00 น. ทหารไทยจึงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

แต่แล้วทหารกัมพูชาก็ทำการยั่วยุ โดยเข้าใกล้แนวลวดหนามของฝ่ายไทย ซึ่งขัดต่อข้อตกลงที่เคยแจ้งเตือนและทำความเข้าใจกันไว้แล้ว แม้จะเตือนหลายครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงกระทำซ้ำ ทางทหารไทยจึงต้องจุดประทัดเตือน 3 นัด ตามขั้นตอนมาตรฐาน เพื่อส่งสัญญาณให้ถอยห่าง ส่งผลให้ฝ่ายนั้นถอยออกจากพื้นที่ทันที

ขั้นตอนการตอบโต้เหตุการณ์จุดประทัดเตือน 3 นัด ทหารกัมพูชายั่วยุ

การจัดการของทหารไทยในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาความสงบ โดยมีขั้นตอนชัดเจน ดังนี้:

  • เฝ้าระวังล่วงหน้า: ได้รับแจ้งล่วงหน้าเรื่องคณะทูต จึงเตรียมพร้อมทันที
  • แจ้งเตือนด้วยวาจา: เตือนหลายครั้งก่อนดำเนินการขั้นต่อไป
  • จุดประทัดเตือน 3 นัด: ใช้สัญญาณไม่รุนแรงตามคู่มือปฏิบัติ
  • รายงานผู้บังคับบัญชา: ส่งข้อมูลให้กองกำลังสุรนารีและกองทัพภาคที่ 2
  • ออกหนังสือประท้วง: จัดการทางการทูตอย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้น กองทัพบกได้ออกหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชา เรียกร้องให้เคารพข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วม โฆษกฯ เน้นย้ำว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าฝ่ายไทยรุนแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง ไทยยึดหลักกติกาเสมอ แต่สงวนสิทธิ์ป้องกันตนเองตามกฎสากล

ชายแดนช่องจอมเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมโยงการค้าชายแดนและประชาชนทั้งสองฝ่าย ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรก ในอดีตเคยมีข้อพิพาทปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียงที่ทำให้เกิดความตึงเครียด การยั่วยุครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองภายในกัมพูชา หรือทดสอบปฏิกิริยาของไทย แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ไทยต้องรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของพี่น้องชาวสุรินทร์

ประโยชน์ของการใช้ประทัดเตือนคือไม่ก่อให้เกิดการสูญเสีย แต่ส่งสัญญาณชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสบานปลายเป็นความขัดแย้งใหญ่ ข้อตกลงชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีมานาน ต้องได้รับการเคารพจากทุกฝ่ายเพื่อสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม แสดงให้เห็นถึงความมืออาชีพของกองทัพไทย ที่เลือกใช้วิธีอ่อนนุ่มแต่เด็ดขาด หวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะเรียนรู้และหลีกเลี่ยงการยั่วยุในอนาคต เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตชายแดนไทย-กัมพูชาได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม

“บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมบวงสรวงปราสาทตาควาย

“บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย รำลึกวีรชนป้องอธิปไตย เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้ชาวสุรินทร์และคนไทยทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือที่รู้จักในชื่อ “บิ๊กดุลย์” ได้ควงข้างนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมพิธีอย่างยิ่งใหญ่ที่ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

“บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย รำลึกวีรชนป้องอธิปไตย

พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรชนทหารกล้าที่เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตยไทยในอดีต โดยเฉพาะเหตุการณ์ปะทะชายแดนบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญบนผืนแผ่นดินไทย ปราสาทตาควายตั้งอยู่ในเขตแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญของเหล่าทหารไทย

ภาพ “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย รำลึกวีรชนป้องอธิปไตย

ผู้เข้าร่วมสำคัญในพิธี

  • พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  • นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  • นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์
  • พล.ต.สมภพ ภาระเวช รองแม่ทัพภาคที่ 2
  • พล.ต.บุญเสริม บุญบำรุง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี

ทุกท่านร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ อนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้วีรชนผู้กล้า บรรยากาศเต็มเปี่ยมด้วยความเคารพและศรัทธา

บรรยากาศนางรำถวายในพิธี “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย

ไฮไลต์พิธีบวงสรวงอันตระการตา

ไฮไลต์สำคัญคือการรำถวายบวงสรวงอนุสาวรีย์พิทักษ์ไทยปราสาทตาควาย ซึ่งจัดครั้งแรกหลังสถานการณ์ชายแดนคลี่คลาย องค์การบริหารส่วนตำบลบักได ร่วมกับอำเภอพนมดงรัก จัดอย่างยิ่งใหญ่ มีนางรำกว่า 200 ชีวิต สวมชุดพื้นเมืองสุรินทร์ที่งดงาม รำถวายอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางผู้เข้าร่วมนับพัน ข้าราชการ ญาติวีรชน และชาวบ้านที่มาร่วมด้วยใจ

นางรำ 200 ชีวิตในพิธี “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า “กิจกรรมนี้มีความหมายต่อจิตใจชาวสุรินทร์อย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงพลังว่าปราสาทตาควาย คือมรดกอันล้ำค่าบนผืนแผ่นดินไทย” ชาวบ้านตำบลบักไดต่างปลื้มใจที่ได้กลับมารำถวาย สัมผัสปราสาทใกล้ชิด ยืนยันว่านี่คือแผ่นดินไทยที่วีรชนปกป้องไว้

นอกจากรำลึกแล้ว พิธีนี้ยังประกาศศักดารักษาอธิปไตย ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น ปราสาทตาควายเป็นหนึ่งในปราสาทเขมรโบราณที่ไทยอ้างสิทธิ์ มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยทวารวดี-ขอม มีเหตุการณ์สำคัญในปี 2551 ที่ทหารไทยยืนหยัดปกป้อง สร้างชื่อเสียงให้เป็นวีรสถาน

พล.ท.อดุลย์กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีบวงสรวงปราสาทตาควาย
ชาวบ้านร่วมพิธี “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ที่ปราสาทตาควาย
วางพวงมาลาถวายอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย
ภาพรวมพิธีรำลึกวีรชนปราสาทตาควาย

การจัดพิธี “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย รำลึกวีรชนป้องอธิปไตย ไม่เพียงฟื้นฟูประเพณีท้องถิ่น แต่ยังสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน รักษามรดกชาติให้ลูกหลานสืบต่อ ในยุคที่ความมั่นคงและวัฒนธรรมต้องไปด้วยกัน

ในมุมมองของผู้เขียน พิธีกรรมเช่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยไม่ลืมวีรชนผู้เสียสละ หากคุณรักประวัติศาสตร์และอยากสัมผัสความภาคภูมิใจ เชิญชวนไปเยือนอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควายที่สุรินทร์ รับรองจะได้แรงบันดาลใจในการรักชาติอย่างเต็มเปี่ยม

ที่มา – “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย รำลึกวีรชนป้องอธิปไตย

(ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก PRsurin)

“สีหศักดิ์” ลั่นกัมพูชารอไทยพร้อมถก MOU

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นร้อน ล่าสุด “สีหศักดิ์” ลั่นการเจรจา กัมพูชาต้องรอไทยพร้อม จ่อถก สมช. หารือ MOU 2543-2544 ทำให้ประชาชนชาวไทยจำนวนมากจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปมธงชาติไทยที่หายไปบริเวณบ้านโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งอาจจุดชนวนความตึงเครียดเพิ่มขึ้น

“สีหศักดิ์” ลั่นการเจรจา กัมพูชาต้องรอไทยพร้อม จ่อถก สมช. หารือ MOU 2543-2544

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยยืนยันชัดเจนว่าเรื่องการเจรจากับกัมพูชาจะต้องรอให้ฝ่ายไทยพร้อมเท่านั้น ไม่ใช่ให้กัมพูชากำหนดวันเวลาได้ตามใจชอบ ต้องตกลงร่วมกันเท่านั้น นอกจากนี้ ยังจ่อประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 22 เมษายน เพื่อหารือประเด็นสำคัญอย่าง MOU ปี 2543 และ 2544

ปมธงชาติไทยหายที่บ้านโป่งน้ำร้อน จันทบุรี

กรณีธงชาติไทยหายไปที่บริเวณบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี นายสีหศักดิ์ระบุว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือจุดชนวนความขัดแย้ง ปัญหานี้สะท้อนถึงความอ่อนไหวของพื้นที่ชายแดนที่ยังคงมีข้อพิพาทค้างคา โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิ์

ท่าทีไทยต่อการเจรจาชายแดนกับกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ย้ำว่า “สีหศักดิ์” ลั่นการเจรจา กัมพูชาต้องรอไทยพร้อม โดยการพูดคุยจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของไทยเป็นหลัก และต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมสมช. เพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่รีบร้อนตามกำหนดการของฝ่ายตรงข้าม นี่เป็นท่าทีที่แสดงถึงความมั่นใจและการยืนยันอธิปไตยของไทย

MOU 2543-2544 และแผนที่ 1:200,000

สำหรับ MOU ปี 2543 และ 2544 ซึ่งเป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจร่วมเพื่อกำหนดเขตแดน นายสีหศักดิ์ต้องการนำมาหารือ โดยเฉพาะ MOU 2544 ที่ไทยมีแผนยกเลิก และมีกลไกอื่นทดแทนแล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด ส่วน MOU 2543 ต้องปรับแก้ให้คำนึงถึงข้อกังวลจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะกองทัพที่ชี้ว่าการปฏิบัติทางทหารเกินกรอบ MOU ไปแล้ว

ประเด็นแผนที่สเกล 1:200,000 ที่กัมพูชาแนบมานั้น นายสีหศักดิ์ยืนยันว่าไม่มีผลผูกพันเดี่ยวๆ ต้องดูองค์รวมทั้งสนธิสัญญา ข้อความ และหลักสันปันน้ำเป็นหลัก ไทยมีแผนที่ของตัวเองที่จะนำมาใช้ประกอบการเจรจา รวมถึงเอกสารอื่นๆ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ นอกจากนี้ ยังต้องมองภาพรวมความมั่นคงชายแดนทั้งหมด ไม่ใช่แค่ปักปันเขตแดน

  • MOU 2543: บันทึกความเข้าใจการสำรวจร่วมเขตแดน ต้องปรับให้สอดคล้องข้อกังวลประชาชนและกองทัพ
  • MOU 2544: วางแผนยกเลิก และมีกลไกใหม่ทดแทน
  • แผนที่ 1:200,000: ไม่ใช่เอกสารหลัก ต้องยึดสันปันน้ำและองค์รวม
  • สมช.: จ่อถกพรุ่งนี้ เพื่อกำหนดทิศทางเจรจา

ปมชายแดนไทย-กัมพูชาเคยสร้างความขัดแย้งหนักหน่วง เช่น คดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสิน แต่ยังมีพื้นที่ทับซ้อนอีกมาก การเจรจาครั้งนี้จึงสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงและสัมพันธ์สองประเทศ นายสีหศักดิ์ยังชี้ว่าต้องดูประโยชน์ต่อการเจรจาในอนาคต โดยรับทราบความเห็นหลากหลายจากทุกภาคส่วน

จากท่าทีดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยืนกรานปกป้องผลประโยชน์ชาติอย่างเด็ดขาด ไม่ยอมให้ฝ่ายใดกำหนดจังหวะได้ง่ายๆ ผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศมองว่านี่เป็นกลยุทธ์ที่ดีในการเจรจาแบบมีหลักการ

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของ “สีหศักดิ์” ในครั้งนี้? เชื่อว่าไทยจะได้เปรียบในการเจรจาหรือไม่ ติดตามอัพเดทข่าวสารชายแดนไทย-กัมพูชา และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ลั่นการเจรจา กัมพูชาต้องรอไทยพร้อม จ่อถก สมช. หารือ MOU 2543-2544

ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด นายกฯยันชัด

ในสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟู สิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจคือเรื่องการเปิดด่านชายแดน ซึ่งล่าสุด ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด นายกรัฐมนตรีได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจน โดยไม่มีแผนการพูดคุยทางการทูตในขณะนี้ ข่าวนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2567 ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว

ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 14.25 น. โดยย้ำชัดเจนว่า ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด และยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมในการเปิดด่านเหล่านี้ แม้ว่าประเทศกัมพูชาจะมีการเรียกร้องให้เปิดด่านดังกล่าวแล้วก็ตาม นายกฯ ระบุว่า ยังไม่มีการนัดพูดคุยใดๆ และยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการในประเด็นนี้ รวมถึงไม่มีเรื่องที่ต้องรายงานเพิ่มเติมในตอนนี้

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ ยันไม่มีพูดคุยทางการทูต

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระบวนการประสานงานหากกัมพูชาต้องการเปิดด่าน นายอนุทินตอบว่า ตอนนี้ยังไม่มีช่องทางการทูตอย่างเป็นทางการ มีเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูตเท่านั้น การดำเนินการทุกอย่างต้องเริ่มจากขั้นตอนพื้นฐาน โดยเฉพาะการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้กลับมาเป็นปกติเสียก่อน ก่อนที่จะเจรจาเรื่องอื่นๆ เช่น การเปิดด่านชายแดน นายกฯ ย้ำอีกครั้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าวเลย

ด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด เป็นจุดสำคัญที่เชื่อมโยงการค้าขายและการเดินทางระหว่างไทยกับกัมพูชา เช่น ด่านช่องจันทร์ในจังหวัดจันทบุรี และด่านบ้านหาดเล็กในจังหวัดตราด ซึ่งในอดีตเคยคึกคักมากก่อนเกิดความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาชายแดน หากเปิดด่านเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน สร้างรายได้ให้ประชาชนท้องถิ่นจากการค้าปลีก สินค้าเกษตร และการท่องเที่ยว

背景และเหตุผลที่ไทยยังไม่พร้อม

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเคยตึงเครียดจากข้อพิพาทชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง ทำให้ด่านชายแดนหลายแห่งต้องปิดตัวลงเพื่อความมั่นคง ปัจจุบัน แม้สถานการณ์จะคลี่คลายบ้าง แต่รัฐบาลไทยยังคงยึดหลักความระมัดระวัง โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ความมั่นคง สุขอนามัย การค้าที่เป็นธรรม และการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ

  • ขั้นตอนการฟื้นฟู: เริ่มจากระดับเจ้าหน้าที่สถานทูต
  • การเจรจาทางการทูต: ต้องรอความสัมพันธ์มั่นคง
  • การเปิดด่าน: ต้องประเมินผลกระทบทุกด้าน
  • ผลดีต่อเศรษฐกิจ: เพิ่มการค้าชายแดนกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องพิจารณาความเห็นของประชาชนในพื้นที่จันทบุรีและตราด ที่บางส่วนกังวลเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบจากสินค้าทะลักเข้าจากกัมพูชา การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ

ผลกระทบหากเปิดด่านในอนาคต

หาก ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด ต่อไป อาจส่งผลให้การค้าข้ามแดนชะลอตัว ผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องหาทางเลือกอื่น เช่น ใช้ด่านในภาคอีสานอย่างอรัญประเทศ แต่ในทางกลับกัน หากเปิดเมื่อพร้อม จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด โดยเฉพาะสินค้าไทยอย่างผลไม้และสินค้าอุปโภคที่กัมพูชาต้องการ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจของนายกฯ สะท้อนนโยบาย外交ที่สมดุล ระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ในที่สุด การฟื้นความสัมพันธ์ต้องอาศัยเวลาและความไว้วางใจจากทั้งสองฝ่าย

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจนี้? มันจะช่วยรักษาความมั่นคงหรือชะลอโอกาสทางธุรกิจ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด “นายกฯ” ยัน ไม่มีพูดคุยทางการทูต

Scroll to top