ชาวบ้านเดือดร้อน

ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้พื้นที่ทำกินของตัวเองต้องพังพินาศจากมลพิษใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีประเด็นร้อนแรงในจังหวัดปทุมธานี เมื่อเหล่า ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบปากท้องของชาวบ้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลบ่อเงิน อำเภอลาดหลุมแก้ว ที่เกษตรกรกำลังเผชิญวิกฤตน้ำเสียเข้าทำลายผลผลิตจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

ปัญหา ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ชาวบ้านสังเกตเห็นว่าพืชเศรษฐกิจ เช่น ต้นกระท่อม มะพร้าว และมะม่วง เริ่มยืนต้นตาย ส่วนนาข้าวก็แคระแกรนไม่ยอมออกรวง แถมปลาก็ทยอยตายเป็นจำนวนมาก หลังจากการตรวจสอบพบว่ามีน้ำเสียที่มีลักษณะเป็นคราบสนิมและคราบน้ำมันไหลพุ่งออกมาจากช่องระบายน้ำบริเวณกำแพงโรงงานอุตสาหกรรมข้างเคียง ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ตำบลบ่อเงินยังเป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งชาวบ้านต่างตั้งคำถามและเกิดความสงสัยว่าโรงงานเหล่านี้เข้ามาตั้งอยู่ได้อย่างไร

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบแค่เพียงอาชีพเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงร้านอาหารในละแวกใกล้เคียงที่ต้องเจอกับกลิ่นเหม็นเน่า จนลูกค้าไม่อยากมาใช้บริการ นายอธิชล เชื้อดี หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบยืนยันว่า ตนต้องทนกับปัญหานี้มานานหลายปี แต่เพิ่งจะมาเห็นหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเพราะการเจาะรูระบายน้ำจากโรงงานเมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งเหตุการณ์ ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย จึงกลายเป็นกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบสารพิษและดำเนินการจัดการอย่างเด็ดขาด

  • ต้นพืชเศรษฐกิจยืนต้นตายและแคระแกรน
  • ปลาน็อกน้ำตายจากสารเคมีและขาดออกซิเจน
  • กลิ่นเหม็นรบกวนการใช้ชีวิตและการค้าขาย
  • เกิดคำถามเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างโรงงานในพื้นที่สีเขียว

ทางด้าน นายสายชล พุกเงิน นายก อบต.บ่อเงิน ได้เร่งทำหนังสือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอำเภอหรือสาธารณสุข เพื่อเข้าตรวจสอบในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้ โดยได้รับคำมั่นจากฝ่ายผู้บริหารโรงงานว่าจะเร่งแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังคงต้องการเห็นมาตรการเยียวยาที่เป็นธรรมมากกว่าแค่คำสัญญา เพราะพื้นที่เกษตรกรรมที่เสียหายไปแล้วนั้นประเมินมูลค่าความเดือดร้อนได้ยากยิ่ง

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่เกษตรกรรมจำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักธรรมภิบาลและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากโรงงานยังคงดำเนินการโดยไม่ใส่ใจผลกระทบที่จะเกิดกับชุมชน รอบข้าง ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ต้องเข้ามาบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเดิมที่ทำลายอาชีพและวิถีชีวิตของชาวบ้านในอนาคตครับ

ที่มา – ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

ชาวบ้านบุกโรงงานสารเคมี จ.ขอนแก่น ร้องน้ำเสียลงนา 4 ปี

ชาวบ้านบุกโรงงานสารเคมี จ.ขอนแก่น เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบปัญหาการปล่อยน้ำเสียลงสู่ที่นามานานกว่า 4 ปีแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ทนไม่ไหวกับปัญหานี้ที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างน่าใจหาย จากที่เคยได้ข้าวหลายกระสอบ กลายเป็นได้ไม่ถึง 10 กระสอบต่อฤดู ทำให้ต้องซื้อข้าวมากิน สร้างความเดือดร้อนให้ชาวนากว่า 20 ครัวเรือน พื้นที่นากว่า 50 ไร่

ชาวบ้านบุกโรงงานสารเคมี จ.ขอนแก่น ท้าพิสูจน์ความจริง

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ชาวบ้านนำโดยนายบัญชา ไชยชาติ ผู้ใหญ่บ้านหนองโกใหม่ ม.17 ได้เดินขบวนถือป้ายข้อความ “ไม่เอาโรงงานสารเคมี ไม่เอาเยียวยา ให้ย้ายโรงงานออกนอกพื้นที่” ก่อนบุกเข้าโรงงานเพื่อขอตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสีย นายบัญชาเล่าว่า โรงงานแห่งนี้เดิมเป็นเต็นท์ขายรถมือสอง ต่อมาในปี 2562 เปลี่ยนมาเป็นโรงงานผลิตและขายสารเคมี ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของหมู่บ้าน น้ำเสียไหลลงนาชาวบ้าน ทำให้ข้าวตาย ดินเสีย ชาวบ้านร้องเรียนหน่วยงานทุกปี ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด แต่ไม่เคยแก้ไขได้จริง จึงร้องไปสำนักนายกฯ และ ส.ส.พรรคกล้าธรรม

ข้อเรียกร้อง 4 ข้อจากชาวบ้าน

ชาวบ้านยืนยันไม่ต้องการเงินเยียวยา แต่ต้องการแก้ปัญหาตั้งต้น โดยมีข้อเรียกร้องชัดเจนดังนี้

  • สร้างบ่อบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพมาตรฐาน
  • ห้ามปล่อยน้ำเสียลงสู่ที่นาชาวบ้านเด็ดขาด
  • ฟื้นฟูดินที่เสียหายให้ทำนาได้ตามปกติ
  • แก้ไขปัญหาโดยรวมให้ชาวบ้านปลูกข้าวได้อีก ถ้าทำไม่ได้ให้ปิดโรงงาน

นายคำสิงห์ อายุ 62 ปี ชาวบ้านผู้เดือดร้อนเล่าว่า น้ำเสียทำให้กุ้งหอยปูปลาในหนองตาย ข้าวยืนต้นตาย 20 ครัวเรือนเดือดร้อนหนัก นายเข็ม อายุ 76 ปี ที่ทำนา 15 ไร่ ได้ข้าวลดจาก 90 กระสอบเหลือน้อยมาก ต้องซื้อข้าวกิน บางปีอดตายเพราะนาไม่ได้ผลผลิต

ส.ส.และหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบ

นายเอกชัย สืบสารคาม ส.ส.ขอนแก่น เขต 3 พรรคกล้าธรรม นำทีมลงพื้นที่ร่วมกับอุตสาหกรรมจังหวัด สทนช.ขอนแก่น พบว่าน้ำซึมออกนอกโรงงาน ส่งผลกระทบการเกษตร โรงงานเดิมเป็นเต็นท์รถ ไม่มีประชาคมพิจารณ์ ชาวบ้านเพิ่งรู้เมื่อข้าวตาย โรงงานสัญญาเยียวยาแต่ไม่จ่าย นอกจากนี้ โรงงานเปิดมานานแต่เพิ่งยื่นสร้างอาคารปี 2568 ต้องตรวจสอบข้อบกพร่อง

ทางโรงงานโดยนายธีระนานนท์ สาระรัตน์ ทนายความ ยอมรับร้องเรียนมา 3 ปี เสนอเยียวยาไร่ละ 2,000 บาท 21 ครอบครัว 50 ไร่ แต่มีบุคคลที่ 3 มาแทรก ชาวบ้านเปลี่ยนใจ พร้อมให้ตรวจสอบและแก้ไขตามคำสั่ง

ผลตรวจสอบพบปัญหาหลายจุด

นายนเรศ สมบุญ ผอ.สทนช.ขอนแก่น สรุปพบระบบบำบัดน้ำเสียไม่มาตรฐาน น้ำซึมออก ฝุ่นไม่มีบำบัด เสียงดังไม่มีจัดการ โรงงานเปิดโล่ง ตั้งติดชุมชน จะให้รายงานแก้ไขใน 7 วัน ตรวจน้ำละเอียด หากไม่แก้จะยึดใบอนุญาตปิดโรงงาน โรงงานน่าจะเริ่มเล็กขยายใหญ่ ใบอนุญาตออก 2 ปีก่อน

ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่าการตั้งโรงงานต้องคำนึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนจริงจัง มิฉะนั้นจะสร้างความขัดแย้งได้ การอยู่ร่วมกันต้องรับผิดชอบต่อกันและกัน

คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีชาวบ้านบุกโรงงานสารเคมี จ.ขอนแก่น? แชร์ประสบการณ์หรือติดตามข่าวสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อช่วยกันเฝ้าระวังปัญหาเหล่านี้!

ที่มา – ชาวบ้านบุกโรงงานสารเคมี จ.ขอนแก่น ร้องตรวจสอบปมปล่อยน้ำเสีย ลงสู่ที่นา นานกว่า 4 ปี

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง! ปม กัน จอมพลัง ยกทรัพย์สิน

“ธรรมนัส” โบ้ย ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส แจง ตอนทำไม่ได้มาถาม บอก มือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด ยืนยัน ไม่เกี่ยวกับกล้าธรรม 

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 24 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ โดยก่อนสัมภาษณ์ระบุกับผู้สื่อข่าวที่ถามเรื่องนี้ว่า “อีกแล้ว”

เมื่อถามถึงกรณีที่มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ระบุในข้อ 39 ว่าถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไป ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาเปลี่ยนไปแล้ว แล้วเวลาเขาทำก็ไม่มาถามเรา ไม่รู้เรื่องเลย   เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า กัน จอมพลัง ทำเองใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับตนเลย ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ทุกมูลนิธิก็ต้องระบุ เพราะอย่างมูลนิธิธรรมนัสก็ระบุเป็นวัดธาตุทอง ถ้ามีอะไรให้เป็นสมบัติของวัดไป

ตำหนิทำอะไรไม่ค่อยคิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กัน จอมพลัง สามารถแก้ข้อบังคับของมูลนิธิข้อนี้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาแก้แล้ว แต่ตนไม่ทราบว่าเขาเปลี่ยนไปให้ใคร เมื่อถามอีกว่า ในส่วนของ ร.อ.ธรรมนัส จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้อนถามว่า ส่วนของตนจบแล้วคืออะไร เมื่อถามย้ำว่า มีการเชื่อมโยงว่า กัน จอมพลัง เกี่ยวกับพรรค กธ. ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “มันจะถึงพรรคกล้าธรรมได้ไง ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของกัน มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

พ้อสื่อไม่ถามเรื่องชาวบ้านเดือดร้อน

เมื่อถามว่า ได้ยกหูคุยโทรศัพท์กับกัน จอมพลัง หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสร้อง “หูย” พร้อมกับกล่าวว่า ทุกวันนี้ต้องทำงานให้ชาวบ้าน วันๆ มีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ มีเรื่องน้ำท่วมตรงนู้น ประชาชนเดือดร้อนตรงนี้ ไม่เคยถามตนถึงเรื่องพวกนี้เลย ทำให้ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า เพราะท่านเกี่ยวกับการเมือง ร.อ.ธรรมนัส จึงตอบว่า ไม่ใช่ เราต้องแยกงานกับการเมืองให้ออก อยากให้สื่อมวลชนถามว่า น้ำท่วมตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว น้ำกำลังจะลงใต้เตรียมพร้อมอะไร อยากให้ถามแบบนี้มากกว่า ถ้ามาถามว่ามูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ทำอะไร ตนจะไปรู้เรื่องของเขาได้อย่างไร

เตรียมลง ภูเก็ต ตรวจแก้น้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวจึงถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า ขณะนี้เหลืออยู่กี่จังหวัด ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า ตอนนี้กำลังลงใต้ ล่าสุดที่ จ.ภูเก็ต ฝนตกหนักมาก ซึ่งตนจะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพราะร่องมรสุมกำลังจะเริ่มลงใต้ ให้ถามเรื่องนี้ดีกว่า ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ เมื่อถามว่า ในส่วนน้ำท่วมภาคกลางใกล้จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มันใกล้จะหมดฤดูฝนแล้ว เข้าสู่ฤดูหนาว ก็ต้องไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวใต้ต่อ เพราะช่วงปีใหม่น้ำจะท่วมใต้ ก่อนจะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “พอแล้วเนาะ” จากนั้นเดินขึ้นไปบนตึกบัญชาการ 1 ทันที

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ และข้อบังคับที่ระบุว่า หากมูลนิธิต้องเลิกล้ม ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า โดย ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของ กัน จอมพลัง ในการเขียนข้อบังคับนั้น

“ธรรมนัส” ย้ำไม่เกี่ยวข้องกัน จอมพลัง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของ กัน จอมพลัง และตนเองไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวติดตลกถึงเรื่องนี้ว่า “มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

นอกจากประเด็นเรื่องมูลนิธิ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความสนใจของสื่อมวลชน ที่มักจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางการเมืองมากกว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน และสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่มากกว่า

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็นเรื่อง “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม แต่จากการสัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส ก็พอจะทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ และความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการพิจารณาข่าวสารอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ออกไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสาธารณะ ต้องมีความระมัดระวังในการกระทำ และคำพูดของตนเอง เพราะทุกอย่างสามารถถูกนำไปเชื่อมโยง และขยายผลได้อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากหลายแหล่ง และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในสังคม เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจ และแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้อง และมีความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง และโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาให้กับประชาชน

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส ยันไม่เกี่ยวกธ.

Scroll to top