ตระกูลชินวัตร

ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด การเปิดโอกาสให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นในเวทีโลกถือเป็นเรื่องสำคัญ ล่าสุดคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของ 3 อดีตนายกรัฐมนตรีจากตระกูลชินวัตร โดยยกให้เป็น ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน ที่ใช้คอนเนกชันส่วนตัวในการสร้างฐานทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

เจาะลึกบทบาท ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน

การพบปะผู้นำระดับสูงในภูมิภาคอาเซียนของ นายทักษิณ ชินวัตร, นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ถูกตีความไปในหลายมุมมอง แต่ในมุมของผู้สนับสนุน นี่คือโอกาสทองของไทยในการยกระดับรายได้และสร้างงาน การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การวัดพลังทางการเมืองหรือการแอบแฝงผลประโยชน์ แต่เป็นการใช้เครือข่ายส่วนตัวเพื่อเปิดประตูสู่การค้าการลงทุนในระดับสากล แม้จะมีกลุ่มที่มองด้วยความสงสัย แต่การสร้างประโยชน์ให้ประเทศย่อมสำคัญกว่าอคติทางการเมือง

ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับแนวคิด ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน

คุณพร้อมพงศ์ย้ำชัดว่า โลกยุคใหม่ต้องการนวัตกรรมและการเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสาร หากเราสามารถดึงศักยภาพของอดีตผู้นำที่มีคอนเนกชันต่างประเทศมาใช้ได้ ผลประโยชน์จะตกถึงมือคนไทยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการ SME หรือการยกระดับภาคการเกษตรและการท่องเที่ยว นี่คือความร่วมมือที่น่าสนใจซึ่งรัฐบาลควรเร่งต่อยอดให้เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว

ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • เร่งต่อยอดผลลัพธ์จากการหารือให้เป็นการค้าและการลงทุนที่ชัดเจนในระดับนโยบาย
  • พัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ควบคู่ไปกับการสนับสนุนแรงงานและวิสาหกิจชุมชน
  • เปิดตลาดใหม่ๆ ผ่านคอนเนกชันของอดีตผู้นำเพื่อกระจายรายได้อย่างทั่วถึง
  • ลดความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อมุ่งเน้นงานที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของประเทศไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ งานที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ดีขึ้น และการที่เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนทุกคน คือเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคนปรารถนา รัฐบาลในปัจจุบันควรหยิบยกโอกาสเหล่านี้มาเปลี่ยนให้เป็นรายได้เข้าประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกแรงผลักดันไม่สูญเปล่า

ที่มา – ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร “ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน” ปัดวัดพลังการเมือง หวังรัฐบาลต่อยอดแนวคิด

“อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว

“อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด สำหรับภาพความเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ขณะเดินสายเยือนประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งงานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อกรณีนี้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยตอกย้ำว่า “อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว โดยไม่ควรนำมาโยงเป็นประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อนเกินจริง

นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีที่ท่านทักษิณเดินทางไปพบปะกับผู้นำระดับสูงในกลุ่มประเทศอาเซียนว่า เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัวและมิตรภาพที่มีมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่การปฏิบัติภารกิจในนามรัฐบาลไทยแต่อย่างใด

มุมมองเรื่องครอบครัวกับการเมือง

นอกจากประเด็นการเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ภาพที่ปรากฏร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็ถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงนัยสำคัญทางการเมือง นายอนุทินกล่าวอย่างชัดเจนว่า “อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาของการรวมตัวกันในฐานะลูกสาวและน้องสาว ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องสงสัยหรือตีความให้เป็นเรื่องของการวัดพลังทางการเมือง

หากเราวิเคราะห์จากถ้อยคำของนายกรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่าท่านพยายามลดกระแสความตึงเครียดที่สื่อมวลชนพยายามตั้งคำถาม โดยมองว่าเป็นกิจกรรมปกติของบุคคลสาธารณะที่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเหมือนประชาชนทั่วไป

  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: การเดินทางครั้งนี้สะท้อนถึงเครือข่ายมิตรภาพในกลุ่ม AEC
  • สิทธิเสรีภาพ: ท่านทักษิณในฐานะพลเมืองมีอิสระในการเดินทาง
  • เรื่องภายในครอบครัว: ภาพลักษณ์ความรักของตระกูลชินวัตรไม่ควรถูกบิดเบือน

ท้ายที่สุดแล้ว การเคลื่อนไหวของคนในตระกูลชินวัตรมักจะตกเป็นเป้าสายตาของสังคมเสมอ แต่การที่ “อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว ถือเป็นการตัดบททางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด เพื่อให้ประชาชนโฟกัสไปที่การทำงานของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศมากกว่าจะมาสนใจเรื่องส่วนตัวเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ทุกย่างก้าวของบุคคลสำคัญล้วนมีนัยในมุมมองของนักวิเคราะห์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการแยกแยะระหว่างเรื่องครอบครัวและความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองออกจากกันให้ชัดเจน แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้?

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว

“หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

“หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

การกลับมาสวมบทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ในรอบ 12 ปี ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวประกาศกร้าวชัดเจนว่า “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสภาไทย

หมอวรงค์เน้นย้ำถึงแนวคิดพื้นฐานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้นำจีนอย่าง สี จิ้นผิง โดยมองว่าการทำความสะอาดประเทศต้องเริ่มจากการทำความสะอาดสภาเสียก่อน การปราบทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ต้องเริ่มจากการลดพฤติกรรมฟุ่มเฟือยของนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกบำนาญ สส. หรือการลดจำนวนผู้ช่วย เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดินให้ได้มากที่สุด

เจาะลึกแนวคิด “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

ในการสัมภาษณ์พิเศษ หมอวรงค์ได้เคลียร์ใจทุกประเด็นดราม่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีตกับพรรคไทยรักไทย หรือความสงสัยของสังคมว่าทำไมเขาถึงมักจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตระกูลชินวัตรอยู่บ่อยครั้ง โดยเขายืนยันว่าการทำงานของเขาทำไปตามหลักการและความถูกต้อง ไม่ได้มีความโกรธแค้นส่วนตัว แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชนผ่านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่นักการเมืองควรจะเสียสละ

ประเด็นที่น่าสนใจที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ได้แก่:

  • กองทุนผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาที่เป็นสวัสดิการตลอดชีวิต
  • การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าเทอมบุตรที่มองว่าสูงเกินไป
  • ความจำเป็นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งและตรวจสอบได้

หมอวรงค์ยังได้พูดถึงร้านข้าวแกง 10 บาท ซึ่งเป็นที่สงสัยว่าทำเพื่อประชดการเมืองหรือไม่ ซึ่งเขายืนยันว่าจุดเริ่มต้นมาจากความต้องการช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองแต่อย่างใด “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการแสดงจุดยืนให้สังคมเห็นว่า การเป็นนักการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากการบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

สุดท้ายนี้ การทำหน้าที่ในสภาของหมอวรงค์จะเป็นอย่างไร จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาตามที่คาดหวังไว้ได้หรือไม่ คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่เชื่อได้ว่าบทบาทของเขาจะเป็นสีสันและเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนได้เห็นการตรวจสอบที่ดุเดือดและจริงจังมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ที่มา – “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

อดีตนายกฯ “อิ๊งค์” อวยพรสงกรานต์ 69 สุขกายสบายใจ

เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ 2569 มาถึงแล้ว! ทุกคนคงกำลังเตรียมตัวสาดน้ำ เล่นสนุก และกลับภูมิลำเนากันอย่างคึกคักใช่ไหมคะ แต่ก่อนจะไปปาร์ตี้กัน มาฟังคำอวยพรสุดอบอุ่นจากอดีตนายกฯ “อิ๊งค์” หรือนางสาวแพทองธาร ชินวัตร กันก่อนนะคะ คำอวยพรที่เต็มไปด้วยความห่วงใยต่อประชาชนชาวไทยในวันขึ้นปีใหม่ไทยนี้ ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจสุดๆ เลย

อดีตนายกฯ “อิ๊งค์” อวยพรสงกรานต์ 69

วันที่ 13 เมษายน 2569 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่ออวยพรสงกรานต์ 69 แก่พี่น้องประชาชนทุกคน โดยเน้นย้ำถึงความสุขกาย สบายใจ สุขภาพแข็งแรง และการเดินทางที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นคำอวยพรที่ตรงใจคนไทยในช่วงวันหยุดยาวนี้มากๆ ค่ะ ไม่ว่าจะกำลังเดินทางกลับบ้าน หรืออยู่บ้านฉ่ำใจกับครอบครัว คำนี้ตอบโจทย์ทุกสถานการณ์เลยนะ

คำอวยพรเต็มจากอดีตนายกฯ “อิ๊งค์”

ข้อความอวยพรของอดีตนายกฯ “อิ๊งค์” มีใจความสำคัญว่า: “เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ไทย พ.ศ. 2569 ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก โปรดดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุขกาย สบายใจ มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ และปราศจากโรคภัยทั้งปวงค่ะ ขอให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่แสนพิเศษ เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ ได้เติมพลังใจให้เต็มเปี่ยม และมีความสุขกับทุกช่วงเวลาในวันหยุดยาวนี้นะคะ สวัสดีวันสงกรานต์ค่ะ”

อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความจริงใจและความปรารถนาดีที่ส่งตรงมาถึงทุกบ้านเลยค่ะ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนยังต้องระวังสุขภาพหลังโควิด คำอวยพรเรื่องสุขภาพแข็งแรงนี่แหละที่โดนใจที่สุด

วิเคราะห์ความหมายคำอวยพรสงกรานต์ 69 จากอิ๊งค์

คำอวยพรอดีตนายกฯ “อิ๊งค์” อวยพรสงกรานต์ 69 นี้ สามารถแบ่งออกเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้:

  • สุขกาย สบายใจ: ปรารถนาให้ทุกคนมีร่างกายแข็งแรง จิตใจเบิกบาน ท่ามกลางเทศกาลที่เต็มไปด้วยความสนุก
  • สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรค: สำคัญมากในช่วงเดินทางคนเยอะ หวังให้ทุกคนปลอดภัยจากอุบัติเหตุและโรคระบาด
  • เดินทางโดยสวัสดิภาพ: คำเตือนใจสำหรับสายบิน รถทัวร์ รถยนต์ ที่จะมุ่งหน้ากลับบ้าน
  • เติมพลังใจ มีความสุข: สงกรานต์ไม่ใช่แค่สาดน้ำ แต่เป็นการชาร์จพลังสำหรับปีใหม่ไทย

นอกจากนี้ ยังอ้างถึงพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แสดงถึงวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานความเชื่อและความปรารถนาดีแบบดั้งเดิมเข้าไว้ด้วยกัน

เคล็ดลับเดินทางปลอดภัยช่วงสงกรานต์ 2569

เพื่อให้คำอวยพรของอดีตนายกฯ “อิ๊งค์” เป็นจริง มาดูเคล็ดลับกันค่ะ:

  • ตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง เช็คยาง น้ำมัน เบรกให้เรียบร้อย
  • พักรถทุก 2 ชั่วโมง อย่าขับต่อเนื่องนานๆ
  • งดเหล้า งดเมาแล้วขับ ชีวิตสำคัญที่สุด
  • สวมหมวกกันน็อกสำหรับจักรยานยนต์ และเสื้อชูชีพถ้าล่องแก่ง
  • ดื่มน้ำเยอะๆ ทาครีมกันแดด ป้องกันผิวไหม้จากแดดร้อน

ปีนี้สงกรานต์ยาว 5 วัน อย่าลืมวางแผนให้ดีนะคะ จะได้กลับบ้านปลอดภัย สนุกสุดเหวี่ยง!

ในมุมมองของเรา คำอวยพรจากอดีตนายกฯ “อิ๊งค์” ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการเชื่อมโยงหัวใจระหว่างผู้นำกับประชาชน แสดงให้เห็นว่าทุกคนล้วนต้องการความสุขเหมือนกัน สงกรานต์ปีนี้ ลองส่งต่อคำอวยพรดีๆ ให้เพื่อนๆ และครอบครัวดูสิคะ รับรองว่าปีใหม่ไทยจะยิ่งมีความหมาย

CTA: คุณมีคำอวยพรสงกรานต์โปรดของใครบ้าง? แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะคะ หรือเล่าเรื่องสนุกสงกรานต์ของคุณมาให้ฟัง!

ที่มา – อดีตนายกฯ “อิ๊งค์” อวยพรสงกรานต์ 69 ปีใหม่ไทยขอ ปชช. สุขกาย สบายใจ สุขภาพแข็งแรง เดินทางปลอดภัย

ไฟเขียว! ผู้กำกับหนุ่ย นั่งรองผอ.ปฏิรูปประเทศ

ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง “ผู้กำกับหนุ่ย” อดีตนายตำรวจติดตามตระกูลชินวัตร ขึ้นแท่นรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักนายกรัฐมนตรี งานนี้หลายคนจับตามองถึงบทบาทใหม่ของผู้กำกับหนุ่ยกับการปฏิรูปประเทศ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง พันตำรวจเอก วทัญญู วิทยผโลทัย หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้กำกับหนุ่ย” ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักนายกรัฐมนตรี

สำหรับประวัติของ พันตำรวจเอก วทัญญู หรือ “ผู้กำกับหนุ่ย” นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะอดีตนายตำรวจที่เคยติดตามดูแลความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญในตระกูลชินวัตรมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยนายทักษิณ ชินวัตร จนถึง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร

เส้นทางการรับราชการของผู้กำกับหนุ่ยเคยขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อปี 2554 เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อารักขา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 แม้ว่านางสาวยิ่งลักษณ์จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ผู้กำกับหนุ่ยก็ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและพักราชการ เนื่องจากการเดินทางไปเชียร์ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียพร้อมกับนางสาวยิ่งลักษณ์ แต่ท้ายที่สุดก็รอดพ้นจากการถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรงได้ หลังจากยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. และได้กลับเข้ารับราชการตามเดิมในปี 2564 พร้อมกับการเลื่อนตำแหน่งตามกฎอาวุโสขึ้นเป็น รองผู้บังคับการกลุ่มงานผู้เชี่ยวชาญการข่าว กองบัญชาการตำรวจสันติบาล

ผู้กำกับหนุ่ย กับบทบาทใหม่ในการปฏิรูปประเทศ

การได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในชีวิตราชการของผู้กำกับหนุ่ย ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลเศรษฐาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวาระสำคัญของประเทศ

ภารกิจสำคัญ: ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

บทบาทหน้าที่หลักของผู้กำกับหนุ่ยในตำแหน่งใหม่นี้ คือ การสนับสนุนและขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการบริหารราชการแผ่นดิน การเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้จึงเป็นที่น่าจับตาว่า “ผู้กำกับหนุ่ย” จะสามารถนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่มีมาใช้ในการผลักดันวาระแห่งชาติให้สำเร็จลุล่วงได้มากน้อยเพียงใด

ในยุคของรัฐบาลเศรษฐา และการที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งสำคัญในพรรคเพื่อไทย ผู้กำกับหนุ่ยยังคงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในที่สุด

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ผู้มีอำนาจมอบให้กับ “ผู้กำกับหนุ่ย” อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่น่าสนใจว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของเขา จะถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปในทิศทางใด

การได้รับตำแหน่ง รองผอ.ปฏิรูปประเทศ ของ ผู้กำกับหนุ่ย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่น่าจับมอง

การแต่งตั้ง ผู้กำกับหนุ่ย ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่รัฐบาลมีต่อศักยภาพและความสามารถของเขาในการเข้ามาช่วยขับเคลื่อนวาระปฏิรูปประเทศให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ผู้กำกับหนุ่ยจะสามารถปรับบทบาทจากนายตำรวจผู้คุ้นเคยกับการอารักขาบุคคลสำคัญ มาเป็นผู้นำในการผลักดันนโยบายระดับชาติได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพหรือไม่

ที่มา – ไฟเขียว “ผู้กำกับหนุ่ย” อดีตนายตำรวจตระกูลชินวัตร นั่งรองผอ.ปฏิรูปประเทศ

“จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” สส. เชียงราย เกินคาด

“จักรภพ” วิเคราะห์ชัยชนะเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 เกินความคาดหมาย เชื่อมาจาก “สง่า” ทำงานหนัก มี “ยงยุทธ-พิเชษฐ์” ช่วยเบื้องหลังเป็นระบบ เตือนอย่ามองข้ามคะแนนโนโหวตประท้วงเงียบ

วันที่ 15 ก.ย. 2568 นายจักรภพ เพ็ญแข รักษาการที่ปรึกษาของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงชัยชนะของนายสง่า พรมเมือง ในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 โดยทิ้งห่างคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนกว่าเท่าตัวว่า หากให้วิเคราะห์น่าจะมาจาก 1. มาจากตัวผู้สมัครเอง ที่ทำงานหนัก และลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง 2. มาจากผลงานเดิมของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย 3. ความคาดหวังในตัวผู้สมัครที่เข้าใจความรู้สึกของชาวบ้าน ส่วนตัวรู้สึกว่าจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่เฉพาะที่มีลักษณะเป็นเมืองนานาชาติที่มีการพัฒนาขึ้นในทุกวัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับประเทศจีน ลาว เมียนมา แต่องค์ประกอบหลายอย่างของจังหวัดเชียงรายยังไม่ได้จัดให้สอดคล้องกับความเป็นเมืองนานาชาติ

ไม่คิดผลคะแนนทะลุ 4 หมื่น

นายจักรภพ ยอมรับด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ทางพรรคเพื่อไทยตั้งความหวังว่า นายสง่าจะชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้คิดว่าผลคะแนนที่ได้จะสูงถึงขนาด 4 หมื่นกว่าคะแนน ซึ่งห่างจากผู้สมัครของพรรคประชาชนที่ได้ไม่ถึง 2 หมื่นคะแนน สิ่งที่ตนเองพูดนี้ไม่ได้หมายความถึงการฮึกเหิมและก้าวร้าวทางการเมือง แต่สิ่งที่จะต้องทำหลังจากนี้ คือจะต้องศึกษาวิธีที่ได้มาซึ่งคะแนนเสียง ว่าเพราะอะไรประชาชนถึงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยด้วยคะแนนเสียงจำนวนมาก และเท่าที่ตนเองสังเกตนายสง่าพร้อมทั้งทีมงานทำงานหนักมาโดยตลอด และได้รับการสนับสนุนจากนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงระบบที่เคยมีการบริหารการเมืองและการเข้าถึงประชาชนโดยผ่านกระบวนการตัวแทนต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น ซึ่งจากการชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ตนเองยังตั้งข้อสังเกตว่า ชัยชนะที่ได้มาไม่ได้มาจากการที่จัดเวทีหาเสียงในลักษณะเวทีใหญ่ แต่เป็นการหาเสียงโดยใช้เวทีย่อยแต่ละหมู่บ้าน เมื่อผลออกมาว่าชนะการเลือกตั้งแสดงว่ากลยุทธ์และวิธีที่ได้ลงพื้นที่หาเสียงไปได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี คือประชาชนอยากได้ผู้สมัครที่เข้าถึงตัวและสามารถพูดจากันได้

เชื่อพท.ปรับกลยุทธ์ลุยเวทีย่อย

นายจักรภพกล่าวด้วยว่า จากนี้เชื่อว่า ทางผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยก็คงจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้ช่วยหาเสียงเขต 7 เชียงราย ในครั้งนี้ คิดว่าสามารถนำมาเป็นต้นแบบในการหาเสียงเขตอื่นๆ ได้ โดยมีวิธีการคือ 1. เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด และให้ย้อนกลับไปคิดถึงตอนที่สร้างพรรคไทยรักไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ตอนนั้นประชาชนไม่รู้จักพรรคไทยรักไทยเลย ซึ่งเราจะต้องเอาตรงส่วนนี้มาถอดบทเรียนว่าทำอย่างไรจึงเข้าถึงประชาชน และได้รับการเลือกตั้งจนมาถึงปัจจุบันนี้ ตอนนี้ส่วนตัวคิดว่า ไม่ได้ต้องการเฉพาะที่จะได้แต่ชัยชนะ แต่ต้องปลุกฟื้นความศรัทธาของประชาชน เนื่องจากประชาชนเอือมระอาต่อการเมืองเป็นจำนวนมาก

วิเคราะห์ปัจจัยทำให้ชนะ

“ชัยชนะของคุณสง่า ในครั้งนี้ ผมมองว่าเป็นเพราะตัวคุณสง่า ที่ประกอบธุรกิจพืชไร่ในพื้นที่มาโดยตลอด จนเป็นที่รักของประชาชน จึงทำให้มีฐานคะแนนเดิมอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าคะแนนที่ได้มาทั้งหมดจะเป็นฐานคะแนนเก่าของคุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน และอีกส่วนประมาณ 40% ได้รับคะแนนสงสารคุณทักษิณ ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและต้องเข้าไปจำคุกอยู่ในเรือนจำ และสิ่งสำคัญที่ผมคิดว่ามีส่วนทำให้ชนะ คือ คุณยงยุทธ ติยะไพรัช การนำคนเก่าๆ ที่มีบทบาทในพื้นที่เข้ามาช่วยเหลือ” นายจักรภพ กล่าวและว่า

ห่วงโนโหวตประท้วงการเมือง

แต่สำหรับอีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ จำนวนบัตรที่กาช่องไม่ประสงค์เลือกบุคคลใดมีจำนวนเกือบหมื่นใบ นายจักรภพ กล่าวว่า ในส่วนนี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่าคนเบื่อหน่ายการเมือง แต่ตัวเองก็ถือว่าเป็นประเด็นที่จะต้องนำมาคิดเนื่องจาก โนโหวต ไม่ได้แปลว่าเขาชอบหรือไม่ชอบทั้งเพื่อไทยและประชาชน และก็มองว่าผู้สมัครทั้ง 2 คนไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์ แต่ในส่วนของพรรคประชาชนนั้น คนอาจจะผิดหวังที่ไปเข้าร่วมรัฐบาล ส่วนตัวจึงคิดว่าจะต้องให้ความสำคัญกับหมื่นคะแนนที่ โนโหวต ส่วนตัวมีความรู้สึกลึกๆ ว่า จำนวนที่ โนโหวต อาจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็สะท้อนให้เห็นว่าเป็นคะแนนที่ประท้วงระบบการเมือง

ยุ “ทักษิณ”พ้นโทษ ถือธงนำเพื่อไทย

นอกจากนี้ยังคงมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร ว่า หลังจากนี้ต่อไปพรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีบุคคลในตระกูลชินวัตรเป็นผู้บริหารพรรค สำหรับประเด็นนี้ นายจักรภพมองว่า ตอนนี้คนในครอบครัวชินวัตร ก็คงมองอยู่ว่ามีบุคคลอื่นที่มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาช่วยขยายอุดมการณ์ ในการร่วมขับเคลื่อนพรรค ต้องยอมรับว่าในระยะนี้คนคิดถึงนายทักษิณมากพอสมควร เนื่องจากนโยบายหลายอย่างที่นายทักษิณเคยทำไว้ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่เคยมีใครทำได้ที่เป็นรูปธรรมขนาดนี้ และที่สำคัญตนเองคิดว่าหลังจากที่คุณทักษิณพ้นโทษ ควรจะต้องกลับมาอยู่เบื้องหน้าของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากยังคงเป็นแบรนด์ของพรรคที่สำคัญ เพราะว่ายังคงมีคนที่ชื่นชอบในตัวคุณทักษิณอยู่อีกไม่น้อย และอีกประการเรื่องอายุขัยก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณทักษิณมีเวลาอีกไม่มากที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นเมื่อประชาชนคิดว่าไม่อยากย่ำเท้าอยู่ที่เดิม ประกอบกับคุณทักษิณเองก็คิดว่าจะต้องพัฒนาก้าวไปข้างหน้าทั้ง 2 ส่วนนี้มารวมกันก็จะไปในทิศทางที่ดี และอีกประการหากนายทักษิณมาอยู่เบื้องหน้า ก็จะสามารถทำให้สร้างความมั่นใจให้กับ สส. ที่กำลังคิดว่าจะย้ายพรรค ปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ก็อาจจะเป็นได้หลังพ้นโทษ

เบรกอย่ารีบ ต้องเรียนรู้บทเรียน

ส่วนคำถามที่ว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่นายทักษิณจะมีโอกาสมารับโทษนอกเรือนจำ นายจักรภพกล่าวว่า คิดว่าเราไม่ควรรีบร้อนที่จะทำอะไรแบบนั้น ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นสิทธิของผู้ต้องขังตามปกติ ซึ่งจะพิจารณาจากพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าจะใช้สิทธิ์ทางด้านอายุ อาการป่วย จนถึงขั้นพักโทษนั้น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราจะรีบเอาเรื่องนี้มาใช้เป็นสิทธิ ก็จะทำให้เกิดความคลางแคลงใจในอนาคต เราต้องเรียนรู้บทเรียนที่จะไม่ไปสร้างความระแวงของประชาชน เหมือนคราวที่ผ่านมา

“จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย เตือนอย่ามองข้ามโนโหวตประท้วงเงียบ

บทวิเคราะห์ของนายจักรภพ เพ็ญแข ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 โดยเน้นย้ำถึงการทำงานหนักของผู้สมัคร การสนับสนุนจากทีมงาน และความต้องการของผู้สมัครที่เข้าถึงประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจจาก “จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย

สิ่งที่ได้จากบทสัมภาษณ์ของนายจักรภพ คือการมองถึงปัจจัยรอบด้านที่นำไปสู่ชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง ทีมงานเบื้องหลัง หรือแม้แต่กระแสความนิยมในอดีตของพรรคไทยรักไทย นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจคือจำนวนผู้ที่เลือก “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” ซึ่งสะท้อนถึงความเบื่อหน่ายทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งในอนาคต

ชัยชนะของนายสง่า พรมเมือง ในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 เป็นผลลัพธ์ของการทำงานอย่างหนัก ความเข้าใจในพื้นที่ และการสนับสนุนจากทีมงานที่มีประสบการณ์ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองในระยะยาว

การวิเคราะห์ของนายจักรภพเป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองไทยและผู้ที่สนใจในการวางกลยุทธ์การเลือกตั้ง

ที่มา – “จักรภพ”เผยชัยชนะ“สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย เตือนอย่ามองข้ามโนโหวตประท้วงเงียบ

Scroll to top