ทนายความ

ศาลฎีกาสั่งคุก 3 ปี ทนายดังโกงเงินแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง

ศาลฎีกาสั่งคุก 3 ปี ทนายดังโกงเงินแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดมีคำพิพากษาจากศาลฎีกาออกมาว่า ศาลฎีกาสั่งคุก 3 ปี ทนายดังโกงเงินแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง โดยไม่มีการรอลงอาญา ซึ่งคดีนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคนที่กำลังมองหาที่พึ่งในกระบวนการยุติธรรม โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นจากการที่จำเลยซึ่งเป็นอดีตทนายความ ได้มีการกระทำที่ไม่โปร่งใสในคดีความที่เกี่ยวข้องกับค่าประกันตัวของ เบนซ์ เรซซิ่ง จนนำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีในที่สุด

สรุปความเป็นมาของคดี ศาลฎีกาสั่งคุก 3 ปี ทนายดังโกงเงินแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากการที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช ได้ยื่นฟ้องนายศิวาวิทย์ อดีตทนายความ ในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ หลังจากที่นายศิวาวิทย์ได้มีการนำความเท็จมาฟ้องร้องโจทก์และเบิกความในชั้นศาล ซึ่งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยในคดีอาญานี้ศาลฎีกาได้พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลย 3 ปี และให้เจ้าหน้าที่นำตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที

ทางด้าน เบนซ์ เรซซิ่ง ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกหลังทราบผลคำพิพากษาว่า ตนรู้สึกพอใจที่ได้รับความยุติธรรม แม้ในทางแพ่งจะมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายไปกว่า 3.1 ล้านบาท แต่ด้วยปัญหาด้านทรัพย์สินของจำเลย ทำให้ต้องมีการดำเนินการในขั้นตอนล้มละลายต่อไป ซึ่งเบนซ์ได้ย้ำว่ากรณีที่ศาลฎีกาสั่งคุก 3 ปี ทนายดังโกงเงินแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมาก

  • ระวังทนายอ้างวิ่งเต้น: อย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างว่าสามารถวิ่งเต้นคดีหรือการันตีผลลัพธ์ได้
  • ตรวจสอบประวัติ: ก่อนจ้างทนายความควรตรวจสอบว่ามีชื่อในทะเบียนสภาทนายความหรือไม่
  • เก็บหลักฐานให้ครบ: ทุกสัญญาและการโอนเงินควรมีเอกสารยืนยันอย่างชัดเจน

จากเหตุการณ์นี้ สิ่งที่อยากฝากไว้คือการเลือกทนายความนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ความซื่อสัตย์สุจริตคือหัวใจสำคัญของการประกอบวิชาชีพกฎหมาย การที่จำเลยต้องรับโทษทัณฑ์ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่า ในกระบวนการยุติธรรมนั้น ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ และความจริงมักจะเปิดเผยเสมอในที่สุด ไม่ว่าการต่อสู้จะยาวนานเพียงใดก็ตาม ขอให้ทุกคนใช้กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจในการตัดสินใจเลือกที่ปรึกษาทางกฎหมายในอนาคตครับ

ที่มา – ศาลฎีกา สั่งคุก 3 ปี “ทนายดัง” คดีโกงเงินแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” คุมเข้าเรือนจำ

พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตนเองถูกพาดพิงจากนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ เกี่ยวกับการมีรายชื่อเชื่อมโยงกระบวนการฮั้ว สว. โดยนายทรงศักดิ์ยืนยันว่าเรื่องนี้มีความไม่เหมาะสมและเตรียมเอาผิดทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยประกาศเสียงแข็งว่า พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท ทันทีหลังจากที่ทีมกฎหมายรวบรวมหลักฐานเสร็จสิ้น

การตัดสินใจเข้าแจ้งความครั้งนี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากนายทรงศักดิ์มองว่าข้อมูลที่ถูกนำเสนอออกมานั้นเข้าข่ายองค์ประกอบของการหมิ่นประมาท ทำให้ชื่อเสียงของตนได้รับความเสียหาย นายทรงศักดิ์ได้ระบุชัดเจนว่า ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายเร่งถอดคำพูดและตรวจสอบเนื้อหาที่นายยิ่งชีพได้นำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อหาหลักฐานที่แน่ชัดก่อนจะเดินทางไปดำเนินคดีที่จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตน

รายละเอียดการดำเนินการทางกฎหมายของ ทรงศักดิ์ ทองศรี

สำหรับการเดินทางไปแจ้งความในครั้งนี้ นายทรงศักดิ์ต้องการแสดงให้เห็นถึงความจริงจัง โดยประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณี พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท มีดังนี้:

  • ทีมกฎหมายกำลังตรวจสอบทุกถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาผ่านสื่อสารมวลชนและโซเชียลมีเดีย
  • เตรียมความพร้อมในการรวบรวมเอกสารและหลักฐานประกอบการฟ้องร้องดำเนินคดี
  • เลือกสถานีตำรวจในจังหวัดบึงกาฬเป็นสถานที่แจ้งความ เพื่อความสะดวกและเป็นพื้นที่ที่แสดงถึงความชัดเจนในฐานะที่เป็นภูมิลำเนาของตน

ความชัดเจนของนายทรงศักดิ์ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่วิจารณ์การทำงานว่าต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหากใครที่นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนหรือเข้าข่ายการหมิ่นประมาท ก็พร้อมที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายปกป้องเกียรติยศและชื่อเสียงของตนเองอย่างแน่นอน

ในมุมมองของสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ประชาชนควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและใช้วิจารณญาณ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของบุคคลสาธารณะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ทุกอย่างตามกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมายและกระแสสังคม เมื่อล่าสุดศาลอาญาได้มีคำสั่งออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ หลังจากจำเลยไม่ยอมมาปรากฏตัวตามนัดหมาย สร้างความคลางแคลงใจให้กับทางฝั่งโจทก์และประชาชนทั่วไปที่ติดตามคดีนี้มาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังคดีดัง ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากคดีที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช มารดาของคุณ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ได้ยื่นฟ้องอดีตทนายความรายหนึ่งในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โดยมีประเด็นสำคัญจากการที่คู่กรณีเคยรับว่าจ้างให้ช่วยเรื่องคดีความ แต่กลับไม่คืนเงินค่าประกันตัวจำนวนกว่า 3.1 ล้านบาท จนกลายเป็นเรื่องราวที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2562

เปิดพฤติการณ์ที่นำไปสู่การออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณเบนซ์ เรซซิ่ง ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ตนเองและครอบครัวตั้งใจเพียงแค่ต้องการความยุติธรรมกลับคืนมา หลังจากถูกทนายความคนดังกล่าวกลั่นแกล้งและฟ้องกลับทั้งที่ไม่มีมูลความจริง โดยมีข้อสังเกตและรายละเอียดสำคัญดังนี้:

  • ทนายความคนนี้เคยมีชื่อเสียงและได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในตอนแรก
  • มีการแอบอ้างว่ารู้จักคนใหญ่คนโตเพื่อให้โจทก์หลงเชื่อและว่าจ้างในที่สุด
  • หลังจากที่มีคำสั่งศาลแพ่งให้คืนเงิน ก็กลับไม่มีการชำระคืนจริง มีเพียงสถานะล้มละลาย
  • ในชั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ได้มีการพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาเบิกความเท็จและฟ้องเท็จไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยกลับไม่ยอมเข้ามาตามนัด ทั้งที่ทราบถึงหมายศาลโดยชอบแล้ว ทำให้ศาลตัดสินใจสั่งออกหมายจับทันทีพร้อมริบเงินประกันตัวเต็มจำนวน เพราะเล็งเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับครอบครัวผู้เสียหายเป็นอย่างมาก

ทางด้านคุณเบนซ์ เรซซิ่ง ได้ฝากข้อคิดไว้ว่า คนที่เป็นถึงทนายความและมีความรู้ทางกฎหมาย ไม่ควรใช้ตำแหน่งหรือความสามารถมาหากินบนความเดือดร้อนของประชาชน และควรมีความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของตนเองมากกว่าการหลบหนีเช่นนี้ คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังแสวงหาที่ปรึกษาทางกฎหมาย ว่าต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและไม่หลงเชื่อเพียงแค่ชื่อเสียงหรือคำกล่าวอ้างเท่านั้น

สุดท้ายนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในนัดถัดไปวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษาได้ทันเวลาหรือไม่ และบทสรุปของคดีสะเทือนอารมณ์นี้จะจบลงอย่างไร ต้องรอติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองล่าสุด เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจมอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียง ซึ่งมีการพาดพิงถึงกรณี“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น โดยอ้างว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องเท็จและทำลายชื่อเสียง

“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีการปล่อยคลิปเสียงทางโลกออนไลน์ โดยมีบุคคลที่ถูกระบุชื่อว่า “ส้ม-กิจ” และ “บังแจ็ค” เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลในทำนองว่ามีการทุจริตในการจัดสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีการอ้างชื่อรองนายกรัฐมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งที่ในข้อเท็จจริงกระบวนการจัดสอบทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส

เบื้องลึกความขัดแย้ง: ทำไมถึงมีการพาดพิง?

ทนายความของนายทรงศักดิ์ย้ำชัดว่า กระบวนการที่นำมากล่าวอ้างนั้นไม่มีมูลความจริง โดยเฉพาะข้อหาเรียกรับเงินโควตาผู้สอบจำนวนหลายพันอัตรา พร้อมระบุว่า“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น เพราะเป็นการจงใจดิสเครดิตทางการเมือง เนื่องจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจเสียผลประโยชน์จากการประมูลโครงการจัดสอบ

  • การแจ้งความ: ดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • กลุ่มเป้าหมาย: น.ส.กานดาภร (ส้ม), นายพงศกรณ์ (กิจ) และผู้เผยแพร่คลิป
  • เป้าหมายของคดี: ต้องการใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ความจริงว่าเหตุใดจึงมีการกุเรื่องขึ้นมา

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ นี่คือบทเรียนสำคัญของยุคโซเชียลมีเดียที่การสร้างข้อมูลเท็จสามารถทำลายชื่อเสียงของบุคคลสาธารณะได้ภายในพริบตา การที่ผู้ถูกกล่าวหาออกมาปกป้องสิทธิ์ผ่านช่องทางกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรสนับสนุน เพื่อไม่ให้สังคมหลงเชื่อข่าวลือที่ขาดพยานหลักฐาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราคงต้องรอฟังบทสรุปจากพนักงานสอบสวนว่า คลิปเสียงดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร และมีใครต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นบ้าง หากคุณมีข้อคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงกฎหมายเมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีที่ ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ อดีตรองนางสาวไทย ได้ยื่นฟ้อง ทนายกุ้ง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีการให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ ซึ่งคดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้คำพูดและการทำหน้าที่ของทนายความในยุคโซเชียลมีเดีย

สรุปบทเรียนจากคดี คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

ศาลได้พิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการ ‘เคลียร์ชัดชัด’ โดยพบว่าคำพูดของจำเลยที่ 2 หรือ ทนายกุ้ง นั้นมีการกล่าวถึงจำนวนลูกหนี้ของฝั่งโจทก์ในลักษณะที่เกินขอบเขตการทำหน้าที่ทนายความ ไม่ได้เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกความอย่างสมเหตุสมผล ทำให้ศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี และสั่งปรับเป็นเงินจำนวน 1 แสนบาท โดยศาลมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ ปู-มัณฑนา

หากเปรียบเทียบในมุมมองกฎหมาย คดี คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา นี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายว่าต้องมีความระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่อสาธารณะอย่างยิ่ง ดังนี้:

  • การนำเสนอข้อมูลต้องอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ไม่บิดเบือน
  • การทำหน้าที่ทนายความต้องไม่ล้ำเส้นจนกระทบต่อสิทธิและชื่อเสียงของผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน
  • การกล่าวอ้างในรายการโทรทัศน์ต้องคำนึงถึงผลวิบากทางกฎหมายที่เป็นคดีหมิ่นประมาทได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านจำเลยได้ออกมาแสดงท่าทีว่าจะขอสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ โดยมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์จากคดีเดียวจากหลายคดีที่เคยทำมา ซึ่งนับว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประชาชนในการติดตามว่าขอบเขตของการแสดงความคิดเห็นและการทำหน้าที่ของนักกฎหมายนั้นควรมีจุดสิ้นสุดที่ตรงไหน

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด ควรพิจารณาคำพูดและข้อมูลก่อนสื่อสารออกไปในที่สาธารณะ เพราะคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคอาจนำมาซึ่งภาระทางกฎหมายที่หนักหนาเกินคาดคิด การใช้สติยับยั้งชั่งใจถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน

ที่มา – คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท “ทนายกุ้ง” หมิ่นประมาท “ปู-มัณฑนา”

อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจอีกครั้ง เมื่อสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งดูไบได้ออกมาแถลงยืนยันว่า นางไซนับ จาวาดลี อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากมีกระแสการหายตัวไปอย่างปริศนาของเธอพร้อมกับลูกๆ ทั้ง 3 คน จนสร้างความวิตกให้กับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนสนิทเป็นเวลาเกือบ 2 วันเต็ม

เรื่องราวความขัดแย้งในครั้งนี้ถือเป็นมหากาพย์การฟ้องร้องที่ยืดเยื้อ โดยทางฝ่ายของ ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม อดีตสามี ได้เข้าแจ้งความกับทางการโดยกล่าวหาว่าอดีตภรรยาของเขาได้ลักพาตัวบุตรของพวกเขาไปในช่วงเวลาการเข้าเยี่ยมตามที่ศาลได้จัดสรรไว้ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างสลับกันแจ้งความกล่าวโทษว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ลักพาตัวเด็ก

เบื้องหลังการควบคุมตัว อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

ก่อนที่ข่าวการจับกุมจะถูกยืนยัน สถานการณ์ของนางจาวาดลีนั้นถือว่าอยู่ในภาวะที่ตึงเครียดอย่างมาก หลายเดือนที่ผ่านมาเธอมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เพราะความหวาดระแวงว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะบุกเข้ามาเพื่อพรากลูกๆ ไปจากอกของเธอ จนกระทั่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เธอและลูกๆ ได้ขาดการติดต่อกับโลกภายนอกไปโดยสิ้นเชิง สร้างความตื่นตระหนกให้กับทนายความและผู้ที่คอยให้การสนับสนุนเธออยู่อย่างมาก

ทางด้านทนายความส่วนตัวของเธออย่าง นาย เดวิด ไฮจ์ ได้ออกมาเรียกร้องอย่างเร่งด่วนต่อทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยขอให้มีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของลูกความ โดยประเด็นที่เรียกร้องมีดังนี้:

  • ขอให้ทางรัฐอนุญาตให้นางจาวาดลีสามารถเข้าถึงทนายความส่วนตัวได้ทันที
  • เรียกร้องให้มีการติดต่อสถานกงสุลเพื่อดูแลสวัสดิภาพของเธอ
  • ขอให้มีการอนุญาตให้มีการติดต่อกับครอบครัวเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย
  • เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอและลูกๆ กลับสู่บ้านพักโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ทางด้านสำนักงานอัยการสูงสุดของดูไบได้ให้คำมั่นเพียงสั้นๆ แต่หนักแน่นว่า กระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในระหว่างการสืบสวนและทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพสูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง ซึ่งการที่อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้วนั้น ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของก้าวต่อไปในศึกแย่งชิงสิทธิ์การเลี้ยงดูที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีบทสรุปที่ลงตัวง่ายๆ ในช่วงเวลานี้

ในมุมมองของเรา เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าในคดีครอบครัวที่มีความละเอียดอ่อนและมีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ความยุติธรรมและความโปร่งใสของกระบวนการคือสิ่งที่สังคมโลกให้ความสำคัญมากที่สุด เราก็หวังว่าท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยผลประโยชน์ที่ดีที่สุดต่อเด็กๆ ที่อยู่ในความขัดแย้งนี้ครับ

ที่มา – อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

เชื่อว่าคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญระดับนานาชาติแบบนี้ขึ้น เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป” พร้อมกับลูกสาวทั้งสามคนอย่างปริศนา ท่ามกลางความกังวลใจของครอบครัวและเพื่อนฝูงที่ขาดการติดต่อไปตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างคำถามมากมายตามมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่?

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป” อย่างเป็นปริศนา

เรื่องราวเริ่มต้นเข้มข้นเมื่อ เดวิด ไฮจ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนชาวอังกฤษ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของ ไซนับ จาวาดลี อดีตภรรยาของ ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม ซึ่งกำลังเผชิญกับคดีแย่งชิงสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอย่างดุเดือด โดยเหตุการณ์ ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป” นี้ กลายเป็นหัวข้อที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมาโดยตลอด

เบื้องลึกความขัดแย้งและสัญญาณอันตราย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จาวาดลีมีท่าทีหวาดระแวงและแทบไม่ได้ออกไปไหน เพราะเกรงว่าฝ่ายความมั่นคงจะบุกมาพรากลูกๆ ของเธอไป การที่บ้านของเธอในดูไบถูกล็อกและเปลี่ยนแม่กุญแจ ยิ่งตอกย้ำความผิดปกติที่เกิดขึ้น โดยมีข้อมูลสำคัญดังนี้:

  • ขาดการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่คืนวันอังคาร
  • คุณแม่ของจาวาดลีเดินทางไปหาแต่พบว่าบ้านว่างเปล่า
  • มีการแจ้งความร้องทุกข์ไปยังสถานกงสุลอาเซอร์ไบจานเพื่อเร่งตามหา

สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องในครอบครัว แต่ยังสะท้อนถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้ทางกฎหมายที่ซับซ้อนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกมาชี้แจงความจริงใดๆ ทั้งสิ้น

เราคงต้องร่วมลุ้นและติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะจบลงอย่างไร และความปลอดภัยของแม่ลูกทั้งสี่คนจะได้รับการคุ้มครองหรือไม่ นี่ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญของการต่อสู้เพื่อสิทธิความเป็นแม่ท่ามกลางอำนาจที่อยู่เหนือกว่า ซึ่งสังคมโลกจำเป็นต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียไปมากกว่านี้

ที่มา – ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

ทนาย “บิ๊กโจ๊ก” แถลง ตั้งข้อสังเกตปมคลิปเสียง คดีสินบนทอง 246 บาท

ทนาย “บิ๊กโจ๊ก” แถลง ตั้งข้อสังเกตปมคลิปเสียง คดีสินบนทอง 246 บาท กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดยทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาโต้แย้งอย่างหนักแน่นต่อคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ในคดีนี้ สร้างความฮือฮาให้กับสื่อมวลชนและประชาชน

ทนาย “บิ๊กโจ๊ก” แถลง ตั้งข้อสังเกตปมคลิปเสียง คดีสินบนทอง 246 บาท

การแถลงข่าวครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 เมษายน โดยนายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากบิ๊กโจ๊ก ได้ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่งในการชี้แจงทุกประเด็น โดยมี พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิทของบิ๊กโจ๊ก มาร่วมรับฟังด้วย แม้จะต้องรับฟังทางออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงความชุลมุน

ประเด็นกฎหมายสำคัญที่ทนายโต้แย้ง

ทนาย “บิ๊กโจ๊ก” แถลง ตั้งข้อสังเกตปมคลิปเสียง คดีสินบนทอง 246 บาท โดยย้ำว่าการดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 236 และ 237 ซึ่งกำหนดให้ใช้ “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” เท่านั้น ไม่ใช่พนักงานสอบสวนทั่วไป ทนายอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2560 และความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ชัดเจนว่าตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้

  • ระบบไต่สวนเฉพาะสำหรับคดีพิเศษตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช.
  • พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ขาดอำนาจตามกฎหมาย
  • บันทึกกองคดี สตช. ยืนยันต้องใช้ขั้นตอนพิเศษ

นอกจากนี้ บิ๊กโจ๊กยังยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการคดีปราบปรามการทุจริต เมื่อ 16 เมษายน และโต้แย้งการแถลงข่าวของโฆษกตร. ที่อาจละเมิดสิทธิผู้ถูกกล่าวหา

ข้อสงสัยคลิปเสียง: ใช้ AI ดัดแปลง?

ทนายตั้งข้อสังเกตว่าคลิปเสียงไม่ใช่ของบิ๊กโจ๊กจริง เพราะมีสะอื้นร้องไห้เพื่อชี้นำสังคม การพูดติดขัดดูไม่เป็นตัวเอง และปัจจุบันเทคโนโลยี AI สามารถลอกเลียนเสียงได้ง่าย ทนายสาธิตให้ดูในที่ประชุม แม้ตร. จะยืนยันว่าผ่านการตรวจจากสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน แต่ทนายยืนยันจะเป็นทนายให้ต่อไป

ทนายยังชี้แจงความสัมพันธ์กับนายสามารถ หรือเอ็ดเวิร์ด ที่สนิทกันตั้งแต่อดีตคดีทนายตั๊ม-เจ๊อ้อย ไม่มีการกดดันให้หนี บิ๊กโจ๊กเองก็ไม่หลบหนี สื่อเข้าพบได้ตลอด

กรณีนี้สะท้อนปัญหาการใช้หลักฐานดิจิทัลในคดีอาญาไทย ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ หากคลิปมาจากการดักฟัง อาจผิดกฎหมายและใช้เป็นพยานไม่ได้ ผู้ต้องหายังบริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การแถลงครั้งนี้ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และเน้นย้ำสิทธิผู้บริสุทธิ์ หากคุณสนใจข่าวการเมืองและคดีดัง ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้

ที่มา – ทนาย “บิ๊กโจ๊ก” แถลง ตั้งข้อสังเกตปมคลิปเสียง คดีสินบนทอง 246 บาท

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อบังคับใหม่ทนายเพศสภาพ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้มีข่าวอัปเดตที่น่าสนใจมากสำหรับวงการกฎหมายและสิทธิ LGBTQ+ ในไทยเลยล่ะ ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อบังคับใหม่ทนายเพศสภาพ ที่ช่วยให้ทนายความที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศที่กำเนิด สามารถแต่งกายได้ตามอัตลักษณ์ของตัวเองแบบไม่ต้องกังวลอีกต่อไป นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของสังคมไทยในการยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นครับ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อบังคับใหม่ทนายเพศสภาพ

อย่างที่ทราบกัน วันที่ 17 มีนาคม 2568 (ตามเนื้อหาแจ้ง 2569? ตรวจสอบปี) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 ซึ่งอาศัยอำนาจตาม พรบ.ทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 8, 27(3)(จ), 51 และความเห็นชอบจากสภา

ข้อบังคับนี้มีชื่อเต็มว่า “ข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568” และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจฯ เลยครับ ประกาศ ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568

รายละเอียดสำคัญของราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อบังคับใหม่ทนายเพศสภาพ

สาระสำคัญอยู่ที่การเพิ่มเติมข้อ 20 (5) ในข้อบังคับเดิม พ.ศ. 2529 โดยระบุชัดเจนว่า:

“(5) ทนายความชายหรือหญิง ซึ่งมีอัตลักษณ์ทางเพศ หรือเพศสภาพไม่ตรงกับเพศโดยกำเนิด มีสิทธิแต่งกายแบบสากลนิยม กระโปรง หรือกางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น สีขาว สีน้ำตาล หรือสีดำ เข้าชุดกับเครื่องแต่งกาย”

พูดง่ายๆ คือ ทนายทรานส์เจนเดอร์หรือที่มีเพศสภาพต่างจากเพศชีวภาพตอนเกิด สามารถเลือกแต่งตัวได้อิสระมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสไตล์สากลนิยมที่เป็นกลางเพศ, กระโปรงสำหรับคนที่รู้สึกเป็นผู้หญิง หรือกางเกงขายาวแบบทางการ พร้อมรองเท้าสีมาตรฐานที่เข้ากันได้ครับ

สิทธิที่ทนายความเพศสภาพได้จากข้อบังคับนี้

  • แต่งกายแบบสากลนิยม: สไตล์ที่ไม่แบ่งเพศชัดเจน เช่น เสื้อเชิ้ต กางเกงทรงหลวม
  • กระโปรง: สำหรับทนายที่ต้องการแสดงออกในมิติดึงดูดผู้หญิง
  • กางเกงขายาว: ตัวเลือกมาตรฐานสำหรับทุกคน
  • รองเท้าหุ้มส้น: สีขาว, น้ำตาล, ดำ เพื่อความสุภาพในศาล

ก่อนหน้านี้ กฎมรรยาททนายความเดิมอาจทำให้หลายคนรู้สึกอึดอัด เพราะต้องแต่งตามเพศกำเนิดเท่านั้น แต่ตอนนี้ ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อบังคับใหม่ทนายเพศสภาพ ช่วยแก้ปัญหานั้นได้ตรงจุดเลย

ทำไมข้อบังคับนี้ถึงสำคัญ?

ในยุคที่ไทยกำลังผลักดันสิทธิ LGBTQ+ อย่างจริงจัง เช่น การรับรองการเปลี่ยนเพศในบัตรประชาชน หรือ Pride Month ทุกปี การปรับกฎสำหรับทนายความซึ่งเป็นวิชาชีพที่ต้องเข้าศาลบ่อยๆ ถือเป็นสัญญาณบวกมากครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้า แต่เป็นการเคารพ อัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) และ เพศสภาพ (gender expression) ของแต่ละคน

ลองนึกภาพทนายทรานส์ที่ต้องยืนในศาลด้วยชุดที่ไม่ตรงใจ มันอาจกระทบความมั่นใจและประสิทธิภาพในการต่อสู้คดีได้ ตอนนี้ปัญหานั้นหมดไปแล้ว สภาทนายความแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า สอดคล้องกับแนวโน้มสากล เช่น ในสหรัฐฯ หรือยุโรปที่หลายประเทศมีกฎคล้ายกัน

นอกจากนี้ ยังช่วยลดการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานกฎหมาย ทำให้อาชีพทนายเปิดกว้างยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้คนหลากหลายเพศเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้นครับ

คุณสามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ เพื่อดูรายละเอียดทั้งหมด

มุมมองส่วนตัวและผลกระทบในอนาคต

ผมคิดว่านี่เป็นข่าวดีที่แท้จริง สะท้อนให้เห็นว่าไทยไม่ได้หยุดนิ่งในเรื่องสิทธิเพศสภาพ ในอนาคต อาจมีอาชีพอื่นๆ ปรับตาม เช่น ข้าราชการ หรือครู ซึ่งจะทำให้สังคมไทยเท่าเทียมมากขึ้น คุณล่ะคิดยังไงกับราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อบังคับใหม่ทนายเพศสภาพ? มันจะเปลี่ยนวงการกฎหมายยังไงบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือถ้าคุณเป็นทนายที่มีประสบการณ์ตรง มาเล่าให้ฟังด้วย! อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจสิทธิ LGBTQ+ ด้วยนะ

นี่คือก้าวเล็กๆ ที่นำไปสู่สังคมที่ยอมรับความหลากหลายมากขึ้น ตามติดข่าวอัปเดตได้ที่บล็อกเราเลยครับ!

ที่มา – ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อบังคับใหม่ ให้สิทธิแต่งกาย ทนายความเพศสภาพไม่ตรงกับเพศโดยกำเนิด

Scroll to top