ทหารผ่านศึก

ชาวบ้าน-ทหารช่องอานม้าร่วมทำบุญวันทหารผ่านศึก

ในพื้นที่ชายแดนอันสงบแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น จังหวัดอุบลราชธานี ได้เกิดเหตุการณ์น่าประทับใจขึ้น เมื่อชาวบ้าน – ทหารช่องอานม้า ร่วมทำบุญให้เหล่าวีรบุรุษกล้าใน “วันทหารผ่านศึก” โดยทุกคนมาร่วมกันตักบาตร ถวายสังฆทาน และผ้าบังสุกุล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ทหารกล้าที่สละชีพปกป้องแผ่นดินไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสามัคคีระหว่างประชาชนและกำลังพลที่ยืนหยัดเฝ้าชายแดน

ชาวบ้าน – ทหารช่องอานม้า ร่วมทำบุญให้เหล่าวีรบุรุษกล้าใน “วันทหารผ่านศึก”

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ วัดภูพลานปะปัง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านในพื้นที่ช่องอานม้าและทหารจากฐานปฏิบัติการกองพันทหารราบที่ 14 ได้มาร่วมพิธีอย่างคับคั่ง ทุกคนตั้งใจทำบุญเพื่อรำลึกถึงวีรบุรุษที่จากไป เนื่องในวันทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นวันสำคัญที่จัดขึ้นทุกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกและทหารกล้าที่เสียสละเพื่อชาติ

บรรยากาศตักบาตร

คำกล่าวจาก พันโทจิระพงศ์ จะรอนรัมย์

พันโทจิระพงศ์ จะรอนรัมย์ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 14 ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนว่า “วันนี้เป็นการทำบุญในวันทหารผ่านศึก ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่มาปฏิบัติหน้าที่ที่ช่องอานม้า พวกเราทำบุญร่วมกับพี่น้องประชาชนเสมอ เพื่อให้กำลังพลระลึกถึงวีรบุรุษที่เสียสละชีวิตปกป้องแผ่นดิน และตอกย้ำว่าพวกเราจะสานต่อภารกิจเพื่อชาติต่อไป” พันโทฯ ยังเผยว่าขวัญกำลังใจของกำลังพลทุกคนเต็มเปี่ยม 100% หลังจากกรำศึกมานาน และพร้อมดูแลพื้นที่ให้ดีที่สุด

พันโทจิระพงศ์

พันโทจิระพงศ์ ยังกล่าวถึงวีรบุรุษว่า หากพวกเขายังอยู่ จะขอบคุณจากใจจริง เพราะพวกเขารักษาประเทศชาติและช่วยเหลือเพื่อนทหาร “ด้วยความมุ่งมั่นปกป้องประชาธิปไตย พวกเราจะสานต่อให้สมกับที่พวกเขาคาดหวัง” สำหรับประชาชน ท่านฝากให้เชื่อมั่นในกองทัพไทยที่จะปกป้องประชาชนและอธิปไตยตลอดไป

ความสำคัญของวันทหารผ่านศึก

วันทหารผ่านศึกไม่ใช่แค่วันทำบุญ แต่เป็นโอกาสรำลึกถึงการเสียสละของทหารไทยนับไม่ถ้วน จัดโดยสมาคมทหารผ่านศึกแห่งประเทศไทย เพื่อเชิดชูเกียรติผู้เกษียณและผู้กล้าที่จากไปในการปฏิบัติหน้าที่ กิจกรรมเช่นชาวบ้าน – ทหารช่องอานม้า ร่วมทำบุญให้เหล่าวีรบุรุษกล้าใน “วันทหารผ่านศึก” ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจและความสัมพันธ์อันดี

กิจกรรมทำบุญ

ประโยชน์ของการทำบุญร่วมกันมีดังนี้:

  • สร้างขวัญกำลังใจ ให้ทหารปัจจุบันที่เฝ้าชายแดน
  • เสริมความสัมพันธ์ ระหว่างทหารและชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล
  • รำลึกวีรชน และปลูกฝังค่านิยมรักชาติให้เยาวชน
  • ส่งเสริมวัฒนธรรม การทำบุญอุทิศส่วนกุศลตามประเพณีไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ทหารต้องกรำศึกหนัก แต่การได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทำให้ทุกคนมีพลังต่อสู้เต็มเปี่ยม นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างให้พื้นที่อื่นๆ นำไปปฏิบัติตาม เพื่อความมั่นคงของชาติ

จากชาวบ้าน – ทหารช่องอานม้า ร่วมทำบุญให้เหล่าวีรบุรุษกล้าใน “วันทหารผ่านศึก” เห็นได้ชัดถึงความสามัคคีที่แข็งแกร่ง ในยุคที่ภัยคุกคามหลากหลาย การมีประชาชนยืนเคียงข้างทหารคือกุญแจสำคัญในการปกป้องแผ่นดิน ขอชื่นชมทุกท่านที่ร่วมกิจกรรมนี้

คุณล่ะ จะร่วมรำลึกถึงวีรบุรุษไทยอย่างไร? ลองทำบุญอุทิศส่วนกุศลหรือแชร์เรื่องราวดีๆ ในโซเชียลมีเดีย เพื่อเผยแพร่พลังบวกนี้ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น สนับสนุนทหารไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – ชาวบ้าน – ทหารช่องอานม้า ร่วมทำบุญให้เหล่าวีรบุรุษกล้าใน “วันทหารผ่านศึก”

“เต้ มงคลกิตติ์” แฉ! ย้ายพรรคเพราะไม่ผ่านสรรหา

“เต้ มงคลกิตติ์” ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไปอยู่พรรคทางเลือกใหม่ โดยอ้างว่าไม่ผ่านกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. กทม. และถูก “สาธิต ปิตุเตชะ” ขีดชื่อออกจากการคัดเลือก นอกจากนี้ยังประกาศเตรียมผลักดัน พ.ร.บ. ผดุงเกียรติให้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวว่า พรรคทางเลือกใหม่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2561 โดยได้รับการอนุญาตจากพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น และตนเองเคยสังกัดพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ ส.ส. มา 1 คน คือตัวเขาเอง จนได้รับฉายา “พี่เต้พระราม 7” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “เต้ 007” จากการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นจนมีสายลับในทุกกระทรวง

เมื่อถูกถามถึงการที่เขาเคยเป็น ส.ส. ในปี 2562 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งในปี 2566 นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า หลังจากว่างเว้นจากการเมืองไปหลายเดือน เขาได้หันไปทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนที่จะย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในขณะนั้นนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ต่อมาเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในพรรค และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง “เต้ มงคลกิตติ์” จึงได้เข้าสู่กระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. กทม. ในเขตพระราม 7 (เขต 7 กทม.) จนกระทั่งผ่านเข้ารอบสุดท้าย แต่ทราบภายหลังว่านายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งดูแลการเลือกตั้งในภาคกลาง เป็นผู้ขีดชื่อเขาออกจากการคัดเลือก เนื่องจากไม่ชอบพอนายเฉลิมชัย ทั้ง ๆ ที่นายสาธิตเคยได้รับความช่วยเหลือจากนายเฉลิมชัยมาก่อน

“เขาเรียกตนเองว่าคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ พรรคเขาสูง ก็ลาออก พอลาออกพี่วัน อยู่บำรุง ก็โทรมา ให้มาอยู่พลังประชารัฐด้วยกันในวันที่ 18 ธันวาคม แต่ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าลุงป้อมจะไปต่อหรือไม่ สุดท้ายพี่วันลาออกและขอพัก ตนเองก็บอกขอพัก จึงบอกพี่ๆ น้องๆ ปรากฏว่าพี่น้องทหารผ่านศึก ที่ตนเองเป็นที่ปรึกษา อยากให้ตนเองทำ พ.ร.บ. ผดุงเกียรติให้สำเร็จ ไปหาพรรคไหนก็ได้ แต่ตนเองบอกมันตั้งพรรคไม่ทัน ยอมรับพี่ต่อไม่ได้ชวนไปกล้าธรรม แต่พี่ธรรมนัสก็โทรมา แต่ตอนนั้นยังติดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า ในตอนแรกเขาตั้งใจจะเว้นวรรคทางการเมืองและเดินทางไปญี่ปุ่น แต่ได้รับการร้องขอจากพี่น้องทหารผ่านศึกให้กลับเข้าสภาให้ได้ ส่วนนายราเชน ตระกูลเวียง จะเสนอชื่อเขาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในวันพรุ่งนี้ เมื่อผู้ประกาศข่าวแซวว่าอาจจะต้องเรียกท่านนายกฯ แล้ว นายมงคลกิตติ์ตอบว่าอาจจะต้องเรียกจริง ๆ เพราะได้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไปแล้ว 25 คน และสมัคร ส.ส. เขต อีก 80 เขต

“เต้ มงคลกิตติ์” แฉ! ย้ายพรรคเพราะไม่ผ่านสรรหา

การออกมาเปิดเผยเรื่องราวการย้ายพรรคของ “เต้ มงคลกิตติ์” ครั้งนี้ จุดประเด็นให้สังคมหันมาสนใจเรื่องกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. ของแต่ละพรรคการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ผู้มีอำนาจในพรรคสามารถเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจได้ นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของนายมงคลกิตติ์ในการผลักดัน พ.ร.บ. ผดุงเกียรติ ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่

ทำไม “เต้ มงคลกิตติ์” ถึงย้ายพรรค?

คำถามสำคัญคือ เหตุใด “เต้ มงคลกิตติ์” ถึงออกมาเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ในช่วงเวลานี้? เป็นไปได้หรือไม่ว่า เขาต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจย้ายพรรคของตนเอง หรือต้องการที่จะโจมตีพรรคประชาธิปัตย์เพื่อหวังผลทางการเมืองบางอย่าง? สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “เต้ มงคลกิตติ์” แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานทางการเมืองของเขาอย่างชัดเจน การประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทางเลือกใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าเขามีความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง และพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ อย่างไรก็ตาม การเดินทางทางการเมืองของเขายังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย และต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกมากมาย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของ “เต้ มงคลกิตติ์” เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวอยู่เสมอ การตัดสินใจทางการเมืองแต่ละครั้ง อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของนักการเมืองเอง และต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – “เต้ มงคลกิตติ์” แฉ ย้ายจาก ปชป. เพราะไม่ผ่านกระบวนการสรรหา ถูก “สาธิต” ขีดชื่อออก

Scroll to top