ทหารเหยียบระเบิด ล่าสุด

รอง ผบ.กกล.สุรนารี เยี่ยมให้กำลังใจ พลทหารเดชศักดิ์

ในเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจ รอง ผบ.กกล.สุรนารี เยี่ยมให้กำลังใจ “พลทหารเดชศักดิ์” เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ สะท้อนถึงความห่วงใยที่ผู้บังคับบัญชามีต่อลูกน้องทหารกล้าเหล่านี้ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดนอย่างสุดกำลัง แม้จะต้องเผชิญอันตรายจากทุ่นระเบิดที่หลงเหลือจากอดีตสงคราม

รอง ผบ.กกล.สุรนารี เยี่ยมให้กำลังใจ “พลทหารเดชศักดิ์” เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 พ.อ.บุญเสริม บุญบำรุง ผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองกำกับการสุรนารี พร้อมด้วย พ.ท.ณัฐวุฒิ คัมภิรานนท์ ผู้บัญชาการร.23 พัน.3 ได้รุดเดินทางไปเยี่ยมอาการของ พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ ทหารกองประจำการสังกัดร้อยร.233 (ร.23 พัน.3) ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ณ ฐานปฏิบัติการเอราวัณ ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

สาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

พลทหารเดชศักดิ์ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยของชาติ โดยเผลอเหยียบทุ่นระเบิดที่ฝังกลบอยู่ในพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้สูญเสียขาขวาไปอย่างน่าเศร้า ฐานปฏิบัติการเอราวัณถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งยังคงมีทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่หลงเหลือจากยุคสงครามเขมรแดงและความขัดแย้งในอดีต ทำให้ทหารไทยต้องเผชิญความเสี่ยงสูงในการลาดตระเวนและเฝ้าระวัง

การเยี่ยมและมอบขวัญกำลังใจ

ในการเยี่ยมครั้งนี้ รอง ผบ.กกล.สุรนารี ได้นำความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงไปมอบให้กับพลทหารเดชศักดิ์และครอบครัว โดยได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ เงินช่วยเหลือเบื้องต้น เพื่อปลอบประโลมจิตใจและให้กำลังใจแก่ทหารกล้าผู้เสียสละเพื่อชาติ นอกจากนี้ยังย้ำชัดเจนว่าจะดูแลอย่างเต็มที่ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูร่างกาย และสวัสดิการให้กับครอบครัว

รอง ผบ.กกล.สุรนารี เยี่ยมให้กำลังใจ พลทหารเดชศักดิ์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ

เหตุการณ์รอง ผบ.กกล.สุรนารี เยี่ยมให้กำลังใจ “พลทหารเดชศักดิ์” เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อลูกน้องเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณของความสามัคคีในกองทัพบกไทย ที่พร้อมสนับสนุนทหารทุกนายให้มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

ความสำคัญของฐานปฏิบัติการเอราวัณ

ฐานเอราวัณตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นแนวชายแดนที่ละเอียดอ่อน ทหารประจำการที่นี่ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภูมิประเทศขรุขระ สภาพอากาศร้อนชื้น และภัยจากวัตถุระเบิดที่ยังไม่ถูกกำจัดหมดสิ้น ปัจจุบันกองทัพไทยมีการทำงานร่วมกับหน่วยกำจัดทุ่นระเบิดเพื่อลดความเสี่ยง แต่ก็ยังคงต้องพึ่งพาความระมัดระวังของทหารแต่ละนาย

  • มอบสิ่งของบำรุงขวัญเพื่อสุขภาพ
  • เงินช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับครอบครัว
  • คำมั่นสัญญาดูแลการรักษาและฟื้นฟู
  • การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับโรงพยาบาลทหารเพื่อให้พลทหารเดชศักดิ์ได้รับการดูแลที่ดีที่สุด อาจรวมถึงการติดตั้งขาเทียมในอนาคต เพื่อให้สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่หรือใช้ชีวิตปกติได้

ความกล้าหาญของพลทหารเดชศักดิ์และเพื่อนทหารที่ฐานเอราวัณ เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องแผ่นดินไทย ผู้บังคับบัญชาได้ขอสดุดีในความเสียสละนี้ และยืนยันว่าจะไม่ทิ้งทหารคนใดไว้ข้างหลัง

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมไทยตระหนักถึงความยากลำบากของทหารชายแดน และควรให้การสนับสนุนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านงบประมาณสำหรับกำจัดทุ่นระเบิด หรือการรณรงค์สร้างขวัญกำลังใจ

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์รอง ผบ.กกล.สุรนารี เยี่ยมให้กำลังใจ “พลทหารเดชศักดิ์” เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรของกองทัพไทยที่อบอุ่นและมุ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารรุ่นใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี หากเราทุกคนช่วยกันส่งกำลังใจ ไม่ว่าจะด้วยการแชร์ข่าว สนับสนุนมูลนิธิทหาร หรือติดตามข่าวสาร ก็จะเป็นพลังสำคัญในการปกป้องชาติต่อไป

ติดตามข่าวสารทหารไทยและเหตุการณ์ชายแดนเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเผยแพร่ความกล้าหาญของเหล่าทหารกล้า!

ที่มา – รอง ผบ.กกล.สุรนารี เยี่ยมให้กำลังใจ “พลทหารเดชศักดิ์” เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ

แม่พลทหารเดชศักดิ์ เหยียบระเบิดขาขาด ฝันเป็นลาง

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของแม่พลทหารเดชศักดิ์ เหยียบระเบิดขาขาดกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย แม่ของพลทหารหนุ่มรายนี้ต้องมาอยู่เฝ้าลูกชายหน้าห้องผ่าตัด หลังจากที่ลูกชายประจำการอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชาไปเหยียบทุ่นระเบิดจนขาขวาขาด ความรักของแม่ที่ไม่เคยละทิ้งลูก ทำให้หลายคนซึ้งใจและเห็นถึงความเสียสละของครอบครัวทหาร

แม่พลทหารเดชศักดิ์ เหยียบระเบิดขาขาด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ฐานปฏิบัติการเอราวัณ ช่องระยี อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ไปเหยียบทุ่นระเบิดที่ยังหลงเหลือจากอดีต ส่งผลให้ขาขวาขาดและบาดเจ็บสาหัสทันที แพทย์โรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์ได้นำตัวเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ล่าสุดการผ่าตัดประสบความสำเร็จแล้ว และย้ายไปพักฟื้นในห้อง ICU โดยอาการโดยรวมดีขึ้น พ้นขีดอันตรายแล้ว

นางอำคา ตรีคำ วัย 56 ปี แม่ของพลทหารเดชศักดิ์ ได้รีบเดินทางจากจังหวัดศรีสะเกษมาพร้อมญาติๆ เพื่อเฝ้าลูกชายด้วยความเป็นห่วงสุดขีด แม่เล่าว่าลูกชายกำลังจะครบ 1 ปีในการเป็นทหารในเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนหน้านี้ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม และเพิ่งย้ายมาที่ฐานเอราวัณได้ไม่นาน เมื่อวานยังโทรคุยกันเรื่องสั่งของใช้ธรรมดา ก่อนจะได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายตอน 7 โมงเช้า

ฝันเป็นลางก่อนแม่พลทหารเดชศักดิ์ เหยียบระเบิดขาขาด

สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ คืนก่อนเกิดเหตุ แม่ฝันเห็นลูกชายตกน้ำ จะจมน้ำแต่ก็ไม่จม เหมือนมีอะไรมาบอกใบ้ แม่บอกว่า “พอตื่นมาแล้วได้รับโทรศัพท์ ก็ตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก” ที่ผ่านมา ลูกชายไม่เคยเล่าเรื่องอันตรายจากทุ่นระเบิดให้ฟัง มีแต่เพื่อนทหารที่เคยโดนและเสียชีวิตที่ปราสาทตาเมือนธม ล่าสุดลูกเพิ่งลาพักกลับบ้านวันที่ 16 ก.พ. อยู่ด้วยกันแค่ 3-4 วันก็ต้องกลับไปประจำการ

ความผูกพันของแม่ลูกทหารชายแดน

แม้จะอยู่ห่างกัน แต่พลทหารเดชศักดิ์โทรหาแม่ทุกวัน แม่อยู่คนเดียว ลูกยังส่งเงินมาให้ตลอด แม้แม่จะบอกให้เก็บไว้ใช้เองก็ไม่ยอม แม่รู้สึกภูมิใจมากที่ลูกเลือกเส้นทางทหาร เพื่อปกป้องชาติและชายแดน ตอนนี้แม่ขอแค่อยากให้ลูกหายไวๆ จะได้กลับมาอยู่เป็นเพื่อนแม่

  • ลูกชายโทรหาแม่ทุกวัน แม้ปฏิบัติหน้าที่หนัก
  • ส่งเงินช่วยเหลือแม่ แม้เงินเดือนทหารไม่มาก
  • เคยลาพักบ้านสั้นๆ ก่อนกลับไปชายแดน
  • ไม่เคยเล่าความเสี่ยงจากทุ่นระเบิด เพื่อไม่ให้แม่กังวล

พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเอราวัณและปราสาทตาเมือนธม ยังคงมีทุ่นระเบิดและระเบิดที่ไม่ระเบิดหลงเหลือจากสงครามเก่า ทำให้ทหารที่ประจำการต้องระวังตัวตลอดเวลา เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง สะท้อนถึงความเสี่ยงสูงในการปกป้องแผ่นดิน

เรื่องราวของแม่พลทหารเดชศักดิ์ เหยียบระเบิดขาขาดนี้ ทำให้เราเห็นถึงความกล้าหาญของพลทหารไทยและความเข้มแข็งของครอบครัว สุดท้ายแล้ว การผ่าตัดสำเร็จและอาการดีขึ้น เป็นข่าวดีที่ทุกคนเฝ้ารอ หวังว่าพลทหารเดชศักดิ์จะหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็ววัน ขอเป็นกำลังใจให้ทั้งแม่ลูกและทหารทุกนายที่เสียสละเพื่อชาติ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวทหารชายแดนเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ

ที่มา – แม่ “พลทหารเดชศักดิ์” เหยียบระเบิดขาขาด เฝ้าลูกหน้าห้องผ่าตัด เผยฝันเป็นลาง

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่เอง ตรวจจุดเกิดเหตุกำลังพลเหยียบระเบิด ช่องระยี

เหตุการณ์ที่กำลังพลทหารไทยประสบอุบัติเหตุเหยียบระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ทำให้ทุกคนตื่นตัวกับความปลอดภัยของเหล่าทหารผู้พิทักษ์ชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ช่องระยี อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ล่าสุด แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่เอง ตรวจจุดเกิดเหตุกำลังพลเหยียบระเบิด “ช่องระยี” เพื่อประเมินสถานการณ์และสั่งการเร่งด่วน

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่เอง ตรวจจุดเกิดเหตุกำลังพลเหยียบระเบิด “ช่องระยี”

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 06.44 น. พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ ตำแหน่งพลปืนเล็กกล สังกัดร้อยร.233 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการเอราวัณ บริเวณช่องระยี ได้เกิดเหยียบวัตถุระเบิดขณะเดินไปห้องน้ำ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้ประจำ ส่งผลให้ขาขวาบาดเจ็บสาหัส หน่วยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทันที ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่รอช้า รีบลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุด้วยตัวเอง พร้อมหน่วย EOD (เก็บกู้วัตถุระเบิด) เพื่อตรวจค้นและประเมินความเสี่ยง พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-1 ซึ่งถูกฝังลึกใต้ดิน แม้ฐานเอราวัณจะอยู่ภายใต้การควบคุมตั้งแต่หยุดยิงรอบ 2 และเคยตรวจมาแล้ว 2 รอบ แต่ยังพลาดจุดนี้ได้

รายละเอียดการตรวจสอบและมาตรการป้องกัน

แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการให้หน่วยเก็บกู้เข้าตรวจค้นพื้นที่อย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของกำลังพลทุกนาย การตรวจพบว่าผู้บาดเจ็บเป็นคนที่ 3 ในเส้นทางนั้น ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการ เช่น

  • ตรวจค้นพื้นที่รอบฐานปฏิบัติการทุกวัน
  • ใช้เครื่องตรวจจับโลหะขั้นสูง
  • ฝึกอบรมกำลังพลให้ระวังทุ่นระเบิดเก่า
  • เพิ่มการลาดตระเวนรอบช่องระยี

พื้นที่ช่องระยีเป็นจุดเชื่อมต่อชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีประวัติความขัดแย้งในอดีต ทำให้ยังหลงเหลือระเบิดสงครามจำนวนมาก การที่ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่เอง แสดงถึงความรับผิดชอบและห่วงใยต่อลูกน้องอย่างแท้จริง

หลังตรวจสอบเสร็จ แม่ทัพมีแผนรุดเยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บที่โรงพยาบาล เพื่อให้กำลังใจและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เราระลึกถึงความเสียสละของทหารไทยที่ปกป้องแผ่นดิน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ย้ำชัดว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน แม้จะมีการตรวจสอบแล้วหลายรอบ แต่ภัยจากทุ่นระเบิดยังคงเป็นความท้าทาย เราควรสนับสนุนงบประมาณให้หน่วย EOD และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยง หากคุณสนใจข่าวชายแดนหรืออยากติดตามพัฒนาการอาการของพลทหารเดชศักดิ์ อย่าลืมกดติดตามบล็อกนี้และแชร์เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย

ที่มา – “แม่ทัพภาคที่ 2” ลงพื้นที่เอง ตรวจจุดเกิดเหตุกำลังพลเหยียบระเบิด “ช่องระยี”

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

“นายกฯ อนุทิน” ยกมือปาดน้ำตา ขณะเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี หลังได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ เหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการบนยอดภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดลอบสังหารบุคคล บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่งของการพูดคุย นายกฯ อนุทิน มีอาการตาแดง และยกมือขึ้นปาดน้ำตาขณะรับฟังอาการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารกล้าเหล่านั้น ท่านนายกฯ ได้กล่าวให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บว่า หลังจากการรักษาจนหายดีแล้ว ก็ให้กลับไปรับราชการเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่นายกรัฐมนตรีมีต่อทหารและผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

เหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจในเรื่องของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยมากยิ่งขึ้น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุอันตรายต่างๆ ยังคงเป็นภารกิจที่สำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

การที่ นายกฯ อนุทิน เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การให้กำลังใจและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ให้มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ การที่ นายกฯ อนุทิน แสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความรู้สึกและความห่วงใยที่ท่านมีต่อทหารกล้า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของประชาชน

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเสียสละของทหารและผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยต่างๆ มากมาย เพื่อปกป้องความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชน เราควรให้ความสำคัญและสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

นายกฯ อนุทิน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา ขณะเยี่ยมทหาร นับเป็นภาพที่สะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ ที่มีความห่วงใยและเสียใจต่อเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวของพวกเขา เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อแสดงความขอบคุณและความเคารพต่อความเสียสละของพวกเขา

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ การที่ผู้นำประเทศแสดงความห่วงใยและความเข้าใจต่อความรู้สึกของประชาชน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การกระทำของ นายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นผู้นำที่เข้าถึงประชาชนและมีความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความเสียใจที่ผู้นำประเทศมีต่อทหารกล้าและประชาชน การให้กำลังใจและการสนับสนุนแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้

ผมคิดว่าการที่ผู้นำแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขามีคนที่เข้าใจความรู้สึกของพวกเขา

ที่มา – กลั้นไม่อยู่ “นายกฯ อนุทิน” ปาดน้ำตาขณะเยี่ยมทหารบาดเจ็บจากเหตุเหยียบระเบิด (คลิป)

TMAC ประณามกัมพูชา มุ่งทำร้ายทหารไทย!

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ประณามกัมพูชา วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 หวังทำร้ายทหารไทย พร้อมไล่ไทม์ไลน์ชี้ชัด เป็นระเบิดใหม่ ทำลายลวดหนามแนวเขตไทย และลักลอบเข้ามาวาง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เปิดเผยถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนที่จะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิดวางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางบริเวณเส้นทางลาดตระเวนถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่างเข้าพิสูจน์ทราบและซ่อมแซมแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเป็นเหตุให้กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด

พ.อ.ศิวะ เผยต่อไปว่า หลังจากเกิดเหตุหน่วยในพื้นที่ได้ประสานขอรับการสนับสนุนชุดตรวจค้นหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) จากสถานีตำรวจภูธรบึงมะลู และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) จังหวัดศรีสะเกษ เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ จากหลักฐานที่ปรากฏพบร่องรอยหลุมระเบิดและเศษชิ้นส่วนระเบิดที่ทำงานแล้ว ซึ่งสามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ยังไม่ทำงานอยู่บริเวณใกล้เคียงกับหลุมระเบิดอีก 3 ทุ่น เป็นการลอบวางใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งทำร้ายกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำและหวังก่อให้เกิดความสูญเสียต่อฝ่ายไทย

การกระทำของฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้ ปรากฏชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงจงใจไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสันติภาพดังกล่าว รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการลอบโจมตีกำลังพลฝ่ายไทยด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ และทำลายความหมายที่แท้จริงของคำว่าสันติภาพของภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มุ่งคุกคามฝ่ายไทย และรุกล้ำอาณาเขตของไทยอย่างชัดเจนเสมอมาด้วยการใช้อาวุธทุ่นระเบิด และมีเจตนามุ่งหมายที่จะไม่ยุติความขัดแย้งระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาอย่างที่แสดงออกในเวทีโลก

“ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่แสดงออกถึงความไม่จริงใจในการร่วมกันแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และเป็นอุปสรรคสำคัญอันจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในภูมิภาค รวมทั้งเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อทุกประเด็นที่กัมพูชาเคยให้คำมั่นในปฏิญญาต่อประชาคมโลก ทั้งระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ”

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกัน และยังคงเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาค การกระทำนี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่กัมพูชาเคยให้ไว้กับประชาคมโลก

ทำไม TMAC จึงประณามกัมพูชาเรื่องนี้?

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ เนื่องจากเป็นการกระทำที่จงใจมุ่งร้ายต่อทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพที่ทั้งสองประเทศเคยลงนามร่วมกัน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ และจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคในระยะยาว การกระทำใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือสร้างความตึงเครียดควรถูกหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

กองทัพภาคที่ 2 ชี้ สันติภาพไม่มีอยู่จริง!

เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า สันติภาพไม่มีอยู่จริง หลังเกิดเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิด ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จนขาขาดเป็นรายที่ 7 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารีว่าเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้า เมื่อกำลังพลเหยียบกับระเบิดในบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บถึง 2 นาย คือ จ.ส.อ. เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ซึ่งมีอาการข้อเท้าขวาขาด และ พลฯ วชิระ พันธนา ซึ่งมีอาการแน่นหน้าอกจากการถูกแรงอัด ปัจจุบันทั้งสองนายได้รับการส่งตัวโดยอากาศยานเพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์แล้ว ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ได้ทำการโพสต์ภาพพร้อมข้อความที่ระบุว่า “ด่วนที่สุด สันติภาพไม่มีอยู่จริง ทหารไทยเหยียบกับระเบิด พื้นที่ห้วยตามาเรีย บาดเจ็บ 2 นาย ปัจจุบันกำลังนำตัวออกจากพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา รายละเอียดอื่นๆ จะแจ้งให้ทราบต่อไป”

ข้อความนี้ได้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว และมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์และความคิดเห็นดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ชี้ สันติภาพไม่มีอยู่จริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หลายคนหันกลับมาพิจารณาถึงความหมายและความเป็นไปได้ของสันติภาพในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง การสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดจากการเหยียบกับระเบิดเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงความยากลำบากในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

สันติภาพที่แท้จริงคืออะไร?

คำถามที่เกิดขึ้นคือ สันติภาพไม่มีอยู่จริง อย่างที่กองทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวไว้จริงหรือไม่ หรือว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ต้องสร้างและรักษาไว้ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่อง? การแสวงหาสันติภาพอาจเป็นกระบวนการที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่การยอมแพ้ต่อความยากลำบากก็หมายถึงการยอมจำนนต่อความรุนแรงและความขัดแย้ง

การสร้างสันติภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหา การสร้างความไว้วางใจ และการเจรจาอย่างสันติ การใช้ความรุนแรงอาจเป็นทางออกที่รวดเร็ว แต่ไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งก็เป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ต้องการความช่วยเหลือทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและให้โอกาสแก่ทุกคนเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสันติภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารที่เหยียบกับระเบิดเป็นเครื่องเตือนใจว่าสันติภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและรักษาไว้ด้วยความมุ่งมั่นและความเสียสละ การร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อให้ไม่มีใครต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความสูญเสียเช่นนี้อีกต่อไป

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การรักษาสันติภาพจึงเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย การสร้างความเข้าใจ การเจรจา และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่สังคมที่สงบสุขและยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – เพจกองทัพภาคที่ 2 ชี้สันติภาพไม่มีอยู่จริง หลังทหารเหยียบระเบิด ขาขาดรายที่ 7

Scroll to top